หอหมื่นอักษร
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เมื่ออำนาจถูกส่งมอบให้ถูกคน หนทางแห่งการแก้แค้นก็ดูเหมือนจะมิได้ยากเย็นถึงเพียงนั้น!

ตอนที่ 12 พบกันบนทางแคบ

ชื่อตอน : ตอนที่ 12 พบกันบนทางแคบ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 7.4k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 30 ม.ค. 2563 15:02 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 12 พบกันบนทางแคบ
แบบอักษร

 

ยิ่งเดินยิ่งไกลออกไปเรื่อย ครั้นหนิงอวี้ได้สติ จึงรู้ตัวว่ามาอยู่หน้าสวนดอกไม้สักแห่งหนึ่งที่ไม่รู้จักในพระราชวัง เก้าอี้รถเข็นหยุดลง เว่ยหยวนไม่จำเป็นต้องเหลียวกลับไปมองก็พอรู้ถึงสีหน้าตื่นตะลึงของหนิงอวี้ได้ จึงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเสียงต่ำแล้วถามว่า “รู้สึกตัวแล้วหรือ” 

“...นี่คือที่ไหนกัน”  

“ข้าก็บอกไม่ถูกเช่นกัน เข็นต่อเถิด เจอทางเลี้ยวค่อยว่ากันอีกที” 

ทะลุผ่านโถงทางเดินยาวในพระราชวัง เมื่อเดินต่อเรื่อยๆ จนถึงสวนดอกไม้แห่งหนึ่ง กลางสวนแห่งนั้นดอกไม้นานาพันธุ์เบ่งบานงามสะพรั่ง ผีเสื้อหลากสีพากันบินว่อน พวกเขาเดินเข้าไปยังภูเขาจำลองลูกหนึ่ง บังเอิญพบเข้ากับเว่ยหลิงตรงหัวมุมเข้าพอดี 

ข้างกายเว่ยหลิงมีหญิงสาวในชุดคลุมสีเหลืองไข่ห่านทั้งชุดคนหนึ่ง งดงามเกินหาผู้ใดเปรียบได้ ท่วงทีสีหน้าชดช้อยชวนหลง หนิงอวี้อึ้งไปชั่วครู่ นี่ไม่ใช่มู่หรงหวั่นนี่นา 

ทั้งสี่พบกันโดยบังเอิญ ต่างพากันนิ่งอึ้งอยู่กับที่ หญิงสาวในชุดคลุมนั้นได้สติก่อนจึงรีบยอบตัวลงคำนับ “ซือซือคารวะท่านอ๋องและพระชายาเพคะ” 

“ลุกขึ้นเถิด คารวะเสด็จพี่” หนิงอวี้พอตั้งสติได้ก็ยอบตัวถวายคารวะ “คารวะหลิงอ๋อง” นางเห็นท่าทางทั้งคู่อิงแอบรักใคร่เช่นนั้นก็รู้สึกสะอิดสะเอียน ชาติก่อนก็คงเป็นเช่นนี้สินะ เพียงแต่ตัวเองตอนนั้นช่างโง่เขลา จึงได้ไม่รู้อะไรเลย 

“ลุกขึ้นเถิด” มือทั้งสองของเว่ยหลิงกำหมัดแน่น เห็นท่าทางทั้งสองคนสนิทชิดเชื้อเช่นนี้ทำให้รู้สึกแสลงตานัก เมื่อก่อนตอนที่หนิงอวี้ยังอยู่ข้างกาย เขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกรำคาญน้ำเสียงที่แสบแก้วหูของนาง แต่ตอนนี้นางกลับมีทีท่าโอนอ่อน ยืนประจำข้างกายสามีของนางอย่างสำรวม 

เว่ยหลิงสังเกตเห็นรอยแผลเป็นทางยาวบนหน้านาง ในใจก็รู้สึกกระหยิ่มยิ้มย่อง ถึงจะบอกว่านางออกเรือนไปกับชายอื่นแล้วก็ตาม แต่นางก็เคยไปกระโดดสระเพื่อตน เห็นได้ชัดว่าตนเองใช่จะไม่มีที่ยืนในใจนางเสียทีเดียว เพียงแต่ตอนนั้นนางรักใคร่ตนถึงเพียงนั้น ไยจึงได้เปลี่ยนใจรวดเร็วเช่นนี้ 

“นี่คงเป็นบุตรีของท่านราชเลขาฯ สินะ ช่างเหมาะสมกับเสด็จพี่ยิ่งนัก” หญิงสาวได้ยินคำพูดเช่นนั้นก็หน้าแดงระเรื่อ ลอบมองยังเว่ยหลิง เห็นเพียงเขานิ่งอึ้งไม่พูดอันใด ในใจก็รู้สึกขุ่นเคือง 

“รอยแผลบนหน้าพระชายายังไม่หายดีหรือเพคะ ซือซือมียาลบรอยแผล ให้ผลดีน่าทึ่งนัก” เว่ยหลิงได้สติกลับมาแล้วขมวดคิ้ว รู้สึกไม่ชอบใจ 

หนิงอวี้ได้ยินจึงอึ้งไป นางเห็นแววตาหญิงสาวนั้นมีเจตนาแอบแฝงอยู่ลึกๆ จึงหัวเราะแล้วตอบกลับว่า “ท่านอ๋องคิดเห็นอย่างไรเพคะ หากท่านอ๋องไม่ทรงโปรดรอยแผลนี้ หม่อมฉันจะหายามารักษาเสีย” 

“ไม่จำเป็นหรอก ชายารักจะเป็นเช่นใดก็ยังสวย เพียงแค่รอยแผลรอยเดียวไม่อาจทำลายความงามของเจ้าได้หรอก ไม่จำเป็นต้องทำการใหญ่โตกับเรื่องแค่นี้” 

หญิงสาวใช้แขนเสื้อบังหน้าหัวเราะพลางตอบอย่างอ่อนหวาน “ท่านอ๋องทรงรักพระชายาเสียจริง พระชายาเป็นดั่งหยกงาม รอยแผลน้อยนิดก็แค่ตำหนิเล็กน้อย ไม่มีค่าที่จะกล่าวถึง” 

หนิงอวี้ขมวดคิ้ว บุตรีท่านราชเลขาฯ นางนี้ฝีปากกล้าไม่น้อย เป็นถึงบุตรีผู้สูงศักดิ์ มาเที่ยววิจารณ์รูปร่างหน้าตาผู้อื่นเช่นนี้ ช่างสะท้อนถึงการอบรมสั่งสอนของครอบครัวเสียจริง หนิงอวี้มองใบหน้าขาวผ่องดังหยกของนางแล้วยกยิ้มช้าๆ พลางคิดว่าหากทำลายมันเสียจะเป็นอย่างไรกันนะ 

“รอยแผลบนหน้าของข้า แม่นางช่าง...” พูดยังไม่ทันจบความ ก็ถูกเว่ยหยวนแทรกขึ้น “ตำหนิเล็กน้อยบนหยกงาม ยิ่งทำให้เห็นถึงความงามล้ำค่า หากเทียบกับหยกงามไร้ตำหนิ ข้ากลับชอบหยกที่มีตำหนิเล็กน้อยมากกว่า” 

“อืม” เว่ยหลิงตอบรับเสียงทุ้มอย่างเห็นพ้อง หนิงอวี้อึ้งไปชั่วครู่ ในความทรงจำของนาง ไม่ว่าจะเรื่องใดก็ตามเว่ยหลิงไม่เคยเห็นด้วยกับเว่ยหยวนเลยสักครั้ง 

“พระชายาช่างมีวาสนายิ่งนักที่ได้พบท่านอ๋อง” 

หนิงอวี้ยื่นมือกระตุกชายแขนเสื้อเว่ยหยวนเบาๆ สองสามครั้ง เว่ยหยวนจึงพูดขึ้นว่า “อวี้เอ๋อร์ยังต้องกลับไปเยี่ยมบ้าน กระหม่อมขอทูลลา”  

“อืม” 

พ้นจากสงครามฝีปากมาเสียได้ หนิงอวี้รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง สมกับที่เป็นบุตรีท่านราชเลขาฯ ฝีปากนับว่าทัดเทียมกับท่านราชเลขาฯ ทีเดียว แม้ว่านางจะไม่เคยพบท่านราชเลขาฯ คนนี้มาก่อน แต่ก็เคยเห็นบิดากระทืบเท้ากล่าวถึงท่านราชเลขาฯ อยู่เสมอ 

“เสียใจไหม”  

หนิงอวี้มุ่นคิ้วรีบตอบกลับโดยพลัน “ไยหม่อมฉันต้องเสียใจด้วยเพคะ” 

...ก็เพราะข้างกายเขาคนนั้นมีหญิงอื่นยืนเคียงข้างน่ะสิ เว่ยหยวนได้แต่คิด ก่อนจะพูดขึ้นเสียงต่ำ “มีแต่คนคอยพูดถึงรอยแผลบนหน้าเจ้า ผู้หญิงล้วนแต่ใส่ใจความงามมิใช่หรือ” 

หนิงอวี้เข็นเว่ยหยวนจนพ้นภูเขาจำลอง กลิ่นอายจากสระน้ำลอยตามสายลมมาแตะจมูก ข้างสระมีศาลาอยู่หลังหนึ่งด้านบนจั่วเป็นทรงโค้ง กลางสระมีดอกบัวและใบที่แห้งเหี่ยวอยู่ ดูแล้วช่างสุนทรีไม่น้อย ฟองอากาศลอยพ้นผิวน้ำเป็นพักๆ ปลาหลีฮื้อหลากสีพากันแหวกว่ายโบกสะบัดหางอย่างสำราญใจ 

“ก็ดี เก็บมันไว้เป็นบทเรียนแล้วกัน” หนิงอวี้เอื้อมเด็ดดอกบัวแห้งมาดอกหนึ่ง รู้สึกว่าภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าช่างดูคุ้นตาไปเสียทั้งหมด ครั้นพยายามนึกให้ชัดกลับนึกอะไรไม่ออก 

“พวกเรากลับกันเถิด อย่าให้พ่อเจ้าต้องรอจนร้อนใจเลย” 

ความคิดเห็น