email-icon facebook-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 13 กุนซือแคว้นซ่ง

ชื่อตอน : บทที่ 13 กุนซือแคว้นซ่ง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 586

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 19 ม.ค. 2563 13:11 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 13 กุนซือแคว้นซ่ง
แบบอักษร

“ไปปล่อยเซี่ยหยาง ให้เขาไปช่วยหงหลิน” เสียงทุ้มของชายผู้หนึ่งที่ยืนอยู่บนศาลากลางอุทยานหลวง สั่งการกับองค์รักษ์เงาของตน

“พะย่ะค่ะ!” ร่างเงาที่อยู่ในความมืดเคลื่อนที่ออกไปอย่างรวดเร็วราวกับลมพัดผ่าน

มือหนาคลึงจอกเหล้าไปมาอย่างอารมณ์ดี พลางเงยหน้ามองท้องฟ้ายามราตรี แสงนวลอันงดงามของดวงจันทราส่องสว่างไปทั่ว แสงทองเปร่งประกายสาดกระทบลงบนใบหน้าคม ความงดงามคมเข้มนี้ ละม้ายคล้ายกับโอรสสวรรค์เมื่อครั้งวัยหนุ่มก็ไม่ปาน ริมฝีปากหยักขยับยักยิ้ม “โทษทัณฑ์ของเจ้า คงต้องพอเท่านี้ก่อน ข้าอยากจะรู้นักว่าเจ้าจะทำเช่นไรต่อไป องค์รัชทายาทหงหลิน”

 

 

ค่ำคืนเงียบสงัด ร่างเงาร่างหนึ่งเคลื่อนกายซ่อนเร้นอยู่ในเงามืด เมื่อประตูบานหนาถูกผลักให้เปิดออก ร่างเงานั้นก็แทรกกายเข้าไปข้างในทันที ก่อนจะไปหยุดอยู่ที่ข้างเตียงนอน ผ้าสีดำสนิทถูกดึงออกเปิดเผยให้เห็นใบหน้าคม ดวงเนตรกลมโตของคนที่อยู่บนเตียงปรือเปิดขึ้นเมื่อรู้สึกได้ถึงผู้มาใหม่

“พี่มู่จิน!” จื่อหลันเบิกดวงเนตรกลมโตอย่างตกใจ ไม่คาดคิดมาก่อนว่าคนที่ไม่น่าจะมาอยู่ตรงนี้ได้ กลับมายืนอยู่ข้างเตียงของเขาในเวลานี้

“ชู่ว! องค์ชายสาม โปรดอย่าส่งเสียงดังไป” ร่างเงานั้นรีบเอ่ยห้ามมิให้คนตรงหน้าส่งเสียงดัง เพราะเกรงว่าองค์รักษ์ที่เดินตรวจเวรยามอยู่บริเวณนี้จะได้ยิน

“พี่มู่จิน พี่มาที่นี่ได้อย่างไรกัน?” จื่อหลันรีบเบาเสียงลงจนแทบจะเป็นเสียงกระซิบ ก่อนจะเอ่ยถามถึงอีกคนที่คิดว่าอาจจะมาด้วยกันกับคนตรงหน้า “ท่าน...เอ่อ ท่านแม่ทัพก็มาด้วยอย่างนั้นรึ?”

“กระหม่อมมาคนเดียวพะย่ะค่ะ แต่พี่ใหญ่เองก็รู้แล้วว่าองค์ชายทรงอยู่ที่นี่” มู่จินยิ้มบางให้กับคนตรงหน้า เขารู้แก่ใจดีว่า จื่อหลันไม่ได้มีใจออกห่างจากพี่ชายของตนเลยแม้แต่น้อย เพียงแต่อีกฝ่ายต้องการที่จะหยุดปัญหาทั้งหลายที่กำลังจะเกิดขึ้นเพราะตนเอง เขานั้นจึงต้องยื่นมาเข้ามาช่วยพี่ชาย “กระหม่อมจะมาพาองค์ชายกลับแคว้นซ่งพะย่ะค่ะ”

“ข้า...ไม่…” จื่อหลันคิดจะปฏิเสธ เพราะเขาได้ตัดสินใจที่จะอยู่ที่นี่แล้ว ถึงแม้ว่าอาจจะถูกบังคับให้อภิเษกสมรสกับองค์ชายอี้หยางก็ตาม แต่เพื่อจบปัญหาเรื่องของหงหลินกับปัญหาต่างๆ เขายอมที่จะตัดใจจากท่านแม่ทัพ

แต่ก่อนที่จื่อหลันจะได้เอ่ยอะไรออกไป เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมาทันทีพร้อมกับกระบี่ในมือที่กำลังจ่ออยู่ที่คอของมู่จิน “เห็นทีจะไม่ได้ จื่อหลันเป็นชายาของข้า ใครก็ไม่อาจจะพาตัวเขาไปจากที่นี่ได้”

“...!!!” มู่จินตกใจกับการมาของผู้มาใหม่คนนี้ เพราะเขาไม่ได้อ่อนด้อยเรื่องวรยุทธ มีหรือจะไม่รู้สึกถึงการเคลื่อนไหวที่อยู่ข้างนอก แต่กับคนผู้นี้ต่างกัน ทั้งการเคลื่อนไหวรวมทั้งลมหายใจ ปกปิดได้อย่างดีเยี่ยมไม่ต่างจากชาวยุทธฝีมือขั้นสูง

“องค์ชายรอง!!” จื่อหลันตกใจไม่ต่างกัน

“เจ้าเป็นใคร?! ช่างบังอาจนัก! ลักลอบบุกรุกวังหลวง มีโทษสมควรตาย!!” ร่างสูงเสียงตวาดกร้าว

“กระหม่อม...เซียวมู่จิน เป็นน้องชายของแม่ทัพเซียวเหยียน แม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นซ่ง” มู่จินเอ่ยตอบ การมาของเขาถูกจับได้แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องปิดบังอะไรอีกต่อไป

“อ่อ ที่แท้ก็กุนซือผู้เก่งกาจของทัพซ่ง ได้พบกันช่างเป็นวาสนาของข้าเสียจริง” ร่างสูงเอ่ยด้วยน้ำเสียงหยัน เหน็บแนมคนตรงหน้า มีหรือที่เขาจะไม่รู้จักคนผู้นี้ ตั้งแต่อีกฝ่ายเข้าเขตแคว้นซีเซี่ยมา คนของเขาก็จับตาดูอยู่ตลอดเวลา

“กระหม่อมมิบังอาจ องค์ชายทรงกล่าวชมเกินไปแล้ว” น้ำเสียงน้อบน้อมถ่อมตนของมู่จินก็เสแสร้งไม่ต่างกัน

“แต่ว่า ถึงขนาดบุกรุกวังหลวงในยามวิกาลแบบนี้ ข้าคงจะต้องขอเสียมารยาทสักหน่อยแล้ว” กิริยาประชดนี้ ทำให้อี้หยางรู้สึกโมโห ทั้งยังบังอาจที่จะมาลักพาตัวจื่อหลันออกไปอีก จึงไม่คิดที่จะต่อบทสนทนาอีก “ทหาร! พาบุคคลผู้นี้ไปขังไว้ รอการสอบสวน!”

“พะย่ะค่ะ! องค์ชาย” องค์รักษ์หลายคนที่อยู่ด้านนอกเตรียมรอรับคำสั่ง รีบเข้ามาจับตัวร่างเพรียวผู้ที่บุกรุกตำหนักขององค์ชายรองในยามวิกาลทันที

“องค์ชาย! ปล่อยพี่มู่จินไปเถิด เขาแค่ต้องการมาพบข้าเพียงเท่านั้น ข้าขอร้อง!” จื่อหลันรีบเอ่ยขอร้องกับร่างสูงทันที หลังพูดจบร่างบางก็รีบลุกจากเตียงเพื่อจะเข้าไปขวางการจับกุมมู่จิน แต่กลับถูกร่างสูงรั้งเข้าไปกอดไว้ก่อนที่จะไปถึงตัวร่างเพรียว

“หึ จื่อหลัน...เจ้าต้องการให้ข้าปล่อยตัวเขาอย่างนั้นรึ? แล้วเจ้ามีอะไรมาเป็นข้อแลกเปลี่ยนล่ะ?” อี้หยางไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดมือ ในที่สุดเขาก็มีข้อต่อรองที่สามารถทำให้คนในอ้อมกอดไม่สามารถปฏิเสธเรื่องการอภิเษกสมรสได้แล้ว

“ข้า...ข้า…” ร่างบางรู้ดีว่าอีกฝ่ายต้องการสิ่งใด แต่เขานั้นก็ยังลังเลที่จะเอ่ยออกมา

“ว่ามาสิ ข้ารอเจ้าเสนอข้อแลกเปลี่ยนอยู่นะ” อี้หยางยกยิ้ม ก่อนจะเชยคางมนขึ้นเพื่อให้ดวงเนตรกลมโตได้สบกับเนตรคมของเขา

“ข้า...จะ...ข้าจะอภิเษกกับท่าน ขอให้ท่านปล่อยพี่มู่จินกลับไปด้วยเถิด” จื่อหลันหลุบตาลง พลางเอ่ยในสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการ

“ได้!! ข้าจะปล่อยตัวท่านกุนซือกลับไปแคว้นซ่ง” ร่างสูงฉีกยิ้มกว้าง ก่อนจะรีบรับปากทันที

แต่คนที่ถูกขอให้ปล่อยตัวกลับรีบตะโกนแย้งทันควัน “ไม่ได้นะพะย่ะค่ะ!! องค์ชายสาม! กระหม่อมยอมแลกด้วยชีวิต แต่อย่าทรงทำแบบนี้! ทรงไม่คิดถึงพี่ใหญ่ของกระหม่อมบ้างหรือ? ว่าเขาจะรู้สึกเช่นไร องค์ชาย!”

“พี่มู่จิน ข้านั้นคงไร้วาสนากับท่านแม่ทัพแล้ว ชาตินี้คงไม่อาจได้ครองคู่ ท่านจงกลับไปแคว้นซ่ง บอกให้ท่านแม่ทัพลืมข้า หาฮูหยินที่เพียบพร้อมแล้วแต่งงานกับนางเสียเถิด” ใบหน้างามเศร้าสลดลงทันใด ก่อนจะสูดหายใจเข้าครั้งหนึ่งแล้วเอ่ยตอบอีกฝ่าย

“องค์ชาย ทรงอย่าเพิ่งถอดใจเช่นนี้ แม้จะมีอุปสรรคมากมาย แต่พี่ใหญ่ของข้าก็ไม่เคยถอดใจเลยแม้แต่น้อยนะพะย่ะค่ะ ทรงอย่าทำเช่นนี้เลย องค์ชาย!” มู่จินเอ่ยโน้มน้าวจื่อหลัน เขาไม่อยากให้อีกฝ่ายตัดใจเรื่องพี่ชายของตน เขาไม่อยากให้เรื่องของทั้งสองคนต้องมาลงเอยเช่นนี้

“พาท่านกุนซือออกไปก่อน ข้าจะให้พระชายาพักผ่อน” อี้หยางรีบสั่งการองค์รักษ์ ก่อนที่คนในอ้อมกอดของเขาจะเปลี่ยนใจ เพราะคำพูดของมู่จิน

“พะย่ะค่ะ! องค์ชาย” องค์รักษ์รีบรับคำสั่ง ก่อนจะดึงรั้งพาผู้บุกรุกที่ขัดขืนออกไปจากห้องทันที

“องค์ชาย!!! องค์ชาย!”

 

“องค์ชายรอง ท่านปล่อยพี่มู่จินไปเถิด ข้า...ข้าจะอภิเษกกับท่าน ข้าไม่คิดจะไปที่อื่นแล้ว…” ดวงเนตรกลมเงยสบร่างสูงพร้อมกับเอ่ยขอร้อง

ริมฝีปากนุ่มกดจูบบนแก้มเนียนใส ก่อนจะเคลื่อนมายังริมฝีปากบาง จูบนุ่มนวลรบเร้าให้ร่างบางตอบรับ ลิ้นหนาค่อยๆสอดแทรกหยอกล้อ กวาดควานความหวานที่อยู่ในโพรงปากของร่างบาง จื่อหลันเริ่มยืนไม่มั่นคง เอวบางถูกช้อนเข้ามาแนบชิด จูบแผ่วเบาเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นหนักหน่วง ลมหายใจของร่างบางเริ่มติดขัด ริมฝีปากนุ่มจึงผละออก “เจ้าให้สัญญากับข้าแล้วนะ”

“...อืม” ดวงเนตรกลมปรือราวกับกำลังมัวเมากับรสจูบ ริมฝีปากบางบวมเจ่อเอ่ยรับคำ

 

 

 

 

“องค์ชายรอง ขอทรงปล่อยองค์ชายสามไปด้วยเถิด กระหม่อมขอใช้ชีวิตของกระหม่อมแลกกับการปล่อยองค์ชายสามให้เป็นอิสระ” ร่างเพรียวที่ถูกจับมัดมือไขว้หลังนั่งคุกเข่าอยู่ เอ่ยอ้อนวอนขอร้องคนตรงหน้า

“ชีวิตของเจ้าอย่างนั้นรึ? ตอนนี้เจ้าอยู่ในกำมือข้า เจ้ายังจะมีสิทธิ์อะไรมาต่อรองกับข้าอีกงั้นรึ?!” ร่างสูงยกยิ้มหยัน ราวกับคำพูดของอีกฝ่ายไม่ได้มีความหมายเลยสักนิด

“องค์ชาย! ท่าน!” มู่จินจ้องคนตรงหน้าเขม็ง ไม่นึกเลยว่า องค์ชายรองผู้นี้เมื่อไม่ได้อยู่ต่อหน้าองค์ชายจื่อหลันแล้ว ก็ยิ่งเผยความร้ายกาจออกมามากกว่าเดิม เขาจึงมิอาจที่จะดูถูกคนคนนี้ได้

“แต่เจ้าก็มาได้จังหวะพอดี จื่อหลันจึงยอมที่จะอภิเษกกับข้าโดยที่ข้าไม่ต้องบังคับ ช่างดีอะไรเช่นนี้ ฮ่าๆ” เมื่อเห็นสีหน้าของร่างเพรียวเปลี่ยนเป็นเครียดเกร็ง อี้หยางจึงเอ่ยเยาะเย้ยเพื่อให้อีกฝ่ายได้รู้ว่า เจ้าตัวไม่สมควรที่จะยื่นมือมายุ่งวุ่นวายกับเขาและจื่อหลัน “ครั้งนี้ข้าจะปล่อยเจ้าไป ตามที่ข้าได้สัญญากับจื่อหลันเอาไว้ แต่ถ้าเจ้ากลับมาอีกครั้ง ข้าอาจจะไม่ไว้ชีวิตเจ้าอย่างวันนี้เป็นแน่”

“องค์ชายรอง! ได้โปรดเห็นใจองค์ชายสามด้วยเถิด ทรงรู้ดีอยู่แก่ใจอยู่แล้วมิใช่หรือ? ว่าองค์ชายสามทรงมีใจให้กับพี่ชายของกระหม่อม ถึงแม้องค์ชายสามจะยอมอภิเษกกับท่าน แต่ก็ไม่ได้แปลว่า ‘องค์ชายสามจะมีใจให้ท่าน’ ขอได้โปรดอย่าพรากคนรักของผู้อื่นเลย” มู่จินหยั่งเชิงร่างสูง ใช้คำพูดที่ทำให้อีกฝ่ายได้รู้สึก เพื่อดูว่าคนผู้นี้จะมีปฏิกิริยาตอบกลับเช่นไร

“ช่างบังอาจนัก!! หึ! สมกับเป็นกุนซือแห่งทัพซ่ง วาจาช่างบาดลึกราวกับคมมีดนัก” คำพูดทิ่มแทงของมู่จิน ทำให้อี้หยางถึงกับถลาเข้าไปกระชากสาบเสื้อของอีกฝ่ายดึงเข้ามาจ้องหน้าในระยะประชิด ก่อนจะเอ่ยประโยคที่คิดว่า คนตรงหน้าจะต้องอับอายกับเรื่องนี้ “เอาอย่างนี้เป็นไร ถ้าเจ้าทำให้ข้าพึงพอใจได้ ข้าอาจจะพิจารณายกเลิกการอภิเษกสมรสกับจื่อหลัน แล้วปล่อยเขากับลูกให้เป็นอิสระ เจ้าจะว่าอย่างไร?”

“.....” มู่จินนิ่งงันไป เขาเข้าใจความหมายที่อีกฝ่ายเอ่ยเป็นอย่างดี คนตรงหน้าเขาต้องการที่จะลองใจเขาเท่านั้นเอง เพียงแต่สำหรับร่างเพรียวนั้น มันเป็นทางออกที่ดีในสถานการณ์แบบนี้ เขาเป็นชาย ไยต้องมาคิดเล็กคิดน้อยกับเรื่องแค่นี้ ขอแค่ให้องค์ชายสามเป็นอิสระ แม้แต่ชีวิตเขาก็สละให้ได้!

“ทั้งที่ยอมแลกด้วยชีวิต แต่แค่เรื่องแบบนี้กลับทำเป็นกลัว” เมื่ออี้หยางได้เห็นมู่จินนิ่งเงียบ จึงเอ่ยหยันทันที เพราะเขาคิดว่าคนอย่างกุนซือแห่งแคว้นซ่ง คงไม่ลดตัวมาทำเรื่องหน้าอายแบบนี้ แต่ร่างสูงกลับต้องเบิกตากว้าง เมื่อร่างเพรียวที่คุกเข่าอยู่ ลุกขึ้นมาแนบริมฝีปากอิ่มบนริมฝีปากของเขา โดยที่เขาไม่ทันได้ตั้งตัว “....!!”

ความคิดเห็น