email-icon facebook-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 15 เยือนแคว้นซีเซี่ย

ชื่อตอน : บทที่ 15 เยือนแคว้นซีเซี่ย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 736

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ม.ค. 2563 11:18 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 15 เยือนแคว้นซีเซี่ย
แบบอักษร

“จัดการเรียบร้อยแล้วหรือยัง?” เสียงนุ่มทุ้มเอ่ยถามองครักษ์คนสนิท

“ทูลองค์รัชทายาท เป็นไปตามรับสั่งแล้วพะย่ะค่ะ ทั้งสองคนได้ออกจากแคว้นซ่งไปแล้วอย่างปลอดภัย” ร่างสูงใหญ่วัยฉกรรจ์รายงานผลตามบัญชาของคนตรงหน้า

“ดี สั่งสอนแค่นี้คงจะปรามความเอาแต่ใจลงได้บ้าง” ริมฝีปากหยักยกยิ้มที่มุมปากก่อนเอ่ย สายตาคมปรายไปยังหนังสือในมือที่กำลังอ่านอยู่ “ห้ามให้เรื่องนี้แพร่งพรายออกไปถึงหูเสด็จพ่อและเสด็จแม่เป็นเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่?”

“กระหม่อมน้อมรับบัญชาพะย่ะค่ะ!”

 

 

ภายในห้องกว้างของโรงเตี๊ยมชื่อดังในเมืองหลวงแคว้นจินเป็นที่พักชั่วคราวของบุคคลสองคน ภายในห้องอบอวลไปด้วยกำยานกลิ่นยา สมุนไพรสำหรับทำให้ผ่อนคลาย มือเรียวผูกเชือกเสื้อตัวในเสร็จ ก่อนจะหยิบเสื้อคลุมตัวนอกขึ้นมาสวมใส่

“องค์รัชทายาท พวกเราจะไม่กลับเข้าวังหลวงหรือพะย่ะค่ะ?” มือสากของชายหนุ่มกำลังสาระวนกับการจัดเก็บเสื้อผ้าเปรอะเปื้อนเพื่อนำไปเผาทิ้ง

“ไม่ ข้ายังไม่ต้องการกลับไปในตอนนี้ เจ้าไปตามหมอที่เก่งที่สุดมา อย่าให้ใครเห็นเป็นอันขาด” ร่างเพรียวเอ่ยตอบระหว่างจัดแจงเสื้อผ้าของตนให้เรียบร้อย

“พะย่ะค่ะ!” ชายหนุ่มรีบออกไปทำตามคำสั่งทันที

“พวกเจ้าจะหยามข้ากันเกินไปแล้ว คิดหรือว่าเรื่องแค่นี้ จะทำให้ข้ายอมแพ้เรื่องของจื่อหลันได้ ไม่มีวันเสียหรอก!! ลูกของข้าจะต้องเกิดจากจื่อหลันเพียงคนเดียวเท่านั้น! ข้าจะทำให้พวกเจ้าได้รู้ว่า คนอย่าง‘หวันเอี้ยนหงหลิน’เมื่อต้องการสิ่งใดแล้ว ต่อให้เป็นสวรรค์ก็ไม่อาจจะห้ามข้าได้!” ริมฝีปากบางเม้มแน่น มือเรียวกำแน่นจนข้อขาวขึ้นเด่นชัด ความโกรธแค้นที่ถูกย่ำยีโดยคนที่เขาคิดว่าเป็นพี่ชายคนหนึ่งอย่าง ‘จ้าวเหวินหรง’ รวมถึงอีกคนที่เป็นคนตัวการสำคัญ ‘จ้าวฮุ่ยหมิน’ ความแค้นนี้เขาจะตอบแทนให้สาสมอย่างแน่นอน!!

 

 

 

กลิ่นคาวเลือดฟุ้งตลบอบอวนไปทั่วทั้งห้อง ใบหน้างามขาวซีดราวกับไร้สายโลหิตหล่อเลี้ยง ฟันคมกัดบนผ้าขาวแน่นเพื่อระงับความเจ็บปวด ระหว่างขาทั้งสองข้างเปรอะเปื้อนไปด้วยของเหลวสีแดงฉานแผ่กระจายไปทั่วเตียงนอน

“องค์รัชทายาท!!! ทรงเป็นอะไรหรือไม่พะย่ะค่ะ!! ให้กระหม่อมไปตามหมอดีหรือไม่พะย่ะค่ะ?!” ความกระวนกระวายขององครักษ์คนสนิทอยู่ข้างเตียง ผ้าม่านปกปิดจนมิดชิด แต่ก็มิอาจจะกลบกลิ่นคาวเลือดได้

“ไม่...ไม่ต้อง ข้าทนได้ เจ้าจัดการหมอผู้นั้นไปแล้วใช่หรือไม่?” เสียงแหบแห้งเอ่ยห้ามอีกฝ่าย ก่อนจะถามถึงผลของคำสั่งที่เขาได้สั่งการไว้ หลังจากที่หมอผู้หนึ่งถูกพามายังห้องแห่งนี้ แม้หมอคนนั้นจะไม่ได้เห็นหน้าของเขา แต่เขาก็ไม่อาจจะไว้วางใจได้ ใบสั่งยาต้องห้ามที่ถูกเขียนขึ้นมา เขาก็เผาทิ้งไปแล้วด้วยเช่นกัน นั่นคือสูตรยา‘ขับเลือด’

“พะย่ะค่ะ กระหม่อมสังหารหมอผู้นั้นไปแล้วพะย่ะค่ะ” เซี่ยหยางเอ่ยยืนยัน เขาสังหารหมอชราผู้นั้นเองกับมือเพื่อป้องกันการผิดพลาด

“ดี ดีมาก! อึก!!” หงหลินเอ่ย ความเจ็บปวดยามบีบรัดบริเวณหน้าท้องช่างสาหัสนัก ริมฝีปากบางแตกแห้งขบเม้มเข้าหากัน พยายามอดทนต่อความเจ็บปวดราวกับจะขาดใจ เขาไม่ต้องการที่จะให้กำเนิดเลือดเนื้อเชื้อไขของผู้อื่น แม้ว่าจะผ่านมาแค่ไม่ถึงสองเดือน แต่ด้วยความเก่งกาจของหมอผู้นั้น ก็สามารถบอกได้ว่า‘เขาตั้งครรภ์แล้ว!’

“....องค์รัชทายาท” องครักษ์คนสนิทเอ่ยเรียกคนหลังม่านเสียงแผ่วเบา เขารับรู้ได้ถึงความเจ็บแสนสาหัสของผู้เป็นนาย มือหนากำกระบี่ในมือแน่น พยายามเก็บกดอารมณ์โกรธเอาไว้

 

 

“หลังจากนี้อีกสองเดือนข้าจะไปเยี่ยมเยียนเฟิ่งจินที่แคว้นซีเซี่ยเสียหน่อย ส่งข่าวไปแจ้งเสด็จพ่อด้วย” เมื่อเวลาผ่านไปราวสองชั่วยาม เสียงแหบแห้งจากคนหลังม่านก็เอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง ทำให้องครักษ์หนุ่มรู้สึกโล่งใจเป็นอย่างมาก ก่อนจะรีบตอบรับคำสั่งของผู้เป็นนาย

“พะย่ะค่ะ องค์รัชทายาท”

 

 

 

“องค์รัชทายาท! ทรงช่วยเหลือหงหลินใช่หรือไม่?” ร่างสูงใหญ่เดินพรวดเข้ามาภายในห้องหนังสือของตำหนักบูรพา โดยไม่สนใจองครักษ์ที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าตำหนักด้วยอารมณ์กรุ่นโกรธเป็นอย่างมาก

“อะไรกันเสด็จพี่ใหญ่ เหตุใดท่านถึงได้หุนหันมาจนถึงตำหนักบูรพาแห่งนี้ได้?” คนในห้องเอ่ยถามผู้มาใหม่ด้วยความไม่รู้ร้อนรู้หนาว

“ฮุ่ยหมิน เจ้าบอกข้ามาตามตรงจะดีกว่า” สายตาคมจ้องเขม็งไปยังน้องชาย เขามั่นใจว่าน้องชายคนเล็กของเขาผู้นี้ เป็นผู้ออกคำสั่งให้ปล่อยตัว‘เซี่ยหยาง’องครักษ์คนสนิทของหงหลิน และนั่นจึงเป็นสาเหตุให้หงหลินหนีออกไปได้ หลังจากที่ถูกเขากักขังมาเกือบสองเดือน

“เสด็จพี่ใหญ่ เรื่องที่ท่านทำนั้น ถ้าองค์รัชทายาทหงหลินเกิดเป็นอะไรขึ้นมา อาจจะเกิดปัญหาใหญ่ได้ ท่านรามือเท่านี้เถิด หงหลินก็คงได้รับบทเรียนมากพอแล้ว ถ้าเสด็จแม่รู้เรื่องเข้า พวกเราจะเดือดร้อนกันทั้งหมด” ฮุ่ยหมินยกจอกชาขึ้นมาจิบ ก่อนจะเอ่ยปรามพี่ชายของตน

“แล้วเหวินอี้รู้เรื่องนี้หรือไม่?” ร่างสูงใหญ่เอ่ยถามถึงอีกคน ฝาแฝดผู้น้องที่มีใจให้กับคนที่เขาจับไปกักขังเอาไว้

“เสด็จพี่รองไม่รู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ ท่านวางใจได้” ฮุ่ยหมินยืนยันให้อีกฝ่ายได้คลายกังวล แม้จะเป็นฝาแฝดกัน แต่พี่ชายของเขาทั้งสองคนนี้ต่างกันมากจริงๆ

“แล้วจื่อหลันเป็นอย่างไรบ้าง?” เหวินหรงเอ่ยถามถึงน้องชายอีกคน น้องชายที่เขารักมากที่สุดด้วยความเป็นห่วง

“ถึงแคว้นซีเซี่ยอย่างปลอดภัยแล้ว...เพียงแต่ว่า ท่านแม่ทัพรู้เรื่องที่จื่อหลันไปแคว้นซีเซี่ยแล้ว แม้เสด็จพ่อจะทำเป็นมองไม่เห็นเพียงเพราะคนที่อนุญาตให้ส่งตัวจื่อหลันออกไป คือ เสด็จแม่ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเสด็จพ่อจะนิ่งนอนพระทัยกับเรื่องนี้ ทรงอาจจะมีวางแผนการบางกับท่านแม่ทัพไว้เป็นแน่ อีกอย่าง ข้าคาดว่าอีกไม่ช้า หงหลินก็คงจะรู้แล้วเช่นกัน เพราะเฟิ่งจินไม่ได้เป็นแค่นกน้อยในกรงทองขององค์รัชทายาทหลี่จิ้งเท่านั้นหรอกนะ เขานั่นร้ายกาจยิ่งกว่าหงหลินเสียอีก” ฮุ่ยหมินเหลือบมองปฏิกิริยาของพี่ชายระหว่างที่ตนเอ่ยถึงใครบางคน

มือหนากำหมัดแน่น เขารู้แก่ใจดีว่าหงหลินไม่ใช่คนที่จะตัดใจอะไรง่ายๆ และอีกอย่างที่เขากำลังกังวล นั่นคือ หงหลินอาจจะตั้งครรภ์อยู่ก็เป็นได้ และเด็กในครรภ์ก็คือ ‘ลูกของเขา’ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจที่จะตามต่อ “ข้าจะไปซีเซี่ย”

“เรื่องนี้ฝากท่านด้วยก็แล้วกัน เสด็จพี่ใหญ่” ริมฝีปากหยักลอบยิ้มกับผลลัพธ์ที่คาดไว้ ก่อนจะเอ่ยกับร่างสูงที่ยืนอยู่ตรงหน้า “ตัวข้านั้น...จะทำการสิ่งใด อาจจะเป็นที่จับตามองก็เป็นได้ ข้าจึงอยากให้เสด็จพี่ ช่วยเหลือพี่สาม ท่านก็รู้ว่าเขาบอบบางมากเพียงใด แล้วยังต้องมาเจอเรื่องเลวร้ายแบบนี้”

“ข้ารู้แล้ว เจ้าไม่ต้องกังวลไป ข้าจะจัดการต่อจากนี้เอง” ร่างสูงเอ่ยก่อนจะหันหลังเดินจากไป

ดวงเนตรคมหันออกไปมองวิวทิวทัศน์นอกห้องผ่านช่องหน้าต่างบานใหญ่ ก่อนจะเอ่ยทิ้งท้ายอวยพรให้กับพี่ชายของตน “หวังว่าท่านจะปราบพยศองค์รัชทายาทหงหลินได้นะ เสด็จพี่ใหญ่”

 

 

 

“องค์ชายสาม ทรงเดินให้ช้าลงหน่อยเถิดพะย่ะค่ะ” ร่างเพรียวรีบเดินเข้าไปช่วยพยุงร่างบางที่กำลังเดินนำขันทีและนางกำนัลด้วยไปยังศาลาในสวนหย่อมที่อยู่ในบริเวณตำหนักขององค์ชายรอง

“พี่มู่จิน ท่านหมอบอกว่า ให้ข้าเดินบ่อยๆเพื่อออกกำลังกาย ทารกในครรภ์จะได้แข็งแรง” ดวงเนตรกลมหันมาหาอีกฝ่าย ตอบกลับด้วยความใสซื่อ เขาอยากให้ลูกแข็งแรง จึงพยายามทำตามที่หมอหลวงบอก และก็ไม่อยากนั่งอุดอู้อยู่แต่ในห้องอย่างเดียวด้วย แม้จะรู้สึกว่าเหมือนตกเป็นตัวประกัน เมื่อมีขันทีและนางกำนัลคอยติดตามมิได้ห่างแม้แต่ก้าวเดียว ยามเมื่อเขาก้าวออกจากห้องมา

“แต่ไม่ใช่เดินเร็วแบบนี้นี่พะย่ะค่ะ ถ้าหกล้มไปจะทำเช่นไร?!” มู่จินเอ่ยดุ เพราะในตอนนี้หน้าท้องของคนตรงหน้าโตขึ้นมากกว่าเดิม การเดินเหินช่วงนี้ยิ่งต้องระวัง

“เอาล่ะๆ ข้าเดินช้าลงก็ได้” จื่อหลันแกล้งทำหน้างอ เมื่อเห็นสายตาคมมองมาเป็นเชิงดุ

“ดีมากพะย่ะค่ะ” มู่จินเอ่ย ก่อนจะถอนหายใจหลังจากปรามเด็กดื้อเสร็จ

“พี่มู่จิน ท่านจะกลับแคว้นซ่งเมื่อไหร่หรือ?” ริมฝีปากบางเอ่ยถามคนข้างกาย แต่สายตากลับมองไปยังสวนดอกไม้เล็กๆที่อยู่ไม่ไกลนัก ดวงเนตรหมองเศร้ากำลังพยายามหลบสายตาอีกฝ่ายอยู่ ไม่อยากให้เห็นน้ำตาที่เอ่อคลอออกมาเล็กน้อย

“ตอนนี้กระหม่อมยังไม่สามารถกลับได้พะย่ะค่ะ” มู่จินเอ่ยตอบ เขารับรู้ความรู้สึกเจ็บปวดของอีกฝ่ายดี การที่จื่อหลันยอมอยู่ที่นี่ ยอมใช้ชีวิตอยู่อย่างไร้ญาติขาดมิตรนั้นก็เพื่อลูกเพื่อแคว้น เขาจึงไม่อาจที่จะปล่อยให้คนผู้นี้อยู่ตามลำพังได้ และอีกอย่างก็คือ เขายังต้องทำในสิ่งที่เขารับปากพี่ชายไว้ให้ได้ แม้จะต้องแลกด้วยชีวิตหรืออะไรก็ตาม!

“หรือว่าองค์ชายรองไม่ยอมปล่อยท่านไป ตามสัญญาที่ให้ไว้กับข้าอย่างนั้นรึ?!” จื่อหลันรีบหันมาหาอีกฝ่ายทั้งที่น้ำตายังคลอเบ้าอยู่

“ไม่ใช่อย่างนั้นพะย่ะค่ะ คือ...กระหม่อมอยากจะอยู่รอให้องค์ชายทรงคลอดก่อน ถึงจะกลับไปแคว้นซ่งอย่างหมดห่วงพะย่ะค่ะ” มู่จินเอาเรื่องการคลอดของอีกฝ่ายมาเป็นข้ออ้าง แต่ความจริงนั้นคือ เขาถูกองค์ชายอี้หยางบังคับให้อยู่ โดยเอาจื่อหลันและลูกมาเป็นตัวประกัน และคนผู้นั้นยังถือโอกาสในความเป็นต่อ ให้เขาเข้าปรนนิบัติทุกคืน โดยอ้างว่า‘ถ้าเจ้าไม่ยินยอม ข้าก็จะไปหาจื่อหลันแทน จื่อหลันไม่อาจจะปฏิเสธข้าได้หรอก’ ยิ่งคิดถึงตรงนี้ มู่จินยิ่งนึกยิ่งแค้นใจยิ่งนัก

“อย่างนั้นหรอกรึ? องค์ชายรองก็บอกข้าเช่นกันว่า งานอภิเษกสมรสจะจัดขึ้นหลังจากข้าคลอดทารกแล้ว” ยิ่งพูดถึงงานอภิเษกสมรส จื่อหลันยิ่งทำหน้าหมองเศร้าลงกว่าเดิม “พี่มู่จิน ข้า...ข้าจะฝากจดหมายไปให้ท่านแม่ทัพได้หรือไม่?”

“องค์ชาย...พระองค์คิดจะตัดใจจากพี่ชายของกระหม่อมจริงๆอย่างนั้นหรือพะย่ะค่ะ?” สายตาคมราวกับต้องการจะอ้อนวอนแทนพี่ชาย มู่จินไม่อยากให้ความรักของพี่ชายต้องลงเอยเช่นนี้

“ข้า...ข้านั้น...ไม่คู่ควรกับท่านแม่ทัพแล้ว” มือบางกำแน่น น้ำตาสีใสเอ่อคลอหน่วงเต็มสองข้าง เสียงหวานที่เอ่ยออกมานั้นสั่นเครือ ราวกับต้องการจะกดเสียงสะอื้นไว้

“องค์ชาย...ทรงอย่า…” ปลายนิ้วเรียวช่วยปาดซับน้ำตาที่ไหลรินออกมา แต่ก่อนที่มู่จินจะดึงอีกฝ่ายเข้ามากอดปลอบใจ เสียงทุ้มของใครบางคนก็ดังขึ้นมา ทำให้มู่จินต้องรีบผละออกจากร่างบางทันที

“คุยอะไรกันอยู่งั้นรึ?” ร่างสูงเดินเข้าไปหาว่าที่พระชายาของตน ก่อนจะโอบไหล่บางดึงเข้ามาแนบชิด สายตาอ่อนโยนที่มอบให้กับจื่อหลัน แปรเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวคล้ายหึงหวงชายาเมื่อมองมาที่ร่างเพรียวที่กำลังยืนมองสบตาเขาด้วยความไม่พอใจเช่นกัน

“องค์ชายรอง” จื่อหลันเห็นว่าบรรยากาศเริ่มไม่ค่อยดี จึงเอ่ยเรียกร่างสูง

“....” มุ่นจินเบนสายตาไปทางอื่นทันที

“กำลังนินทาข้าอยู่หรือเปล่า? หืม?” ร่างสูงปรับเปลี่ยนสีหน้าอย่างรวดเร็วทันที ก่อนจะเอ่ยหยอกร่างบางในอ้อมกอด

“ไม่!...มิใช่เช่นนั้นหรอก ข้าแค่คุยเรื่อยเปื่อยกับพี่มู่จินก็เท่านั้นเอง” จื่อหลันรีบปฏิเสธทั้งที่คราบน้ำตายังเปรอะเปื้อนแก้มนวล

“หึ อย่างนั้นรึ? น่าเสียใจจริงๆ ข้าคงไม่สำคัญถึงขนาดที่ว่าที่พระชายาของข้า ไม่เคยคิดจะเอ่ยถึงเลยแม้แต่น้อย” มือหนาเคลื่อนขึ้นมาเกลี่ยซับรอยเปียกชื้นบนแก้มของร่างบาง ทำให้อีกฝ่ายเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตนลืมตัว ว่าตัวเองนั้นร้องไห้ก่อนหน้านี้

“ข้า...ไม่…” ดวงเนตรกลมหลุบต่ำลง

“เอาล่ะๆ พวกเราเลิกพูดคุยไร้สาระกันดีกว่า วันนี้ข้าว่าง ข้าจะพาเจ้าไปเดินเล่นที่อุทยานหลวง ดีหรือไม่? ครรภ์ของเจ้าจะได้แข็งแรง” อี้หยางรู้ดีว่าอีกฝ่ายร้องไห้เรื่องอะไร จึงไม่อยากให้บรรยากาศต้องเสียเพราะเรื่องไม่เป็นเรื่องอีก จึงเอ่ยเปลี่ยนเรื่องทันที

“จริงหรือพะย่ะค่ะ?!” ดวงเนตรกลมหันมาสบดวงเนตรคมด้วยประกายแห่งความดีใจ ตั้งแต่เข้าวังหลวงของซีเซี่ยมานั้น เขาก็ไม่เคยได้ออกมาจากบริเวณตำหนักขององค์ชายรองแม้แต่ก้าวเดียว

“จริงสิ ข้าจะหลอกว่าที่พระชายาของข้าไปทำไมกัน?” ริมฝีปากนุ่มยกยิ้ม ก่อนจะเอ่ยยืนยัน

“ขอบพระทัยพะย่ะค่ะ” รอยยิ้มแรก รอยยิ้มแห่งความสุขของจื่อหลันนั้นทำให้อี้หยางถึงกับตกอยู่ในภวังค์

 

 

อุทยานหลวงกว้างใหญ่ ดอกไม้นานาพันธุ์ถูกจัดแต่งอย่างงดงาม ร่างบางหลับตาพริ้ม สูดดมความหอมที่ล่อยลอยมากับสายลม แต่ก่อนที่จะได้วิ่งออกไปยังสวนต่างๆ มือหนาก็เข้ามาช้อนกายบางขึ้นอุ้มอย่างรวดเร็ว

“อ๊ะ!! องค์ชายรอง!! กระหม่อมเดินเองได้พะย่ะค่ะ!” จื่อหลันทั้งตกใจและอับอายกับการกระทำของร่างสูง

“หินตรงทางเดินนี้มันเลื่อนมาก ถ้าเจ้าหกล้มจะเป็นอันตรายต่อเด็กในครรภ์ เลิกดื้อได้แล้ว” ร่างสูงไม่ยอมปล่อยอีกฝ่าย ทั้งยังคงเดินต่อไป

“....กระหม่อมไม่ได้ดื้อเสียหน่อย” จื่อหลันทำหน้ามุ่ยทันทีที่โดนกล่าวหาว่า‘ดื้อ’แต่ก็ยังคงกวาดสายตาดูดอกไม้อย่างตื่นเต้น

“ฮ่าฮ่าฮ่า อย่างนั้นรึ?” อี้หยางหัวเราะอย่างอารมณ์ดี เพราะอย่างน้อยก็ทำให้คนในอ้อมกอดดูอารมณ์ดีขึ้น

“องค์ชายรองและพระชายาช่างดูรักใคร่กันมากจริงๆนะพะย่ะค่ะ” เสียงนุ่มของใครบางคนดังมาจากข้างหลังของทั้งสองคน

“....!” อี้หยางประหลาดใจกับความยังเอิญเช่นนี้ แต่กับจื่อหลันนั้นต่างกัน ใบหน้างามซีดเผือดลงทันตา ริมฝีปากบางขยับเอ่ยเสียงเบา

“!! เฟิ่ง...จิน…”

ความคิดเห็น