ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 8 ไม่เปลี่ยนใจ

ชื่อตอน : ตอนที่ 8 ไม่เปลี่ยนใจ

คำค้น : วายจีน 18+ yaoi นิยายวาย ท้องได้

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.6k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 16 ก.พ. 2563 09:58 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 8 ไม่เปลี่ยนใจ
แบบอักษร

ตอนที่ 8 ไม่เปลี่ยนใจ 

 

 

หลังจากเสี่ยวเฟิงใช้มีจ่อคอหลี่จิ้งแล้วบังคับให้ออกจากห้องของเขาไปได้ รัชทายาทมารก็ไม่โผล่หน้ามาให้เห็นอีกเลย ช่างเป็นช่วงเวลาที่เสี่ยวเฟิงรู้สึกมีความสุขยิ่งนัก 

"ท่านแม่ดูอารมณ์ดีนะขอรับ" หลายวันมานี้เด็กน้อยเห็นมารดาอารมณ์ดีขึ้นถนัดตาต่างกับตอนที่มาถึงภพมารช่วงแรกๆ มากนัก 

"ไม่มีพวกมดปลวกมากวนใจแม่ก็ต้องอารมณ์ดีนะสิ แล้วนี่ในมือเจ้าถืออะไร" 

"ท่านพ่อให้ข้าเอาสิ่งนี้มาให้ท่านแม่ขอรับ" เสี่ยวเฟิงมองของที่อยู่ในมือลูกชายก็พบว่ามันคือจดหมายที่ทำจากหนังสัตว์ เขารับมาแล้วเปิดอ่านข้อความข้างใน ทันทีที่อ่านจบใบหน้าของจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ก็ปรากฏขึ้น เวลาที่เขารอคอยมาถึงแล้ว 

"ท่านพ่อเขียนอะไรเอาไว้หรือขอรับ เหตุใดท่านแม่ถึงยิ้มเช่นนั้น....." 

"พ่อเจ้าจะไม่อยู่สักสองสามวันน่ะ" 

"ท่านพ่อไม่อยู่หรือขอรับ" เด็กน้อยถามเสียงหงอย ยังมีอีกหลายเรื่องที่เขาอยากจะให้ท่านพ่อเล่าให้ฟังทั้งนิทานและก็เรื่องของภพมารอีกมากมาย 

"เราไปเตรียมตัวกันเถอะ" 

"เตรียมตัว เราจะไปไหนกันหรือขอรับ" เจ้าจิ้งจอกน้อยถามมารดาด้วยความสงสัย 

"เราจะออกไปเที่ยวข้างนอกกัน" เสี่ยวเฟิงรอเวลานี้มานาน เรื่องอะไรเขาจะยอมอยู่ให้เจ้ามารชั่วนั่นข่มเหงอยู่เช่นนี้กันเล่า 

"แต่ท่านแม่เคยบอกว่าอย่าออกไปไหน...." 

"ครั้งนี้มีแม่ไปด้วยอย่างไรเล่า รีบไปกันเถอะ" 

เสี่ยวเฟิงเก็บของใช้จำเป็นก่อนจะออกไปดูลาดเลาด้านนอก เมื่อเห็นว่าทางสะดวกเขาจึงกลับมาพาลูกชายออกไปด้วย เมื่อร้อยปีก่อนเขาเคยหนีออกไปได้ ครั้งนี้ก็ไม่น่าจะเกินความสามารถของเขาเหมือนกัน 

จิ้งจอกสองแม่ลูกเดินไปตามทางที่หลี่จิ้งเคยพาเดินเที่ยวรอบตำหนักเมื่อครั้งก่อน ตอนนั้นในหัวของเสี่ยวเฟิงก็เตรียมวางแผนการหนีออกจากภพมารไว้เรียบร้อยแล้ว เพียงแต่รอเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น และในเมื่อโอกาสมาถึงเขาจะปล่อยให้หลุดมือได้อย่างไร 

"ทำไมเราต้องแอบด้วยล่ะขอรับท่านแม่" เสี่ยวไป๋อดสงสัยไม่ได้ แค่ออกมาเที่ยวเหตุใดต้องกลัวคนอื่นเห็นถึงขนาดนี้ด้วย 

"ชู่ววว เงียบก่อน" เสี่ยวเฟิงบอกให้ลูกชายเงียบเสียง ร่างบางโค้งตัวลงเล็กน้อยแล้วเอียงหูฟังเสียงรอบข้าง 

หูแหลมของเขากระดิกสองสามครั้งเป็นการบอกว่ามีบางอย่างกำลังมาทางนี้ 

"เสียงหายไปไหนแล้ว" สัญชาตญาณเตือนในเสี่ยวเฟิงระวังตัว แม่จิ้งจอกดันร่างของลูกชายไปหลบทางด้านหลัง บรรยากาศเงียบสงบเกินไปจนไม่น่าไว้วางใจ สายตาของสัตว์เทพสอดส่องสิ่งผิดปกติรอบกายอย่างใจเย็น 

"ท่านแม่! นั่นตัวอะไรขอรับ" เสี่ยวเฟิงหันไปตามทิศทางที่ลูกชายชี้ เขาก็พบกับสัตว์อสูรที่กำลังมุดขึ้นมาจากใต้พื้นพิภพ 

"มิน่าล่ะ เสียงเดินเมื่อครู่ถึงได้หายไป ที่แท้ก็มุดลงดินนี่เอง เงียบไว้นะเสี่ยวไป๋อย่าเสียงดัง" เสี่ยวเฟิงค่อยๆ พาเจ้าจิ้งจอกน้อยถอยออกห่างอย่างระมัดระวัง 

"มันเป็นตัวอะไรหรือขอรับท่านแม่ น่ากลัวยิ่งนัก" เจ้าจิ้งจอกน้อยถามเสียงสั่น 

"สัตว์อสูร...." 

"สัตว์อสูรหรือขอรับ" 

"ใช่ สัตว์อสูรเป็นพวกร่างกายแข็งแกร่งแต่สติปัญญาต่ำ ถ้าหากแม่เดาไม่ผิดเจ้าตัวนี้คงเป็นพวกธาตุดิน" 

เสี่ยวเฟิงประเมินจากรูปร่างที่คล้ายสัตว์ข้าปล้องผสมกับสัตว์เลื้อยคลานจนเดาไม่ออกว่าเป็นตัวอะไร แต่การที่พวกมันขึ้นมาจากพื้นพิภพได้อย่างเงียบเชียบเช่นนี้ คงจะเป็นพวกที่อาศัยอยู่ในดินเป็นหลักไม่อย่างนั้นคงไม่ชำนาญถึงขนาดที่เขาจะไม่รู้ตัวจนมันเข้ามาใกล้ได้ถึงขนาดนี้ 

"ท่านแม่ข้ากลัว" เสี่ยวไป๋เกาะแขนมารดาเอาไว้แน่น ยิ่งพวกมันเพิ่มขึ้นจากหนึ่งเป็นสองเป็นสามเด็กน้อยยิ่งกอดแขนมารดาแน่กว่าเดิมหลายเท่า ร่างกายสั่นเทาอย่างห้ามไม่ได้ 

"ไม่ต้องกลัว พวกมันอาศัยอยู่ในที่มืดใช้หูในการล่า สายตาจึงไม่ค่อยดีนัก อยู่นิ่งๆ เอาไว้" ถึงจะปลอบลูกไปเช่นนั้นแต่ภายในใจของเสี่ยวเฟิงเองก็ลุ้นระทึกไม่แพ้กัน เพราะเขาเองก็เพิ่งเคยเจอกับสัตว์อสูรนอกตำราเป็นครั้งแรก 

" อึก เหมือนพวกมันจะมาทางนี้นะขอรับท่านแม่" เด็กน้อยเริ่มเหงื่อซึมออกมาเต็มฝ่ามือเพราะความหวาดกลัว 

เสี่ยวเฟิงเองก็กังวล พวกสัตว์อสูรไม่เหมือนกับปีศาจเพราะต่อให้เป็นปีศาจชั้นต่ำพวกมันก็มีสติปัญญาแยกแยะได้ว่าผู้ใดเป็นนาย แต่สัตว์อสูรมีแต่แรงแยกเหยื่อออกตามความแข็งแกร่ง หากอ่อนแอกว่าพวกมันก็ถือว่าเป็นเหยื่อ ดังนั้นเวลาจะล่าพวกมันจึงทำตามสัญชาตญาณเท่านั้น 

กึก! 

ขาของพวกสัตว์อสูรหยุดชะงัก ราวกับถูกสาปเอาไว้พวกมันมีท่าทีต่างออกไปจากเมื่อครู่มาก คล้ายกับกำลังหวาดกลัวอะไรบางอย่าง 

"ไสหัวไป นี่ไม่ใช่ที่ของพวกเจ้า! " 

จิ้งจอกสองแม่ลูกหันไปตามเสียงตหวาด เพียงชั่วอึดใจเดียวพวกสัตว์อสูรก็รีบมุดลงดีหนีหายไปหมดเหลือไว้เพียงพวกเขาสองแม่ลูกเท่านั้น 

"นั่นพระชายาของรัชทายาทกับองค์ชายน้อยมิใช่รึ เหตุใดจึงมาทำลับๆ ล่อๆ อยู่ด้านนอกเช่นนี้เล่า" เสี่ยวเฟิงกลับมายืดตัวตรง เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยก่อนจะตอบคำถามของผู้มาใหม่ เพราะหากจะวิ่งไปหลบก็คงไม่ทันแล้ว 

"ท่านเป็นใคร ทำไมถึงได้รู้จักพวกเรา" เสี่ยวเฟิงถามหยั่งเชิง 

"หึหึ ชายากับลูกของหลานชาย ข้าจะไม่รู้จักได้อย่างไร ข้าแนะนำตัวช้าไปหน่อย นามของข้าคือมารอวี้หลัน เป็นน้าของรัชทายาทหลี่จิ้ง สามีของเจ้า" 

"ท่านผู้อาวุโสเข้าใจผิดแล้ว เขาไม่ใช่สามีข้า" เสี่ยวเฟิงสวนขึ้นทันควันด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยพอใจนัก 

"หึหึ เห็นทีที่เขาเล่าลือกันคงจะจริง" อวี้หลันพึมพำกับตัวเองเบาๆ 

"ลือว่าอะไรรึ" 

"ก็ลือว่าเมียดุน่ะ....สิ" มารอวี้หลันเผลอหลุดปากออกมาก่อนจะรีบเปลี่ยนเรื่องเมื่อเห็นไอสังหารดำมืดออกมาจากร่างของหลานสะใภ้ 

"ช่างเถอะๆ จิ้งจอกน้อยเจ้าคือเสี่ยวไป๋ใช่หรือไม่" 

"ใช่ขอรับ" 

"ดีแล้วที่หน้าตาไม่เจ้าเล่ห์เหมือนพ่อของเจ้า ไหนมาให้ข้าดูใกล้ๆ ซิ หน้าตาจิ้มลิ้มน่ารักไม่เบา เช่นนี้หลี่จิ้งคงต้องหวงมากเป็นแน่ " 

มารพิษอวี้หลันคือนามที่เลื่องลือไปทั่วทั้งภพมาร เขาคือญาติฝั่งมารดาเพียงหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่ของรัชทายาทภพมาร ชายผู้นี้เป็นผู้หนุนหลังและให้การช่วยเหลือหลี่จิ้งอยู่อย่างลับๆ ทั้งยังเป็นอาจารย์คนแรกหลี่จิ้งอีกด้วย 

เสี่ยวเฟิงพิจารณามารรูปงามตรงหน้าด้วยสายตาที่ไม่ค่อยวางใจนัก ถึงแม้อวี้หลันจะช่วยพวกเขาเอาไว้แต่ถึงอย่างไรก็ยังไม่น่าไว้ใจอยู่ดี ยิ่งเป็นพวกเดียวกันกับเจ้ามารชั่วหลี่จิ้งก็ยิ่งไว้ใจไม่ได้ 

"แล้วนี่พวกเจ้าออกมาทำอะไรข้างนอก" 

"ข้าเพียงแค่พาเสี่ยวไป๋มาเดินเล่นเท่านั้น" 

"หึหึ หลี่จิ้งไม่ได้บอกเอาไว้หรือว่าอย่าออกมาเดินเล่นไกลหูไกลตาเขานัก เพราะที่นี่ไม่ใช่พิภพสัตว์เทพ ทุกก้าวล้วนมีแต่อันตราย หากไม่รักชีวิตก็จงคิดถึงลูกให้มาก เสี่ยวไป๋ยังเล็กนักอย่าพาเขามาเสี่ยงอันตรายเช่นนี้อีก" คำเตือนของอวี้หลันถึงกับทำให้เสี่ยวเฟิงสะอึก เพราะความเอาแต่ใจของเขาจึงทำให้ลูกเกือบได้รับอันตรายเช่นนี้ 

"ขอบคุณผู้อาวุโสที่เตือนสติ" 

"เฮ้อ...เอาล่ะ กลับกันได้แล้ว ระหว่างที่หลานชายข้าไม่อยู่ ข้าจะเป็นคนดูแลพวกเจ้าเอง" 

"อะไรนะ! " 

"ก่อนไปหลี่จิ้งได้ฝากฝังพวกเจ้าเอาไว้กับข้า รอเจ้านั่นกลับมาค่อยถามความกับเขาเอาเองก็แล้วกัน เราไปกันเถอะเจ้ามารน้อย" อวี้หลันจูงให้เสี่ยวไป๋เดินตามไป หารู้ไม่ว่าด้านหลังนั้นกำลังหัวเสียมากเพียงใด 

เสี่ยวเฟิงได้แต่กัดฟันโกรธ แผนที่วางเอาไว้พังไม่เป็นท่าโอกาสที่จะออกไปจากภพมารหายไปในพริบตา ดูเหมือนการจะออกจากที่นี่คงไม่ใช่เรื่องง่ายเสียแล้ว 

 

50% 

ทั้งสามคนเดินกลับมาที่ตำหนักของรัชทายาท ทหารองครักษ์ต่างโค้งทำความเคารพ แต่การมาของมารพิษอวี้หลันไม่น่าตกใจเท่ากับเขากลับมาพร้อมกับพระชายาและองค์ชายของรัชทายาทมาร เพราะพวกเขาไม่รู้ว่าทั้งสองคนออกไปจากตำหนักตั้งแต่เมื่อไหร่ 

"ดูเหมือนเวรยามที่นี่จะหละหลวมลงไปมาก"มารพิษเอ่ยเสียงเย็น 

"อภัยให้ด้วยขอรับท่านอวี้หลัน พวกข้าจะไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก" เหล่าทหารองครักษ์ต่างรีบพากันคุกเข่าลง ความผิดฐานละเลยหน้าที่นั้นมีโทษไม่น้อย 

"หวังว่าจะไม่มีครั้งที่สอง" 

"ขอบคุณท่านอวี้หลัน! " เหล่าทหารองครักษ์ต่างรีบแยกย้ายไปประจำตำแหน่งของตัวเอง เสี่ยวเฟิงพิจารณาจากสถานการณ์แล้ว มารผู้นี้คงมีอำนาจในภพมารไม่น้อยเลยทีเดียว 

อวี้หลันเดินเข้าไปด้านในอย่างเคยชิน เขาสามารถเข้านอกออกในตำหนักนี้ได้พอๆ กับเจ้าของตัวจริง พอมาถึงมารพิษก็นั่งลงรินน้ำชาดื่มเองเสร็จสรรพ ราวกับเป็นตำหนักของตนเอง 

"นั่งสิ" เสี่ยวเฟิงนั่งลงอย่างว่าง่าย 

"ข้าว่าเราสองคนแม่ลูกอยู่กันได้ ไม่รบกวนผู้อาวุโสดีกว่านะขอรับ" เสี่ยวเฟิงมองท่าทีของมารตนนี้แล้ว คงไม่ยอมออกไปโดยง่าย เขาจึงได้ออกปากไล่กลายๆ 

"หึหึ รบกวนอะไรกัน ถือโอกาสนี้ได้มาพบกับเจ้ามารน้อยนี่ด้วย อยู่ที่ภพมารแล้วเป็นอย่างไรบ้าง" มารอวี้หลันถามเจ้าจิ้งจอกน้อยที่นั่งอยู่ข้างๆ 

"ก็ดีขอรับ แต่...." 

"แต่อะไรรึ" 

"ข้าไม่มีเพื่อนเลย แถมยังออกไปไหนก็ไม่ได้" เด็กน้อยตอบเสียงหงอย ตั้งแต่มาถึงเขายังไม่ได้ออกไปที่ใดได้แค่เพียงเล่นอยู่ใกล้ๆ ตำหนักของท่านพ่อเท่านั้น 

"เช่นนั้นรึ มารที่อายุพอๆ กับเจ้าก็หาได้ยากนัก ส่วนใหญ่เป็นลูกหลานขุนนางมาร มีแต่พวกไม่น่าคบ งั้นเอาอย่างนี้เดี๋ยวข้าจะพาเจ้าทำเรื่องสนุกๆ เอง ดีหรือไม่" อวี้หลันสรุปเองเสร็จสรรพ เพราะเสี่ยวไป๋ยังไม่ชินกับภพมารจะให้เจ้าจิ้งจอกน้อยคลุกคลีกับพวกนั้นไม่ได้ 

"ทำอะไรหรือขอรับ" เสี่ยวไป๋ถามตามประสาเด็กที่ย่อมตื่นเต้นกับคำว่า 'เล่น' อยู่แล้ว 

"แล้วเจ้าชอบทำอะไรเล่า" 

"ข้าชอบเล่นไล่จับกับนายน้อย แล้วก็เล่นซ่อนหา อืมม...แล้วก็ชอบฟังนิทาน" เจ้าจิ้งจอกน้อยพูดจ้อไม่หยุดเห็นได้ชัดว่าอยากมีเพื่อนเล่นจริงๆ 

"ห้ามวิ่งเล่นในห้อง" เสี่ยวเฟิงเอ่ยขัดขึ้น ไม่ใช่ว่าเขาเข้มงวดเกินไป แต่ในห้องมีของวางไว้มากมายเกิดวิ่งซนจนบาดเจ็บขึ้นมาคงไม่ดีนัก 

"ขอรับ..." เด็กน้อยตอบเสียงเบาลงเมื่อถูกห้ามตั้งแต่ยังไม่ทันได้เริ่มเล่น 

"ไม่เป็นไร สองอย่างแรกเอาไว้เล่นกับพ่อของเจ้าก็แล้วกัน วันนี้เรามาฟังเรื่องของภพมารกันดีกว่า เจ้าอยากรู้หรือไม่ว่าเมื่อครู่ข้าไล่สัตว์อสูรพวกนั้นไปได้อย่างไร" อวี้หลันต้องการจะสอนเจ้าจิ้งจอกน้อยเสียมากกว่า อย่างน้อยเสี่ยวไป๋ต้องแยกประเภทของมารให้ได้ 

"อยากรู้ขอรับ" เสี่ยวไป๋ตอบอย่างตื่นเต้น 

"อย่างแรกเจ้าต้องรู้ก่อนว่าพวกมันเป็นตัวอะไร อย่างที่สองต้องรู้จักนิสัยของพวกมัน และอย่างสุดท้าย ก็คือจะหนีได้อย่างไร" 

"ตอนแรกท่านบอกว่าจะสอนวิธีไล่พวกมันไม่ใช่หรือขอรับ" เสี่ยวไป๋หน้ามุ่ย ให้วิ่งหนีแทนที่จะสู้อย่างนั้นช่างดูไม่กล้าหาญเอาเสียเลย 

"ฮ่าฮ่าๆๆ ถามเมื่อพ่อเจ้าตอนเด็กๆ ไม่มีผิด ข้าจะบอกอะไรให้นะเด็กน้อย การต่อสู้นั้นมิใช่ทางออกที่ดีเสมอไป ถ้ารู้ว่าสู้ไม่ได้ก็ต้องหนีเอาตัวรอดก่อน แล้วค่อยกลับมาแก้แค้นก็ยังไม่สาย" 

"แล้วท่านเอาชนะพวกมันได้ไหมขอรับ" 

"ได้สิ ข้าเป็นอาจารย์ของพ่อเจ้าเชียวนะ แค่เพียงสัตว์อสูรไม่กี่ตัวจะมาเอาชนะข้าได้อย่างไร" อวี้หลันยืดอกโอ้อวดอย่างภูมิใจ 

"ท่านเป็นอาจารย์ของท่านพ่อหรือขอรับ" 

"ใช่แล้ว" 

"เช่นนั้นข้าก็ต้องเรียกท่านว่าอาจารย์ปู่" อวี้หลันเอ็นดูเจ้าเด็กน้อยช่างเจรจาคนนี้นัก ช่างเหมือนกับหลี่จิ้งตอนยังเด็ก ก่อนที่เขาจะเสียแม่ไปเจ้ามารน้อยนั่นก็เคยร่าเริงเช่นนี้ 

"ข้ายังไม่แกถึงขนาดนั้นเสียหน่อย เรียกว่าอาจารย์เฉยๆ ก็พอ" 

"ขอรับท่านอาจารย์" เสี่ยวไป๋ยิ้มกว้าง มีอาจารย์เป็นเพื่อนทำให้เขารู้คลายเหงาลงได้มากเลยทีเดียว 

"ดีมาก คราวนี้ข้าจะถามเจ้า รู้หรือไม่ว่าในภพมารมีกี่ชนชั้น" 

"ไม่รู้ขอรับ" เจ้าจิ้งจอกน้อยส่ายหน้าตาแป๋ว 

"หึหึ โลกของมารนั้นแบ่งออกเป็นสี่ชนชั้น อย่างพ่อและปู่ของเจ้าคือมารชั้นปกครอง ส่วนข้าแล้วก็ทหารมารพวกนั้นคือเผ่าพันธุ์มารร่างกายคล้ายมนุษย์ ปีศาจคือชั้นรองลงมามีร่างกายเป็นได้ทั้งสัตว์แล้วก็มนุษย์ ส่วนชั้นที่ต่ำที่สุดก็คือสัตว์อสูรที่เจ้าเพิ่งเจอมาวันนี้" 

"แล้วข้าละขอรับ คือเป็นชนชั้นไหน เพราะข้าเป็นลูกของท่านแม่กับท่านพ่อ" ความหมายของเสี่ยวไป๋ก็คือสรุปแล้วเขาเป็นมารหรือเป็นสัตว์เทพกันแน่ 

"เจ้าย่อมต้องเป็นมารชั้นปกครองเหมือนพ่อของเจ้าอยู่แล้ว เพียงแต่...." 

"ผู้อาวุโส นี่ก็เย็นมากแล้วข้าว่าเราพักกันก่อนดีหรือไม่ขอรับ ใกล้ถึงเวลาอาหารแล้วด้วย" เสี่ยวเฟิงเอ่ยขัดขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากที่นั่งเงียบอยู่นาน 

"อ่า จริงสิ ข้าลืมไปเสียสนิท เจ้าพาเสี่ยวไป๋ไปอาบน้ำก่อนเถอะ" 

"ขอรับ" 

ทั้งสามคนกินข้าวด้วยกันจนอิ่ม เสี่ยวไป๋ร่าเริงขึ้นมาก ทว่าพอถึงเวลานอนเด็กน้อยก็ห้ามความง่วงไม่ไหวแต่ถึงอย่างนั้นก็ยังขอให้อวี้หลันเล่นเรื่องของภพมารให้ฟังอีกเยอะๆ เมื่ออาจารย์รับปากเด็กน้อยจึงยอมไปนอนแต่โดยดี 

เสี่ยวเฟิงพาลูกชายเข้านอนก่อนจะกลับออกมาอีกครั้งเมื่อเจ้าจิ้งจอกน้อยหลับสนิทแล้ว ร่างบางออกมาพบกับมารอวี้หลันที่นั่งรออยู่ด้านนอก สีหน้าของมารพิษบ่งบอกว่ามีหลายเรื่องที่อยากจะพูดออกมา 

"พระชายาเสี่ยวเฟิง เจ้าคิดจะทำอะไร" 

"ตามวิสัยของสัตว์เทพแล้ว ภพมารไม่เหมาะกับพวกเรา จิ้งจอกเป็นสัตว์รักอิสระอยู่ที่นี่ก็ไม่ต่างอะไรกับถูกขังกรง" เสี่ยวเฟิงตอบอย่างไม่อ้อมค้อม 

"ไม่แปลกหรอกที่พวกเจ้าจะไม่ชิน แต่ถึงอย่างไรทั้งสี่ภพก็ไม่มีที่ใดเหมาะกับเสี่ยวไป๋เท่ากับภพมารอีกแล้ว เขาเป็นครึ่งมาร พิภพสัตว์เทพเองก็คงไม่ใช่ที่ของเขาเช่นกัน ยิ่งเขาเป็นองค์ชายของภพมารการที่คนฝั่งนั้นจะยอมรับได้ก็เป็นเรื่องยากใช่หรือไม่" ที่มารพิษอวี้หลันพูดนั้นถูกต้องทุกอย่างจนเสี่ยวเฟิงเถียงไม่ออก 

"อยู่ที่นี่หลี่จิ้งจะปกป้องพวกเจ้าได้" 

"ข้าไม่ได้ต้องการเช่นนั้น" 

"ข้าขอถามเจ้า หากกลับไปได้แล้วเจ้าจะทำเช่นไรต่อไป เจ้าคิดดว่าลำพังตัวเจ้าจะปกป้องลูกจากการถูกเกลียดชังได้อย่างนั้นหรือ แต่อยู่ที่นี่เสี่ยวไป๋คือลูกชายของรัชทายาทแห่งภพมาร ไม่มีใครกล้าทำอะไรเขาแต่สำหรับพิภพสัตว์เทพเขาคือลูกชายของศัตรู จงคิดดูให้ดีเถอะพระชายา" อายุของมารอวี้หลันนั้นไม่น้อยแล้ว ชีวิตเขาผ่านเรื่องราวมามากที่เตือนนั้นก็เพราะหวังดีกลับครอบครัวของหลานชายเท่านั้น 

"ขอบคุณท่านที่เป็นห่วง แต่ข้าไม่คิดเปลี่ยนใจ......" 

ความคิดเห็น