หอหมื่นอักษร
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เมื่ออำนาจถูกส่งมอบให้ถูกคน หนทางแห่งการแก้แค้นก็ดูเหมือนจะมิได้ยากเย็นถึงเพียงนั้น!

ตอนที่ 2 ปลงผม

ชื่อตอน : ตอนที่ 2 ปลงผม

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 39.9k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ม.ค. 2563 10:29 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 2 ปลงผม
แบบอักษร

 

“ฟังจากที่ดำรัสคงเพราะคุณหนูหนิงเสียโฉม จึงหลบหน้าพระองค์ ไม่ยอมให้เห็นกระมัง” 

เว่ยหลิงขมวดคิ้ว เขาไม่สามารถอธิบายความรู้สึกนั้นได้ว่าคืออะไร ตอนที่เขาเข้าไปใกล้ หนิงอวี้กลับขดตัวหนีอย่างเร็ว มันไม่ใช่การไว้ท่าที แต่เป็นพฤติกรรมโดยสัญชาตญาณของนาง 

“บอกไม่ถูก เจ้าว่า ข้าควรทำเช่นไรจึงจะได้ใจนางคืนมา” 

“พระองค์อย่าทรงกังวลเลยพ่ะย่ะค่ะ ช่วงนี้ขอพระองค์ทรงอ่อนโยนกับนางสักหน่อย แน่นอนว่าคุณหนูหนิงคงต้องซาบซึ้งใจเป็นแน่ อีกทั้งเป็นเพราะคุณหนูหนิงต้องการออกเรือนกับพระองค์จึงได้ไปกระโดดสระ แล้วพระองค์จะทรงกลัดกลุ้มไปไย” 

“มันก็จริง” เว่ยหลิงครุ่นคิด การกระโดดสระเพียงพอที่จะอธิบายปณิธานแห่งรักอย่างชัดแจ้งของหนิงอวี้ แต่ทำไมเขากลับไม่ได้รู้สึกสบายใจเลย 

ที่ปรึกษาเห็นท่าทางครุ่นคิดของเขา จึงเสริมว่า “หากพระองค์ยังไม่วางพระทัย ไยไม่ลองรวบรัดตัดตอน กราบขอพระราชโองการจากฮ่องเต้สู่ขอคุณหนูหนิงเสีย คุณหนูหนิงจักต้องรับรู้ถึงความรักอันเหลือล้นของพระองค์แน่นอน และเช่นนั้นท่านขุนพลหนิงเองก็คงได้แต่ตอบรับพิธีสมรสอย่างไม่มีทางเลือกอยู่แล้ว ถึงเวลานั้นไม่ว่าสิ่งใดพระองค์ก็จะทรงจัดการได้ทุกสิ่งตามประสงค์มิใช่หรือ”  

เว่ยหลิงนิ่งไปชั่วครู่ พยักหน้าแล้วตอบไปว่า “เช่นนั้นคงดีไม่น้อย รีบออกคำสั่งดำเนินเรื่องสู่ขอ” 

—— 

“หงหลิง ผลักขึ้นสูงอีก!” ชิงช้าเหวี่ยงขึ้นสูง ชายกระโปรงแดงแผ่ออกราวกับดอกไม้ เส้นผมปลิวสะบัดพลิ้ว หญิงสาวบนชิงช้านั้นงามสง่ายิ่ง เสียเพียงอย่างเดียวคือบนใบหน้าอันสวยงามนั้นกลับมีรอยแผลบวมแดงอยู่ 

หนิงอวี้สัมผัสถึงสายลมที่ปะทะกับใบหน้า กลิ่นหอมของดอกไม้และโคลนดินลอยปะปนมากับสายลม 

“อวี้เอ๋อร์ ลงมา!” หนิงอวี้ได้ยินเสียงสั่ง ก้มลงมองเห็นบิดายืนมองด้วยสีหน้าคาดไม่ถึงอยู่ข้างๆ ชิงช้า “ลงมาแล้วเจ้าค่ะ” หนิงอวี้ขานรับ สองมือกำเชือกเอาไว้แน่น จากนั้นจึงตีลังกากลางเวหา ทะยานลอยลงปลายเท้าสัมผัสกับผิวดิน 

ขุนพลหนิงหน้านิ่ว หนิงอวี้ปัดฝุ่นตามตัว หัวเราะร่า พลางถลาเข้ากลางอ้อมกอดขุนพลหนิง “เพียงไม่กี่วัน เริ่มไม่รู้จักกาลเทศะอีกแล้วหรือ เกิดตกลงมาจะทำอย่างไร! หงหลิง ข้ากำชับแล้วว่าอย่าให้คุณหนูออกมาข้างนอกมิใช่หรือ” 

“นายท่าน...” “ท่านพ่อเจ้าขา อย่าตำหนิหงหลิงเลย ข้าเป็นคนดึงดันลากนางออกมาเองเจ้าค่ะ” 

“นางเด็กคนนี้นี่” ขุนพลหนิงเคาะหัวหนิงอวี้สองสามที “หลิงอ๋องทรงขอพระราชโองการให้เจ้าแต่งงานด้วย พระราชโองการอัญเชิญมายังหน้าเรือนแล้ว รีบตามพ่อมารับเร็ว” 

หนิงอวี้เบะปากแล้วนิ่งไป ข่าวนี้เหมือนดั่งฟ้าผ่ากลางแจ้ง ขุนพลหนิงเห็นท่าทีลูกสาวเช่นนี้ก็นิ่งอึ้งไปเช่นกัน เขาพูดขึ้นว่า “เจ้าไม่ยินดีหรือ”  

มือทั้งสองของหนิงอวี้พลันขาวซีด มือจิกชายกระโปรงอยู่พักใหญ่แล้วตอบไปว่า “หากฝ่าฝืนพระราชโองการ จะเป็นเช่นใด” 

“หากเจ้าไม่ยินดี พ่อก็จะไม่ให้เจ้าออกเรือนแน่นอน ข้าจะไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้เดี๋ยวนี้เลย” 

หนิงอวี้นิ่งอึ้งไม่พูดจาสิ่งใด น้ำตาไหลอาบทั้งสองแก้ม เพื่อสิ่งที่นางไม่ปรารถนา บิดาถึงกับยอมฝ่าฝืนพระราชโองการไม่ปฏิบัติตาม เพื่อสิ่งที่นางร่ำไห้ร้องขอ บิดาถึงกับออกหน้ารับศึกให้ บิดาคอยทุ่มเททุกสิ่งเพื่อนาง แต่นางกลับดีแต่ยั่วโมโหท่านอยู่ร่ำไป 

“คุณหนูอย่ากังวลไปเลยนะเจ้าคะ พวกเรากลับไปข้างในก่อนเถิดเจ้าค่ะ รอนายท่านกลับมาค่อยว่ากันอีกที” หงหลิงเช็ดน้ำตาให้นาง ประคองนางกลับเข้าห้องไป 

กลับเข้าห้องได้เพียงไม่นาน ก็มีคนแจ้งจากภายนอกประตูเข้ามาว่าหลิงอ๋องมาเยี่ยม หนิงอวี้ตอบหน้านิ่ว “เชิญท่านเข้ามา” 

เว่ยหลิงสวมชุดคลุมยาวสีแดงทึบ ปักลายเมฆเดินดิ้นทองสวยงาม ชั่วขณะหนึ่งนั้น หนิงอวี้รู้สึกว่าชุดคลุมยาวสีแดงบนตัวนางนั้นดูช่างแสบตาเสียยิ่งนัก นางชั่งใจอยู่ลึกๆ ว่าอีกสักครู่จะไปเปลี่ยนเป็นชุดอื่นน่าจะดีกว่า 

“อวี้เอ๋อร์ ระหว่างเราสองคนมีเรื่องเข้าใจกันผิดหรือไม่” เว่ยหลิงขมวดคิ้ว เขาไม่รู้เลยจริงๆ ว่าในหัวของหนิงอวี้คิดอะไรอยู่กันแน่ ก่อนหน้าไม่นานยังร้องไห้คร่ำครวญจะไม่ยอมออกเรือนกับชายอื่นนอกจากเขาเพียงคนเดียว ครั้นเวลาผ่านไปเพียงไม่นานกลับมาฝ่าฝืนพระราชโองการเสียเช่นนี้ 

“ไม่มีสิ่งใดเข้าใจผิดหรอกเพคะ เพียงแต่อวี้เอ๋อร์ไม่อยากข้องแวะกับเรื่องรักใคร่ระหว่างชายหญิงอีกแล้ว ต้องการเพียงอยู่ปรนนิบัติท่านพ่อช่วงบั้นปลายชีวิตเท่านั้น” 

เว่ยหลิงคว้าถุงหอมออกจากแขนเสื้อ ลวดลายการปักบนถุงนั้นดูหยาบเหลือทน แต่เขากลับลูบคลำมันด้วยสีหน้าอันแสนอ่อนโยน พลางพูดขึ้นเสียงเบาว่า “ตอนแรกข้านึกว่าเจ้าจะยินดีที่จะออกเรือนกับข้าเสียอีก นับแต่ข้าได้รับถุงหอมนี้ ข้าก็ตัดสินใจแล้วว่าจะแต่งเจ้าเป็นภรรยา” 

หนิงอวี้พิจารณาสีหน้าท่าทางของเขา รู้สึกสะอิดสะเอียนไม่น้อย ต่อหน้าทำเป็นรักมั่นลึกซึ้ง แต่ลับหลังกลับแอบคิดจะคร่าชีวิตนางเสีย นางหันกายกลับพลางตอบไปว่า “เรื่องราวต่างๆ ในอดีตล้วนแต่เป็นเรื่องพร่ำเพ้อของอวี้เอ๋อร์เอง ขอทรงอย่าได้ถือสาเลยเพคะ” 

“ตอนนั้นอวี้เอ๋อร์ยังเยาว์วัยไร้เดียงสา จึงได้ล่วงเกินพระองค์ไป ขอทรงโปรดประทานอภัย สัญญาเมื่อครั้งอดีตนั้นจะนับเป็นจริงเป็นจังอะไรไม่ได้หรอกเพคะ” 

“เจ้าต้องการเช่นนั้นจริงหรือ”  

“เพคะ” 

เว่ยหลิงเดิมทีคิดจะโอบกอดปลอบขวัญนาง แต่ด้วยถ้อยคำอันเย็นชานั้นทำให้เขาแทบทนไม่ได้ ต่อให้นางเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจทางทหาร แต่ในพระราชสำนักก็ใช่ว่าจะมีเพียงนางคนเดียว เดิมคิดจะสะบัดแขนเดินจากไปเสีย แต่เมื่อคำนึงถึงมารยาท เขาจึงพูดเสียงเบาว่า “ข้าเข้าใจแล้ว เจ้าพักผ่อนเสียเถิด” 

“เหตุใดคุณหนูถึงได้เปลี่ยนใจเสียล่ะเจ้าคะ ก่อนหน้านี้เอาแต่คร่ำครวญไม่ใช่หรือว่าถ้าไม่ใช่องค์ชายสองจะไม่ยอมแต่งงานด้วย” 

“ข้าฝัน ฝันเห็นเขาหักหลังข้า หลังจากตื่นขึ้นมาถึงสำนึกได้ว่า...อดีตที่ผ่านพ้นมานั้นเป็นเพียงแค่ความเพ้อฝันเท่านั้น” 

“คุณหนู...หรือว่าเราเชิญท่านหมอมาตรวจอีกทีดีไหมเจ้าคะ คงไม่ใช่เพราะหัวกระทบกับหินในน้ำหรอกกระมัง สติจึงได้...” พูดยังไม่ทันจบความก็โดนเขกเข้าที่หัวหนึ่งที หงหลิงได้แต่เหยียดปากด้วยความน้อยใจ 

“คุณหนู ไยจึงไม่ทายาเล่า ท่านหมอบอก ตอนนี้คือช่วงที่ดีที่สุดที่จะสมานแผลนะเจ้าคะ” หงหลิงมองยังใบหน้าอันขาวผ่องของหนิงอวี้ซึ่งมีรอยแผลบวมแดงปูดออกมา ทว่านางนิ่งเงียบไม่เอ่ยสิ่งใด 

หนิงอวี้ถอนหายใจ เก็บมันไว้เป็นเครื่องเตือนใจแล้วกัน คิดพลางนั่งหันหน้ามามองใบหน้าอันกลมดิกของหงหลิง อารมณ์ที่จะสาธยายเรื่องราวใดๆ ต่อก็พลันมลายไป เรื่องราวต่างๆ ในชาติก่อน จะต้องบอกอย่างไรจึงจะเข้าใจ 

“คุณหนูขอรับ ท่านขุนพลกลับมาแล้วขอรับ” เด็กรับใช้นอกประตูร้องบอกเสียงดัง หนิงอวี้รีบลุกขึ้น มือทั้งสองยกชายกระโปรง สาวเท้าวิ่งออกไป เห็นบิดาใบหน้าแดงก่ำ เดินโซเซไปมาโดยมีคนคอยพยุงอยู่ 

หนิงอวี้ก้าวไปข้างหน้าสองสามก้าว มือบีบจมูกไว้แน่นพลางถาม “ท่านพ่อ ฮ่องเต้รับสั่งเช่นใดบ้างเจ้าคะ” 

“เฮ้อ” หนิงจื้อหย่วนถอนหายใจ อ้าปากกำลังจะกล่าวบางอย่างพลันอาเจียนออกมาเลอะทั้งตัว ยังดีที่หนิงอวี้หลบได้ทัน จึงไม่เปรอะโดนชุดของนาง ลำบากก็แต่เด็กรับใช้ โดนอาเจียนใส่จนเลอะทั้งตัว 

หลังจากโบกมือบอกเด็กรับใช้ให้พาบิดาไปพักผ่อนแล้ว หนิงอวี้ก็เดินกลับห้องอย่างหมดอาลัย ทั่วตัวบิดาคลุ้งไปด้วยกลิ่นสุรา ไม่ต้องบอกก็พอเข้าใจได้ คำตอบคือปฏิเสธแน่นอน 

ฝ่าฝืนพระราชโองการไม่สำเร็จ โทษหนักถึงประหารเก้าชั่วโคตร นางเอาแขนไพล่หลังเดินไปมาอยู่กลางห้อง ทอดถอนใจอยู่เป็นพักๆ จากนี้ควรทำอย่างไรดี เดินอยู่หลายรอบก็นึกสิ่งใดไม่ออก นางนั่งลงกับพื้นเอามือเท้าคาง 

ประการแรก ฮ่องเต้ทรงโปรดให้มีงานแต่งงาน พระองค์ทรงโปรดปรานหลิงอ๋องยิ่งนัก คนที่ไม่ปรารถนาให้มีงานแต่งงานนี้เห็นจะมีเพียงจิ่นอ๋องและอี้อ๋อง แต่สำหรับพวกเขาแล้ว วิธีที่รวดเร็วและสะดวกที่สุดที่จะไม่ให้งานแต่งครั้งนี้เกิดขึ้นคือให้นางฆ่าตัวตายไปเสีย หรือไม่ก็ออกเรือนไปกับพวกเขา หนิงอวี้ได้แต่ยิ้มอย่างหมดอาลัย 

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น แม่ทัพหนิงค่อยๆ ฟื้นขึ้น มองเห็นลูกสาวนั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างกายเอาแขนข้างหนึ่งค้ำหัวไว้นอนหลับสนิทอยู่ตรงนั้น พระกระแสรับสั่งของฮ่องเต้ยังคงก้องในหูเขา 

“เจ้าไม่รู้จักห่มผ้าให้คุณหนูหรือ” เขาตำหนิสาวรับใช้เสียงเบา แต่หนิงอวี้กลับรู้สึกตัวตื่นขึ้น พูดเสียงอู้อี้ว่า “ท่านพ่อตื่นแล้วหรือเจ้าคะ” 

“อืม พวกเจ้าออกไปก่อน” ประตูห้องถูกปิดสนิท หนิงจื้อหย่วนพูดเสียงเบา เล่ารายละเอียดของเหตุการณ์เมื่อวานจนสิ้น หนิงอวี้ฟังแล้วหน้านิ่วพลางตบโต๊ะ นางไม่ต้องออกเรือนกับหลิงอ๋องก็ได้ แต่ต้องออกเรือนกับพระราชโอรสพระองค์ใดพระองค์หนึ่ง อำนาจทางทหารในมือบิดาจะหลุดไปให้คนภายนอกมิได้เป็นอันขาด 

ไม่ว่าจะเป็นเช่นไร นางก็ยากที่จะหลุดพ้นจากชีวิตอันฟุ้งเฟ้อและฟอนเฟะนี้ได้ ไม่สู้ปลงผมออกบวชเสียเลยดีกว่า หนิงอวี้แค่นเสียงหัวเราะแล้วตอบไปว่า “ลูกนี้เนรคุณยิ่งนัก ขอปลงผมบวชเป็นชี จากนี้ไปจะใช้ชีวิตสันโดษบนทางธรรม” 

“เหลวไหล!” 

หนิงอวี้รีบคุกเข่าลงกับพื้นดังโครม “ข้ารู้ว่าท่านพ่อนั้นห่วงใยข้า อยากให้ข้าเป็นฝั่งเป็นฝา แต่ท่านพ่อเจ้าขา อวี้เอ๋อร์ไม่อยากออกเรือนกับใคร ไม่ว่าจะใครหน้าไหนทั้งนั้น ทางออกที่ดีที่สุดตอนนี้ เห็นจะมีเพียงแค่ปลงผมออกบวชเท่านั้น ลูกอกตัญญู ขอท่านพ่อโปรดเมตตาให้สมหวังเถิดเจ้าค่ะ” 

“...แล้วเจ้าจะให้ข้ามีหน้าไปพบแม่เจ้าในปรโลกได้อย่างไร เฮ้อ ช่างมันเถิด เอาตามนี้แล้วกัน” 

“ขอบพระคุณท่านพ่อเจ้าค่ะ” หนิงอวี้ยังคงคุกเข่ากับพื้น นางโขกหัวคำนับด้วยเคารพเสียงดังอยู่สามที “ลูกปลงผมแล้วจะรีบกลับมาทันที ท่านพ่ออย่าได้กังวลไปเลย อย่างมากจากนี้ไปก็แค่ต้องเดินหัวโกร๋นเท่านั้น” 

หนิงจื้อหย่วนถอนใจเฮือกใหญ่ เวลาเพียงชั่วพริบตา ลูกสาวปฏิเสธที่จะออกเรือน ดึงดันจะไปบวชเป็นชีให้ได้ 

ชั่ววินาทีที่หนิงอวี้ผลักประตูออกไป เสียงของบิดาลอยตามหลังมา “ไม่ว่าจากนี้ต่อไปจะเป็นเช่นใด อย่าเสียใจภายหลังกับสิ่งที่ตัดสินใจไปก็แล้วกัน ข้าขอแค่เจ้ามีชีวิตอยู่อย่างสงบเป็นพอ ส่วนเรื่องอื่นสุดแล้วแต่เจ้าจะจัดการแล้วกัน” 

นางพยักหน้าตอบ เรื่องราวเหล่านี้คงทำให้บิดาคิดหนักเป็นแน่แท้ จนปัญญาที่จะรับมือ แต่นางก็เลือกที่จะเคารพการตัดสินใจของตัวเอง เช่นเดียวกับชาติก่อนที่บิดาเคารพการตัดสินใจของนางหลังจากนางไปกระโดดสระครั้งนั้น ในการสนับสนุนให้หลิงอ๋องได้ขึ้นครองราชย์ 

นางนั่งอยู่กลางสวน บีบนิ้วมือเล่นไปมา นิ้วนางนั้นต่างจากนิ้วของหญิงสาวผู้ดีคนอื่นทั้งหลายที่ทั้งขาวผ่องและเรียวงาม นิ้วของนางนั้นล้วนแต่เต็มไปด้วยพังผืดหนังที่ทั้งด้านและหยาบ นั่นเพราะนางฝึกกระบี่และขี่ม้าจึงเป็นเช่นนี้ นางในยามเด็กไม่ชอบงานเย็บปักถักร้อย เติบโตมากลางกองทัพ ตั้งแต่เล็กเฝ้าบอกเสมอว่าจะเป็นขุนพลหญิงคนแรกให้จงได้ แม้แต่บิดาและพี่ชายยังอดขำเสียไม่ได้ 

หนิงอวี้หัวเราะอย่างขมขื่น ตนเองตอนนั้นไม่รู้คิดสิ่งใดกันแน่ ยอมละทิ้งสมรภูมิรบ เพื่อเป็นชายาหลิงอ๋องแล้ว ถึงกับยอมล้างมือเข้าครัวทำอาหาร คอยอยู่ปรนนิบัติลูกและสามี  

เรื่องราวชาติที่แล้วช่างเหลวไหลสิ้นดี แต่สิ่งที่ยิ่งเหลวไหลกว่าคือการที่พรุ่งนี้จะต้องปลงผมบวชชี ใช้ชีวิตหัวโกร๋นเช่นนี้ตลอดไป หากชาติที่แล้วเคยต้องร้องไห้เป็นลูกแมวขนาดนั้น มาถึงตอนนี้ก็ไม่เห็นมีอะไรสำคัญอีกแล้ว ทั้งหมดคงเพราะนิสัยใจคอนางนั้นได้เปลี่ยนไปเสียแล้ว 

“คุณหนูๆ ค่ำนี้ลองเอาเครื่องรางไม้ท้อนี้แขวนไว้หัวเตียงดูไหมเจ้าคะ บ่าวขอร้องให้คนไปเอามาให้ ได้ยินคนเขาล่ำลือกันว่าไล่ภูตผีวิญญาณได้ ขลังดีนักแล” หงหลิงวิ่งเข้ามารายงานด้วยความลิงโลด 

หนิงอวี้นิ่งเงียบไม่ตอบ คว้าเครื่องรางโยนออกไปนอกเรือน ทำให้หงหลิงร้องเสียงหลงขึ้นมาในทันที 

ท่ามกลางความมืดสลัว มู่หรงหวั่นถือแส้ยาวไว้ในมือ เหวี่ยงไปมาอย่างดุร้าย หนิงอวี้คลานหลบอยู่กับพื้น รู้สึกเพียงความเจ็บแสบดั่งไฟลนอยู่บนหน้า ฉากค่อยๆ เปลี่ยนไป กลายเป็นตำหนักเย็นอันเงียบเหงา นางนั่งอยู่ข้างบ่อน้ำ ทันใดนั้นกลางบ่อก็มีศีรษะของคนสองคนผุดขึ้นมา หนิงอวี้กรีดร้องเสียงแหลม นางสะดุ้งตื่น เหงื่อไหลโซมกาย 

“มันคือความฝัน ไม่ต้องกลัว” นางพูดเสียงเบา ปากสั่นจนฟันกระทบกันอย่างห้ามมิได้ “ไม่เป็นไรๆ มันผ่านไปแล้ว” 

“ทุกอย่างกลับมาเริ่มต้นใหม่แล้ว เจ้าต้องผ่านมันไปได้ ข้ารับรอง” 

ผ่านไปสักครู่ นางเหลียวมองออกไปนอกหน้าต่าง ท้องฟ้าขาวสะอาด นอกห้องไร้ซึ่งแสงไฟ แสดงว่าเสียงนางไม่ได้ดังจนทำให้หงหลิงตื่น ดีแล้วละ หนิงอวี้ถอนหายใจ 

ความฝันคืนนี้ยังนับว่าดี สองสามคืนก่อนหน้านี้ล้วนแต่ฝันเห็นแต่ก้อนเลือดคืบคลานออกมาจากท้องนาง คอยไล่ตามเรียกนางว่า “แม่” อยู่ข้างหลัง 

คงไม่ต้องนอนแล้ว นั่งหัวเราะอย่างขมขื่น ใช้มือปาดเม็ดเหงื่อบนหน้าผาก บางทีควรหาหมอมาตรวจสักคน ออกยาให้กินสักหน่อยคงดีขึ้นบ้าง หรือไม่ก็น่าจะเชิญพ่อมดหมอผีมาทำพิธีปัดเป่าดู 

หนิงอวี้เอนกายกับหัวเตียง จิตใจรู้สึกโหวงเหวง ความสิ้นหวังอย่างไร้ที่สิ้นสุดค่อยๆ แผ่ขยายไปทั่ว ความอาฆาตยังคงคุกรุ่นอยู่ในใจนาง ตื่นจากฝันกลางดึกเช่นนี้ นางถึงกับคิดอยากจะลอบเข้าไปในที่พำนักของพวกเขา ใช้กริชจัดการทั้งสองเสียให้รู้แล้วรู้รอด ครั้นเมื่อแสงตะวันอันอบอุ่นสาดส่องกระทบกาย นางกลับคิดเพียงว่า ขอได้มีชีวิตอยู่อย่างสุขสงบก็เพียงพอแล้ว ไม่ต้องไปรับรู้เรื่องราววุ่นวายเหล่านั้นอีก 

ความคิดเห็น