email-icon facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

อ่านแล้วระวังจะตกเป็นเหยื่อของพ่อเสือเลออนล่ะ หุหุ

ตอนที่ 37 ความทรงจำเมื่อ 9 ปีที่แล้ว (rewrite)

ชื่อตอน : ตอนที่ 37 ความทรงจำเมื่อ 9 ปีที่แล้ว (rewrite)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 39.9k

ความคิดเห็น : 64

ปรับปรุงล่าสุด : 14 พ.ค. 2563 04:48 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 200
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 37 ความทรงจำเมื่อ 9 ปีที่แล้ว (rewrite)
แบบอักษร

ตอนที่ 37  

โดย แยมขนมปัง 

 

 

 

 

เพี้ยะ!!  

 

“เพราะแก!! เพราะแกคนเดียว ที่ทำให้คุณเจตต้องตาย แกมันตัวซวย ฮึ่ก ฮื้อออ แกออกไปจากบ้านฉันเดี๋ยวนี้นะ ไป!!” 

 

“ไอ้ทอย แกทำให้คุณพ่อ ฮึ่ก ต้องตาย ฮึ่ก เพราะแกคนเดียว ฮึ่ก ฮื้อออ”  

 

“ฮึ่ก คุณแม่อย่าตีพี่ทอย ฮึ่ก พี่โซ่อย่าว่าพี่ทอยซิฮะ โซนขอร้อง ฮึ่ก”  

 

“โซ่ พาโซนขึ้นห้อง...ส่วนแกไอ้เด็กเฮงซวย ฉันจะตีแกให้ตายคามือ ฮึ่ก เพราะแก เพราะแกคนเดียว!!”  

 

เพี้ยะ! เพี้ยะ! 

 

“ผมขอโทษ ฮึ่ก คุณผู้หญิงอย่าตีผม ฮึ่ก พ่อครับ แม่ครับ ช่วยทอยด้วย ฮึ่ก ฮื้ออ”  

 

เพี้ยะ! เพี้ยะ!  

 

“แกยังมีหน้าเรียกสามีฉันว่าพ่ออีกเหรอ แกทำให้เขาตายแล้วนี่ ทั้งแก ทั้งแม่แก มันเป็นตัวซวย!! พวกแกเข้ามาในชีวิตของครอบครัวฉันทำไม!!”  

 

เพียะ! เพียะ!  

. 

. 

. 

 

“ฮึ่ก ผะ..ผมขอโทษ ฮึ่ก อย่าตีผม ผมเจ็บ ฮึ่ก ฮื้ออ”  

“ทอย! ทอย คุณเป็นอะไร”  

เลออนถามขึ้นด้วยเสียงตื่นตกใจ เมื่อได้ยินเสียงสะอื้นและคำพูดที่แผ่วเบาจนเลออนฟังไม่ค่อยชัด ทั้งๆที่ร่างโปร่งยังคงนอนหลับตาพริ้ม แต่คิ้วเรียวกลับขมวดเข้าหากัน เปลือกตาที่ยังคงปิดสนิทกลับสั่นระริก ริมฝีปากก็พร่ำพูดเพ้อถึงอะไรบางอย่าง ที่เลออนไม่เข้าใจนัก  

“ฮึ่ก ผมขอโทษ ฮึ่ก ฮื้อออ พ่อครับ แม่ครับ ฮึ่ก ทอยขอโทษ ฮึ่ก ฮื้ออ”  

เลออนถึงกับชะงัก เมื่อพอจะฟังออกแล้วว่าทอยกำลังละเมอเพ้อเรียกพ่อกับแม่ของตนเองอยู่ ใบหน้าสวยที่ตอนนี้เต็มไปด้วยคราบน้ำตา ทำเอาเลออนเจ็บร้าวไปหมด เพราะยิ่งทอยเจ็บปวดทรมานมากเท่าไหร่ เขาก็รู้สึกเจ็บไม่ต่างกัน เจ็บที่ไม่สามารถช่วยอะไรคนรักได้เลย  

“ทอย ตื่นสิ ทอย ทอย!!!”  

“เฮือกก อึ้ก”  

ทอยลืมตาขึ้นมาด้วยความตกใจเพราะเสียงเรียกของเลออน ร่างโปร่งยังคงหายใจหอบแรง ก่อนจะมองไปรอบห้อง ก็พบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงภายในห้องนอนคอนโดของเขาเอง ทอยหันมองหน้าเลออนที่นั่งอยู่ข้างกายเขา ซึ่งเลออนก็มองทอยอยู่พอดีเช่นกัน มือหนาของเลออนขยับเข้าไปลูบแก้มใสของทอยอย่างแผ่วเบา ความอุ่นร้อนจากฝ่ามือแกร่ง ทำให้ทอยเอียงหน้าแนบกับฝ่ามือหนาเพื่อรับความอบอุ่นที่ส่งผ่านจากมือของเลออน  

“ฝันร้ายเหรอครับ” เลออนถามเสียงนุ่ม โดยที่ยังคงลูบแก้มใสของทอย มืออีกข้างก็เกลี่ยน้ำตาที่หางตาของทอยออก ทอยไม่ได้พูดตอบ แต่แค่พยักหน้าเป็นคำตอบแทน 

จุ๊บ  

“โอมมม ฝันร้ายจงหายไป เพี้ยง!”  

เลออนโน้มริมฝีปากเข้าไปจูบลงที่หน้าผากของทอยแล้วผละออก ก่อนจะพูดร่ายคาถา ทำเอาทอยคลี่ยิ้มขึ้นนิดๆ  

“แล้วนี่ผมมาอยู่บนห้องได้ไง” ทอยถาม เพราะเขาจำได้ว่า ก่อนหน้านี้ เขายังนั่งอยู่ในรถของเก็ทเพื่อนของเลออนอยู่เลย  

“คุณเผลอหลับไปนะ พอถึงคอนโดผมก็ไม่อยากปลุก เลยอุ้มคุณขึ้นมา” เลออนตอบ ทำเอาทอยชะงัก เม้มปากเข้าหากัน  

“ทำไมถึงไม่ปลุกผม ผมตัวหนักจะตาย ไม่เหนื่อยหรือไง” ทอยพูดเสียงแผ่ว เพราะถึงเข้าจะรูปร่างบางกว่าเลออน แต่ก็ใช่ว่าเขาจะเป็นผู้ชายตัวเล็กบอบบางอะไรนัก  

“อุ้มทั้งวันทั้งคืนยังไหวเลย” เลออนพูดยิ้มๆ ทอยก็ยิ้มเช่นกัน ก่อนที่รอยยิ้มสวยจะค่อยๆหุบลงช้าๆ  

“คุณ” ทอยเรียกเลออน 

“ครับ” เลออนขานรับ  

“คุณกลับไปอยู่คอนโดของคุณก่อนได้ไหมสักอาทิตย์นึง” ทอยพูดบอกทำเอาเลออนชะงัก ขมวดคิ้วเข้าหากันทันที  

“คุณพูดอะไรของคุณ ทำไมต้องให้ผมกลับไปอยู่คอนโดผมด้วย หรือคุณรำคาญผมแล้ว” เลออนถามด้วยน้ำเสียงตัดพ้อ  

“เปล่า ผมไม่ได้รำคาญคุณ และไม่เคยคิดจะรำคาญด้วย แต่ช่วงนี้ผมมีหลายเรื่องให้ต้องคิด ผมเลยอยากอยู่คนเดียวสักพัก แค่อาทิตย์เดียวเอง”  

“แล้วคุณจะให้ผมทิ้งให้คุณอยู่คนเดียวในสภาพแบบนี้ได้ไง คุณรู้ไหมว่าวันนี้คุณทำให้ผมเป็นห่วงมากแค่ไหนกับอาการและท่าทางของคุณ ผมต้องบ้าแน่ๆ ถ้าไม่ได้อยู่ใกล้คุณในเวลาแบบนี้ คุณเป็นอะไร คุณมีอะไรอยู่ในใจ คุณบอกผมได้ไหม”  

เลออนยังคงพูดกลับอย่างไม่ยอม เขารู้ว่าช่วงนี้เป็นช่วงที่ทอยเจ็บปวดมากแค่ไหน แล้วจะให้เขาทิ้งคนรักไว้กับความเจ็บปวดคนเดียวได้ยังไงกัน 

“ถ้าผมพร้อม ผมสัญญาว่าจะเล่าทุกอย่างให้คุณฟัง แต่ตอนนี้ถือว่าผมขอร้อง ผมขอเวลาจัดการกับตัวเอง พอครบอาทิตย์ ผมจะกลับไปเป็นทอย คนรักคนเดิมของคุณ นะครับเลออน” ทอยพูดขอโดยเรียกชื่อเลออนโดยไม่มีคำนำหน้า ซึ่งไม่บ่อยครั้งนักที่ทอยจะเรียกเขาแบบนี้ แต่การที่ทอยเรียกเลออนแบบนี้ นั่นหมายความว่าเลออนคงต้องยอมจริงๆ  

“ก็ได้ ผมจะกลับไปอยู่คอนโดผมก็ได้ แต่คุณต้องสัญญา ว่าถ้าหากคุณไม่ไหว หรือรู้สึกไม่ดีหรือเป็นอะไรก็ตาม คุณต้องโทรหาผมทันทีเข้าใจไหม” เลออนพูดบอกเงื่อนไข ทอยก็พยักหน้ารับทันที 

“ขอบคุณมากนะ ที่เข้าใจผม” ทอยพูดก่อนจะขยับเข้าไปสวมกอดร่างแกร่งของเลออน เลออนเองก็กระชับกอดตอบคนรักทันที  

ทั้งสองคนกอดกันแบบนั้นอยู่นาน เหมือนอยากซึมซับความรู้สึกของกันและกัน ก่อนทั้งคู่จะผละออกจากกัน ทอยจึงเดินไปส่งเลออนที่หน้าประตูห้อง เมื่อร่ำลากับเรียบร้อย เลออนก็ออกไปเพื่อกลับคอนโดของตัวเอง 

 

หลังจากที่เลออนกลับไป ความเงียบก็ก่อตัวขึ้นภายในห้องทันที ทอยเดินไปล้มตัวนั่งลงบนโซฟาห้องรับแขก ก่อนจะนั่งกุมขมับทั้งสองข้างแล้วถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ สาเหตุที่เขาให้เลออนกลับไปอยู่คอนโดตัวเองนั้น เพราะเขารู้ดีว่า ช่วงนี้อารมณ์และความรู้สึกของเขาไม่ค่อยคงที่นัก เพราะทอยมักจะเป็นแบบนี้ทุกครั้งในช่วงวันใกล้วันครบรอบวันตายของพ่อกับแม่ ความทรงจำร้ายๆในอดีตมันยังคงกัดกินหัวใจของเขา ภาพต่างๆวนกลับมาฉายซ้ำราวกับว่ามันพึ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ 

เขาไม่อยากให้เลออนต้องมารับรู้ด้านอ่อนแอของเขาและต้องมาทุกข์ใจไปกับคนอย่างเขา ทอยยังคงนั่งจมอยู่กับความคิดในหัวตัวเอง ก่อนจะหลับตาลงช้าๆ แล้วนอนราบไปกับโซฟาอยู่อย่างนั้น น้ำใสๆเริ่มรินไหลออกมาจากหางตาเรียวรีอีกครั้ง และไม่รู้ว่ามันจะหยุดลงเมื่อไหร่  

------------------ 

พอออกมาจากห้องของทอย เลออนก็นั่งแท็กซี่กลับมายังคอนโดของเขาทันที พอมาถึงห้อง ร่างแกร่งก็ล้มตัวลงนอนบนเตียงนุ่ม ก่อนจะถอนหายใจหนักๆ ภายในใจก็นึกเป็นห่วงคนรักที่ต้องอยู่เพียงลำพัง แต่เลออนก็พอเข้าใจว่าทอยคงอยากจะอยู่กับตัวเองบ้าง  

เมื่อนึกถึงคนรัก เลออนก็นึกอะไรได้บางอย่าง เขาจึงหยิบโทรศัพท์กดโทรหาเพื่อนของเขา ไม่นานปลายสายก็รับ  

(“ว่าไงมึง”)  

“ไอ้ธีม มึงอยู่ไหนวะ”  

(“อยู่คอนโด มึงมีอะไร [ใครโทรมา] ไอ้เลออนนะ”) ธีมตอบกลับเลออน ก่อนที่เลออนจะได้ยินเสียงเด็กหนุ่มแทรกขึ้นมาซึ่งไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป็นใคร  

“มึงอยู่กับน้องพู่กันเหรอ”  

(“เปล่ากูอยู่กับหมา [มึงว่าใครหมา ไอ้ธีม!!]”)  

เสียงพู่กันที่โวยวายใส่ธีม ทำเอาเลออนอดขำไม่ได้ 

(“แล้วสรุปมึงมีอะไร”)  

“เดี๋ยวกูเข้าไปหามึงนะ กูมีเรื่องให้มึงช่วยหน่อย” 

เลออนพูดบอก ธีมก็ตอบรับ ทั้งสองคุยสายกันอีกเล็กน้อยก็วางสายไป เลออนลุกจากที่นอน แล้วเดินออกจากห้อง เพื่อนั่งแท็กซี่ไปหาธีมที่คอนโดทันที  

----------------- 

ตั้งแต่วันที่เลออนออกไปจากห้องของเขาวันนั้น ทอยก็ไม่ได้ไปเจอหน้าเลออนอีกเลย มีหลายครั้งที่เลออนพยายามจะโทรมาหา แต่ทอยก็เลือกที่จะตัดสายทิ้ง แล้วส่งข้อความกลับไปแทน เพราะถ้าเขาได้ยินเสียงของเลออน เขาต้องทนไม่ไหวจนให้เลออนมาหาเขาแน่ๆ ทอยคงรู้สึกแย่ ถ้าต้องให้เลออนมาอยู่กับเขาในตอนที่เขาอ่อนแอและหม่นหมองแบบนี้ ซึ่งมันจะทำให้เลออนรู้สึกหม่นหมองไปด้วย ทอยไม่อยากให้เป็นแบบนั้น  

ทอยเข้าไปลางานที่บริษัท 1 อาทิตย์ แล้วขนเอกสารงานต่างๆ กลับมาทำที่คอนโด เพราะเขาอยากอยู่คนเดียว ไม่อยากจะพบปะใครสักเท่าไหร่ แต่ก็ไม่อยากอยู่ให้ว่างจนยิ่งทำให้จิตใจฟุ้งซ่าน เขาเลยต้องเอางานกลับมาทำด้วย อีกอย่างทอยก็ไม่อยากเสียงานการเพียงเพราะจัดการกับความรู้สึกของตัวเองไม่ได้ 

วันนี้ทอยตื่นตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ทอแสง แต่คงจะเรียกว่าตื่นก็คงไม่ได้ เพราะทอยแทบไม่ได้หลับเลย ทุกครั้งที่เขาหลับตา ภาพเหตุการณ์เมื่อ 9 ปีที่แล้ว ก็ปลุกให้เขาสะดุ้งตื่น ซึ่งเป็นแบบนี้มาหลายวันแล้ว แต่มันก็เป็นเรื่องปกติ เพราะยิ่งใกล้วันครบรอบเมื่อไหร่ ความฝันมันก็ยิ่งชัดเจน อาการตื่นกลัวของทอยก็ชัดขึ้นเช่นกัน ทอยเหมือนจะนอนหายใจหอบเกร็งแทบทุกคืน  

ดวงตาทั้งสองข้างที่บวมเป่งจากการร้องไห้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ค่อยๆหันมองนาฬิกาฝาผนัง ทำให้ทอยรู้ว่าตอนนี้พึ่งจะตี 4 ทอยค่อยๆดันตัวเองให้ลุกขึ้นนั่ง ก่อนจะถอนหายใจออกมา 

“วันนี้แล้วสินะ” 

ทอยพึมพำเสียงแผ่ว ใช่แล้ว วันนี้คือวันครบรอบวันตายของพ่อแม่ของทอย ทอยจึงตื่นมาตั้งแต่ยังไม่รุ่งสาง เพื่อที่จะมาทำกับข้าวไว้ใส่ปิ่นโตไปทำบุญ เพราะเขาต้องไปหาพ่อกับแม่ของเขาที่วัด ทอยลุกขึ้นไปล้างหน้าแปรงฟัน ก่อนจะเข้าครัวเพื่อทำอาหาร ซึ่งวัตถุดิบทุกอย่าง ทอยก็ซื้อเตรียมไว้พร้อมหมดแล้ว อาหารที่ทอยเลือกทำ ล้วนแต่เป็นของโปรดของพ่อแม่เขาที่เขาจำได้ไม่เคยลืม  

พอจัดเตรียมอาหารใส่ปิ่นโตเรียบร้อยแล้ว ทอยจึงไปอาบน้ำแต่งตัว พอทอยแต่งตัวเสร็จ ก็เดินไปหยิบของใช้ส่วนตัว แล้วไม่ลืมที่จะเดินเข้าไปยกปิ่นโต ก่อนจะเดินออกมาจากห้องครัว ซึ่งตอนนี้ก็เป็นเวลา 06.00 น. แล้ว ทอยจึงเปิดประตูห้องเพื่อจะออกไปข้างนอก  

แอ๊ด 

กึก  

“คุณเล คุณมาได้ยังไง แล้วมาตั้งแต่เมื่อไหร่”  

ทอยชะงักไปนิด เมื่อพอเปิดประตูออกมาก็เจอร่างแกร่งที่เขาไม่ได้เห็นหน้ามาหลายวัน อยู่ๆทอยก็รู้สึกใจเต้นขึ้นมาซะงั้นที่ได้เห็นหน้าของเลออน ถึงแม้จะเป็นช่วงระยะเวลาไม่กี่วันที่ไม่ได้เจอกัน แต่ทอยกลับรู้สึกเหมือนว่ามันนานนับหลายสิบปี จนเขารู้สึกคิดถึงเลออนจับใจ 

“มาถึงตั้งแต่ 5 โมงครึ่งแล้ว”  

“แล้วทำไมไม่เข้ามาในห้อง”  

ทอยถามด้วยความแปลกใจและตกใจ เพราะหากเลออนมาตั้งแต่ 5 โมงครึ่งจริงๆ นั่นหมายความว่า เลออนมายืนอยู่ที่หน้าห้องของเขาตั้งครึ่งชั่วโมง  

“ผมไม่อยากกวนคุณตอนคุณทำอาหารอยู่นะ” เลออนพูดด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะแย่งปิ่นโตในมือของทอยมาถือไว้ ส่วนทอยก็ขมวดคิ้วด้วยความสงสัยว่าเลออนรู้ได้อย่างไรว่าเขาพึ่งเตรียมอาหารสำหรับใส่ปิ่นโตไปทำบุญ  

“วันนี้ผมขอไปทำความรู้จักพ่อแม่ของคุณนะครับ” เลออนพูดด้วยรอยยิ้มแสนอบอุ่น ทำเอาทอยชะงัก 

“คุณรู้ได้ยังไง” ทอยถามเสียงแผ่วแล้วก้มหน้าลงมองพื้น 

“น้องโซนบอกนะ แล้วเรื่องที่คุณต้องตื่นมาเตรียมอาหารไว้ไปทำบุญ น้องโซนก็เป็นคนบอก คุณไม่โกรธน้องใช่ไหม ที่บอกผม” ทอยส่ายหน้าทันที 

“ผมไม่โกรธโซนหรอก แต่โกรธตัวเองมากกว่าที่ไม่ได้บอกคุณด้วยตัวเอง ผมขอโทษนะ” ทอยพูดเสียงแผ่วด้วยความรู้สึกผิด เลออนมองคนรักตัวเองที่เอาแต่ยืนก้มหน้าสักพัก ก่อนจะดึงร่างโปร่งเข้ามากอด ทอยก็ยอมให้เลออนกอดแต่โดยดี  

“ผมไม่เคยคิดจะโกรธคุณเลยสักครั้ง” เสียงนุ่มของเลออน ทำทอยอุ่นวาบไปทั้งหัวใจจนต้องกอดเลออนแน่นขึ้นทันที ก่อนจะผละออก เลออนก็เอามือไปดึงแก้มทอยนิดๆ 

“ยิ้มหน่อยสิครับคนดีของผม วันนี้คุณจะไปหาคุณพ่อกับคุณแม่นะ พวกท่านคงมีความสุขถ้าได้เห็นรอยยิ้มของคนที่ท่านทั้งสองรัก เหมือนกับที่ผมมีความสุขทุกครั้งที่ได้เห็นรอยยิ้มของคุณ” เลออนพูดบอกเสียงนุ่มด้วยรอยยิ้ม ทำเอาทอยน้ำตาคลอเบ้า แต่ก็ฝืนเอาไว้ไม่ให้มันไหลออกมา ก่อนจะคลี่ยิ้มส่งให้เลออน  

จุ๊บ  

“รางวัลสำหรับรอยยิ้มของคนเก่ง”  

เลออนโน้มเข้าไปจูบริมฝีปากนิ่มของทอยอย่างแผ่วเบาแล้วผละออก ทำเอาทอยหน้าขึ้นสีนิดๆ เมื่อเลออนเห็นว่าทอยมีสีหน้าดีขึ้นแล้ว เลออนจึงพาทอยไปที่รถ เพื่อขับไปยังวัดที่ตั้งเจดีย์เก็บอัฐิธาตุของพ่อแม่ทอย  

------------------- 

เมื่อมาถึงวัด ทอยกับเลออนก็เข้าไปทำบุญตักบาตรแล้วถวายสังฆทาน ก่อนจะกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้พ่อกับแม่ของทอย  

แสงแดดอ่อนๆในยามเช้ากับความเงียบสงบที่มีเพียงเสียงนกน้อยที่ออกโผบินทักทายให้คนฟังได้ผ่อนคลาย สายลมเบาบางที่พัดผ่านกระทบเรือนกายของชายทั้งสอง ทำให้ทั้งทอยและเลออนรู้สึกจิตใจสงบลงอย่างบอกไม่ถูก เลออนเดินดูบรรยากาศรอบๆวัดอย่างสนใจ ไม่บ่อยครั้งนัก ที่เขาจะได้มาเข้าวัดทำบุญแบบนี้  

“นี่แม่ผมครับ”  

ทอยพูดขึ้น เลออนที่มัวแต่สนใจบรรยากาศภายในวัด เลยไม่ทันสังเกตเลยว่าตนเองเดินมาถึงไหนแล้ว เลออนหันมองเจดีย์เก็บอัฐิธาตุ ซึ่งมีรูปของหญิงสาวหน้าตาสะสวย รอยยิ้มจากรูปถ่ายที่ติดไว้ เลออนเชื่อว่าถ้าใครได้เห็นรอยยิ้มของหญิงสาวคนนี้ จะต้องยิ้มตามและตกหลุมรักเธอได้อย่างง่ายดาย เหมือนกับที่เขาตกหลุมรักทอยทุกครั้งที่ได้เห็นรอยยิ้มสวยๆของทอยที่ไม่ต่างไปจากหญิงสาวในรูป 

เลออนไม่แปลกใจเลยว่าทอยได้รอยยิ้มสดใสแบบนี้มาจากใคร แต่เลออนก็ต้องแปลกใจที่เห็นเพียงเจดีย์เก็บอัฐิธาตุแม่ของทอยเท่านั้น กลับไม่มีของพ่อ ซึ่งตามหลักแล้วน่าจะตั้งอยู่ใกล้กัน สีหน้าชวนสงสัยของเลออน ทำให้ทอยพอจะเข้าใจว่าเลออนกำลังสงสัยอะไรอยู่ 

“พ่อผมอยู่อีกวัดนึงนะ”  

ทอยพูดบอกโดยที่เลออนไม่ต้องถาม ร่างแกร่งใบหน้าหม่นลงนิดๆ รู้สึกสงสารคนรักของตนเอง ขนาดเจดีย์เก็บอัฐิธาตุของพ่อกับแม่ ยังต้องไว้กันคนละวัดเลย ทอยจะรู้สึกยังไง เจ็บปวดแค่ไหน เลออนละสายตาจากทอย แล้วหันไปมองรูปของแม่คนรัก ก่อนที่เลออนจะยกมือขึ้นไหว้  

“สวัสดีครับคุณแม่ ผมชื่อเลออน รชณกร วงศ์พิบูลกิจ อายุ 21 ปี เรียนอยู่ปี 3 คณะบริหารธุรกิจ ผมเป็นคนรักของลูกชายคุณแม่ครับ ผมขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ” เลออนพูดจบก็โค้งตัวคำนับ ทำเอาทอยที่ยืนมองอยู่ยิ้มออกมาได้  

“พูดแบบนี้ ไม่กลัวแม่ผมตอบกลับมาหรือไง” ทอยถามยิ้มๆ เลออนก็หันมองคนรักก่อนจะหันกลับมามองเจดีย์เก็บอัฐิธาตุของแม่ทอยอีกครั้ง 

“เอิ่ม ถ้าจะตอบกลับ ตอบได้นะครับ แต่ขอเป็นตอนที่ผมอยู่กับทอยนะ ผมจะได้ไม่ตกใจมาก” เลออนพูด ทำเอาทอยยิ้มขำ 

“ขอบคุณคุณแม่มากนะครับที่ให้กำเนิดผู้ชายดีๆอย่างทอย ถ้าไม่ได้คุณแม่ ผมคงไม่ได้เจอความสุขเหมือนทุกวันนี้ ลูกชายของคุณแม่น่ารักมากกกกกกก มากจนผมต้องคอยตามหึงหวงตลอด ฮ่าๆ”  

เลออนยืนพูดคุยกับรูปของแม่ทอยด้วยใบหน้ายิ้มแย้มทำเอาทอยยิ้มตาม รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูกยิ่งได้ฟังคำพูดของเลออน ยิ่งทำให้ทอยรู้สึกว่าตัวเองโชคดีแค่ไหนที่มีผู้ชายคนนี้มาอยู่เคียงข้าง 

“แล้วเดี๋ยวเราจะไปหาคุณพ่อของคุณไหม” ทอยนิ่งไปนิด ก่อนจะยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดูเวลา ก็เห็นว่าใกล้จะเที่ยงแล้ว  

“ไปกันเลยก็ได้ครับ” ทอยพูดบอก  

เขาคิดว่าป่านนี้โซ่และมนธาคงไม่ได้อยู่ที่วัดแล้ว เพราะวันนี้ครอบครัวฝั่งของโซน ก็คงไปทำบุญที่วัดเช่นกัน  

“แม่ครับ ผมกลับก่อนนะครับ แล้วไว้ผมจะแวะมาหาใหม่” ทอยหันมาพูดลากับเจดีย์เก็บอัฐิธาตุของแม่ เพื่อจะไปยังวัดที่ตั้งเจดีย์เก็บอัฐิธาตุของพ่อ  

--------------- 

“ที่นี่เหรอ”  

เลออนถามขึ้น เมื่อเลี้ยวรถเข้ามายังวัดแห่งหนึ่ง ทอยก็พยักหน้ารับ ทั้งสองจึงลงจากรถ  

เลออนเดินดูบริเวณรอบวัดด้วยความแปลกใจเล็กน้อย เพราะวัดแห่งนี้ค่อนข้างจะเป็นวัดที่ใหญ่กว่าวัดแรกที่ไปพอสมควร ทอยไม่ได้พูดอะไร แล้วเดินนำเลออนไปหาพ่อของตนเอง 

กึก  

แต่แล้วทอยก็ต้องชะงัก เมื่อมีหญิงสาววัยกลางคนกับเด็กหนุ่มที่ทอยแสนคุ้นตา เดินออกมาจากวัดพอดี  

“พี่ทอย!!”  

โซนที่เห็นทอยก็ตะโกนเรียกเสียงดังด้วยความดีใจที่ได้เจอพี่ชาย จนลืมไปว่าแม่ของตนเองยืนอยู่ด้วย ทอยมีสีหน้าไม่สู้ดีนักจนเลออนจับสังเกตได้ และพอจะรู้ว่าเป็นเพราะอะไร  

“สวัสดีครับ” ทอยยกมือไหว้มนธาแม่ของโซน เลออนจึงยกมือไหว้ตาม แต่มนธากลับไม่ได้รับไหว้แต่อย่างใด  

“แกมาทำไม” มนธาถามขึ้นเสียงเข้ม  

“คุณแม่ครับ” โซนเรียกคนแม่ด้วยเสียงอ่อนใจ  

“ผมมาไหว้คุณพ่อนะครับ” ทอยตอบมนธา 

“หึ แกยังกล้าเรียกสามีฉันว่าพ่ออีกเหรอ ไม่เจียมตัว”  

มนธาพูดเหยียด ทำเอาเลออนขมวดคิ้วทันที รู้สึกไม่พอใจสักเท่าไหร่ที่มีคนมาพูดจาไม่ดีใส่คนรักของเขาแบบนี้ ส่วนทอยก็เอาแต่นิ่งเงียบไม่ตอบอะไร  

“คุณแม่ครับ เรากลับกันเถอะ” โซนพูดบอกแม่เพราะไม่อยากให้แม่ของเขาว่าร้ายอะไรทอยมากไปกว่านี้  

“แกกลับไปเลยนะ แล้วอย่ามาเหยียบที่วัดนี้อีก แกไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับสามีฉัน หึ ก็แค่ลูกคนใช้” มนธายังคงพูดว่าทอยไม่หยุด ทำเอาทอยเม้มปากเข้าหากันแน่น แต่ก็ไม่ได้โต้ตอบอะไรเหมือนเคย  

“นี่ป้า ป้าเป็นเจ้าของวัดหรือไงครับ ถึงได้มีสิทธิ์มาห้ามไม่ให้ใครมาที่นี่” เลออนที่ยืนนิ่งเงียบฟังอยู่นาน พูดขึ้นอย่างเหลืออด ทำเอามนธาชะงักแล้วหันมองเลออนอย่างไม่พอใจ 

“ฉันไม่ใช่ป้าแก แล้วแกเป็นใคร ถึงมาพูดจาลามปามฉันแบบนี้ หึ แต่ก็นะ คนต่ำๆ ก็ต้องคบหากับคนต่ำๆเหมือนกัน” มนธาพูดเหยียดทั้งเลออนและทอย  

“ผมสูง 183 ซม. ทอยสูง 178 ซม. ผมว่าพวกผมก็สูงพอตัวนะ แล้วป้าล่ะ ฮื้มมมม ผมว่าก็ไม่สูงเท่าไหร่นี่” เลออนพูดกวนพร้อมใช้สายตามองมนธาตั้งแต่หัวจรดเท้า ใครจะหาว่าเขาลามปามผู้ใหญ่เขาก็ไม่สน เพราะเขาทนให้คนอื่นมาพูดจาดูถูกคนรักของเขาไม่ได้จริงๆ  

“ไอ้เด็กบ้า!!” มนธาชี้หน้าเลออนแล้วโวยขึ้นทันที แต่เลออนกลับทำลอยหน้าลอยตาอย่างไม่เกรงกลัว  

“คุณเล” ทอยเรียกเลเสียงนิ่ง ด้วยสายตาดุๆ ทำเอาเลออนถอนหายใจหนักๆ แล้วหันหน้ามองไปทางอื่น  

“เอ่อ โซนว่าเรากลับกันเถอะครับคุณแม่......พี่ทอย พี่เลออน โซนกลับก่อนนะครับ ไว้เจอกันใหม่” โซนพูดกับแม่ตนเอง ก่อนจะหันไปพูดลาเลออนและทอย แล้วรีบดึงมือคนแม่ให้เดินไปที่รถส่วนตัวทันที ซึ่งตอนนี้มีโซ่นั่งรออยู่ในรถ  

ทอยหันมองตามมนธาที่เดินโวยวายออกไป ด้วยสายตาหม่นหมอง ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ  

“ทำไมคุณต้องไปยอมให้เขาต่อว่าคุณแบบนั้นด้วย” เลออนถามขึ้นทันที 

“ก็ที่เขาพูด มันก็เรื่องจริงทั้งนั้น”  

ทอยพูดเสียงแผ่ว ทำเอาเลออนหงุดหงิดในท่าทางของทอยเข้าไปใหญ่  

“นี่ ทำสีหน้าให้ดีหน่อย จะไปหาพ่อผมไหม” ทอยพูดเปลี่ยนเรื่องซึ่งเลออนก็รู้ดี ร่างแกร่งจึงไม่พูดอะไรต่อ แล้วเดินตามทอยเข้าไปในวัด  

 

เลออนเข้าไปคุยแนะนำตัวเองกับเจดีย์เก็บอัฐิธาตุของพ่อทอย แล้วทอยก็อยู่คุยกับพ่อตนเองสักพัก ทั้งสองก็มาที่รถเพื่อจะกลับคอนโด เลออนพาทอยแวะทานข้าวจนตอนนี้เวลาเกือบเย็น ก็พากันเดินทางต่อ ตลอดทางที่นั่งรถกลับมา ทอยเอาแต่นั่งเหม่อลอยมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างไร้จุดหมาย เลออนชำเลืองมองคนรักด้วยความเป็นห่วง ร่างแกร่งขับรถมาเรื่อยๆ จนมาถึงที่หมาย  

พอรถหยุดนิ่ง ทอยถึงกับขมวดคิ้ว มองไปรอบๆ ก็พบว่าที่นี่ไม่ใช่คอนโดของของเขา 

“ตึกคิงเพาเวอร์ ??”  

ทอยหันมาถามเลออนด้วยความงุนงง เมื่ออยู่ๆเลออนก็พาเขามาที่นี่ แทนที่จะกลับคอนโด 

“นี่คุณมัวแต่นั่งเหม่อ จนไม่ได้สังเกตทางที่ผมขับมาเลยหรือไงว่ามันไม่ใช่ทางกลับคอนโด” เลออนถาม ทอยก็นิ่งเงียบไม่ได้ตอบอะไร เพราะเมื่อกี้เขาก็นั่งเหม่ออยู่จริงๆ เลยไม่ทันหันมองสองข้างทาง 

“ไปกัน” เลออนพูดแค่นั้น แล้วเปิดประตูลงจากรถ ทอยจึงลงตามไปอย่างเลี่ยงไม่ได้ 

เลออนไม่ได้พูดบอกอะไรแล้วเดินเข้าไปในตึก โดยที่มีทอยเดินตามหลังไปอย่างไม่เข้าใจ ทั้งสองคนมายืนรออยู่หน้าลิฟต์ ซึ่งจุดรอลิฟต์จะมีจอดิจิตอล บอกเรื่องราวความเป็นไทยและความเป็นกรุงเทพฯ  

ทอยหันมองรอบๆอย่างสนใจ เพราะเวลาที่เขามาที่นี่ก็เพียงแค่มาพบลูกค้าเท่านั้น เลยไม่เคยที่จะได้สังเกตที่นี่จริงๆสักที พอประตูลิฟต์เปิด ทั้งสองคนจึงเข้าไปในลิฟต์ซึ่งเป็นลิฟต์แก้ว ทำให้เห็นบรรยากาศภายนอก ทอยหันมองอกไปอย่างสนใจ ใช้เวลาไม่นาน ลิฟต์ก็เปิดออกยังจุดสูงสุดของตึกซึ่งก็คือชั้นดาดฟ้าหรือที่รู้จักกันในชื่อ 'มหานครสกายวอล์ค' ซึ่งชั้นบนสุดแห่งนี้เป็นจุดไว้สำหรับชมวิวภายนอกอาคาร  

ทอยชะงักไปนิดเมื่อได้เห็นวิวด้านบนของตึก จากความสูงเหนือพื้น 310 เมตร ทำให้สามารถมองเห็นวิวกรุงเทพฯจากจุดสูงสุด ทอยหันมองรอบๆอย่างอึ้งทึ่งในความสวยงามตรงหน้า ริมฝีปากบางค่อยๆคลี่ยิ้มออก นี่เป็นครั้งแรกที่ทอยได้ขึ้นมาบนนี้ แสงแดดสีส้มในยามเย็น ยิ่งขับให้บรรยากาศตรงหน้างดงามยิ่งขึ้น ทั้งทอยและเลออนยืนซึมซับความสวยงามของเมืองกรุง ที่ไม่ใช่ว่าจะได้เห็นกันบ่อยครั้งนัก ทอยเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า ก่อนจะยื่นมือขึ้นไปเหมือนจะแตะขอบฟ้าที่แลดูใกล้ราวกับจะเอื้อมถึง ก่อนจะหันไปหาเลออนที่ยืนมองทอยอยู่ก่อนแล้ว 

“คุณ ท้องฟ้าอยู่ใกล้แค่เอื้อมเอง เหมือนผมจะจับมันได้เลย”  

ทอยพูดขึ้นด้วยรอยยิ้ม ทำเอาเลออนยิ้มตาม ก่อนที่ทอยจะวิ่งไปที่พื้นกระจกลอยฟ้าด้วยความตื่นตาตื่นใจ ทอยก้มมองลงที่พื้นกระจกโปร่งที่เขายืนอยู่ ซึ่งเห็นด้านล่างได้อย่างชัดเจน  

“เหมือนกำลังลอยอยู่เลยแฮะ” ทอยพึมพำกับตัวเอง 

หมับ  

ทอยเอียงหน้าหันมองด้านหลังนิดๆ เมื่อรับรู้ได้ถึงแรงสวมกอดทางด้านหลังจากเด็กหนุ่มร่างแกร่ง ก่อนที่เลออนจะเกยคางไว้บนบ่านุ่มของทอย  

“ทำไมถึงพาผมมาที่นี่” ทอยถามโดยที่สายตายังคงทอดมองบรรยากาศตรงหน้า  

“เพราะในตอนนี้ที่นี่เป็นตึกที่สูงที่สุดในกรุงเทพฯ” เลออนพูดบอก ทำเอาทอยเลิกคิ้วอย่างไม่เข้าใจ ก่อนเอี้ยวหน้ามามองเลออน 

“แล้วยังไง”  

ทอยถามอีกครั้ง เลออนไม่ได้ตอบอะไร แต่กลับชี้นิ้วขึ้นไปบนท้องฟ้า โดยที่แขนอีกข้างนึงยังคงโอบกอดทอยไว้ ทอยหันมองตามนิ้วของเลออนโดยที่ยังงุนงง 

“พ่อแม่ของคุณท่านอยู่บนนั้น ผมเลยพาคุณมาที่นี่ เพื่อที่คุณจะได้อยู่ใกล้พ่อกับแม่ของคุณให้ได้มากที่สุด เพื่อที่พวกท่านจะได้มองเห็นคุณได้ชัดๆไง”  

คำพูดที่ดูเป็นคำพูดธรรมดา ไม่ได้ปรุงแต่งให้สวยหรู แต่กลับเป็นคำพูดที่ทำเอาทอยชะงักอึ้งเมื่อได้ยิน ดวงตาคู่สวยร้อนผ่าวขึ้นมา ก้อนสะอื้นก็ตีตื้นขึ้นมาจุกที่คอ รู้สึกซึ้งใจจนไม่อาจจะหาสิ่งใดมาตอบแทนกับสิ่งที่เลออนมอบให้เขาได้เลยที่ทำเพื่อเขาถึงขนาดนี้ 

“ขอบคุณนะ”  

ทอยพูดเสียงสั่น เลออนจึงกระชับกอดทอยแน่นขึ้น แล้วทั้งสองก็เงียบไป ต่างฝ่ายต่างซึมซับบรรยากาศและความรู้สึกดีๆที่เกิดขึ้น ซึ่งเลออนยังคงยืนกอดทอยจากด้านหลังแบบนั้น ทอยเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าก่อนจะคลี่ยิ้มออก โดยที่มีน้ำตาเอ่อคลอ  

พ่อกับแม่กำลังมองลงมาดูผมจากบนนั้นสินะครับ....  

 

“แม่ของผมท่านเป็นคนต่างจังหวัด”  

ทอยที่เงียบนิ่งอยู่นานพูดขึ้น เลออนก็ทำเพียงแค่ฟังนิ่งๆ  

“ฐานะที่บ้านแม่ไม่ค่อยดี แม่เลยต้องมาหางานทำในกรุงเทพฯ จนได้มาทำงานเป็นแม่บ้านในบ้านของพ่อ”  

ทอยพูดเล่าโดยที่ยังคงเงยหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้า 

“พ่อกับแม่พบรักกันจนมีผม แต่พ่อผมท่านก็มีภรรยาอยู่แล้ว แม่ผมมาที่หลัง”  

เสียงของทอยแผ่วลงนิดๆ จนเลออนต้องกระชับกอดทอย  

“คุณมนธาที่คุณเจอวันนี้ แม่ของโซนนะ ท่านโกรธแม่ผมมาก แล้วยิ่งมีผม ก็ยิ่งทำให้ท่านทั้งโกรธทั้งเกลียดเราสองแม่ลูก ผมอยากจะพาแม่หนีออกมาจากบ้านหลังนั้น แต่ก็ทำไม่ได้เพราะพ่อผมท่านไม่ยอมและแม่ก็รักพ่อมาก ผมกับแม่เลยต้องทนอยู่ในบ้านหลังนั้นอย่างขมขื่นใจ แต่ไม่ใช่ว่าผมจะรู้สึกแย่ไปซะหมด ความทรงจำดีๆในบ้านหลังนั้นผมก็มีกับพ่อและแม่มากมาย จนวันหนึ่ง...”  

ทอยหยุดเล่าไปนิดก่อนจะเม้มปากเข้าหากันเพื่อกลืนก้อนสะอื้นที่เริ่มตีตื้นขึ้นมาจุกคอเขา ก่อนจะยกมือขึ้นกอดทาบทับลงบนมือของเลออน  

“วันนั้นเป็นวันเปิดเรียนวันแรกที่โรงเรียนใหม่ของผมในตอน ม.4 พ่อกับแม่ไปรับผมที่โรงเรียน ตอนนั้นผมดีใจมากเลยรู้ไหม เราสามคนพ่อแม่ลูกพูดคุยหัวเราะกันไปตลอดทาง หึหึ ผมนินทาครูประจำชั้นให้พ่อกับแม่ฟังด้วย พ่อผมหัวเราะใหญ่เลย ผมมีความสุขมาก ที่ได้ยินเสียงหัวเราะและรอยยิ้มของท่านทั้งสอง” ทอยพูดด้วยรอยยิ้ม แต่คนฟังกลับรับรู้ได้ถึงความเจ็บปวดของคนเล่า 

“แต่แล้วอยู่ๆมันก็เหมือนความฝัน ทุกอย่างมันพังทลายลง ผมโดนพรากความสุขไปอย่างไม่มีวันหวนคืน มีรถขับพุ่ง ชะ..ชน ระ..รถของเรา ฮึ่ก” เสียงของทอยสั่นขึ้นเรื่อยๆ ร่างกายก็สั่นเทาจนเลออนสัมผัสได้  

“เสียงของแม่ที่กรีดร้อง วงแขนของพ่อที่รีบดึงร่างของแม่เข้ามากอด สะ...สายตาสองคู่ที่จ้องมองมาที่ผมที่นั่งอยู่เบาะหลังด้วยสายตาของคนสิ้นหวัง แค่เสี้ยววินาที เสี้ยววินาทีเท่านั้น ฮึ่ก พ่อกับแม่ ฮึ่ก พ่อกับแม่ผะ..ผมเขา ฮึ่ก”  

“พอแล้ว ไม่ต้องเล่าแล้วคุณ ไม่ต้องเล่าแล้ว” เลออนพูดขึ้น ก่อนจะพลิกตัวทอยให้หันมามองสบตาเขา แล้วดึงทอยเข้ามากอดไว้แน่น เลออนทนฟังต่อไปไม่ได้จริงๆเพราะเขารู้ว่าทอยรู้สึกเจ็บปวดมากขนาดไหน 

ทอยซบหน้าลงกับอกแกร่ง แล้วสะอื้นไห้ไปด้วย  

“ ฮึ่ก เสียงหัวเราะและรอยยิ้มที่ผมแสนรัก เหลือไว้เพียงแค่กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งไปหมด เลือด เลือดเต็มตัวพ่อกับแม่ผมไปหมด ฮึ่ก ผมพยายามจะเช็ดออก แต่เช็ดเท่าไหร่มันก็ไม่หมดสักที!! ฮึ่ก ฮื้ออ ผมได้กลิ่นคาวเลือดจนผมแสบจมูกจนแทบหายใจไม่ออก ฮึ่ก เสียงรถพยายาล รถตำรวจมากมาย ผู้คนที่วิ่งเข้ามามุงดูกันอย่างวุ่นวาย จนผมอยากจะอ้วก ฮึ่ก แล้วมือของแม่ก็เอื้อมมาจับผม แม่มองผมด้วยสายตาเจ็บปวด แต่ผมก็ทำได้เพียงมองท่าน ทำได้แค่มองดูท่านหมดลมหายใจ ฮึ่ก โดยที่ผมไม่อาจช่วยอะไรท่านได้เลย ฮึ่ก ฮื้ออ”  

ภาพเหตุการณ์ในวันนั้น ค่อยๆฉายซ้ำเข้ามาในหัวของทอยเป็นฉากๆ ความเจ็บปวด ความทรมานเหมือนหัวใจโดนบีบรัดจนจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ จนทอยแทบหายใจไม่ออก  

“ผมพยายามตะโกนเรียกให้คนช่วย ฮึ่ก เรียกเหมือนจะขาดใจ แล้วผมทุกอย่างก็ดับไป ฮึ่ก ผมสลบไปนาน 1 อาทิตย์ ตื่นมาในโรงพยาบาล ฮึ่ก จนผมได้ยินหมอคุยกับคุณมนธา ฮึ่ก ว่าที่ผมรอดมาได้ คงเพราะได้ร่างของพ่อกับแม่บังผมไว้ ฮึ่ก ทำไมต้องช่วยผมด้วย ฮึ่ก เพราะผม เป็นเพราะผม ถ้าพ่อกับแม่ไม่บังผมไว้ ฮึ่ก พวกท่านอาจจะมีทางรอดก็ได้ ฮึ่ก เพราะผมคนเดียว ฮึ่ก ฮื้อออ ทำไม ทำไมผมไม่ตายๆไปซะ!! ฮึ่ก ฮื้อออ”  

ทอยร้องไห้ออกมาหนักจนตัวโยก น้ำตาแทบไหลออกมาเป็นสายเลือด รู้สึกเจ็บร้าวไปทั่วอกซ้ายราวกับมีใครเอามีดมาทิ่งแทง 

“ทุกอย่างมันเป็นแค่อุบัติเหตุ คุณไม่ได้ผิดอะไรเลย ไม่มีใครอยากให้เรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้น คุณอย่าโทษตัวเองเลยนะ”  

เลออนพูดปลอบคนรัก แล้วกอดรัดไว้แน่น รู้สึกสงสารคนรักจับใจที่ทอยต้องอยู่กับความเจ็บปวดที่ฝังลึกภายในใจแบบนี้คนเดียวมาตลอด 9 ปีเต็ม  

. 

. 

. 

. 

ในที่สุดพี่เลก็ได้รู้เรื่องราวทั้งหมดซะที ทำไมพี่ทอยของเราน่าสงสารแบบนี้ล่ะ 😭 

โปรดติดตามตอนต่อไป.... 

ปล. หากตอนนี้พบคำผิด หรือชื่อตัวละครสลับกัน รบกวนเมนต์บอกไรท์หน่อยนะคะ 

1 คอมเมนต์ดีๆ = ร้อยกำลังใจ❤ 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว