หอหมื่นอักษร
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ถึง‘เล่ห์ร้าย’ในวงการมายาจะฉุดให้ชีวิตเธอถึงคราวตกอับ แต่ด้วย ‘เล่ห์รัก’ ของเขากลับมอบชีวิตใหม่ให้แก่เธอ

ตอนที่ 4 คัดเลือก

ชื่อตอน : ตอนที่ 4 คัดเลือก

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.3k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ม.ค. 2563 13:53 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 4 คัดเลือก
แบบอักษร

 

ได้พบกับเขาตอนที่ตัวเองกำลังจนตรอก แล้วจะบอกว่าเธอไม่หวั่นไหวใจได้อย่างไร เพียงแต่หลินหว่านในตอนนี้ ไม่กล้าเสี่ยงและก็แพ้ไม่ได้เสียด้วย 

เธอรู้ว่าเธอเห็นแก่ตัวที่ยอมรับความสะดวกสบายทั้งหมดที่เซียวจิ่งสือหยิบยื่นให้ ถึงแม้ว่าในสัญญาจะระบุให้ใช้ค่าจ้างมาจ่ายหนี้ แต่ไม่ใช่ศิลปินหญิงทุกคนที่ถูกเขี่ยจากวงการแล้วจะได้เจอเจ้านายแบบนี้ 

แต่เธอไม่กล้ารับไว้จริงๆ ไม่กล้ายอมรับว่าชายหนุ่มผู้ซึ่งเป็นที่หมายปองของสาวๆ คนนี้ จู่ๆ จะมาชอบเธอ ไม่อาจทนกับสายตาดูถูกเหยียดหยามและเมินเฉยของผู้คนนับหมื่นคน เธอไม่อาจรับความผิดหวังหลังจากที่มอบใจให้จริงๆ  

เสียงเพลงจบลง เสียงปรบมือที่ดังขึ้นไม่ขาดสายฉุดความคิดที่ล่องลอยไปไกลของหลินหว่านให้กลับสู่ความเป็นจริง 

เซียวจิ่งสือยิ้มพลางกระแอมในลำคอ นัยน์ตาพร่างพราวทั้งคู่ยิ่งเปล่งประกายสว่างไสวใต้แสงไฟ หลินหว่านเผลอยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว 

“คนสำคัญที่สุดของผมอยู่ที่นี่ เพลงนี้ผมขอมอบให้เธอครับ ทุกท่านที่เพิ่งได้รับฟังช่วยกันปรบมือเป็นกำลังใจให้ผมกับคนสำคัญที่สุดของผมหน่อยครับ พรุ่งนี้เธอต้องไปทำสิ่งที่สำคัญมากในชีวิตเรื่องหนึ่ง ผมเกรงว่าเธอจะกลัวก็เลยร้องเพลงให้เธอฟังที่นี่ ผมยังกล้าร้องเลย เพราะงั้นคุณก็ไม่ต้องกลัวนะ!” 

เขาชูมือขึ้นสูงแล้วชี้มือผ่านฝูงชนตรงมาทางหลินหว่าน จากนั้นก็เปลี่ยนทิศทางไปอย่างรวดเร็ว เขาอยู่ในวงการบันเทิงมาหลายปี ย่อมจะรู้ดีว่าไม่ควรสร้างความยุ่งยากให้กับหลินหว่านในตอนนี้ 

เสียงปรบมือดังขึ้นอีกครั้ง ขณะที่อีกมุมหนึ่งหลินหว่านปาดน้ำตาที่หางตาออกเงียบๆ ทำเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น หนทางสู่ดวงดาวของเธอไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบแน่ และเมื่อคิดๆ ดู เปรียบเทียบกับความจริงใจของเซียวจิ่งสือ มีเรื่องหนึ่งที่เธอมั่นใจได้เลยตั้งแต่ตอนนี้ 

นั่นก็คือถ้าเธอสานต่อความสัมพันธ์กับเซียวจิ่งสือ จะต้องกระทบถึงเซียงเฉิงเอ็นเตอร์เทนเมนต์แน่นอน แม้ว่าเซียวจิ่งสือจะมีวั่นหย่าหนุนหลัง แต่ใครๆ ต่างก็รู้ว่าความสัมพันธ์ของเซียวสามขวบกับพ่อของเขาไม่ได้ดีนัก พ่อของเขาไม่ได้สนับสนุนให้เขาเข้าสู่แวดวงธุรกิจบันเทิงด้วยซ้ำ 

หลินหว่านคิดในใจว่า อย่าเพิ่งคิดมากไปเลย แกล้งทำเป็นไม่รับรู้เป็นหุ่นยนต์ที่ไม่มีจิตใจ อย่างนี้จึงจะสามารถปกป้องตัวเองและคนอื่นไว้ได้ 

เพียงไม่นานนักเรื่องที่เซียวจิ่งสือร้องเพลงในผับก็ลือกระหึ่มไปทั้งโลกออนไลน์ แน่นอนว่าช่วงเวลาที่เซียวสามขวบไม่เป็นข่าวมีน้อยมาก แต่ครั้งนี้ต่างออกไป เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ทายาทแห่งวั่นหย่าประกาศตัวอย่างเปิดเผยว่าเขามีคนสำคัญในใจ 

เพียงแต่คนที่อยู่ในผับคืนนั้น ไม่มีใครได้ถ่ายภาพใบหน้าของหญิงสาวที่มาด้วย เนื่องจากเธอถูกห่อม้วนอยู่ในเสื้อโค้ตตัวใหญ่จึงไม่เห็นรูปร่างชัดเจนนัก ทำให้คาดเดาไม่ออกว่าเป็นดาราดังคนไหนหรือลูกสาวไฮโซบ้านใด แต่ที่มั่นใจได้เลยก็คือไม่ใช่อวี๋เสวี่ยเวยแน่ 

คนที่ไม่ชอบย่อมจะมีข่าวหลุดได้ง่ายๆ คนที่แคร์กันจริงๆ ต่างหากที่ต้องซ่อนให้มิดชิด 

อวี๋เสวี่ยเวยโยนมือถือทิ้ง วิ่งเข้าห้องน้ำไปอาบน้ำให้ใจเย็นลง เธอเกิดในตระกูลผู้ดี มีการศึกษาสูง มีครอบครัวที่ดี รูปร่างหน้าตาดีมีสง่าราศี เสื้อผ้าที่สวมใส่ล้วนได้รับการออกแบบตัดเย็บอย่างดี ที่มีแต่บรรดาคุณหนูคุณนายจากตระกูลใหญ่จึงจะทำได้ 

ส่วนดาราสาวในวงการบันเทิงพวกนั้นไม่เคยอยู่ในสายตาเธอเลย ดังนั้นแม้ว่าเซียวจิ่งสือมักจะมีดาราสาวๆ อยู่เคียงข้างเสมอแต่เธอก็ไม่เคยใส่ใจ หนึ่งนั้นก็เพราะเธอไม่คิดว่าพวกผู้หญิงที่เด่นดังขึ้นมาได้โดยอาศัยเรื่องบนเตียงจะมีอะไรมาเทียบกับเธอได้ สองคือพ่อของเซียวจิ่งสือ ท่านประธานเซียวเฉียงผู้ก่อตั้งวั่นหย่า เขาไม่มีทางยอมรับลูกสะใภ้ที่เป็นนักแสดงคนหนึ่งหรอก 

เพียงแต่ผู้หญิงที่จู่ๆ ก็โผล่เข้ามานี้ ทำให้เธอรู้สึกได้ชัดถึงความเป็นศัตรูคู่แข่ง ไม่ใช่เพราะใบหน้าที่สะสวยของเธอ แต่เพราะท่าทีของเซียวจิ่งสือ 

แม้ว่าที่ผ่านมาเซียวจิ่งสือจะใช้ชีวิตเสเพลเรื่อยมา แต่ก็ไม่เคยจริงจังกับใครมาก่อน กับเธอคนนั้นเขามองใบหน้าอ้วนฉุของเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรัก แม้แต่ตอนที่เธอมีน้ำหนักถึงเจ็ดสิบห้ากิโลกรัมก็ตาม 

อวี๋เสวี่ยเวยปิดฝักบัวอย่างโมโห ตัดสินใจว่าต้องลงมือทำอะไรสักอย่าง เธอเคยดูแคลนพวกผู้หญิงที่คอยจะแก่งแย่งหึงหวงกัน แต่ก็คิดไม่ถึงว่าจะมีวันที่เธอเองต้องเป็นอย่างนั้นด้วย 

... 

เซียวจิ่งสือดึงมือหลินหว่านออกจากผับแห่งนั้นทางประตูเล็ก พอขึ้นรถก็ถามอย่างตื่นเต้นว่า “เพราะไหม ผมฝึกร้องอยู่ตั้งนานกว่าจะกล้าร้องให้คุณฟัง Oh…baby (ที่รัก) คุณเป็นเพียงหนึ่งเดียวของผม...” 

“เพราะมาก แต่ท่านประธานคะ ฉันเหนื่อยแล้วพวกเรากลับกันเถอะนะ” หลินหว่านหลับตาพิงศีรษะเข้ากับหน้าต่างรถพยายามระงับจิตใจที่ปั่นป่วนรวนเร 

“อื้อ!” 

เซียวจิ่งสือเปิดเครื่องทำความอุ่นในรถแล้วขับออกไปอย่างนิ่มนวล ส่งหลินหว่านกลับบ้าน 

หลินหว่านแกล้งหลับมาตลอดทาง จนกระทั่งลมหายใจของใครบางคนเป่ารดใส่หน้า ทำให้เธอต้องลืมตาขึ้นแล้วหลบวูบ 

“ตื่นแล้วนี่” เซียวจิ่งสือแลบลิ้นออกมาอย่างเคอะเขิน ทำให้หลินหว่านอดขำไม่ได้ เธออยากจะยื่นมือออกไปหยิกแก้มเขาสักที  

สัญญาณไฟแดงเปลี่ยนเป็นไฟเขียว เซียวจิ่งสือขับรถต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น หลินหว่านกลับเป็นฝ่ายไม่อาจถอนสายตาได้ 

เขาเป็นผู้ชายแบบไหนกันแน่นะ จะเหมือนกับคำเล่าลือที่ว่าเขาอาศัยบารมีพ่อ รู้จักแต่สนุกไปวันๆ หรือเปล่านะ หรือว่าเบื้องหลังแววตาขี้เล่นยังมีดวงตาที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมและแผนการ 

รถแล่นมาจอดสนิทที่หน้าตึก หลินหว่านลงจากรถเข้าบ้าน เซียวจิ่งสือก็เดินตามลงมา 

“นอนหลับให้สนิทล่ะ พรุ่งนี้เช้าผมกับผู้จัดการคุณจะมารับนะ เข้าไปสิ” 

หลินหว่านผงกศีรษะ ก่อนจะเข้าประตูไปจู่ๆ ก็หันกลับมาแล้วพูดกับแผ่นหลังเซียวจิ่งสือว่า “เพลงเพราะมากจริงๆ ขอบคุณนะ” 

เซียวจิ่งสือชะงักไปวูบหนึ่งแล้วตั้งท่าจะตามไป แต่หลินหว่านปิดประตูไปเสียก่อน เซียวสามขวบที่น่าสงสารจึงทำปากเชิดตามไปเคาะประตูอยู่สองที แล้วขับรถกลับบ้านไปคนเดียว 

แอบชอบใครคนหนึ่งมาเกือบสิบปี พอรวบรวมความกล้าเข้าไปใกล้ชิดกลับไม่กล้าบอกสาเหตุที่ชอบได้ ใครจะมาเข้าใจความอัดอั้นของเขาบ้างนะ 

ตีห้าเช้าวันต่อมา หลินหว่านงัวเงียลุกขึ้นมาเข้าห้องน้ำ เลยถูกดึงไปล้างหน้าล้างตาเปลี่ยนเสื้อผ้า จากนั้นถูกจับให้ไปนั่งบนเก้าอี้ 

ขณะที่ยังสลึมสลืออยู่ก็ได้ยินเสียงคุ้นหูดังมาว่า “เบามือหน่อยสิ” 

จากนั้นมีเสียงคนตอบกลับมาอย่างไม่พอใจนักว่า “คนเค้าถูกคุณปลุกให้ลุกมาตั้งแต่ตีสี่ คุณยังจะมาดุเค้าอีก เค้าเป็นสไตล์ลิสส่วนตัวของคุณเชียวนะ” 

หลินหว่านนึกขันกับท่าทีกระตุ้งกระติ้งนี้ จึงลืมตาขึ้นแล้วพบว่าที่หน้ากระจกนอกจากจะมีเงาร่างกระเซอะกระเซิงของตัวเองแล้ว ยังมีใบหน้าหวานซึ้งจนหลินหว่านคิดในใจว่า นี่ถ้าเป็นผู้หญิง วงการบันเทิงคงไม่มีที่สำหรับเธอหลินหว่านแล้วมั้ง แม้แต่ปิงปิงจื่ออี๋[1]ก็คงต้องยอมสละเวทีให้ 

ยังดีที่เขาเป็นผู้ชาย และไม่ได้เข้าวงการการแสดง แต่เป็นสไตล์ลิสชื่อดัง ‘ลิลลี่’ 

“ดูสิ บอกแล้วไงว่าให้เบามือหน่อย” เซียวจิ่งสือเห็นหลินหว่านลืมตาขึ้นก็เข้าใจว่าลิลลี่ทำให้เธอเจ็บ “เสี่ยวหว่านเจ็บตรงไหนบอกผม ผมจะจัดการเขาเอง” 

หลินหว่านเห็นลิลลี่ค้อนตาควับก็รีบส่ายหน้า เธอไม่กล้ามีเรื่องกับสไตล์ลิสหรอก แล้วยิ่งนิสัยแปลกๆ แบบนี้ด้วย 

“เค้าว่านะคุณชายเซียว คุณเรียกชั้นมาเป็นสไตล์ลิสให้น้องหนูคนนี้ แล้วยังให้อวิ๋นซีเป็นผู้จัดการส่วนตัวอีก อย่าบอกนะว่าสนเธอเข้าแล้วน่ะ” 

เซียวจิ่งสือยื่นมือออกยังไม่ทันจะโดนศีรษะลิลลี่ หลินหว่านกลับตื่นเต้นจนลุกพรวดขึ้น 

“ผู้จัดการส่วนตัวฉันคืออวิ๋นซีเหรอ เธออำลาวงการไปแล้วไม่ใช่หรือ คุณไปหาตัวเธอมาได้ยังไงน่ะ แล้วเธอจะมาเป็นผู้จัดการส่วนตัวฉันจริงๆ น่ะเหรอ” 

“ชิ!” ลิลลี่กระแทกหวีลงกับโต๊ะเครื่องแป้ง สองมือกอดอกไว้พลางพูดอย่างเริ่ดเชิดหยิ่งว่า “ชั้นเป็นสไตล์ลิสให้เธอทำไมไม่เห็นเธอจะตื่นเต้นอย่างนี้บ้างล่ะ อวิ๋นซีแล้วทำไม ก็แค่ป้าแก่ๆ เองไม่ใช่รึไง” 

“ฉันเป็นป้าแก่ งั้นเธอเป็นอะไร ก็แค่ช่างทาแป้งที่รู้จักแต่โบ๊ะแป้งเองอย่างงั้นสิ” 

อวิ๋นซีที่สวมรองเท้าส้นสูงก้าวฉับๆ เข้ามาหา หลินหว่านลูบใบหน้าตัวเอง ทำไมเธอถึงรู้สึกว่าคำพูดเมื่อครู่ของอวิ๋นซีเหมือนจะว่าเธอนะ 

 

------ 

[1]  ปิงปิงจื่ออี๋ ในที่นี้หมายถึง ฟ่านปิงปิงและจางจื่ออี๋ซึ่งเป็นดาราสาวชั้นนำในวงการบันเทิงของจีน 

ความคิดเห็น