หอหมื่นอักษร
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เมื่ออำนาจถูกส่งมอบให้ถูกคน หนทางแห่งการแก้แค้นก็ดูเหมือนจะมิได้ยากเย็นถึงเพียงนั้น!

ตอนที่ 1 นิรวาณจุติ

ชื่อตอน : ตอนที่ 1 นิรวาณจุติ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 11.2k

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ม.ค. 2563 10:27 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 1 นิรวาณจุติ
แบบอักษร

 

“ฮองเฮาเพคะ ไม่ได้การแล้วเพคะ ท่านขุนพลถูกฟ้องข้อหาก่อกบฏ ยามอู่สามเค่อ[1]จะได้เวลาบั่นคอประหารชีวิตแล้วเพคะ” นางกำนัลวิ่งเข้ามายังพระตำหนักอย่างลนลาน คุกเข่าลงกระแทกกับพื้นดังโครม 

จอกชาในมือหนิงอวี้ร่วงลงกับพื้น เศษกระเบื้องแตกกระจาย เป็นไปได้อย่างไรกัน “ข้าจะไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้” หนิงอวี้ลุกขึ้น นิ้วมือจิกกระโปรงไว้แน่นพยายามสงบอารมณ์ 

เสียงม่านไข่มุกถูกแหวกขึ้นดังกังวานใส ผู้มาเยือนเบื้องหน้าแต่งกายในชุดเต็มยศ ดูสวยสง่าเฉิดฉาย รอยยิ้มงามพริ้ง 

“บุตรีขุนนางผู้ต้องอาญา จับตัวนางไว้” มู่หรงหวั่นพูดพลางบิดนิ้วมือเล่น “ท่านพี่เจ้าคะ ในที่สุดคราวนี้ท่านก็แพ้จนได้” 

กลุ่มองครักษ์และนางกำนัลต่างพากันกรูเข้ามา หนิงอวี้หน้านิ่ว องครักษ์ถือเชือกเอาไว้ในมือสาวเท้าก้าวเข้ามาข้างหน้า หนิงอวี้หันกายหลบพร้อมยกมือขึ้นคว้าตัวองครักษ์พลิกคว่ำลง นางกำนัลโผเข้ากอดขานางไว้ แผดร้องเสียงแหลมว่า “จับไว้ได้แล้ว รีบมัดนางเสีย” เสียงร้องนั้นยังไม่ทันขาดคำ นางกำนัลก็ถูกหนิงอวี้ถีบคว่ำลงกับพื้น 

“ข้าต้องการพบองค์ฮ่องเต้ เรื่องนี้ต้องมีการเข้าใจผิดแน่ ขอแค่อธิบายให้กระจ่างแจ้งก็ไม่มีอะไรแล้ว!”  

มู่หรงหวั่นแค่นเสียงหัวเราะ “ท่านพี่ช่างไร้เดียงสาเสียจริง จับนางไว้เสีย เป็นตายไม่สำคัญ ข้าอยากเห็นเสียจริงๆ ว่าขุนพลหญิงจะเก่งกาจสักเพียงใด” 

กระบี่ยาวและดาบแหวกผ่าอากาศเข้ามา หนิงอวี้กุมท้องไว้แน่น ในเวลานั้นเองนางรู้สึกอยากอาเจียนอาหารที่กินเข้าไป นางเคยไปเชิญหมอหลวงมาตรวจ หากในท้องนางมีหน่อเนื้อเชื้อมังกร เช่นนั้นแล้วการต่างๆ ที่บิดาทำไว้ย่อมไร้อุปสรรคแน่นอน 

ทว่าเพียงสองมือมิอาจทานศัตรูหมู่มาก ยังไม่นับเหล่ากองกำลังทหารอีก มือทั้งสองของหนิงอวี้ถูกพันธนาการ ทั่วตัวเต็มไปด้วยบาดแผลจากคมดาบ นางสิ้นสติไปในที่สุด 

น้ำในอ่างอันเย็นยะเยือกสาดกระทบนางจนสะดุ้งได้สติ เห็นเพียงห้องที่มืดสลัว นางกะพริบตาอย่างลำบาก มือไม้คว้าไปมาตามสัญชาตญาณ 

“ท่านพี่ ตอนนี้ก็ได้เวลายามอู่แล้วนะ” มู่หรงหวั่นหัวเราะในลำคอ “ท่านขุนพลคงถูกส่งตัวเข้าลานประหารแล้วกระมัง” นางก้มตัวลงกระซิบข้างหูหนิงอวี้ “ฮ่องเต้เสด็จคุมการประหารด้วยพระองค์เองเชียวนะ” 

ท่านพ่อ! หนิงอวี้แผดร้องเสียงดัง “ให้ข้าเข้าเฝ้าฮ่องเต้ ทั้งหมดคือการเพ็ดทูลใส่ร้าย! ข้าจะอธิบายให้แจ้ง...ในท้องข้ามีหน่อเนื้อเชื้อมังกร เรียกเว่ยหลิงมาพบข้า!” 

“ฮ่าๆ ท่านพี่เอ๋ย ท่านช่างโง่เขลายิ่งนัก เรื่องท่านขุนพลก่อกบฏล้วนแต่เป็นแผนการของฮ่องเต้ ไม่เช่นนั้นคงไม่ส่งไปประหารโดยไม่ฟังคำอธิบายก่อนหรอก! ส่วนเรื่องหน่อเนื้อเชื้อมังกรในท้องนั่นหรือ เซียงเอ๋อร์นางกำนัลคนดีของท่านลอบวางยาท่านมาเป็นปีแล้ว ลูกในท้องท่านคงแท้งไปนานแล้วล่ะ”  

หนิงอวี้ถึงกับอึ้งอยู่กับที่ สับสนทำตัวไม่ถูก ทั่วห้องอันว่างเปล่ากึกก้องไปด้วยเสียงหัวเราะแหลมเสียดหูและเสียงซุบซิบเยาะเย้ย จนเมื่อมือทั้งสองถูกใส่ตรวนเครื่องทรมาน นางจึงได้รู้สึกตัวขึ้นอีกครั้ง 

เจ็บปวดเหลือเกิน แต่นี่ยังเทียบไม่ได้กับความเจ็บปวดในใจที่มากกว่านับพันเท่า ทั้งหมดนี้คือการหลอกใช้กันมาตั้งแต่แรกเลยหรือ ไม่เคยมีความจริงใจต่อกันแม้แต่น้อยเชียวหรือ 

เสียงหัวเราะยังคงก้องเสียดหูไม่ขาด น้ำตาไหลอาบทั้งสองแก้ม ภาพของเว่ยหลิงในวัยเยาว์ปรากฏให้เห็นในความทรงจำ เขากำลังประคองนางขึ้นพร้อมถามเบาๆ “เจ็บไหม อวี้เอ๋อร์” 

“อวี้เอ๋อร์ รอข้าขึ้นครองราชย์ เป็นฮ่องเต้ เจ้าก็จะได้เป็นฮองเฮา นอกจากเจ้า ข้าจะไม่แต่งงานกับสตรีนางใดอีก” 

“ตอนข้ายังเด็กข้าเคยพบเจ้ามาก่อน เจ้าหลบหลังต้นกุ้ยฮวา[2] มองข้าแล้วเขินอายหน้าแดงเชียว ตอนนั้นเองข้าก็คิดในใจว่าเมื่อไหร่กันจะได้มาสู่ขอเจ้า” 

เมื่อทัณฑ์โบยสิ้นสุดลง ชุดคลุมเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม หนิงอวี้หมอบคลานอยู่กับพื้น น้ำตาเอ่อรื้นอยู่เงียบๆ 

เสียงประตูถูกผลักเปิดดัง เอียด! ภาพของมู่หรงหวั่นดูงามพริ้งกว่าคราก่อน “ท่านพี่ ท่านดูสิว่าใครมา” หนิงอวี้แหงนหน้าขึ้นช้าๆ ภาพเบื้องหน้าคือศีรษะของคนสองคนที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือดสดๆ คนหนึ่งคือบิดานาง อีกคนคือหงหลิง 

“อา!” หนิงอวี้ร้องเสียงหลง ศีรษะทั้งสองถูกขว้างลงข้างตัวนาง นางคลานอย่างกระเสือกกระสน คว้าศีรษะทั้งสองมากอดไว้ในอ้อมอก “...เป็นข้าแท้ๆ ที่ทำร้ายพวกท่าน” หนิงอวี้ยื่นแขนที่อาบไปด้วยเลือด ลูบเส้นผมของบิดาเบาๆ  

“ข้าสั่งให้พวกเจ้าหยุดแล้วหรือ! ลงมือต่อสิ!” ไม้พลองหวดฟาดลงมา นางกอดศีรษะไว้แน่นในอ้อมอก เสียงระฆังหลวงดังก้องถึงในห้อง ตีบอกเวลายามเซินแล้ว ประตูถูกผลักให้เปิด หนิงอวี้ไม่ได้ใส่ใจเลยแม้แต่น้อย นางรับรู้เพียงความเจ็บปวดจนชาไปทั่วทั้งกาย 

“ชายารักรีบพักผ่อนเสียเถิด ห้องเหม็นคาวเลือดเช่นนี้ ระวังจะกระทบลูกในท้องเอา” เสียงนั้นฟังดูคุ้นเคยยิ่งนัก หนิงอวี้ค่อยๆ เงยหน้าขึ้น เห็นเว่ยหลิงกำลังใช้มือข้างหนึ่งปิดปากปิดจมูก อีกข้างโอบกอดมู่หรงหวั่นไว้แน่น 

“ฮ่าๆๆ” หนิงอวี้หัวเราะเสียงดัง น้ำตาไหลพรั่งพรู ช่างรักใคร่สนิทสนมกันเสียจริงนะ เว่ยหลิงมองนางอย่างสงบนิ่ง แล้วพูดเสียงต่ำขึ้นว่า “สิ่งที่ข้าชอบที่สุดก็คือใบหน้าดวงนี้ของเจ้าและอำนาจทางทหารของพ่อเจ้า” 

คมกริชอันเย็นเฉียบเลื่อนเข้ามาใกล้แก้มนาง ค่อยๆ แนบชิดเข้ามา หนิงอวี้ตามัวด้วยน้ำตาที่เอ่อรื้น หากความคลุ้มคลั่งกระหายเลือดในดวงตาของเว่ยหลิงยังคงฉายชัด แสงสีเงินกรีดฉับ แก้มถูกบาดเป็นแผลแล้วหรือ หนิงอวี้คิด ทันใดนั้นของเหลวบางอย่างก็ไหลหลั่งออกมา โอ คือเลือดนั่นเอง 

“และตอนนี้ ก็ไม่เหลือแล้วซึ่งสิ่งใด” เว่ยหลิงโยนกริชทิ้ง เขาโอบมู่หรงหวั่นไว้แน่นแล้วจากไป หนิงอวี้เห็นทั้งสองหัวเราะอยู่เบาๆ จากด้านหลัง เป็นคู่รักที่เหมาะสมกันยิ่งนัก 

“ฮองเฮาเพคะ ข้าน้อยขอส่งเสด็จนะเพคะ” เซียงเอ๋อร์ถือจอกสุราพิษไว้ ยิ้มอาบไปทั่วใบหน้า หนิงอวี้ยกมือรับจอกสุรา ดื่มจนหมดในอึกเดียว 

นางยิ้มมุมปาก สุราที่ไหลลงคอนั้นร้อนผ่าวดั่งไฟเผา รสชาติสุราพิษเป็นเช่นนี้เองหรือ เลือดทะลักออกมาเป็นฟอง ตามด้วยเลือดสีดำหนืดที่นางสำรอกออกมา หนิงอวี้เอ๋ย คราวนี้เจ้าแพ้เสียสิ้นทุกสิ่ง ถ้าหากเป็นไปได้ ถ้าหากเริ่มต้นใหม่ได้...ขณะที่สติสัมปชัญญะกำลังมืดดับมือนางก็ค่อยๆ อ่อนแรงลงจนศีรษะทั้งสองร่วงลงกับพื้น 

—— 

“คุณหนูเจ้าคะ ฮือๆๆ รีบตื่นเถิดเจ้าค่ะ!” หนิงอวี้ขมวดคิ้ว พยายามลืมตาทั้งสองข้างอย่างลำบาก “คุณหนูฟื้นแล้ว! รีบไปตามท่านขุนพลมา!” 

หนิงอวี้มองตะลึงไปยังแผ่นหลังของหงหลิง ยังมีชีวิตอยู่หรือ นางค่อยๆ ขยับยื่นแขนทั้งสองออกไป นิ้วทั้งสิบยังอยู่ดี บนใบหน้าแสบร้อนไปทั้งแถบ นางยกมือขึ้นแตะเบาๆ มีแผ่นผ้าฝ้ายแผ่นหนึ่งแปะไว้อยู่ 

‘นี่ข้าอยู่ในปรภพหรือ หรือว่ากำลังฝันไป’ นางมองดูห้องที่ตกแต่งไว้อย่างที่คุ้นตา บางทีความคิดอย่างที่สองน่าจะมีความเป็นไปได้มากกว่า 

“อวี้เอ๋อร์ของข้าเอ๋ย นางลูกทึ่ม!” 

ในอ้อมกอดที่แสนจะคุ้นเคย หนิงอวี้อดไม่ได้ที่จะร้องไห้น้ำตานองหน้า “ท่านพ่อ อวี้เอ๋อร์...อวี้เอ๋อร์ผิดไปแล้ว” 

หนิงจื้อหย่วนรีบเช็ดน้ำตาให้นางเป็นพัลวันพลางปลอบประโลมว่า “ไม่ร้องนะ อวี้เอ๋อร์คนดี พ่อยอมทุกอย่างที่ขอเลย อย่าได้ไปกระโดดสระอีก! หากเจ้าจากไป พ่อจะทำเยี่ยงไร!” 

หนิงอวี้นิ่งอึ้ง นี่มันช่วงเวลาเมื่อตอนที่บิดาไม่เห็นด้วยที่นางจะออกเรือนกับเว่ยหลิง ตนจึงได้ไปกระโดดสระเพื่อยืนยันเจตจำนงอันแน่วแน่ 

“อวี้เอ๋อร์เอ๋ย พรุ่งนี้พ่อจะส่งคนไปตำหนักหลิงอ๋อง พ่อจะให้เจ้าได้ออกเรือนอย่างสมเกียรติแน่นอน เกี้ยวแปดหาบพร้อมหญิงงามขบวนยาวสิบลี้...” 

“ท่านพ่อเจ้าขา อวี้เอ๋อร์ไม่ออกเรือนแล้ว” 

“หา!” หนิงอวี้กอดหนิงจื้อหย่วนไว้แน่น ร้องไห้สะอื้น “อวี้เอ๋อร์...อวี้เอ๋อร์จะอยู่ปรนนิบัติท่านพ่อชั่วชีวิต รับใช้ท่านพ่อ ไม่ขอออกเรือนแล้ว ไม่ขอแต่งงานกับใครอีกแล้ว” 

หนิงจื้อหย่วนนิ่งอึ้งชั่วขณะ ยิ้มรับอย่างจนปัญญา “เจ้าว่าอะไรนะ” ในใจเขาคิด ตนเองก็ชราแล้ว สักวันก็คงต้องตายจากไป อวี้เอ๋อร์อย่างไรก็ควรเป็นฝั่งเป็นฝาเสียที เช่นนี้ตนจึงจะได้วางใจได้ 

“ข้าไม่ได้พูดเพ้อเจ้อนะเจ้าคะ!” “เอาล่ะๆ ไม่แต่งก็ไม่แต่ง” 

“ขอข้าน้อยตรวจชีพจรคุณหนูได้หรือเปล่าขอรับ” หมอถามเสียงเบา หนิงอวี้ยื่นมือออกไปพร้อมถามว่า “บนหน้าข้า มันเกิดขึ้นได้อย่างไร” ในชาติที่แล้วตอนนางกระโดดสระนั้นก็ไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรนี่นา 

“เอ่อ ดูเหมือนในสระคงมีสิ่งแหลมคมอยู่ จึงบาดเป็นแผลเข้า คุณหนูโปรดวางใจ ขอเพียงหมั่นทายา รอยแผลก็จะค่อยๆ จางไป” หมอตอบพลางนับชีพจร “หาได้มีปัญหาใหญ่หลวงอะไร ขอเพียงได้พักฟื้นก็คงพอ ช่วงนี้อย่าได้โมโหกับเรื่องใดเป็นอันขาด” 

“ขอบพระคุณท่านหมอ นับถือๆ” 

หนิงอวี้นั่งอยู่บนเตียงโดยไม่พูดจาใดๆ ทันใดนั้นก็มุ่นหัวคิ้ว หรือว่านี่อาจจะเป็นบาดแผลที่คมกริชทิ้งไว้ มันไม่ใช่ความฝัน ปรารถนาจะได้โอกาสกลับมาเริ่มใหม่อีกครั้ง สวรรค์ก็ประทานโอกาสนี้ให้นาง 

นางมองดูบิดากำลังกำชับสาวใช้และหงหลิงให้ต้มยาอยู่นอกห้อง คราวนี้จะไม่ยอมทำผิดซ้ำสองอีกเป็นแน่ แผนการอันชั่วร้ายนี้ นางจะไม่ยอมเข้าไปพัวพันด้วยอีก ชาติก่อนแม้คนอื่นจะจิตใจโหดเหี้ยมอำมหิต แต่เหตุทั้งหมดล้วนมาจากความเบาปัญญาของนางเอง  

จะเกลียดชังก็ดี จะโกรธแค้นก็ดี ขอให้มันสิ้นสุดลงตรงนี้ นางยิ้มพลางกอบกุมแก้มเอาไว้ ชาตินี้จะคอยรับใช้บิดา หลีกหนีให้ไกลจากแผนชั่วต่างๆ จะออกเดินทัพไปนอกชายแดน ไม่ขอเข้าใกล้เรื่องราวราววุ่นวายในวังหลวงอีก 

“คุณหนูเจ้าคะ ดื่มยานะเจ้าคะ” หงหลิงยกของเหลวสีดำเดินเข้ามา มุมปากของหนิงอวี้ตกลงทันที บุ้ยปากพลางพูดว่า “หงหลิง ไม่ดื่มยาได้หรือไม่ มันขมเหลือเกิน” 

หงหลิงมองอย่างขุ่นเคือง ตักยาน้ำขึ้นมาหนึ่งกระบวย พูดว่า “ใครบอกให้คุณหนูไปกระโดดสระเล่า คุณหนูทำให้บ่าวตกใจเสียขนาดนี้ บ่าวยังไม่ว่าเลย” 

หนิงอวี้ดื่มยาทั้งหมดอย่างเชื่อฟัง นางแหงนหน้ามองหงหลิงซึ่งกำลังน้ำตาคลอเบ้า นึกถึงเรื่องราวเมื่อชาติที่แล้ว หนิงอวี้รู้สึกละอายจนแทบไม่กล้าสู้หน้า นางพูดปลอบใจไปว่า “ไม่ต้องร้องไห้แล้ว ข้าผิดไปแล้ว คราวหน้าข้าไม่กล้าทำอีกแล้ว! ไม่ก็...ไม่ก็ให้เจ้าตีข้าดีหรือไม่” 

“พรืด...” หงหลิงหลุดหัวเราะทั้งน้ำตา “บ่าวให้เซียงเอ๋อร์ไปเอาผลไม้แช่อิ่ม ทำไมยังไม่มาสักที”  

“หงหลิง เซียงเอ๋อร์อยู่กับข้ามานานเท่าไหร่แล้ว” 

“เออ...น่าจะได้หกปีแล้วนะเจ้าคะ” 

หกปีแล้ว นางหมาป่าเนรคุณเลี้ยงไม่เชื่อง นางรำพันในใจคนเดียว แต่ไหนแต่ไรนางก็ไม่เคยปฏิบัติต่อเซียงเอ๋อร์อย่างไม่เป็นธรรม คนอื่นจะใช้นางเป็นเครื่องมือก็ช่างเถอะ แต่กับเซียงเอ๋อร์เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกันมาแรมปี ทั้งตนก็คอยเลี้ยงดูนางมาอย่างดี ทำไมถึงทำกันได้ลง ถึงกับทำให้นางต้องแท้งลูกในชาติก่อน 

“ไล่เซียงเอ๋อร์ไปเสีย” เสียงถ้วยชามหล่นดังโครมจากนอกห้อง เสียงแหลมเสียดหูดังถึงหูหนิงอวี้ ทันใดนั้นเซียงเอ๋อร์รีบวิ่งเข้ามาคุกเข่าลงหน้าเตียง ร้องไห้สะอึกสะอื้นพลางพูดว่า “ไม่นะเจ้าคะคุณหนู อย่าไล่เซียงเอ๋อร์ไปเลย เซียงเอ๋อร์ผิดอะไรยินดีแก้ไข ขอร้องคุณหนูได้โปรดยกเลิกคำสั่งเถิดนะเจ้าคะ”  

หนิงอวี้มองนาง รู้สึกสับสนในใจ เมื่อก่อนนางได้พบเซียงเอ๋อร์ที่กลางตลาดขายตัวเป็นทาสหาเงินฝังศพมารดา จึงได้รับนางไว้เป็นข้ารับใช้ติดตัว หนิงอวี้แทบอดไม่ได้ที่จะถามนางว่าที่ผ่านมาปฏิบัติไม่ดีตรงไหน 

คำพูดยังไม่ทันหลุดออกจากปาก นางได้แต่กลืนมันกลับลงไป นางถอนหายใจพลางพูดขึ้นว่า “เจ้าอยู่กับข้ามาก็หลายปี ตอนนี้ถึงอายุที่ควรออกเรือนแล้ว ข้าให้เงินเจ้า เจ้าจงไปหาชายดีๆ เป็นคู่ครองเสียเถิด” 

“เซียงเอ๋อร์อยากติดตามคุณหนูเท่านั้นเจ้าค่ะ” หนิงอวี้หลับตาลง ได้ยินเสียงโขกหัวของเซียงเอ๋อร์ นางขมวดคิ้วตอบไปว่า “ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรมากไปกว่านี้แล้ว หงหลิง พานางไปเสีย” 

“เจ้าค่ะ” ตามด้วยเสียงร้องไห้และการฉุดกระชากลากดึง เสียงฝีเท้าค่อยๆ ไกลออกไปหนิงอวี้ค่อยๆ ลืมตาทั้งสองขึ้น นางได้เมตตาถึงที่สุดแล้ว นางหยิบคันฉ่องขึ้นมา ในคันฉ่องสะท้อนภาพหญิงผู้ซึ่งงามสง่าและองอาจ แต่บนแก้มด้านซ้ายกลับมีผ้าฝ้ายแปะเอาไว้ 

“คุณหนูเจ้าขา หลิงอ๋องเสด็จเจ้าค่ะ” 

หนิงอวี้หน้านิ่วโดยไม่รู้ตัว นางตอบไปว่า “ไม่พบ บอกไปว่าข้านอนอยู่” พูดยังไม่ทันขาดคำ หลิงอ๋องก็เดินเข้ามา หนิงอวี้ตั้งใจจะม้วนตัวเขาไปในผ้าห่มนวม แต่พลันเปลี่ยนใจลุกขึ้นมานั่งอยู่นิ่งๆ ใบหน้าเรียบเฉย 

เว่ยหลิงรู้สึกประหลาดใจถึงที่สุด แต่ไม่ได้แสดงบนสีหน้าให้เห็น เขาพูดว่า “อวี้เอ๋อร์ เจ้าฟื้นแล้ว อาการดีขึ้นบ้างหรือไม่” เว่ยหลิงนั่งลงตรงหน้า ยื่นมือมาเพื่อลูบผมที่ยุ่งเหยิงของนาง 

มือข้างนั้นยื่นเข้ามาใกล้ หนิงอวี้มุดเข้าขอบเตียงโดยพลัน สองมือกุมหัวไว้ รีบร้อนซ่อนหัวของตนไว้ในอกพร้อมตอบอย่างอ้ำอึ้ง “ข้า ข้าไม่ค่อยสบายนัก ขอท่านอ๋องเสด็จกลับก่อนเถิดเพคะ” มือคู่นี้เคยลูบไล้ผมของนาง เคยทัดดอกโบตั๋น เคยเขียนโคลงรักให้ และเคยดับชีวิตทุกคนที่นางรัก มอบรอยแผลนี้ให้กับนาง 

“อวี้เอ๋อร์” เว่ยหลิงหน้านิ่ว นัยน์ตาฉายแววดำมืดอยู่แวบหนึ่ง “เอาเถิด เจ้าพักผ่อนให้ดี อีกสักสองวันข้าจะมาใหม่” 

 

------

[1] ยามอู่สามเค่อ คือ ช่วงเวลาประมาณ 11.45 – 12.00 น. เป็นเวลาในการทำพิธีประหารชีวิตของจีน โดย ยามอู่ คือช่วงเวลาประมาณ 11.00-13.00 น. และ 1 เค่อ คือเวลาประมาณ 15 นาทีในปัจจุบัน

[2] ต้นกุ้ยฮวา ต้นไม้ในวงศ์ Osmanthus มีดอกสีนวล ฉายาว่าดอกหอมหมื่นลี้ 

ความคิดเห็น