facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : สองโอรสน้อย

คำค้น : จีนโบราณ,Yaoi,ท้องได้,NC20

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.5k

ความคิดเห็น : 22

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ม.ค. 2563 15:47 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
สองโอรสน้อย
แบบอักษร

หลังจากผ่านพิธีกราบไหว้บรรพชน ซื่อยี่ก็กลับมาใช้ตัวตนจริง ๆ ของตนเอง เสวี่ยหงเยว่ฮ่องเต้ทรงประทานราชสกุลให้ใช้ เป็น เสวี่ยซื่อยี่ หรือ เสวี่ยฮองเฮา ยังไม่เคยมีฮองเฮาพระองค์ใด ได้ใช้สกุลเดียวกับผู้ครองแคว้นมาก่อนเลย เสวี่ยฮองเฮานับว่าเป็นคนแรก นั่นแสดงให้เห็นถึงความรักของฮ่องเต้ที่ทรงมีต่อฮองเฮาพระองค์นี้ได้เป็นอย่างดี 

และยังมีข่าวลือหนาหูว่าวังหลังของฮ่องเต้แคว้นเสวี่ย กลายเป็นคลังเก็บสมบัติส่วนพระองค์ของฮองเฮาไปเสียแล้ว และจากนี้จะไม่มีการคัดเลือกสาวงามเข้าวังอีก เพราะพระองค์ทรงต้องการมีฮองเฮาเพียงพระองค์เดียว  

 

ห้องทรงพระอักษร 

ฮ่องเต้ กำลังอ่านรายงานที่เจ้ากรมอาญาส่งมาเรื่องตระกูลเดิมของไทเฮา เพราะทรงลงไปสอบสวนด้วยพระองค์เอง จนได้ทั้งหลักฐานและคำสารภาพ และทรงรับสั่งให้จับกุมคนทั้งตระกูลมาคุมขังเอาไว้เพื่อรอการลงโทษ รวมทั้งยึดทรัพย์สินของมีค่าไว้จนหมด ตอนนี้เหลือเพียงต้องไปจัดการกับไทเฮาเท่านั้น 

"ลิ่วกงกง"  

"พ่ะย่ะค่ะ" 

"ของมีค่าที่ยึดมาส่งไปเก็บไว้ในคลังสมบัติของฮองเฮาเลยก็แล้วกัน" 

"พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท" ลิ่วกงกงไม่แปลกใจกับรับสั่งของฮ่องเต้เท่าใดนัก แต่ต้องขนลุกอย่างช่วยไม่ได้ เมื่อได้ยินเสียงเหี้ยมเกรียมที่ตามมาติด ๆ ของผู้เป็นนาย  

"ถึงตาไทเฮาแล้วสินะ!!"  

แต่ก่อนที่จะทันได้เอ่ยอะไร เสียงกังวานใสก็ดังมาจากหน้าประตูเสียก่อน 

"ฝ่าบาท~" 

พระพักตร์ทรงเหลียวมองคนรักที่สวมใส่อาภรณ์ในชุดบุรุษสีขาว ถึงแม้จะเป็นชุดบุรุษ แต่ก็ตัดเย็บใหม่ให้เหมาะสมกับตำแหน่งและฐานะอันพิเศษของฮองเฮาเช่นกัน กระทั่งเครื่องแต่งกายรวมทั้งเครื่องประดับประจำตำแหน่งก็สั่งทำขึ้นใหม่ทั้งหมด   

ฮองเฮาตัวน้อยมายืนข้างโต๊ะทรงงานพร้อมรอยยิ้มน่ารัก "พระองค์จะทรงไปจัดการเรื่องของไทเฮาใช่หรือไม่ ให้กระหม่อมไปด้วยน๊า~"  

วงแขนแกร่งรวบตัวคนขึ้นมานั่งบนตักด้วยความเคยชิน "เจ้ากลัวเราจะลืม เรื่องยึดทรัพย์ไทเฮากระมัง" 

"ไม่ใช่อย่างนั้นสักหน่อยอ่า~" ผู้ที่ถูกคนอื่นรู้ทัน รีบปฏิเสธน้ำเสียงอู้อี้ จนทำให้ฮ่องเต้ อดที่จะหัวเราะในลำคอไม่ได้  

"หึหึ"  

"ฝ่าบาททท!" ซื่อยี่รู้สึกอับอายเล็กน้อย ใบหน้าน่ารักเลยเปลี่ยนเป็นงอง้ำ "ไม่รู้ล่ะ สมบัติของตระกูลไทเฮา เป็นของข้าทั้งหมดเลยด้วย!"  

"โอ๋ ๆ อย่างอนไปเลย เดี๋ยวลูกออกมาหน้างอกันพอดี" รอยยิ้มเต็มพระพักตร์ ฝ่ามือหนาเอื้อมมาลูบหน้าท้องที่นูนออกมาของอีกคนอย่างเบามือ ก่อนจะรับสั่งด้วยเสียงอ่อนโยนระคนเอ็นดู 

"ตระกูลของไทเฮาถูกคุมขังไว้หมดแล้ว รวมถึงยึดทรัพย์ก็ด้วย เหลือเพียงตัดสินโทษ ส่วนทรัพย์สมบัติที่ยึดมาก็กำลังจะไปอยู่ในคลังสมบัติของเจ้า"  

รอยยิ้มกว้างปรากฏบนใบหน้าฮองเฮาตัวน้อยทันทีที่ได้ยิน "พระองค์ทรงตรัส จริง ๆ นะ" 

"จริงสิ เราจะโกหกเจ้าทำไม" ไม่พูดเปล่า ยังหอมแก้มนวลไปฟอดใหญ่  

"อื้อออ~ ฝ่าบาท! พระองค์ ไม่อายบ้างหรือไร ดูสิลิ่วกงกงหน้าแดงไปหมดแล้ว"  

วาจานี้ของฮองเฮา ทำเอาลิ่วกงกงผู้ไม่รู้เรื่องรู้ราวสะดุ้งโหยง อดที่จะต่อว่าต่อขานในใจไม่ได้ โธ่! เป็นพระองค์ที่หน้าแดงเอง แล้วไฉนจึงกลายเป็นกระหม่อมไปเสียได้เล่า เฮ้อ! 

"อ้อ... เราเองก็พึ่งรู้ ว่าลิ่วกงกงขี้อายขนาดนี้นะเนี่ย!!" คิ้วสองข้างยกขึ้น มองคนแก้มแดงบนตัก ด้วยสายตาล้อเลียน 

"ฝ่าบาทอ่ะ" พอรู้ใจตัวเอง ซื่อยี่ก็กลายเป็นคนเขินอายมากกว่าเก่า จำต้องซบหน้าลงบนบ่ากว้างเพื่อหลบสายพระเนตร ท่าทางน่ารักน่าชัง จนทำให้อีกคนเห็นแล้ว เกิดรู้สึกอยากจะอุ้มคนขึ้นเตียงขึ้นมาตงิด ๆ แต่จำต้องต้องตัดความคิดทิ้งไปด้วยความเสียดาย เพราะยังมีเรื่องที่ต้องทำ 

"ยี่เอ๋อ ได้เวลาต้องไปสะสางกับไทเฮาแล้ว เจ้า.." 

"ฝ่าบาท พ่ะย่ะค่ะ เกิดเรื่องที่ตำหนักไทเฮา พ่ะย่ะค่ะ" เป็นเสียงร้อนรนขององครักษ์ด้านนอกที่ดังเข้ามาขัดจังหวะ  

จบคำรายงาน คนทั้งสามในห้องต่างสบตากันไปมา ก่อนที่ลิ่วกงกงจะเป็นผู้ขานรับสั่งอนุญาตของฮ่องเต้ พร้อมกับฮองเฮาลุกออกจากตักไปยืนด้านข้าง 

"เข้ามาได้" สิ้นเสียงกงกงคนสนิท องครักษ์ผู้นั้นก็เร่งก้าวเท้าเข้ามาคุกเข่ากลางห้อง 

"ฝ่าบาท พ่ะย่ะค่ะ" 

"มีอันใด" 

"ไทเฮาทรงประชวรกะทันหัน พ่ะย่ะค่ะ อาการคล้ายกับผู้ที่.. เอ่อ.. ผู้ที่ถูกไฟไหม้ พ่ะย่ะค่ะ" 

ได้ยินเช่นนั้น เสวี่ยหงเยว่ฮ่องเต้ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะรับสั่ง "ไปเถิด เราสมควรต้องไปดูเสียหน่อย" จากนั้นขบวนเสด็จก็ออกจากตำหนักทรงงาน มุ่งหน้าสู่ตำหนักไทเฮา 

 

ตำหนักไทเฮา  

"อร๊ายยยยยยยยย ชะ..ช่วย..ช่วยด้วยยยยยย!!" เสียงกรีดร้องด้วยความทรมาน พร้อมกับเสียงความวุ่นวาย ดังออกมาจนถึงด้านนอกตำหนัก ทำให้ขบวนเสด็จที่พึ่งมาถึงหยุดชะงักไปชั่วครู่ จากนั้นก็มีเพียงฮ่องเต้และฮองเฮารวมถึงลิ่วกงกงก้าวเท้าเข้ามาด้านใน 

ภาพที่เห็น คือเหล่านางกำนัลขันทีกำลังช่วยกันจับหญิงชราผู้เป็นนายของตำหนัก ที่นอนชักดิ้นชักงออยู่บนพื้นพรม ด้วยสภาพน่าอเนจอนาถ ผมเผ้ายุ่งเหยิง ผิวหนังคล้ายมีรอยไหม้จนลอกออกมา กำลังกรีดร้องอย่างทุรนทุราย ทำให้ผู้ที่พึ่งก้าวเข้ามาใหม่ต่างตกตะลึงไป ตาม ๆ กัน  

"ฝ่าบาท และ ฮองเฮาเสด็จ" เป็นลิ่วกงกงขานออกไป เพื่อเรียกสติบ่าวไพร่ ถึงได้หยุดความวุ่นวายได้ เหลือเพียงเสียงกรีดร้องของไทเฮาเท่านั้น กระทั่งทุกคนคุกเข่าลง 

"เกิดอันใดขึ้น" เสียงทรงอำนาจรับสั่งถามอย่างไร้อารมณ์  

กูกูคนสนิท รวมทั้งนางกำนัลขันที รู้ความผิดของผู้เป็นนาย และตนเองเป็นอย่างดี จึงไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยปาก เพราะถึงอย่างไรฮ่องเต้ก็ทรงไม่มีทางสนพระทัยในความเป็นความตายของไทเฮาอยู่แล้ว ไม่เพียงไม่สนพระทัย ยังจะลงโทษอีกด้วย จึงทำได้เพียงแต่เม้มปากสนิทอย่างผู้ที่รอรับชะตากรรม 

พระเนตรเย็นชาทรงทอดมองหญิงชราผู้เคยเป็นใหญ่แห่งหวังหลัง ทรงครุ่นคิดชั่วครู่ก็ทรงพอทราบแล้ว ว่าผู้ใดเป็นคนชิงลงมือเล่นงานหญิงชราที่โหดเหี้ยมผู้นี้ตัดหน้าพระองค์ ด้วยสภาพอยู่มิสู้ตายเช่นนี้ ผู้ที่ลงมือช่างทำได้ดีจริงๆ 

"ลิ่วกงกง สั่งยึดทรัพย์สินส่วนพระองค์ของไทเฮาทั้งหมด แล้วส่งนางกลับไปอยู่ที่อารามหลวง ส่วนบ่าวไพร่ที่ร่วมลงมือให้ลงโทษตามกฎ" 

"พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท"  

รับสั่งเสร็จก็จับจูงมือฮองเฮาเสด็จจากไปทันที เพราะไม่อยากให้ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์เห็นภาพไม่น่าดู โดยไม่สนพระทัยเสียงร้องระงมของบ่าวไพร่ในตำหนักแห่งนี้เลยสักนิด 

"ยี่เอ๋อ พวกเราไปกันเถิด" 

ฮองเฮาตอบรับอย่างว่าง่าย กระทั่งก้าวเท้าพ้นออกมาจากตำหนัก  

"ฝ่าบาท ไทเฮาคงโดนท่านหมอเล่นงานเสียแล้ว พระองค์ทรงโกรธหรือไม่" ซื่อยี่เอ่ยถามด้วยความกังวล ทำให้อีกคนต้องเอ่ยปลอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน  

"ไม่หรอก เจ้าอย่าได้สนใจเรื่องนี้อีกเลย จบลงเช่นนี้ก็ดีแล้ว เราเพียงรู้สึกเสียดายเล็กน้อยที่มิได้ลงมือด้วยตัวเองก็เท่านั้น" เสวี่ยหงเยว่เหลียวมาสบตากับคนข้างกาย  

"เจ้าไม่อยากไปตรวจสอบสมบัติที่ยึดมาจากตระกูลไทเฮาหรือไร" 

"อ๊ะ จริงด้วย อยาก ๆ" เพียงเท่านี้พระองค์ก็ทรงทำให้ใบหน้าน่ารักกลับมามีรอยยิ้มกว้างเหมือนเดิมได้แล้ว 

"หึหึ เด็กดีงั้นเราก็ไปกันเถิด"  

 

อีกด้านหนึ่ง ในอารามเล็กห่างจากเมืองหลวงไปไม่ไกล หนึ่งนักพรต กับ หนึ่งหมอ กำลังนั่งยิ้มอย่างภูมิอกภูมิใจ คนหนึ่งสามารถเข้าออกวังหลวงของแคว้นเสวี่ยได้ง่ายดายราวกับเป็นบ้านของตนเอง ส่วนอีกคนหนึ่งก็ปรุงยาตัวใหม่ที่ทำให้ไทเฮาต้องใช้ชีวิตที่เหลือ เหมือนกับตกอยู่ภายใต้กองไฟตลอดเวลา 

"จบเรื่องแล้ว ข้าจะได้หมดห่วงเรื่องยี่น้อยเสียที" นักพรตซางเอ่ยกับสหายสนิทด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า 

"ใครว่าต้องรอเจ้าสองหน่อออกมาลืมตาดูโลกก่อนสิ เจ้าถึงจะหมดห่วง" 

"ข้าจะต้องห่วงอันใด ก็มีเจ้าอยู่ยี่น้อยต้องคลอดอย่างปลอดภัยอยู่แล้ว หรือว่าไม่จริง!" 

"นั่นมันย่อมแน่นอนอยู่แล้ว!" หมอประหลาดตอบรับอย่างภูมิอกภูมิใจไม่ต่างกัน 

"ไว้ยี่น้อยคลอดแล้ว พวกเราค่อยเดินทางไปหาอู๋ชงที่แคว้นเหลียน แล้วออกเดินทางไปตามโชคชะตาของพวกเราได้แล้ว" วาจาจริงจังของนักพรตซาง บ่งบอกว่าใกล้ถึงเวลาที่พวกเขาทั้งสามต้องจาก ดินแดนของหกแคว้นแห่งนี้แล้ว  

ซึ่งหมอประหลาดเองก็ดูเหมือนจะรู้เรื่องนี้เป็นอย่างดี และบางทีนักพรตอู๋ชงของแคว้นเหลียนเองก็ด้วย 

 

หลายเดือนผ่านไป 

ตลอดเวลาที่ผ่านมาท่านหมอประหลาดเข้ามาพักอยู่ในวัง พร้อมทั้งให้ความรู้หมอหลวงเรื่องการผ่าคลอดฮองเฮาอย่างละเอียด คล้ายกลับว่าครั้งหน้าหมอหลวงเหล่านี้จะต้องเป็นผู้ลงมือผ่าคลอดด้วยตนเอง จนมาถึงวันที่ทุกคนต่างรอคอย 

 

เพราะมีการเตรียมตัวล่วงหน้าเป็นอย่างดี การทำคลอดจึงดูไม่วุ่นวาย ซ้ำยังออกจะเป็นระเบียบเรียบร้อยอย่างมาก จะมีก็แต่ผู้ที่กำลังจะกลายเป็นบิดา เดินวนไปวนมาอย่างกระวนกระวาย จนข้ารับใช้ถึงกับปวดหัวไปตาม ๆ กัน 

"เหตุใดยังไม่คลอดอีกเล่า!" 

"ฝ่าบาท ทรงพระทัยเย็น พ่ะย่ะค่ะ" ลิ่วกงกง ต้องกล่าวเช่นนี้เป็นรอบที่เท่าไหร่ก็ไม่อาจนับ เพราะฮ่องเต้ ทรงตรัสถามทุก ๆ สิบลมหายใจเลยก็ว่าได้  

 

กระทั่งชั่วยามผ่านไป 

อุแว้ ๆ ๆ 

เสียงร้องกังวานใสก็ดังออกมาจากภายในห้องคลอด ผ่านไปอีกราวห้าลมหายใจเข้าออก เสียงที่สองก็ดังออกมาร้องแข่งกัน  

อุแว้ ๆ ๆ  

เสียงร้องทั้งสองทำให้หัวใจเสวี่ยหงเยว่เต้นทั้งเร็วและแรงอย่างช่วยไม่ได้ ฝ่ามือหนาสั่นเล็กน้อย ทั้งตื่นเต้นยินดี ทั้งเป็นห่วงคนรักที่อยู่ภายใน หลากหลายอารมณ์ที่เข้ามา ทำให้เอ่ยวาจาอันใดไม่ออกอีก กระทั่งหมอตำแยสองคนก้าวเท้าออกมาพร้อมห่อผ้าสีทอง  

"เป็นพระโอรสทั้งสองพระองค์เพคะ ฝ่าบาท" 

อยากอุ้มใจแทบขาดแต่ก็ไม่กล้า กลัวจะทำลูกเจ็บ กลัวจะทำพวกเขาหล่น ทั้งกลัวทั้งห่วงไปหมดทุกอย่าง ทำได้เพียงใช้นิ้วมือเรียวแตะแก้มเล็กที่ยับยู่ยี่จนดูไม่ได้ขององค์ชายน้อยทั้งสองอย่างเบามือ 

"ลูกพ่อ" เสียงกระซิบแผ่วเบา จากผู้เป็นใหญ่แห่งแคว้น บ่งบอกความรักความห่วงใยของผู้เป็นบิดาได้เป็นอย่างดี แต่ก็ยังไม่ลืมห่วงผู้เป็นภรรยา 

"ฮองเฮาเป็นเช่นไรบ้าง"  

"ปลอดภัยดีเพคะ"  

สายพระเนตรไม่อาจละออกจากโอรสน้อยทั้งสองได้เลย ในที่สุดพระองค์ก็มีบุตรกับคนรัก เป็นครั้งแรกที่เสวี่ยหงเยว่มีความรู้สึกที่ไม่อาจเอ่ยออกมาเป็นคำพูดได้  

ความคิดเห็น