หอหมื่นอักษร
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เมื่ออำนาจถูกส่งมอบให้ถูกคน หนทางแห่งการแก้แค้นก็ดูเหมือนจะมิได้ยากเย็นถึงเพียงนั้น!

ตอนที่ 4 สมหวังดั่งใจนึก

ชื่อตอน : ตอนที่ 4 สมหวังดั่งใจนึก

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 8.2k

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ม.ค. 2563 10:34 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 4 สมหวังดั่งใจนึก
แบบอักษร

 

“แม่นางหนิงสงสัยข้าหรือ” เว่ยหยวนแม้ได้ยินเช่นนั้นก็มิได้รู้สึกโกรธ ยังคงพูดต่อด้วยน้ำเสียงอันอ่อนโยน “หลายปีมานี้ข้าแวะมาชมทัศนียภาพที่สำนักนางชีแห่งนี้ทุกเดือน การที่ได้พบกับแม่นางนั้นเป็นเหตุบังเอิญโดยแท้ หากแม่นางไม่เชื่อ ลองถามเจ้าสำนักดูก็ได้” 

“เมื่อกี้เจ้าก็ได้ยินชัดแล้ว พวกเขาบอกว่ากลับไปรายงานคุณหนู พวกเขาเห็นข้ายังรู้สึกแปลกใจ นั่นแสดงว่าข้าไม่ได้อยู่ในแผนการนี้ หากเรื่องนี้ข้าเป็นคนวางแผน ไหนเลยที่ข้าจะต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้” หนิงอวี้ชำเลืองขึ้นมอง เห็นเขามองมายังนางด้วยรอยยิ้ม 

จะว่าไปก็ใช่ นางเป็นต้นเหตุให้ท่านอ๋องต้องถูกไล่ล่าเช่นนี้ ไม่ทันได้ถามความเห็นท่านอ๋องก่อนก็ถือวิสาสะกอดเขากระโดดลงหน้าผาเสีย ทั้งๆ ที่ตัวเองไม่มีเหตุผลสมควรแต่แรก กลับเข้าข้างตัวเองนึกสงสัยกล่าวโทษผู้อื่น  

หนิงอวี้รู้สึกละอายใจ กล่าวคำขอโทษอย่างตะกุกตะกัก เว่ยหยวนไม่ได้ใส่ใจแม้แต่น้อย เขาเหลียวไปยังหน้าผาสูงชันด้านนอกพร้อมตอบไปว่า “อย่าใส่ใจไปเลย ตอนนี้ที่สำคัญที่สุดคือจะหลุดพ้นจากสภาพลำบากเช่นนี้อย่างไรดีต่างหาก” 

หนิงอวี้ลุกขึ้น เดินไปยังปากถ้ำ หินผาปากถ้ำสั่นคลอน เศษหินร่วงหล่นลงไป ถ้ำแห่งนี้คงอยู่สูงจากพื้นเบื้องล่างมิใช่น้อย เครือเถาวัลย์เองก็ทอดตัวลงมาเพียงครึ่งทางเท่านั้น หากคิดจะไต่หินลงไป ความเป็นไปได้คงมีเพียงแต่ตกลงไปร่างกายแหลกเหลวอยู่เบื้องล่าง แต่ถ้ามัวรออยู่ในถ้ำ ไร้ซึ่งอาหาร ความช่วยเหลือจะมาถึงเมื่อใดก็ไม่อาจรู้ หรือจะต้องรอเป็นผีตายซากอยู่ในถ้ำนี้หรือ 

หนิงอวี้ถอนหายใจเฮือกใหญ่ นางหันกายนั่งลงกับพื้น “พวกบ่าวไพร่รู้ว่าข้ามาชมทัศนียภาพบนผา คงจะออกตามหาพวกเราเป็นแน่ แต่ตอนนี้ไม่มีอาหารและน้ำ เกรงว่า...” 

หนิงอวี้กระตุ้นตัวเองให้ร่าเริง ลุกขึ้นยืนพร้อมกล่าวว่า “ตะไคร่และเถาวัลย์พวกนี้กินเป็นอาหารได้ ส่วนน้ำค่อยหาวิธีรวบรวมเอา เรื่องสำคัญที่สุดตอนนี้คือต้องจุดไฟ ในถ้ำเช่นนี้คงหนีไม่พ้นงูเงี้ยวเขี้ยวขอ ไม่มีไฟคงไม่พ้นคืนนี้แน่” 

“หม่อมฉันจะออกไปหาดู แถวๆ ถ้ำนี้ละ” หนิงอวี้คว้ากริชสั้น เดินไปยังปากถ้ำ “ระวังตัวด้วย” หนิงอวี้ใช้กริชแคะเอาตะไคร่น้ำออกมาแล้วรวบรวมกิ่งไม้แห้งมากองรวมกันไว้ 

เมื่อวางสิ่งของลงบนพื้นแล้ว นางจึงมองไปยังเว่ยหยวนที่กำลังนั่งอยู่บนก้อนหินอันเย็นยะเยือกก็หน้านิ่วขึ้นมา ชาติก่อนขาของเว่ยหยวนได้รับการรักษาจนหายดี ชาตินี้ก็คงเช่นกัน แต่ให้นั่งรอบนหินอันเย็นยะเยือกเช่นนี้นานๆ คงไม่ดี นางออกไปนอกถ้ำ ปีนป่ายอย่างลำบาก รวบรวมตะไคร่น้ำมาได้จำนวนหนึ่ง  

หนิงอวี้ปูตะไคร่น้ำราบลงทั่วพื้น อยากจะพูดอะไรสักอย่างแต่ไม่รู้จะพูดอย่างไรดี นางยื่นมือออกไปจะประคองเว่ยหยวน พลันนึกถึงฉากที่นางกอดเขาเอาไว้แน่นตอนห้อยอยู่บนหน้าก็พลันหน้าแดงด้วยความเขินอายขึ้นมา ชายหญิงอันที่จริงไม่ควรถูกเนื้อต้องตัวกัน 

“คือว่า พื้นมันเย็น” เว่ยหยวนได้ยินก็ยกยิ้มมุมปาก เขาพยักหน้าแล้วตอบว่า “ขอบใจ” หนิงอวี้พยุงเว่ยหยวนขึ้นเพื่อสลับที่นั่ง หนิงอวี้เอาตะไคร่น้ำกองเข้าด้วยกัน ใช้ไม้สองแท่งเสียดสีกันจนลุกเป็นไฟ มือขยับอยู่ไม่หยุด แต่ความคิดนางไม่ได้อยู่ตรงนั้น “กลับไปรายงานคุณหนู” คุณหนูคนไหนกัน มีใครรู้ว่านางมายังสำนักชีจิ้งหยวนหรือ มีสิ มู่หรงหวั่นนั่นเอง ตอนที่มานั้นได้พบนางบนทาง สีหน้านางซีดเซียว คงรู้เรื่องพระราชโองการเข้าจึงมาอธิษฐานขอพรที่นี่ คำพูดที่นางได้พูดไปและหินก้อนนั้น คงเหมือนดั่งราดน้ำมันบนกองไฟเป็นแน่ จนไปยั่วโมโหนางเข้า 

แต่กระนั้นเรื่องนางฝ่าฝืนราชโองการก็เป็นที่เล่าลือกันไปทั่วมิใช่หรือ เรื่องถึงขนาดนี้ มู่หรงหวั่นยังไม่คิดจะปล่อยนางไปอีก นึกถึงฝันร้ายหลายวันที่ผ่านมานี้ หนิงอวี้อดไม่ได้ที่จะหน้าบึ้งขึ้นมา ความเกลียดชังเกิดขึ้นลึกๆ ในใจ 

“แม่นางหนิง ระวังมือ!” หนิงอวี้สะดุ้งตกใจก้มลงมอง เปลวไฟลุกพรึบ นางรีบก้มตัวอย่างรีบร้อน เอาสิ่งของเหล่านั้นมารวมกันแล้วเป่าลม ทันทีที่ลมปะทะ ควันไฟก็พวยพุ่งเข้าหน้านาง 

“แค่กๆๆ” หนิงอวี้สำลักอยู่สองสามทีก่อนเอาตะไคร่น้ำในมือวางลง หักกิ่งไม้สองสามกิ่งมาคลุมไว้ด้านบน เปลวไฟค่อยลุกโชนขึ้น นางรู้สึกเบาใจ  

นางลุกเดินออกห่างจากกองไฟ นั่งลงบนตะไคร่ข้างตัวเว่ยหยวน สองมือเท้าคางพลางครุ่นคิด ในที่สุดก็ตัดสินใจอะไรบางอย่างได้ ฉับพลันก็รู้สึกว่ามีผ้าแพรสัมผัสเข้าที่แก้มนางจึงเหลียวกลับไปมอง 

“ข้าล่วงเกินเจ้าแล้ว” เว่ยหยวนยื่นผ้าผืนนั้นให้ หนิงอวี้นิ่งเงียบไม่ตอบ ใช้ผ้าผืนนั้นเช็ดหน้า ผ้าแพรผืนนั้นเต็มไปด้วยฝุ่นและเลือดสดๆ หนิงอวี้ตอนแรกคิดจะยื่นคืนให้ แต่รู้สึกว่าคงไม่สมควร จึงเก็บผ้านั้นลงในแขนเสื้อ ในขณะนั้นเอง นางก็ขมวดคิ้ว บางทีนี่อาจจะไม่สมควรยิ่งกว่า นางหันหน้ากลับไปมอง เห็นจิ่นอ๋องกำลังมองมายังตนเหมือนจะยิ้มแต่ไม่ยิ้ม 

“ผ้าแพรสกปรกแล้ว ไว้หม่อมฉันซักสะอาดแล้วจะคืนให้เพคะ”  

“อืม” 

ผ่านไปสักพักใหญ่ หนิงอวี้รอจนทนไม่ไหว เว่ยหยวนกลับหลับตาสงบอารมณ์อยู่อย่างสบายใจ หนิงอวี้เห็นท่าทีเขาเช่นนั้นแล้ว ยากที่จะจินตนาการถึงฉากสังหารนองเลือดของเขาในชาติที่แล้ว  

เว่ยหยวนสัมผัสได้ถึงสายตาอันร้อนรุ่มจดจ้องอยู่จึงลืมตาขึ้น สายตาที่หนิงอวี้แอบมองเขาถูกจับได้ในทันที หนิงอวี้หันหน้าหนีอย่างประดักประเดิด  

“แม่นางหนิง ลองกำจัดเถาวัลย์ในถ้ำพวกนี้ดีไหม เช่นนี้คนที่มาช่วยจะหาถ้ำได้ง่ายขึ้น” หนิงอวี้พยักหน้ารับคำ ค่อยตัดเอาเครือเถาวัลย์เส้นเรียวเล็กทิ้งทีละเส้น เถาวัลย์และตะไคร่น้ำถูกปูเป็นแนวสี่เหลี่ยมผืนผ้า แต่กว้างพอสำหรับคนคนเดียวเท่านั้น 

หนิงอวี้คิดจะออกไปรวบรวมเถาวัลย์ให้มากกว่านี้ แต่ท้องฟ้านั้นก็มืดสนิทแล้ว นางได้ยินเสียงงูเลื้อยผ่านอย่างชัดเจน หนิงอวี้เติมฟืนลงในไฟ แล้วกลับไปนั่งยังตะไคร่น้ำอีกครั้ง 

“บาดแผลไม่เป็นอะไรใช่ไหม” หนิงอวี้ได้ยินดังนั้น ถึงได้รู้สึกตัวว่าบนแขนของตนเต็มไปด้วยเลือด “ไม่เป็นอะไร” หนิงอวี้ตอบรับเสียงเบา หงหลิงคงกำลังออกตามหานางเป็นแน่ ส่วนท่านบิดาเองก็คงจะได้ยินข่าวและกำลังรีบตามมา  

เสียงฉีกผ้าดึงเอาความคิดหนิงอวี้กลับมาอีกครั้ง เว่ยหยวนฉีกผ้าออกมาหนึ่งแถบ มองไปยังนางแล้วอธิบายว่า “พันแผลเอาไว้ก่อนดีกว่า เดี๋ยวข้าจะหันไปทางอื่น” หนิงอวี้มองไปยังเว่ยหยวนที่กำลังหันหลังให้ตัวเองสักครู่ จากนั้นจึงใช้มือข้างหนึ่งถลกแขนเสื้อขึ้น บาดแผลนี้ยังนับว่าดีนักที่ไม่ลึกถึงกระดูก นางใช้มือข้างหนึ่งพันผ้าที่แผล กัดปลายผ้าแพรอีกด้านไว้แน่น ใช้มืออีกข้างผูกเป็นปม  

“เสร็จแล้ว” หนิงอวี้พูดขึ้น เว่ยหยวนหันกลับมาทันทีสีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความตกใจ แสงเงินสว่างวาบวาดเฉียดลำคอนางไป หนิงอวี้นิ่งอึ้งอยู่กับที่ ครั้นแล้วก็เหลียวกลับไปยังทิศทางที่อาวุธลับนั้นลอยไป งูตัวหนึ่งร่วงลงขดอยู่กับพื้น  

หนิงอวี้กล่าวขอบคุณแล้วเดินไปทางงูตัวนั้นอย่างลิงโลด สีสันลวดลายนั้นบอกเป็นนัยว่านี่คืองูพิษร้ายแรง มันต้องมีพิษอย่างแน่นอน หนิงอวี้เหยียบหัวงูไว้ ใช้กริชตัดหัวมันออก นางหากิ่งไม้เสียบหัวงูจากนั้นก็โยนเข้ากองไฟไป  

นางถือตัวงูที่ยังคงเลื้อยบิดไปมาไว้แล้วหันกลับมาพูดว่า “ท่านอ๋อง พวกเรามีอาหารแล้วเพคะ”  

“งูลายเช่นนี้น่าจะมีพิษนะ”  

“หม่อมฉันจัดการมันได้ แค่เอาส่วนที่มีพิษของงูโยนทิ้งไปก็ได้แล้ว” หนิงอวี้ผ่าแหวกงูตัวนั้น จัดการเอาเครื่องในและดีออกอย่างระวัง  

“ตอนที่หม่อมฉันออกทัพกับท่านพ่อ ตอนนั้นเสบียงขาดไม่ว่ามีอะไรก็กินกันมาหมดแล้ว ตอนออกล่าสัตว์ ท่านพ่อล่าได้หมีตาบอดตัวหนึ่ง...” หนิงอวี้เงยหน้าขึ้น หน้าเห็นเว่ยหยวนนั่งอยู่ข้างกายก็หยุดบทสนทนาลงและไม่พูดอะไรต่อ “ต่อจากนั้นเล่า” เว่ยหยวนถามต่อด้วยความสนใจ  

“อา ต่อจากนั้นหมีตาบอดก็ลุกขึ้นแล้ววิ่ง...” ที่จริงแล้วหมีตาบอดแสร้งเป็นหมดแรง นางจึงรุดเข้าไปใกล้อย่างดีใจ ทำให้นางถูกตะปบคว่ำอยู่กับพื้น หน้าบวมได้แต่ร้องไห้งอแงอยู่ครึ่งค่อนเดือน หมีตาบอดตัวนั้นไม่ได้หนีไปไหน แต่ถูกพี่ชายนางชำแหละออกมาทำอาหารไปแล้ว หนังหมีนั้นยังคงอยู่ในห้องหนังสือของท่านพ่อ  

เนื้องูส่งเสียงดังฉี่ๆ อยู่กลางกองไฟ หนิงอวี้เหม่อมองไปยังกองไฟนั้นพลางพูดว่า “หนิงอวี้เล่านิทานให้ท่านอ๋องฟังแล้วกันเพคะ กาลครั้งหนึ่ง มีภูเขาลูกหนึ่ง บนภูเขามีวัดแห่งหนึ่ง มีพระชรารูปหนึ่งกำลังบรรยายธรรมชาดก พระชรามีเณรอยู่ข้างกายสามรูปพวกเขาแย่งกันขึ้นธรรมาสน์บรรยายธรรม จนถึงกับทะเลาะกันไม่จบไม่สิ้น หากไม่ได้ขึ้นบรรยาย เหล่าเณรก็อาจถูกบังคับให้ลาสิกขาหรือไม่ก็ต้องลงเขาไปบิณฑบาต ถ้าท่านอ๋องเป็นเณรน้อยจะทำเช่นไร” 

รอยยิ้มที่มุมปากของเว่ยหยวนแข็งทื่อไป นางเอาการช่วงชิงราชบัลลังก์มาอุปมาเป็นพระเณรแย่งกันขึ้นเทศน์อย่างนั้นหรือ โดนเปรียบเป็นเณรเช่นนั้น เขาเองก็ไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือโมโหดี ครั้นแล้วจึงตอบด้วยเสียงอันต่ำไปว่า “ไม่ว่าจะเป็นเช่นไร ก็คงอยากขึ้นบรรยายธรรมเสียให้ได้” หนิงอวี้พยายามสื่อให้เขารู้เป็นนัยว่าเขาควรขึ้นบรรยายตามลำดับ แต่ถ้าเป็นพระเณรจริง ลาสิกขาออกมาเสียน่าจะดีกว่า อย่างไรเสียกลับคืนสู่ฆราวาสก็สามารถหาหญิงงามมาไว้ในอ้อมกอดได้ 

หนิงอวี้พลิกตัวงู นางตอบเสียงเบาว่า “ในเมื่อถึงขั้นนี้ วิญญูชนไม่พูดจาคลุมเครือ ท่านอ๋องเองคงแจ้งแก่ใจดี อำนาจทหารในมือท่านพ่อนำมาซึ่งงานแต่งงานของหม่อมฉัน บอกตามตรง วันนี้ที่หม่อมฉันมาไม่ใช่เพราะมากราบบูชาพระ เดิมทีคิดจะมาปลงผมออกบวช แต่ตอนนี้หม่อมฉันเปลี่ยนใจแล้ว ในเมื่อหนีไม่พ้นโลกียภูมิอันไพศาลนี้ หนิงอวี้ขอติดตามท่านอ๋อง เพื่อแลกกับการทำให้วงศ์ตระกูลมั่งคั่งไพบูลย์และได้เป็นขุนพลสตรีคอยพิทักษ์ปกปักรักษาชายแดน” 

ชาติก่อนองค์ชายทั้งสองเผด็จศึกกัน อำนาจทัดเทียมเสมอกัน เว่ยหยวนที่จริงแล้วไม่ได้อ่อนแอไร้ความสามารถอย่างที่แสดงให้เห็น เขาจัดการทุกสิ่งได้อย่างรุนแรงและเด็ดขาด ข้างกายล้วนรายล้อมด้วยยอดคนฝีมือฉกาจนับไม่ถ้วน 

หนิงอวี้พูดไปพลางสังเกตสีหน้าเว่ยหยวนไปพลาง ทันทีที่เว่ยหยวนได้ยินนางพูดถึงชายแดนสีหน้าเขาก็เปลี่ยน คล้ายกำลังคิดว่านางเป็นเพียงสตรี ไหนเลยจะรับตำแหน่งนี้ได้ 

“ตกลง ข้ารับคำเจ้า แต่ทว่า เจ้าต้องออกเรือนกับข้า” หนิงอวี้ได้ยินดังนั้นถึงกับตกตะลึง ประหลาดใจจนทำตัวไม่ถูก 

“ประการหนึ่ง เสด็จพ่อไม่ทรงโปรดให้เจ้าออกเรือนกับใครอื่น การโกนหัวเป็นชีแล้วจะเข้าออกวังหลวงหรือสนามรบคงไม่สะดวกนัก ประการที่สอง สามีภรรยาลงเรือลำเดียวกัน เป็นเช่นนั้นข้ากับเจ้าจึงจะเชื่อใจกันและกันได้ ประการที่สาม โกนหัวเป็นชีก็มิอาจหยุดความคิดคนได้ ออกเรือนกับข้าเสียก็คงสิ้นไร้ซึ่งความกังวลใดๆ” เว่ยหยวนเห็นหนิงอวี้ที่กำลังหน้าซีดเผือดจึงเสริมอีกว่า “ก็แค่แสร้งทำเป็นครองคู่กันเท่านั้น รอข้าขึ้นครองราชย์ค่อยแสร้งว่าตาย หลังจากแสร้งตายเจ้าค่อยเปลี่ยนชื่อใหม่แล้วไปออกศึกก็ยังได้” 

หนิงอวี้ตอบหน้านิ่วด้วยเสียงอันเบา “ขอหม่อมฉันคิดดูก่อน สักประเดี๋ยวค่อยทูลตอบท่านอ๋องแล้วกันเพคะ” 

เว่ยหยวนหยิบงูออกจากกองไฟ แบ่งมันออกเป็นสองส่วน เอาส่วนที่ยาวกว่ายื่นให้หนิงอวี้ หนิงอวี้ตั้งท่าจะปฏิเสธ เว่ยหยวนจึงบอกนางว่า “แขนเจ้าได้รับบาดเจ็บ อีกทั้งสิ่งของเหล่านี้ก็ลำบากเจ้าเก็บรวบรวมมา พวกเราติดอยู่ในถ้ำแห่งนี้ไม่รู้อีกนานเพียงใด เจ้าควรกินให้มากหน่อยนะ” 

หนิงอวี้พยักหน้ารับคำ ฉีกเนื้องูมาหนึ่งชิ้นหยิบเข้าปากเคี้ยว ข้อเสนอของจิ่นอ๋องใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ อธิบายอย่างมีหลักเหตุผลน่าเชื่อถือ หรือควรตอบรับดี อีกทั้งการโกนหัวเป็นชี ฮ่องเต้ก็มิได้วางพระทัยอยู่ดี คนอื่นเองก็คงไม่ปล่อยตนไปเช่นกัน หมากตานี้ ดีแต่จะทำให้ตัวเองโดดเดี่ยวไร้ที่พึ่งยิ่งขึ้น ซ้ำต้องเสียสิทธิ์ในการแต่งงานอีก 

“ท่านจิ่นอ๋องไม่ถือเรื่องรอยแผลบนหน้าหนิงอวี้หรือ” ต่อให้เสแสร้งเป็นครองรักกัน แต่บนหน้าเจ้าสาวกลับมีบาดแผลที่เกิดจากการกระโดดสระเพื่อให้ได้ออกเรือนกับชายอื่น เช่นนี้ไม่ว่าชายใดคงยากที่จะยอมรับได้ 

“แน่นอน” เว่ยหยวนมองไปยังนาง แววตาอ่อนโยน “รูปลักษณ์ภายนอกหาใช่สิ่งที่ข้าให้ความสำคัญไม่” หนิงอวี้สังเกตเห็นสายตาเขา นางบุ้ยปากพลางคิดอยู่ในใจ สิ่งที่ให้ความสำคัญมันคืออำนาจทหารต่างหากเล่า 

หลังกินเนื้องูไปแล้ว ปัญหายากลำดับต่อไปสำหรับทั้งสองคือการนอน “อวี้เอ๋อร์นอนหลับก่อนเถิด เดี๋ยวข้าเฝ้ายามกลางคืนเอง” 

หนิงอวี้คิดทบทวน ในเมื่อตกลงใจที่จะแสร้งครองรักกัน การต้องร่วมเรียงเคียงหมอนคงยากที่จะเลี่ยง โดยเฉพาะยามนี้ที่อยู่ในสภาวะจำเป็น ภายนอกถ้ำลมหนาวเย็นยะเยือกโชยผ่านเข้ามา ทั้งยังไม่มีผ้าห่มกันหนาว ท่านอ๋องเองก็ป่วยกระเสาะกระแสะเช่นนี้ แม้ฝืนร่างกายผ่านคืนนี้ไปได้อายุขัยคงลดหายไปครึ่งหนึ่งเป็นแน่ 

“นอนด้วยกันเถิดเพคะ หวังว่าท่านอ๋องจะรีบมาสู่ขอแต่โดยเร็ว” หนิงอวี้ตบมือลงบนเตียงตะไคร่น้ำ จากนั้นก็ตะแคงตัวหันหน้าเข้าหาผนังถ้ำ เหลือที่ว่างไว้พอประมาณ เว่ยหยวนทำตัวไม่ถูก ใช้เวลาอยู่พักใหญ่จึงตะแคงกายนอนลง ใบหน้าแดงก่ำด้วยความขวยเขิน 

ความคิดเห็น