หอหมื่นอักษร
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เมื่ออำนาจถูกส่งมอบให้ถูกคน หนทางแห่งการแก้แค้นก็ดูเหมือนจะมิได้ยากเย็นถึงเพียงนั้น!

ตอนที่ 7 แผนการ

ชื่อตอน : ตอนที่ 7 แผนการ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 8.1k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ม.ค. 2563 09:38 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 7 แผนการ
แบบอักษร

 

หนิงอวี้ลุกขึ้นช้าๆ ค่อยๆ เดินโซเซไปข้างหน้าโดยมีหงหลิงคอยพยุง เศษกระเบื้องแตกกระจายไปทั่วห้องหนังสือ พี่ชายยืนอยู่อีกฝั่งหนึ่งนิ่งเงียบไม่พูดจา บิดานั่งอยู่บนเตียงสีหน้าบึ้งตึง หงหลิงประคองนางเดินเข้ามายังห้องหนังสือ จากนั้นจึงปิดประตูแล้วถอยออกไปอย่างเงียบๆ 

“คุกเข่าลงไป!”  

“นั่งสิ” หนิงเฝ่ยพยุงหนิงอวี้ที่กำลังนั่งคุกเข่า เขาวางเบาะไว้บนเก้าอี้สองสามอันแล้วจึงได้ประคอง 

หนิงอวี้ไปนั่ง 

“ฮึ” 

หนิงอวี้กระแอมแล้วพูดขึ้นเสียงเบา “ท่านได้โปรดฟังข้าอธิบายก่อน” 

ขุนพลหนิงมุ่นหัวคิ้วพลางโบกมือ “ในเมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ยังต้องฟังคำอธิบายอะไรอีกเล่า” ความเดือดดาลครั้งแรกที่เห็นเหตุการณ์ในถ้ำนั้น บัดนี้กลับกลายเป็นความรู้สึกยินดีไปเสียแล้ว แต่เขาก็ไม่อาจจะเปลี่ยนท่าทีโดยฉับพลันได้ ถือโอกาสนี้สั่งสอนอวี้เอ๋อร์ ให้นางรู้จักที่เหมาะที่ควร อย่าได้ทำตัวกำเริบเสิบสานอีก 

เป็นพระชายาจิ่นอ๋อง อย่างไรเสียก็ดีกว่าเป็นแม่ชีเคาะเกราะไม้ จิ่นอ๋องแม้จะขาเสีย แต่ล้อมรอบไปด้วยนักรบเสนาผู้ปราดเปรื่องมากมาย การครองตนและการทำงานล้วนแต่น่าพอใจ แม้จะกำเนิดจากมารดาที่ไม่สูงศักดิ์ แต่ก็เป็นเพียงตำหนิน้อยนิดบนหยกงามเท่านั้น 

“เดิมทีอวี้เอ๋อร์ตั้งใจไปเดินเล่นที่เขาด้านหลัง กลับประสบกับเหตุฆ่าฟันกันเข้า วันก่อนอวี้เอ๋อร์เคยบอกว่าต้องการหลีกหนีความวุ่นวายในวัง แต่พวกเขากลับคอยตามรังควานครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ยอมปล่อยอวี้เอ๋อร์ไปสักที ข้าจึงจำใจเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับองค์จิ่นอ๋อง จิ่นอ๋องทรงรับปากแล้วว่าจะทำให้ตระกูลรุ่งเรืองเฟื่องฟูชั่วลูกชั่วหลาน ซ้ำยังยอมให้ลูกได้นำทัพไปอยู่ชายแดนห่างไกล” 

ขุนพลหนิงตบโต๊ะ “เหลวไหล จะใช้เรื่องงานแต่งมาเป็นหมากเดินเกมได้อย่างไร!” เสียทีที่เขาคิดอยู่เสียนาน นึกไม่ถึงว่าพูดไปพูดมา สุดท้ายอวี้เอ๋อร์ก็ยังตัดสินใจที่จะไม่ออกเรือนกับใคร ในอดีตการที่เขาให้ลูกสาวเติบโตขึ้นมาในค่ายทหารช่างเป็นเรื่องที่ไม่สมควรอย่างแท้จริง 

“ท่านพ่ออย่าได้โมโหไปเลย ตามที่ข้าคิด เรื่องนี้หากไม่ลองก็คงไม่รู้ ท่านกุมอำนาจทางทหาร ต้องถูกพวกเขาหวาดระแวงประสงค์ร้ายอยู่แล้ว พวกเราตกอยู่ท่ามกลางการวางแผนปองร้ายเช่นนี้ คงยากที่จะหลบพ้น มีเพียงการหาพันธมิตร หากฉกฉวยโอกาสนี้ไว้ สกุลหนิงของเราถึงจะไม่โดนกวาดล้างทำลาย” 

“แต่เจ้าคิดบ้างไหม!” ขุนพลหนิงสีหน้าเคร่งขรึม เคาะนิ้วลงบนโต๊ะหนังสือ “หากล้มเหลวขึ้นมาจะทำอย่างไร” 

“หากพวกเราไม่เข้าร่วม” หนิงเฝ่ยขมวดคิ้วครุ่นคิด “เช่นนั้น ไม่ว่าใครจะเป็นผู้ได้ชัย เขาผู้นั้นล้วนแต่ต้องหาทางกำจัดอิทธิพลอำนาจอื่น ถึงเวลานั้นต่อให้สกุลหนิงเราจะมีอำนาจทางทหารอยู่ในมือ คงได้แต่เป็นหนังหน้าไฟ ไม่นานได้พินาศสิ้นเป็นแน่” 

แววตาทั้งคู่ของหนิงอวี้เปี่ยมด้วยความมุ่งมั่น นางพูดเบาๆ ว่า “เพราะเหตุนี้เราจึงได้แต่เดินเข้าสู่วังวนนี้ด้วยตนเองเท่านั้น” 

“หลิงอ๋องคือตัวเลือกที่พึ่งพาได้ที่สุด” 

“ใช่” หนิงอวี้กล่าวอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง “แต่หลิงอ๋องวางตัวโหดเหี้ยม ต่อหน้ายิ้มแย้มมีไมตรี คอยแทงทำร้ายคนอยู่ลับหลัง พระสนมกุ้ยเฟยเองก็ทรงมีน้ำใจอำมหิต ให้ญาติพี่น้องก้าวก่ายราชกิจ ฮ่องเต้เองก็ทรงแคลงพระทัยมานานแล้ว” 

“หากพูดเช่นนี้” หนิงจื้อหย่วนจ้องมายังหนิงอวี้ “เจ้ายังมีเหตุผลอีกหรือ” หนิงอวี้มุมปากตก กำลังคิดจะเอ่ยคำแก้ตัว ก็เห็นหนิงจื้อหย่วนสะบัดมือพร้อมพูดขึ้นว่า “แล้วแต่พวกเจ้าทั้งสองเถิด เรื่องราวต่างๆ พวกนี้ คนแก่เช่นข้าคร้านจะเข้าไปยุ่ง เรื่องต่อจากนี้ไป เป็นหน้าที่พวกเจ้าก็แล้วกัน พ่อแก่แล้ว เข้าไปวุ่นวายกว่านี้เห็นทีจะไม่เหมาะสม” 

หนิงอวี้ยกยิ้มเบาๆ เมื่อเกลี้ยกล่อมบิดาให้ยินยอมได้ที่เหลือก็ง่ายดายแล้ว นางเดินออกจากห้องหนังสือพร้อมกับหนิงเฝ่ย ประตูถูกปิดลงเบาๆ 

“อวี้เอ๋อร์ ตอนข้าไปเจ้าฝากให้ข้าเอากระบี่โบราณมาให้ ข้าได้ส่งคนเอาไปไว้ที่ห้องเจ้าแล้ว” หนิงเฝ่ยมองน้องสาวท่าทีขึงขังเป็นกำลัง “ตอนพบเจ้าครั้งแรกยังสูงแค่หัวเข่าข้า ตอนนี้จะออกเรือนแล้วหรือ” 

“ใช่แล้ว ตอนนั้นข้ากลัวว่าท่านพ่อจะรักและเอ็นดูแค่ท่านคนเดียว เป็นตายก็ไม่ยอมให้ท่านพ่อรับเลี้ยงดูท่าน” หนิงอวี้ตาแดงระเรื่อ ใบหน้าฉาบด้วยรอยยิ้ม “ต่อมาท่านเอาหมีตาบอดตัวนั้นมาทำอาหารให้ข้า ข้าถึงยอมเรียกท่านว่าพี่ชาย” จะว่าไปนี่เป็นการที่ได้กลับมาพบพี่ชายหลังจากห่างกันมานาน ชาติก่อนพี่ชายหายสาบสูญ ขาดการติดต่อ มาชาตินี้เมื่อฟื้นขึ้นอีกครั้งพี่ชายก็ยังต้องออกเฝ้ารักษาการณ์อยู่ต่างแดน ไม่อาจพบกันได้อยู่ดี 

“พูดถึงหมีตาบอดนั่น ข้ายังจำได้ว่าหน้าเจ้าปูดไปเป็นครึ่งเดือนเชียว” หนิงเฝ่ยเกิดนึกขึ้นได้กะทันหัน เขาหัวเราะร่าเสียงดัง 

หนิงอวี้จ้องเขม็งมายังเขาพร้อมหัวเราะเยาะว่า “ก็ไม่รู้เหมือนกันนะว่าใครกัน อายุก็ได้เจ็ดขวบแล้วยังปล่อยเบารดที่นอนอีก จนโดนท่านพ่ออบรมเข้าให้เสีย” 

“เรื่องในอดีตอย่าไปกล่าวถึงเลย” 

ความคิดเห็น