หอหมื่นอักษร
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เมื่ออำนาจถูกส่งมอบให้ถูกคน หนทางแห่งการแก้แค้นก็ดูเหมือนจะมิได้ยากเย็นถึงเพียงนั้น!

ตอนที่ 3 หายนะถาโถม

ชื่อตอน : ตอนที่ 3 หายนะถาโถม

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 8.7k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ม.ค. 2563 10:33 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 3 หายนะถาโถม
แบบอักษร

 

เกี้ยวเหวี่ยงไปมา หนิงอวี้ยกแขนขึ้นแหวกม่าน เบื้องหน้าคือต้นไม้ใบหญ้าเขียวชอุ่มงอกงาม สำนักชีจิ้งหยวนตั้งอยู่บนเขานอกเมือง ทัศนียภาพนับว่าสวยงามทีเดียว  

“คุณหนูเจ้าคะ บ่าวได้ยินมาว่าสำนักชีจิ้งหยวนธูปเทียนส่องสว่าง อธิษฐานสิ่งใดล้วนบังเกิดผล ขลังยิ่งนัก” หนิงอวี้รับคำ แล้วนิ่งเงียบไปเสียทันใด ก็แค่สำนักชีนี่ อธิษฐานหรือ หรือในนั้นจะมีหมอดูอยู่ด้วย 

“ขลังหรือ หรือว่าแม่ชีในสำนักชีจะดูดวงได้ด้วย” 

“พุทโธ่ๆ คุณหนูอย่าพูดเป็นเล่นไปนะเจ้าคะ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าขอทรงเมตตา คุณหนูของบ่าวมิได้มีเจตนาล่วงเกิน” หงหลิงประนมมือทั้งสอง แล้วกราบไหว้ฟ้าดิน “ได้ยินว่าสามารถไขคำทำนายเซียมซีได้เท่านั้นเอง จะเรียกว่าดูดวงได้อย่างไรเจ้าคะ” 

หนิงอวี้หลับตาลงพัก บางทีลองเสี่ยงเซียมซีทำนายดูก็ไม่เห็นเป็นอะไร ทันใดนั้น จู่ๆ ภายนอกก็มีเสียงคนทะเลาะกันลอดเข้ามา ตัวเกี้ยวเหวี่ยงไปมาอย่างแรง หนิงอวี้หน้านิ่ว ถนนบนเขาแห่งนี้ไม่ได้กว้างใหญ่อะไร หากล้มคว่ำคงได้เจ็บตัวไม่น้อยเป็นแน่ 

“คุณหนูมู่หรงขอรับ ขอคุณหนูได้โปรดหลีกทางให้สักหน่อย!”  

“ถือสิทธิ์อะไรมาสั่ง พวกเจ้าหลีกทางให้บ้างไม่ได้หรืออย่างไร” 

หนิงอวี้ได้ยินชื่อของมู่หรงสองพยางค์นี้ถึงกับตาเบิกโพลง แหวกม่านเดินลงจากเกี้ยว ทางบนเขานี้ทั้งเล็กทั้งแคบ สองฝ่ายประจันหน้ากัน ไม่มีใครยอมใคร ไม่ว่าชาติก่อนหรือชาตินี้ นางคงไม่อาจยอมให้มู่หรงหวั่นได้ บ่าวไพร่ชายหญิงทั้งสองฝั่งล้วนคุ้นเคยกับการทะเลาะต่อยตีกับอีกฝ่าย แม้แต่แค่สาวใช้สักคนออกไปซื้อผ้า ยังเป็นต้องได้ตบตีกับสาวใช้ของมู่หรงหวั่นเข้าจนได้ 

มู่หรงหวั่นได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวจึงลงมาจากเกี้ยว วันนี้นางแต่งกายดูงามเรียบ ประทินโฉมอย่างประณีตแต่ยังดูซีดเซียว หนิงอวี้เห็นสีหน้านางอย่างชัดเจน เริ่มจากใบหน้าบึ้งตึงอย่างเกลียดชัง จากนั้นเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มอันเริงร่า พลันก็เปลี่ยนเป็นยิ้มพอประมาณด้วยสีหน้าอันสงบนิ่ง 

“ไม่ได้พบท่านพี่เสียนาน บาดแผลบนหน้าท่านพี่เห็นแล้วช่างหน้าสะพรึงยิ่งนัก น้องมียาชั้นดีอยู่ ท่านลองเอาไปใช้ไหมเจ้าคะ” 

“น้องหญิงช่างใส่ใจเสียยิ่งนัก แต่มิเป็นไรหรอก ต่อให้ไม่มีแผลนี้ ตัวพี่ก็ยังได้รับพระราชโองการพระราชทานพิธีสมรส แต่น้องหญิงสิช่างซีดเซียว หรือว่าช่วงนี้ต้องคิดหนัก ไม่รู้ด้วยเรื่องอันใด ขอน้องหญิงดูแลสุขภาพด้วยนะ” หนิงอวี้ยกยิ้มมุมปาก ดูเหมือนรอยแผลนี้คงเป็นที่ใส่ใจของผู้คนไม่น้อยเลย 

“เจ้า!” มู่หรงหวั่นกระทืบเท้าด้วยความโกรธ แต่กลับนึกคำพูดที่จะตอบกลับไม่ออก 

“น้องหญิงไปก่อนเถิด” หนิงอวี้ทำมือแสดงสัญญาณบอกบ่าวไพร่ มู่หรงหวั่นจ้องถมึงทึงมายังนาง ก่อนหมุนตัวกลับขึ้นเกี้ยวไป หนิงอวี้หยิบหินขึ้นมาหนึ่งก้อน ใช้ปลายนิ้วดีดออกไปอย่างแรง เห็นตัวเกี้ยวด้านข้างทะลุเป็นรูเล็กๆ ครั้นแล้วเสียงกรีดร้องก็ดังออกมา 

หนิงอวี้ปัดฝุ่นบนมือออกไป หงหลิงใช้มืออุดปากแอบหัวเราะอยู่เบาๆ 

เกี้ยวเดินหน้าต่อไป หนิงอวี้เริ่มเคลิ้มหลับ “คุณหนู ถึงแล้วเจ้าค่ะ” หนิงอวี้จึงตื่นขึ้น มือก็เช็ดที่มุมปากให้แน่ใจว่าไม่มีน้ำลายยืดออกมา ครั้นแล้วจึงลงจากเกี้ยวไป 

แม่ชีน้อยเดินนำทางอยู่ด้านหน้า หนิงอวี้เดินตามอยู่ด้านหลัง ตลอดทางเดินผ่านโถงทางเดินน้อยใหญ่มากมาย บรรยากาศเงียบสงบชวนหลงใหล นับว่าไม่เลวเลยทีเดียว โถงทางเดินนั้นบางแห่งก็มีสวนดอกไม้ บางแห่งก็มีสระน้ำเล็กๆ กลางสระมีปลาหลีฮื้อ[1]เลี้ยงไว้อยู่หลายตัว 

หนิงอวี้เดินไปพลาง ดูปลาหลีฮื้อพ่นฟองไปพลาง แทบไม่ได้ระวังเท้าเลย ทันใดนั้นดูเหมือนเท้าจะสะดุดเข้ากับบางสิ่ง ในจังหวะที่กำลังจะล้มกองกับพื้นหนิงอวี้รีบยื่นมือข้างหนึ่งค้ำกำแพงไว้ ยังไม่ทันประคองตัวได้ก็ถลาล้มลงยังอ้อมกอดใครคนหนึ่ง 

อ้อมกอดนั้นช่างอบอุ่นแต่บอบบาง มีกลิ่นอ่อนๆ ของยาและสมุนไพร หนิงอวี้รีบแหงนหน้าอย่างรีบร้อน เห็นชายคนนั้นมองมายังตัวเองด้วยใบหน้าดูเหมือนกำลังยิ้มแต่ไม่ได้ยิ้ม มือทั้งสองของหนิงอวี้ค้ำชั้นไม้ รีบลุกขึ้นคำนับโดยพลัน “คารวะจิ่นอ๋อง” 

จิ่นอ๋องใช้สองมือค้ำเก้าอี้รถเข็นไม้ สวมชุดบางๆ สีขาว บนเอวมีเพียงหยกประดับพู่แขวนไว้ ไม่ได้มีเครื่องประดับจุกจิกอื่นใด กิริยาท่าทางดูสง่าและอ่อนโยน เว่ยหยวนยิ้มตอบว่า “ลุกขึ้นเถิด แม่นางหนิงสุขภาพดีขึ้นบ้างแล้วหรือยัง” 

หนิงอวี้ลุกขึ้น แล้วก้มหน้าตอบ “ดีขึ้นบ้างแล้วเพคะ ขอบพระทัยจิ่นอ๋องที่ทรงเป็นห่วง” ชายที่อยู่เบื้องหน้า เคยถูกนางฆ่าตายทางอ้อมมาแล้ว ครั้งนั้นตอนที่จิ่นอ๋องกับเว่ยหลิงประจันหน้ากัน นางขอบิดาออกทัพเข้าช่วย จิ่นอ๋องแพ้พินาศ ท้ายสุดก็แขวนคอปลิดชีพตนเอง 

“อืม เช่นนั้นก็ดีแล้ว” ครั้นแล้วเสียงหมุนล้อไม้ก็ดังขึ้นเบาๆ หนิงอวี้ได้ยินเสียงนั้นค่อยไกลออกไป จึงได้เงยหน้าขึ้นช้าๆ 

เดินตามแม่ชีน้อยถึงหน้าพระพุทธรูป จิ้งหยวนไท่ซือ[2]บอกกับนางว่าหลังจากปลงผมแล้วสามารถกลับไปปฏิบัติธรรมที่บ้านได้ เพียงแต่ต้องถือศีลกินเจต่อเนื่องสามวันเพื่อแสดงความจริงใจเท่านั้น หนิงอวี้ตอบรับทุกอย่าง พร้อมบริจาคเงินห้าพันตำลึงให้บูรณะสำนัก 

“โยมหนิง ถึงแล้ว สองสามวันนี้เชิญท่านพักอยู่ที่นี่ไปก่อน เดี๋ยวจะมีคนคอยส่งข้าวส่งน้ำเป็นเวลา หากรู้สึกเบื่อก็ไปเดินเล่นที่ภูเขาด้านหลังได้ ภูเขาด้านหลังมีน้ำตกบนหน้าผาสวยงามยิ่งนัก” 

หนิงอวี้กล่าวขอบคุณแม่ชีน้อยแล้วนั่งลงบนเตียงพลิกเปิดพระสูตรเพื่ออ่าน 

“คุณหนู ต้องการออกบวชจริงหรือเจ้าคะ! บ่าวนึกว่าแค่เพียงพูดเล่น!” หนิงอวี้พลิกพระสูตรไปอีกหน้าหนึ่ง มืออีกข้างก็ยกจอกกระเบื้องขึ้นดื่มนำชาหนึ่งอึก 

“คุณหนู! นี่ชาอะไรเจ้าคะ ดูไม่สะอาดเลย ดื่มเข้าไปได้อย่างไรกันเจ้าคะ!” 

“คุณหนู! พวกเรากลับกันเถอะเจ้าค่ะ หากคุณหนูโกนหัว คงแต่งงานไม่ได้อีกแล้วนะเจ้าคะ! ท่านหลิงอ๋องเองก็เป็นคนเก่งมีความสามารถล้นฟ้า คุณหนูตอบรับไปเสียเถิดเจ้าค่ะ ถ้าไม่ได้จริงๆ ก็ออกเรือนไปกับคนอื่นเสียยังจะดีกว่าใช้ชีวิตลำพังจนแก่เฒ่านะเจ้าคะ!” 

“คุณหนูฟังคำแนะนำของหงหลิงบ้างเถิดเจ้าค่ะ!” พูดยังไม่จบความ หนิงอวี้ขว้างพระสูตรลงพื้นผลักประตูเดินออกไป หงหลิงรีบตามออกไปอย่างรีบร้อน “คุณหนูจะไปไหนหรือเจ้าคะ” 

“ข้าจะไปเดินเล่นที่ภูเขาด้านหลังสักหน่อย ให้ใจได้สงบ เจ้ารอข้าในห้องแล้วกัน” หนิงอวี้หน้านิ่ว ความขี้บ่นของหงหลิงนั้นอยู่ในระดับเดียวกับหมัวมัว[3]ที่สอนนางเรื่องพิธีรีตรองในสมัยก่อนทีเดียว บนทางเดินนั้นได้พบเจอผู้หญิงผ่านมาเป็นครั้งคราว เดินจนถึงภูเขาด้านหลังอันเงียบสงบไร้ผู้คน มีเพียงเสียงนกร้อง นานๆ ครั้งก็มีเสียงจักจั่นดังขึ้นระงม หนิงอวี้ยื่นมือเด็ดดอกไม้ป่า กระโดดโลดเต้นอย่างเบิกบานใจ เก็บรวบรวมดอกไม้ป่าได้เป็นช่อ บางทีนางควรมอบให้หงหลิงเผื่อจะสงบปากสงบคำลงได้บ้าง นางยิ้มน้อยๆ 

หนิงอวี้แหงนหน้าขึ้น แสงแดดยามบ่ายยังคงร้อนผ่าวจนทำให้รู้สึกวิงเวียน นางส่ายหัวไปมาเพื่อขับไล่อาการนั้น แค่นอนเฉยๆ ไม่กี่วันร่างกายก็ไม่ไหวเสียแล้ว เมื่อก่อนแดดร้อนระอุเพียงใดนางก็ไม่เคยมีอาการเช่นนี้มาก่อน 

ไม่ฝืนดีกว่า นางหันกายพร้อมที่จะเดินกลับ ทันใดนั้นกลางพุ่มหญ้าก็มีแสงวาววับสะท้อนออกมา เสียงเตือนในหัวหนิงอวี้ดังก้อง ตอนแรกยังรู้สึกวิงเวียน เพียงชั่วพริบตากลับรู้สึกตื่นขึ้นมา ตรงนั้นมีคนในชุดดำ นางมุ่นหัวคิ้ว มือหนึ่งยกขึ้นป้อง อีกมือล้วงเข้าในแขนเสื้อควานหากริชสั้น  

ตามมาตลอดทางเลยหรือ ทำไมไม่รู้สึกตัวเลยสักนิด นางทำทีเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น ใช้กระโปรงและช่อดอกไม้ป่าบังไว้ แล้วสอดกริชสั้นซ่อนไว้ด้านใน ยังคงร้องคลอเพลงเบาๆ ในขณะที่กำลังเดินต่อไป นางเร่งฝีเท้าเร็วขึ้น รู้สึกวิงเวียนหนักขึ้นกว่าเดิม น่าจะไม่ใช่เพราะเมาแดด คงจะโดนวางยาแน่นอน แขนทั้งสองเริ่มชา  

การเคลื่อนไหวเริ่มแช่มช้าลง ไม่มีแรงที่จะเร่งให้ไปต่อ เกรงว่าคงโดนแผนร้ายเข้าให้เสียแล้ว นางไม่แสดงสีหน้าใดๆ แต่ในใจสบถแช่งอยู่มิหยุด สำนักชีบ้าอะไรกัน ข้าบริจาคเงินตั้งห้าพันตำลึงยังบังอาจเปิดทางให้คนมาลอบทำร้ายข้าได้ 

แสงเงินสว่างวาบผ่านไปแวบหนึ่ง วินาทีต่อมาชายในชุดดำพร้อมกระบี่ในมือก็กระโจนออกมา กระบี่เล่มยาวพุ่งแหวกอากาศเข้ามา หนิงอวี้ซัดช่อดอกไม้ไปที่หัวคนหนึ่ง ดอกไม้สดปลิวว่อนไปทั่ว ชั่วขณะที่คนเหล่านั้นกำลังตะลึงงัน กริชสั้นในมือหนิงอวี้ก็ตัดฉับเข้าที่แขนอีกคนอย่างจัง 

ทีแรกนางตั้งใจที่จะเสียบให้ทะลุแขน แต่แขนนางกลับอ่อนแรงเสีย หนิงอวี้ขมวดคิ้วหันตัวหลบหนีไป ตามหลักแล้วนางควรวิ่งย้อนกลับไปตามทางเดิม แต่พวกคนชุดดำรวมตัวกันอยู่ทางทิศนั้น หนิงอวี้ไม่ใส่ใจ อย่างมากก็แค่หาที่หลบรอให้พิษอ่อนฤทธิ์แล้วค่อยว่ากันใหม่ ยังดีที่นางได้บอกไว้ก่อนว่าจะไปไหน ไม่นานหงหลิงคงรู้สึกแปลกใจและออกตามหาอย่างแน่นอน 

ในขณะที่วิ่งไป หนิงอวี้ก็กระชากกิ่งไม้เหวี่ยงไปด้านหลัง ฝ่ายหนึ่งวิ่ง อีกฝ่ายก็คอยติดตามมาตลอดทาง หนิงอวี้เริ่มอ่อนแรงซวนเซไปมาพลางเหลียวหันกลับไปมอง คนชุดดำเหล่านั้นไม่ได้วิ่งตามมาอย่างเต็มกำลัง แต่ยังเห็นอยู่รำไร ไม่ต่างอะไรกับกับชาวประมงกำลังต้อนปลาให้เข้าข้อง[4] 

ที่ภูเขาด้านหลังมีน้ำตกบนหน้าผาสวยงามยิ่งนัก’ คำพูดนี้ผุดขึ้นมาในหัว หรือนี่คือการจัดฉากให้ดูเหมือนว่านางฆ่าตัวตาย หนิงอวี้กำลังคิดที่จะมุดเข้ายังพุ่มไม้ที่ไหนสักแห่ง นางเหลือบมองเห็นชายในชุดขาวคนหนึ่งนั่งบนเก้าอี้รถเข็นอยู่ริมผานั้น 

หนิงอวี้หยุดก้าว กำกริชสั้นไว้แน่นแล้วหันกลับ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นนางต้องไม่ให้เขาเดือดร้อนไปด้วย คนชุดดำค่อยๆ คืบคลานเข้ามาใกล้ หนิงอวี้ตัดสินใจลงมือก่อนเพื่อเอาชัย นางก้มตัวหลบคมกระบี่ สกัดเอาไว้ได้หนึ่งคน ฉับพลันใช้กริชสั้นเสียบทะลุหัวใจ แล้วกระชากออกมาพร้อมกับเลือดสดๆ ที่พวยพุ่งตามคมกริชออกมาด้วย 

“พวกเจ้าเป็นใครกัน!” หนิงอวี้เบนความสนใจ แขนนางถูกบาดเป็นแผล นางจนปัญญา ได้แต่หลบไปด้านข้างแล้วตะโกนขึ้นเสียงดัง “ท่านอ๋อง องครักษ์ส่วนพระองค์อยู่ที่ไหน” 

“ไม่มี!” หนิงอวี้เห็นชายร่างกายสูงใหญ่ค่อยๆ เข้ามาใกล้ นางสูดหายใจเข้าลึก จากนั้นก็วิ่งพุ่งไปยังหน้าผาอย่างเต็มฝีเท้า 

“วิ่งเร็ว!”  

“ตามไป!”  

“มีคนเกินมาหนึ่งคน ทำอย่างไรดี!”  

“ฆ่าพวกมันทิ้งเสียทั้งหมดนี่แล้วกัน!” 

เมื่อวิ่งจนถึงด้านหน้าท่านอ๋อง นางขบฟันแน่น ใช้กำลังที่เหลือเพียงน้อยนิดโอบท่านอ๋องที่กำลังนิ่งอึ้งไว้ จากนั้นก็กระโดดลงหน้าผาไป “กระโดดลงไปแล้วหรือ” “ข้าว่าพวกเรากลับไปรายงานเหตุการณ์ให้คุณหนูทราบก่อนดีกว่า” หนิงอวี้หลบอยู่หลังเครือเถาวัลย์ โชคดีที่ชุดนางไม่ใช่สีฉูดฉาดจนสะดุดตา 

หนิงอวี้ขบฟันแน่น มือหนึ่งกอดท่านอ๋องไว้แน่น อีกมือปีนป่ายเครือเถาวัลย์ไว้ ใครบอกว่าท่านอ๋องป่วยอยู่ทั้งปี! ดูรูปร่างเหมือนจะผอมแห้งบอบบาง แต่เอาเข้าจริงกลับไม่เป็นอย่างที่เห็น ทันทีที่นางอุ้มเขาขึ้น นางเกือบจะตัดสินใจปล่อยเขาทิ้งไปแล้วหนีเอาตัวรอดคนเดียวเสีย 

เมื่อสักครู่ที่วิ่งมานั้น นางสังเกตเห็นที่หน้าผามีเครือเถาวัลย์สีเขียวเข้มใหญ่โตพันเลื้อยลงด้านล่าง จึงนึกวิธีการนี้ได้ นางคงไม่อาจพาคนป่วยตีฝ่าวงล้อมไปได้อย่างแน่นอน วิธีที่ดีที่สุดตอนนี้ คงมีเพียงวิธีนี้เท่านั้น 

แต่ถ้ากลับไปเริ่มใหม่ได้อีกครั้ง นางคงเลือกที่จะทิ้งเขาไว้แน่ เรียวแขนเริ่มอ่อนแรงลงเรื่อยๆ ปลายเท้าหนิงอวี้ยันส่วนที่ยื่นออกมาของหน้าผาเอาไว้ ทั้งสองค่อยเคลื่อนต่ำลง ฝืนใช้กำลังทานไว้ไม่ให้ร่วงลงไปพบจุดจบอันน่าอนาถด้านล่างนั้น 

หน้าผาสูงชันยิ่งนัก คงสูงนับร้อยจั้ง[5] เครือเถาวัลย์เลื้อยลงมาเพียงครึ่งทางก็สิ้นสุด อีกฟากหนึ่งของหน้าผาคือน้ำตก ด้านล่างคือเวิ้งน้ำอันกว้างใหญ่ ดูไปแล้ว สุดท้ายคงหนีไม่พ้นต้องตกลงไปตายเท่านั้น 

“แม่นางหนิง เจ้าปล่อยข้าเถิด แล้วหนีเอาตัวรอดคนเดียวเสีย” เสียงนั้นดังอยู่ข้างหู ลมหายใจเข้าออกลอยวนที่ใบหู หูของหนิงอวี้เริ่มแดง นางพยายามสงบอารมณ์ให้นิ่ง “ไม่ได้เพคะ เรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะหม่อมฉัน ท่านอ๋องทรงต้องมาพัวพันด้วยเพราะหม่อมฉันเป็นเหตุ หม่อมฉันรู้สึกผิดยิ่งนัก รอหม่อมฉันรอดกลับไปได้จะกลับมาชดใช้พระองค์แน่นอน” ก้อนหินที่ยื่นออกมาจากหน้าผาเริ่มคลอนแคลน ฉับพลันร่างทั้งสองเริ่มลื่นไถลลงเบื้องล่าง หนิงอวี้รีบปล่อยมือ คว้าเอากริชสั้นออกมาอย่างรวดเร็ว ใช้มันปักลงยังหน้าผา 

“แม่นางหนิง ข้างล่างมีถ้ำ!” หนิงอวี้ดีใจอย่างมาก ท่ามกลางเครือเถาวัลย์เหล่านี้คาดไม่ถึงว่าจะมีถ้ำซ่อนอยู่ และคงไม่มีทางไหนที่เหมาะไปกว่าการกระโจนเข้าไปยังปากถ้ำนั้น      

ด้วยความยากลำบาก ท้ายที่สุดทั้งคู่ก็มาถึงด้านในถ้ำ หนิงอวี้ตรวจสอบถ้ำนั้นจนมั่นใจว่าปลอดภัยแล้ว จึงโยนกริชไปอีกมุมหนึ่ง ทิ้งตัวลงนอนหายใจหอบอยู่กับพื้นโดยไม่สนใจภาพลักษณ์ใดๆ 

เว่ยหยวนในเวลานี้สังเกตเห็นสภาพอันสาหัสสากรรจ์ของนางได้อย่างชัดเจน กระโปรงฉีกขาดและเปรอะเลอะไปด้วยโคลนตม แขนขวาได้รับบาดเจ็บ เลือดแดงสดชุ่มโชกไปทั้งแขนเสื้อ เส้นผมยุ่งเหยิงนั้นเต็มไปด้วยตะไคร่น้ำและเถาวัลย์ เมื่อเทียบกับนาง ชุดของตนเองยังคงเป็นระเบียบเรียบร้อย เป็นเพราะได้รับการปกป้องเอาไว้เป็นอย่างดี 

ความโกรธลุกโชน เขาส่งสัญญาณมือไปยังปากถ้ำ มีนกตัวหนึ่งบินผ่านไป เว่ยหยวนเดินไปยังปากถ้ำอย่างลำบาก เก็บรวบรวมใบเถาวัลย์จำนวนหนึ่งกองไว้บนพื้น พลางพูดว่า “แม่นางหนิง เจ้าได้รับบาดเจ็บ มานอนบนนี้เถิด” 

หนิงอวี้รู้สึกตัว จึงตอบเสียงเบาว่า “ท่านอ๋อง เหตุใดจึงมาที่ริมผาหรือเพคะ” จะว่าไปก็น่าแปลก เป็นถึงองค์ชายแท้ๆ ทำไมถึงมาอยู่ที่สำนักชี นั่งเล่นชมทิวทัศน์ริมผาเช่นนี้ พวกคนชุดดำเหล่านั้นไล่ต้อนนางมาริมผา หรือว่าต้องการให้นางมาพบเขา 

 

------

[1] ปลาหลีฮื้อ คือ ปลาคราฟ

[2] ไท่ซือ คำเรียกแม่ชีเพื่อเป็นการแสดงความเคารพ 

[3] หมัวมัว คือ คำเรียกหญิงสูงวัยหรือยาย ในสมัยราชวงศ์ชิงตำแหน่งนางข้าหลวงในวังจะใช้คำเรียกง่ายๆตามลำดับญาติ หมัวมัวเป็นนางข้าหลวงอาวุโส ทำหน้าที่คล้ายหัวหน้านางข้าหลวง มีความรู้เรื่องพิธีการต่างๆ ในวังเป็นอย่างดี

[4] ข้อง คือ ภาชนะสานชนิดหนึ่งสำหรับใส่ปลา

[5] จั้ง คือ หน่วยวัดระยะทางของจีน 1จั้ง ประมาณ 3.33 เมตร

ความคิดเห็น