หอหมื่นอักษร
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ถึง‘เล่ห์ร้าย’ในวงการมายาจะฉุดให้ชีวิตเธอถึงคราวตกอับ แต่ด้วย ‘เล่ห์รัก’ ของเขากลับมอบชีวิตใหม่ให้แก่เธอ

ตอนที่ 7 การปกป้องจากเซียวสามขวบ

ชื่อตอน : ตอนที่ 7 การปกป้องจากเซียวสามขวบ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.2k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 29 ม.ค. 2563 15:02 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 7 การปกป้องจากเซียวสามขวบ
แบบอักษร

 

“ภาพถ่ายแบบนี้ นอกจากคุณตาของเธอแล้วคงไม่มีใครมีหรอก ตาเฒ่านี่ใจดำจริง ไม่อยากให้เธอได้ดีถึงขนาดนี้เชียว” 

อวิ๋นซีเก็บมือถือ คิดหาทางออก แต่ก็อยากจะรู้ว่าหลินหว่านไปล่วงเกินอะไรอันโฮ่วสยงไว้กันแน่ 

“นั่นมันเรื่องของเขา ฉันเพียงแค่ทำเรื่องของตัวเองให้ดีก็พอแล้ว” 

หลินหว่านไม่คิดจะคาดหวังอะไรจากคนตระกูลอันอยู่แล้ว แต่บ้านตระกูลอันกลับยิ่งทำร้ายเธอ เธอก็ยิ่งคิดจะยืนหยัดขึ้นให้ได้ 

อวิ๋นซีมองเธอด้วยสายตาชื่นชม จากนั้นพูดยิ้มๆ ว่า “ดีล่ะ อย่างนั้นพวกเราก็เตรียมบทที่จะอัดรายการอาทิตย์หน้านี้กันเถอะ แต่ถ้าหากเธอแคร์กับเรื่องนี้ก็บอกฉันได้ ถึงแม้ฉันจะงัดข้อกับบ้านตระกูลอันไม่ไหว แต่ก็ยังพอมีฝีไม้ลายมืออยู่บ้าง” 

“ไม่เป็นไรหรอก คำพูดเมื่อครึ่งปีก่อนนั้นเลวร้ายกว่าตอนนี้อีก” หลินหว่านยิ้มอย่างไม่แยแส เธอก็แค่อยากจะแสดงละครให้ดีเท่านั้น ส่วนเรื่องข่าวลือก็อย่าไปใส่ใจเสียก็สิ้นเรื่อง 

แต่คนบางคนก็ไม่ได้ใจกว้างแบบหลินหว่าน บนเว็บบอร์ดมีชื่อบัญชีออนไลน์หรือไอดีที่มีความหมายทำนองว่า ‘ฉันรักหลินหว่าน’ ผุดขึ้นมาหลายร้อยรายชื่อ ชื่อไอดีพวกนี้หากเห็นว่ามีการโพสต์คำด่าว่าหลินหว่านก็จะเข้าโจมตีเจ้าของโพสต์เป็นการส่วนตัว 

ในเวลาเดียวกัน เซียวจิ่งสือยังเพิ่มระดับความร้อนระอุยิ่งขึ้นไปอีกด้วยการโพสต์ข้อความข้อความหนึ่งลงในเวยปั๋ว[1] ซึ่งได้กลายเป็นโพสต์ยอดนิยมรายการการค้นหาในเวลาอันรวดเร็ว  

โพสต์นั้นเป็นภาพของเซียวจิ่งสือเมื่อครั้งยังเด็ก ดูๆ แล้วอายุประมาณสิบห้าปีแต่มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้มองไม่ออกเลยว่าภาพนี้กับเซียวจิ่งสือในปัจจุบันมีความเหมือนกันตรงไหน เนื่องจากเซียวจิ่งสือในวัยเด็กนั้น อ้วนมากๆ เลย!  

มันไม่ควรจะเป็นน้ำหนักของเด็กในวัยสิบกว่าขวบเอาเสียเลย ท่อนขาทั้งสองข้างแนบชิดติดกันแน่นจนแยกไม่ออก ใบหน้าและลำคอคล้ายกับจะเชื่อมต่อกันเป็นหนึ่งเดียว แม้แต่จะเงยหน้าก็คงทำได้ลำบาก 

ส่วนข้อความประกอบภาพคือ [อ้วนบ้างจะเป็นไร ขี้เหร่บ้างชั่วคราวผิดตรงไหน ตอนนี้คุณชายรูปงามอย่างเรายังหุ่นสูงเพรียวได้ไม่ใช่เหรอ] 

โพสต์นี้แม้ว่าจะไม่ได้ @หลินหว่าน แต่มหาชนผู้กินแตง[2]ทั้งหลายก็ไม่โง่ พอเปรียบเทียบเรื่องราวดูก็รู้ว่า เซียวจิ่งสือออกมาแก้ต่างให้กับหลินหว่าน 

พอเซียวจิ่งสือกระโดดออกมาพูด ก็มีคนย้ายข้างทันควัน ถึงอย่างไรตอนนี้หลินหว่านก็กลับมาสวยเหมือนเดิมแล้ว อีกทั้งในตอนนั้นก็เป็นเพราะแม่ของเธอที่ไม่ได้ระมัดระวังจึงถูกกลั่นแกล้ง แต่แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเธอล่ะ แต่ก็ยังมีคนคอยให้จังหวะ[3]อยู่ บอกว่าเธอกับแม่ก็เหมือนกัน ชอบเกาะหาที่พึ่ง ยอมขายตัวเพื่อแลกฐานะและชื่อเสียง 

เมื่ออวิ๋นซีได้เห็นโพสต์นี้ของเซียวจิ่งสือ ก็อดที่จะหัวเราะไม่ได้จึงตบขาฉาดใหญ่  เธอไม่รู้จริงๆ ว่าคุณชายเซียวตอนเด็กจะอ้วนได้ถึงขนาดนี้!  

“มีอะไรหรือคะพี่อวิ๋น หัวเราะดีใจขนาดนั้นเชียว” หลินหว่านหันมาถามอย่างประหลาดใจ อวิ๋นซียื่นมือถือให้เธอดู หลินหว่านก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้เช่นกัน 

เพียงแต่ว่าเจ้าเด็กอ้วนในรูปนี่ ทำไมเธอถึงได้รู้สึกคุ้นตานักนะ 

ถึงตอนนี้เซียวจิ่งสือผลักประตูเข้ามาพอดี เห็นสองสาวหัวเราะกันอย่างอารมณ์ดีก็ถามว่า “ดีใจที่ได้ที่หนึ่งขนาดนั้นเชียว จะให้พาไปเลี้ยงมื้อใหญ่ด้วยไหม” 

“ฉันนัดคนมาเสริมสวย พวกเธอไปกินเถอะ” อวิ๋นซียิ้มพลางตบบ่าเซียวจิ่งสือ ส่งข้อความผ่านสายตามาอย่างชัดเจนว่า ฉันก็ช่วยได้เท่านี้ล่ะ  

อวิ๋นซียิ้มพลางเดินออกไปขึ้นรถของลิลลี่ที่รออยู่ด้านนอก สองคนยังต่อปากต่อคำกันไม่เลิก แต่ก็ยังขลุกอยู่ด้วยกันตลอด เซียวจิ่งสือเคยบอกทั้งคู่หลายครั้งว่าให้ไปจดทะเบียนกันซะ แล้วก็อยู่ด้วยกันดีๆ แต่ทั้งคู่ยันกลับมาซะงั้นว่า หยาบคายไร้รสนิยม!  

หลินหว่านพอเห็นเซียวจิ่งสือก็พยายามจะกลืนก้อนหัวเราะกลับเข้าไป แต่พอนึกถึงใบหน้าอ้วนกลมน้อยๆ นั่นแล้วก็อดไม่ได้ สุดท้ายก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมา 

“อะไรน่ะ อยู่แบบเฉยๆ ชาๆ มาครึ่งปีมีอะไรให้ดีใจกันขนาดนี้เลยหรือ ว่าแต่ขาของคุณดีขึ้นหรือยัง ให้ผมดูหน่อยสิ” 

เซียวจิ่งสือพูดพลางย่อตัวลงไปดูเท้าของหลินหว่าน เธอรีบชักเท้าออกอย่างเคอะเขิน “ไม่เป็นไรแล้ว ไม่เจ็บแล้ว” 

“ไม่เจ็บก็ดีแล้ว แต่ว่าอยู่ดีๆ ทำไมถึงเท้าแพลงได้ล่ะ หรือว่าที่ห้องพักนักแสดงเกิดอะไรขึ้น” 

หลินหว่านเงยหน้าขึ้นอย่างประหลาดใจ สบสายตาที่เขามองมาพอดี เซียวจิ่งสือคว้ามือหลินหว่านเอาไว้ถาม “ใครรังแกคุณ แม่คนแซ่อันนั่นหรือเปล่า” 

“เทียบกับเรื่องเมื่อก่อนแล้ว เรื่องนี้ไม่เรียกว่ารังแกหรอก” หลินหว่านยิ้มเศร้าๆ ก่อนจะดึงมือกลับ “ประธานเซียวคะ คุณเป็นเจ้าของเซียงเฉิงเอ็นเตอร์เทนเมนต์ ส่วนฉันเป็นแค่ศิลปินตัวเล็กๆ คนหนึ่ง คุณน่าจะคิดถึงบริษัทก่อนนะคะ” 

“ผมชอบคุณ” เซียวจิ่งสือขยับเข้าไปใกล้หลินหว่าน “ในเมื่อชอบคุณ ผมก็ควรจะปกป้องคุณไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น” 

“เหตุผลล่ะ” หลินหว่านยืนแนบกับผนัง “ท่านประธานเซียว ความรักไม่ใช่แค่อารมณ์ชั่ววูบ แล้วยิ่งไม่ใช่เรื่องล้อเล่น อย่างน้อยสำหรับฉันมันไม่ใช่” 

“ผมจะบอกเหตุผลกับคุณก็ได้ แต่ว่ามีข้อแม้” เซียวจิ่งสือยื่นนิ้วชี้ออก เอ่ยปากด้วยท่าทีจริงจังว่า “คุณห้ามหัวเราะผมเด็ดขาด!” 

หลินหว่านไม่เข้าใจความหมายในคำพูดเขา แต่ด้วยความต้องการรู้เหตุผลจึงผงกศีรษะ ตอบรับด้วยสีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง “ได้ ฉันไม่หัวเราะ” 

เซียวจิ่งสือถอนหายใจเฮือก จากนั้นหยิบมือถือออกมา บอกเล่าสาเหตุที่เขาชอบหลินหว่าน แต่หลินหว่านพอฟังจบยังต้องเสียคำพูดหลุดหัวเราะพรืดออกมาจนได้ 

ตอนนั้นหลินหว่านอายุเก้าขวบ เซียวจิ่งสืออายุสิบห้า ทั้งคู่เรียนหนังสือในโรงเรียนชั้นนำ คนหนึ่งอยู่ชั้นประถม อีกคนอยู่ชั้นมัธยมต้น 

เลิกเรียนวันหนึ่ง หลินหว่านกำลังรออันซิงที่ติดเวรอยู่เพื่อจะได้นั่งรถกลับบ้านด้วยกัน ขณะที่เดินเล่นไปรอบๆ โรงเรียน ก็เห็นว่ามีคนกำลังรังแกเจ้าอ้วนน้อย...ใหญ่คนหนึ่ง 

ตอนเป็นเด็กหลินหว่านไม่ใช่คนเฉยชาอย่างในปัจจุบัน พูดได้ว่าเป็นผู้ผดุงความยุติธรรมคนหนึ่ง เธอรีบสะพายกระเป๋าหนังสือขึ้นหลังแล้ววิ่งออกไป 

“ห้ามทำร้ายเขานะ!” ร่างเล็กๆ ปักหลักอยู่เบื้องหน้าเซียวจิ่งสือ เหมือนลูกแมวตัวน้อยที่ยืนประจันหน้ากับหมาล่าเนื้อ ดูเป็นภาพที่น่าขบขันอยู่บ้าง 

พวกวายร้ายหลายคนนั้นเห็นว่าคนที่เข้ามาเป็นเพียงเด็กหญิงตัวเล็กๆ จึงไม่เห็นเธออยู่ในสายตา แถมยื่นมือออกเพื่อจะผลักเธอไปอีกทาง แต่สายตาของเด็กน้อยนั้นแฝงไปด้วยแววตาเด็ดเดี่ยวอย่างเหลือเชื่อ 

“ถ้าพวกแกทำอะไรอีก ฉันจะฟ้องคุณอาเฮย[4] บ้านฉันมีคุณอาเฮยฝีมือร้ายกาจเยอะแยะ พวกเขาจะแย่งของเล่นพวกแก แล้วจับพวกแกโยนเข้าห้องมืดร้องไห้ขี้มูกโป่งไปเลย!” 

เสียงใสๆ พูดจาฉะฉานของเด็กน้อยทำเอาวายร้ายหลายคนนั้นรู้สึกกลัวขึ้นมา พอดีกับคนขับรถตามมาถึง พอเห็นเครื่องแบบชุดสีดำของคนขับก็ตกใจพากันแตกฮือหลบหนีไป 

เจ้าอ้วนน้อยเซียวจิ่งสือในตอนนั้นที่กำลังรู้สึกต่ำต้อย คิดว่าตัวเองสู้คนอื่นไม่ได้ จนไม่กล้าจะเอ่ยปากพูดกับหลินหว่านสักคำหรือแม้แต่จะถามชื่อของเธอ ได้แต่จดจำหมายเลขทะเบียนรถที่เธอนั่งจากไป พอกลับไปก็ถามเอากับคนรถจนได้รู้ว่าเป็นเด็กสาวคนเล็กจากบ้านตระกูลอันชื่อหลินหว่าน 

จากนั้นมาเซียวจิ่งสือก็แอบชอบหลินหว่านที่อายุน้อยกว่าเขาเกือบห้าปี สิบปีที่ผ่านมาเขาเปลี่ยนจากเจ้าอ้วนกลายเป็นชายหนุ่มรูปงาม แต่เมื่อพูดถึงช่วงเวลานั้น พูดถึงหลินหว่าน เขายังคงรู้สึกว่าตัวเองต้อยต่ำอยู่ดี 

ถ้าหากไม่ใช่เป็นเพราะหลินหว่านประสบเหตุทำให้ชีวิตพลิกผัน เขาก็คงเลือกที่จะเป็นคนแปลกหน้าคนหนึ่งที่เฝ้ามองเธอมีชีวิตที่เป็นสุขอยู่เงียบๆ  

เซียวจิ่งสือมองดูหลินหว่านที่ปิดหน้าหัวเราะไม่หยุด เขารู้สึกอัดอั้นตันใจมาก เมื่อครู่คนที่เพิ่งตกปากรับคำอย่างดิบดีว่าจะไม่หัวเราะเขาเป็นใครกันนะ 

“นี่!” 

“ขอโทษนะ รอ...รอเดี๋ยว” 

หลินหว่านหัวเราะต่อไปอีกครู่หนึ่งกว่าจะกลั้นไว้ได้ ตอนนี้เธอเข้าใจแล้วว่าสมญา ‘เซียวสามขวบ’ นั้น สมชื่อจริงๆ  

“จริงๆ ก็มีสาเหตุที่มานี่นา เป็นเพราะกลัวว่าฉันจะหัวเราะคุณก็เลยไม่พูดออกมาอย่างนั้นเหรอ” 

“ใช่สิ!” เซียวจิ่งสือเบะปาก “ตอนนั้นผมอ้วนขนาดนั้น แล้วก็น่าเกลียดขนาดนั้น ถ้าเกิดคุณรังเกียจผมขึ้นมาจะทำยังไงล่ะ” 

“รังเกียจน่ะคงไม่หรอก แต่น่าจะขำมากกว่านะ” หลินหว่านยื่นมือออกไปหยิกแก้มเซียวจิ่งสือ “ตอนนี้ถ้ามีเนื้อเยอะแบบตอนนั้นจะเป็นอย่างไรบ้างนะ” 

“ผมก็ไม่รู้หรอก” เซียวจิ่งสือจับมือหลินหว่านเอาไว้ “แต่ตอนนี้ผมอยากรู้ว่า ผมบอกเหตุผลที่ชอบคุณไปแล้ว คุณจะยอมรับผมได้แล้วใช่ไหม ผมจะรอให้คุณรักผม ก่อนถึงเวลานั้นคุณเองก็อย่าเพิ่งปฏิเสธผมนะ ได้ไหม” 

... 

ในห้องทำงานของประธานบริษัทเซวี่ยนจื่อเอ็นเตอร์เทนเมนต์ ตู้เซวี่ยนพลิกบทละครในมือไปมา จากนั้นมองดูคนที่อยู่ตรงหน้าแล้วพูดว่า “คุณอยากให้เธอเข้าวงการนี้จริงๆ เหรอ” 

“ในเมื่อเธอมุ่งมั่นที่จะกลับเข้ามา ทำไมจะไม่ล่ะ วงการนี้แม้จะวุ่นวายแต่ก็ดึงดูดใจคนนักไม่ใช่เหรอ คุณก็รู้อยู่แล้วนี่ ถ้าหากไม่เป็นเพราะใบหน้านี้ ฉันก็ไม่ยอมหลบอยู่เบื้องหลังหรอก” 

คนคนนั้นลูบใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็น ดวงตาฉายแววเจ็บปวด 

ชีวิตที่ขึ้นๆ ลงๆ ในวงการบันเทิงถือเป็นเรื่องธรรมดามาก แต่สำหรับเธอนั้นนับว่าเลวร้ายที่สุดก็ว่าได้ 

ดวงตาของตู้เซวี่ยนทอประกายเจ็บปวดวูบหนึ่ง จากนั้นพยักหน้ากล่าวว่า “ได้ อย่างนั้นหลังจากถ่ายทำละครเรื่อง ‘สานรักสายหิมะ’ จบแล้ว ผมจะติดต่อให้เธอมาแสดงละครเรื่องนี้ จะว่าไปละครเรื่องนี้ก็แย่งมาจากมือของเซียวจิ่งสือนั่นล่ะ เพียงแค่ต้องการให้หลินหว่านได้ร่วมทดสอบหน้ากล้องครั้งนี้เท่านั้นนะ” 

“อายุตั้งห้าสิบแล้ว ยังจะแย่งของกับเด็กอีกหรือไง” 

“ต้องดูว่าเขาจะยอมเสียสละเพื่อหลินหว่านได้แค่ไหนไม่ใช่หรือไง ก็แค่ละครเรื่องเดียวเอง เขาเสียหายไม่มากหรอก” 

“เขาน่ะ จะดีต่อหลินหว่านจริงๆ หรือเปล่า ที่ผ่านมาพ่อของเขาเกลียดวงการบันเทิงเป็นที่สุด” 

“ผมก็ไม่เห็นว่าคุณชายเซียวนี่จะฟังพ่อเขาสักทีเลยนี่ เรื่องนี้คุณวางใจได้ แต่ว่า...” ตู้เซวี่ยนมองคนตรงหน้าเหมือนอยากจะพูดแต่ยั้งเอาไว้ ด้วยไม่ทราบว่าเรื่องนี้จะพูดหรือไม่พูดดี 

“คุณหมายถึงบ้านตระกูลอันเหรอ” คนคนนั้นยิ้มเยาะ แล้วกลับเป็นเฉยชา “เส้นทางชีวิตของเธอต้องเดินเอง จะขรุขระบ้างก็ไม่เห็นจะเลวร้ายตรงไหน บางทีอาจเป็นเพราะฉันเคยมีชีวิตที่ราบรื่นจนเกินไปล่ะมั้ง” 

“อย่าพูดอย่างนี้” ตู้เซวี่ยนตบบ่าคนคนนั้นอย่างปลอบประโลม “ตอนนี้ผมมีความสามารถจะปกป้องหลินหว่านได้ แม้ว่าบ้านตระกูลอันจะมีอิทธิพลในวงการนี้ แต่ก็ไม่ถึงกับจะสั่งการได้ทั้งหมด มีผมกับ 

เซียวจิ่งสืออยู่ จะปกป้องเธอให้เธอก้าวสู่จุดสุดยอดได้ไม่ยากหรอก” 

 

------ 

[1] เวยปั๋ว หรือ Weibo เป็นโซเซียลมีเดียอันดับหนึ่งของจีน อยู่ในรูปแบบของไมโครบล็อค แบบเดียวกับทวิตเตอร์ ปัจจุบันได้พัฒนาโดยรวมฟีเจอร์จากหลายโซเซียลเน็ตเวิร์ค สามารถโพสต์ข้อความสั้นๆ (ไม่เกินสองพันตัวอักษร) รูปภาพ วิดีโอ เพลงได้ตามต้องการ และยังแสดงความคิดเห็นใต้โพสต์ กดไลก์ และแชร์ข้อความนั้นได้เหมือนกับเฟซบุ๊กด้วย กล่าวคือเป็นทวิตเตอร์ผสมกับเฟซบุ๊กในแบบจีน 

[2] มหาชนผู้กินแตง โดยทั่วไปใช้เปรียบเปรยถึงฝูงชนที่คอยวิพากษ์วิจารณ์ ชักใบให้เรือเสียอยู่รอบข้างโดยไม่ได้เข้าใจเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงๆ  

[3] ให้จังหวะ ในที่นี้หมายถึง ชี้นำให้ทำตาม มีที่มาจากศัพท์เกม โดยเกมเมอร์ที่มีชั่วโมงบินสูงหรือมีทักษะสูงจนเป็นหัวหน้าทีม ชี้นำทีมให้รุกรับได้อย่างมีจังหวะที่ดีจนได้ชัยชนะ 

[4] เฮย ในภาษาจีนแปลว่า ดำ ในที่นี้มีความหมายแฝงว่าเป็น นักเลง แก๊งมาเฟีย 

ความคิดเห็น