facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

แม้อุปสรรคที่พานพบจะเป็นโชคชะตาขีดลิขิตไว้ ทว่าหากมีองค์ชายอย่างเขาคอยเคียงข้าง นางก็หวังเพียงว่าจะฝ่าฟันมันไปได้...

ตอนที่ 5 เข้าวัง

ชื่อตอน : ตอนที่ 5 เข้าวัง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.2k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 31 ม.ค. 2563 09:58 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 5 เข้าวัง
แบบอักษร

 

เมื่อพิจารณาคำพูดแต่ละคำของลู่ซิงหัวแล้ว เหออันโหรวกลับรู้สึกผ่อนคลาย “พูดเช่นนี้ก็หมายความว่าข้าไม่ต้องห่วงความปลอดภัยของท่านพ่อท่านแม่ ถ้าพวกนั้นยังจับข้าไม่ได้ท่านพ่อท่านแม่ก็ยังปลอดภัย” 

พอแหงนหน้าขึ้นมองลู่ซิงหัวกลับเห็นเขาขมวดคิ้วเล็กน้อย ดวงตาฉายแววซับซ้อน 

ขณะนั้นแสงอรุณส่องเข้ามาทางหน้าต่าง จู่ๆ ก็มีเสียงคนเคาะประตูดังขึ้น 

“องค์ชายสาม ฮ่องเต้ทรงมีพระราชโองการให้แม่นางเหอออกมารับพระราชโองการพ่ะย่ะค่ะ” 

ขณะลู่ซิงหัวรู้สึกประหลาดใจเหออันโหรวก็ผลักประตูออกไปแล้ว 

นางเพิ่งออกจากประตูห้องได้ไม่เท่าไร ก็ได้ยินเสียงรถม้าดังขึ้นตรงนอกประตู เหออันโหรวแหงนหน้ามองด้วยความอยากรู้อยากเห็น ข้างหน้านางเห็นแต่ขันทีคนหนึ่งลงจากรถม้าถือพระราชโองการยืนหน้าประตู ตะโกนขึ้นว่า “เหออันโหรวรับราชโองการ!” 

เหออันโหรวยังงุนงงอยู่ จากนั้น­ไม่รู้ว่าลู่ซิงหัวมาถึงเมื่อไรผลักเหออันโหรวไปข้างหลังเบาๆ แล้วทำท่าบอกให้นางคุกเข่าลง 

“ด้วยโองการสวรรค์ฮ่องเต้ทรงมีพระบัญชา เช้านี้ทรงทราบว่าจวนแม่ทัพเหอถูกโจมตี พระองค์ทรงเห็นพระทัยจึงโปรดให้บุตรสาวของฮูหยินเอกแห่งสกุลเหอเข้าวัง จบราชโองการ” ขันทีเก็บพระราชโองการแล้วยื่นให้เหออันโหรวจากนั้นหันไปผายมือเชื้อเชิญ “คุณหนูใหญ่เหอ เชิญ” 

พอได้ยินเช่นนี้ สีหน้าของลู่ซิงหัวก็เปลี่ยนไปทันที เขาเงยหน้าขึ้นขมวดคิ้วมองขันทีพูดอย่างระวังตัวว่า “ข้าไปด้วย” 

ขันทีผู้นั้นตะลึงเล็กน้อยก่อนจะกุมมือคารวะยิ้มพลางพูดว่า “องค์ชายสาม ครั้งนี้ฮ่องเต้ทรงโปรดให้คุณหนูใหญ่เหอเข้าเฝ้าตามลำพัง จึงเชิญองค์ชายสาม...” 

ขันทีพูดยังไม่ทันจบ ลู่ซิงหัวก็คว้าแขนเสื้อของเหออันโหรวพานางขึ้นรถม้า 

ด้วยความสงสัยที่ค้างคาใจมาตลอดว่าทำไมลู่ซิงหัวจึงดีกับตนเช่นนี้ เหออันโหรวจึงเงยหน้ามองลู่ซิงหัวซึ่งนั่งข้างตนด้วยแววตาสับสน 

“เจ้ามองอะไร” ลู่ซิงหัวขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาหันมามองเหออันโหรว แต่เหออันโหรวก็ยังคงมองลู่ซิงหัวอย่างไม่กะพริบตา  

“ข้ากำลังคิดว่าเหตุใดเจ้าจึงทุ่มเทพลังกายพลังใจช่วยเหลือข้า” เหออันโหรวเลิกคิ้ว ก้มหน้าครุ่นคิด “คนที่มีพลังวิเศษสูงกว่าข้ามีมากมาย เหตุใดเจ้าจึงเลือกข้า” 

“เจ้าอาจจะโชคดีกว่าคนอื่น” ลู่ซิงหัวหันหน้าออกไปมองนอกหน้าต่างไม่พูดอะไรอีก 

“คงเป็นเพราะเจ้าก็อยากได้ดวงจิตหงส์ใช่หรือไม่” เสียงของเหออันโหรวต่ำและเบามาก 

ปลายนิ้วมือของลู่ซิงหัวสั่นเล็กน้อย ไม่มีคำตอบใดๆ ราวกับไม่ได้ยินคำพูดนี้ของนาง 

ทั้งสองนั่งรถม้าโคลงเคลงไปตลอดทางจนถึงวังหลวง นางมองวังใหญ่โตโอ่อ่าน่ากริ่งเกรงที่ประทับของฮ่องเต้เบื้องหน้าอยู่นาน เหออันโหรวในใจรู้สึกสับสนแต่ไม่อาจพูดออกมาได้  

นางหันไปมองลู่ซิงหัว ใบหน้าของเขาทั้งเคร่งเครียดและระแวดระวัง ทำให้เหออันโหรวยิ่งรู้สึกไม่สบายใจ นางมองทุกท่าทางของลู่ซิงหัวขณะอยู่บนรถม้า พอถึงตอนนี้นางก็ไม่รู้ว่าควรจะเชื่อใจใคร 

“เรียกตัวแม่นางเหอเข้าเฝ้า!” เสียงเคร่งครัดของขันทีในวังหลวง ทำให้เหออันโหรวได้สติดึงความคิดกลับมาทันที นางรีบปัดเสื้อผ้ายกชายกระโปรงขึ้นเดินเข้าไปยังท้องพระโรง 

ลู่ซิงหัวดึงมือเหออันโหรวไว้ และยืนนิ่งอยู่หน้าท้องพระโรง “เจ้ารอก่อน” ลู่ซิงหัวหันไปดูรอบข้างแล้วขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อย พูดเบาๆ ว่า “หากเสด็จพ่อให้เจ้าทำอะไร เจ้าอย่ารับปาก” 

เหออันโหรวขมวดคิ้วไม่รู้จะตอบอย่างไร จึงได้แต่พยักหน้าแล้วเดินตรงเข้าไป 

ฮ่องเต้ประทับนั่งบนบัลลังก์อันน่าเกรงขาม สีพระพักตร์ทรงอำนาจ แย้มพระสรวลที่มุมพระโอษฐ์ ลู่ซิงหัวเหมือนเสด็จพ่อของเขาอย่างที่คาดไว้  

“หม่อมฉันเหออันโหรวถวายบังคมฝ่าบาทเพคะ” เหออันโหรวก้มศีรษะทูลด้วยน้ำเสียงราบเรียบ 

ฮ่องเต้บนบัลลังก์ทรงถอนพระทัยตรัสเบาๆ ว่า “ลุกขึ้นเถิด” 

เหออันโหรวก้มศีรษะลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ 

“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับครอบครัวแม่ทัพเหอ เราได้ยินแล้ว ไม่รู้ว่าจะเกิดเรื่องกะทันหันเช่นนี้ขึ้น ข้ารู้สึกเสียใจอย่างยิ่ง” ฮ่องเต้ตรัสด้วยความเสียพระทัย ครู่หนึ่งจึงหันพระพักตร์ไปยังแม่ทัพเซี่ยซึ่งอยู่ข้างๆ “ท่านแม่ทัพพบศพของแม่ทัพเหอกับฮูหยินหรือไม่” 

แม่ทัพเซี่ยรีบประสานมือ สั่นศีรษะทูลตอบ “ทูลฝ่าบาท เมื่อคืนพอกระหม่อมได้รับข่าวก็รีบไปที่จวนแม่ทัพเหอ เวลานั้นทั้งจวนว่างเปล่าไร้ผู้คน ไม่พบร่องรอยของผู้ก่อเหตุคาดว่าคงเสียชีวิตแล้ว” 

“ฝ่าบาท หม่อมฉันเชื่อว่าท่านพ่อท่านแม่คงไม่เสียชีวิตในสภาพเช่นนี้เพคะ! ฝ่าบาทโปรดส่งคนไปสืบให้แน่ชัดด้วยเถิดเพคะ!” เหออันโหรวร้อนใจ นางเชื่อว่าท่านพ่อท่านแม่ยังไม่ตาย นางต้องช่วยท่านพ่อรักษาตำแหน่งแม่ทัพให้ได้ 

ฮ่องเต้ทรงพยักพระพักตร์ สายพระเนตรเต็มไปด้วยความเสียพระทัย “แม่ทัพเหอกับแม่ทัพเซี่ยล้วนเป็นขุนนางคนสำคัญของเรา ขาดคนใดคนหนึ่งเราก็รู้สึกเสียใจนัก เวลานี้แม่ทัพเหอเป็นอย่างไรยังไม่แน่ชัด ในครอบครัวมีเหลือแต่ลูกสาวคนโตคนเดียว ดังนั้นตราแม่ทัพจะมอบหมายให้เจ้ากรมกลาโหม ดูแลแล้วค่อยจัดใหม่” 

เหออันโหรวพอได้ยินเช่นนี้ก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกค้อมตัวลงทูล “ขอบพระทัยฝ่าบาท เพคะ” 

แม่ทัพเซี่ยซึ่งยืนอยู่ข้างๆ ทำสีหน้าอึดอัด มองเหออันโหรวอย่างไม่พอใจ แต่กลับประสานมือถวายบังคมฮ่องเต้แล้วทูลอย่างนอบน้อมว่า “หลังจากออกไปแล้วกระหม่อมจะเอาตราแม่ทัพเหอไปมอบให้เจ้ากรมกลาโหมพ่ะย่ะค่ะ” 

ฮ่องเต้ทรงพยักพระพักตร์ แล้วทรงหันไปตรัสถามเหออันโหรว “เมื่อเป็นเช่นนี้ เจ้าตัวคนเดียวไร้ที่พึ่ง เราจึงจัดให้เจ้าไปอยู่ที่สำนักศึกษาจิ่วโจว ที่นั่นเป็นสถานที่ร่ำเรียนของพระโอรสพระธิดาของข้า เจ้าจะได้เรียนอะไรหลายอย่าง” 

คนรอบข้างต่างส่งเสียงเซ็งแซ่ ใครๆ ก็รู้ว่าบุตรสาวคนโตของแม่ทัพเหอผู้เลื่องลือไม่สามารถฝึกพลังได้ ฮ่องเต้ส่งคนที่ฝึกไม่ได้ไปสำนักศึกษาจิ่วโจว ไม่รู้ว่าพระองค์ทรงคิดอะไรอยู่  

“สำนักศึกษาจิ่วโจวหรือ” มีเสียงดังกังวานขึ้นในท้องพระโรง สายตาของทุกคนพุ่งเข้าหาต้นเสียงนั้น เห็นแต่คนคนหนึ่งเดินเข้ามาภายใต้แสงอาทิตย์นอกประตูท้องพระโรง นางอยู่ในชุดกระโปรงสีเขียวหยก เกล้าผมอย่างบรรจง ประดับด้วยปิ่นทองดูประณีตงดงาม กำลังแสดงกิริยาบูดบึ้ง ทำปากยื่น พูดอย่างไม่พอใจว่า “เสด็จพ่อ! เสด็จพ่อเคยตรัสว่าสำนักศึกษาจิ่วโจวมีชื่อเสียงไม่ใช่น้อยไม่ใช่หรือ เมื่อเป็นเช่นนั้นส่งคนไร้ประโยชน์เช่นนี้เข้าเรียน ไม่เป็นการทำลายชื่อเสียงของสำนักศึกษาจิ่วโจวหรือเพคะ” 

พอเห็นคนที่ก้าวเข้ามา ทุกคนก็รีบค้อมคารวะ “คารวะองค์หญิงห้า” 

ลู่อิ๋งองค์หญิงห้าเดินเข้ามาหาเหออันโหรว ตวัดสายตาอย่างรวดเร็วส่งเสียงหึในลำคอ แล้วประสานมือพร้อมกับพูดขึ้นว่า “ถวายบังคมเสด็จพ่อเพคะ”  

ฮ่องเต้เมื่อทรงได้ยินก็ทรงพระสรวลทรงยกพระหัตถ์ขึ้น “เอาละ ลูกรักรีบลุกขึ้นเถิด” 

เหออันโหรวยืนอยู่ข้างๆ อดเบะปากไม่ได้ ก็แค่เด็กที่ถูกตามใจจนเสียนิสัย 

“เสด็จพ่อ เคยตรัสไว้ว่าสำนักศึกษาจิ่วโจวรับได้เพียงห้าคนไม่ใช่หรือ เวลานี้เหลือสองคนแล้ว ลูกไม่สนใจหรอก ลูกกับท่านพี่ลู่ซิงหัวจะเรียนด้วยกัน” ลู่อิ๋งทำปากยื่นเหมือนเด็กสาวขี้อ้อน 

“เอาล่ะ ให้เหออันโหรวเถิดลูกรัก เวลานี้นางกำลังเสียใจที่สูญเสียท่านพ่อท่านแม่ไป สำนักศึกษาจิ่วโจวเป็นสำนักศึกษาหลวงจะสามารถคุ้มครองนางได้เป็นอย่างดี” ฮ่องเต้ตรัสพร้อมกับทรงพระสรวล 

ความคิดเห็น