ทั้งที่รู้สึกเกลียดตั้งแต่ยังไม่เคยเจอหน้า แต่สวรรค์กลับนำพาให้ทั้งคู่พานพบกัน

ชื่อตอน : ตัดครั้งที่ 9

คำค้น : ทำไมข้าต้องอยากตัดแขนเสื้อท่าน ตัดแขนเสื้อ ฟิคป๋อจ้าน อ้ายหมิง หานตง ซือเป่า 18+ นิยายวาย นิยายจีนย้อนเวลา

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.1k

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 01 ก.พ. 2563 20:36 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตัดครั้งที่ 9
แบบอักษร

ตัดครั้งที่ 9 

 

“คุณชายรองของเจ้าไปไหนหรือ” คุณชายใหญ่ของบ้านหันไปถามเสี่ยวกวงเมื่อถึงเวลาเดินทางแล้วยังไม่พบน้องชายของตนมาส่ง 

“คุณชายรองรู้สึกไม่สบาย ลุกมาส่งคุณชายใหญ่ไม่ไหวขอรับ” เสี่ยวกวงบ่าวคนสนิทของหานตงรีบตอบในทันที 

“อย่างนั้นหรือ” ซุนเทียนเองไม่ได้สงสัยอะไร แต่ฮูหยินต่งผู้เป็นมารดานั้นกลับร้อนใจขึ้นในทันทีเมื่อได้ยิน ส่วนผู้เป็นบิดากลับไม่เอ่ยสิ่งใด 

“อาตงเป็นอย่างไรบ้างเสี่ยวกวง ไม่สบายมากหรือ” 

“ปวดหัวขอรับ คุณชายรองบอกว่านอนพักไม่กี่ชั่วยามก็หาย” 

“ข้าต้องไปดูเสียหน่อย” มีหรือนางจะเก็บความเป็นห่วงเอาไว้ 

“คุณชายรองบอกว่าห้ามให้ใครเข้าไปรบกวนขอรับ” เสี่ยวกวงรีบห้ามนายหญิงของบ้านเอาไว้ตามคำสั่งที่ได้รีบมา 

“รบกวน? รบกวนอันใดกัน ข้าจะไปดูลูกข้า” ผู้ถูกห้ามโมโหขึ้นมาทันทีเช่นกัน 

“นายหญิงไปไม่ได้นะขอรับ ที่คุณชายรองไม่ให้ท่านไปหาเพราะเป็นห่วงท่านนะขอรับ” เสี่ยวกวงรีบอธิบายจนลิ้นแทบพันกัน 

“เจ้าหมายความว่าอย่างไร” ดีที่ความพยายามของเสี่ยวกวงเป็นผล ห้ามนายหญิงของบ้านเอาไว้ได้ 

“คุณชายรองบอกว่าหากท่านไปพบ จะติดไข้เอาได้ขอรับ เอาไว้คุณชายรองหายดีเมื่อไหร่จะไปพบนายหญิงเองนะขอรับ” เสี่ยวกวงยังคงทำหน้าที่อย่างสุดกำลัง 

“โถ่ อาตง ลูกแม่ช่างกตัญญูยิ่งนัก” ฮูหยินต่งซาบซึ้งในความกตัญญูของบุตรชายจนน้ำตาคลอ 

“ฮูหยินเป็นห่วงมากเกินไป ลูกชายเจ้าอ่อนแอแบบนี้มาตั้งนานแล้วมิใช่หรือ ประเดี๋ยวก็หาย” ผู้เป็นสามีขัดขึ้นก่อนจะหันกลับไปหาบุตรชายคนโต 

“ได้เวลาแล้วเดินทางเถอะ” 

“ดูแลตัวเองด้วยนะ ซุนเทียน” ฮูหยินต่งเอ่ยส่งบุตรชายคนโตด้วยรอยยิ้ม 

“ลูกขอคารวะท่านพ่อ ท่านแม่” ซุนเทียนเอ่ยลาพร้อมประสานมือค้อมกายคำนับคนทั้งสองก่อนจะก้าวขึ้นเรือเพื่อเดินทางไปยังเมืองหลวงพร้อมบ่าวรับใช้จำนวนหนึ่ง 

บุรุษหนุ่มยืนมองผู้เป็นบิดาและมารดาเลี้ยงที่ยืนรอส่งอยู่บนฝั่ง จนเมื่อเรือแล่นผ่านมาไกลพอสมควรเขาจึงกลับเข้าไปด้านในเรือ โดยที่ซุนเทียนไม่รู้เลยว่าผู้โดยสารในเรือลำนี้นั้นได้เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งชีวิต 

ภายในสัมภาระจำนวนมากมาย ไม่มีใครสงสัยเลยว่าหีบใบใหญ่ที่เพิ่มขึ้นมานั้นบรรจุสิ่งใดอยู่ 

“น่าจะออกมาไกลพอแล้ว” บุคคลไม่ได้รับเชิญพึมพำกับตัวเอง เมื่อหลับไปได้หนึ่งตื่นและคำนวณเวลาแล้วว่าน่าจะผ่านไปหลายชั่วยามหลังจากที่หีบใบนี้ถูกยกขึ้นมาวางเรือ 

“หิวแล้วด้วย” ชายหนุ่มบ่นอุบอิบพร้อมลูบหน้าท้องตัวเองที่กำลังส่งเสียงประท้วง 

จากระยะเวลาที่ผ่านไปนานพอสมควร เรือที่เขาแอบขึ้นมา น่าจะแล่นมาได้ไกลเช่นกัน และก็ถึงเป็นเวลาที่เขาจะได้ปรากฏตัวเสียที 

“ฮึบ” ชายหนุ่มออกแรงผลักฝาหีบออก แต่มันกลับไม่ขยับ 

“หิวจนมีแรงเลยหรือ” ชายหนุ่มพึมพำกับตัวเองก่อนจะใช้สองมือออกแรงอีกครั้ง 

“ฮึบ!” และก็เป็นเช่นเดิม ต่อให้ออกแรงมากแค่ไหน ฝาหีบก็ไม่มีทีท่าขยับเขยื้อน 

“อย่าบอกนะว่า...ซวยแล้ว!” ชายหนุ่มตาโตด้วยความตกใจเมื่อนึกขึ้นได้ว่าหีบที่ตัวเองอาศัยหลบซ่อนตัวนั้นอาจถูกสิ่งของอื่นทับฝาอยู่ 

“ช่วยด้วย ฮึบ! ช่วยด้วย มีใครได้ยินบ้างไหม ช่วยด้วย!” หานตงทั้งถีบทั้งส่งเสียงร้องให้คนช่วย ถึงเขาจะเจาะรูเอาไว้เพื่อให้มีอากาศหายใจ 

แต่ไม่มีทั้งข้าวและน้ำแบบนี้ไม่ทันถึงเมืองหลวง เขาคงได้กลายเป็นผีเฝ้าหีบแน่ 

...รอดจากการจมน้ำตาย แต่ต้องมาตายเพราะติดอยู่ในหีบเนี่ยนะ 

...ทำไมชีวิตของข้าถึงได้อนาถแบบนี้! 

 

คืนแรกของการเดินทาง เรือลำใหญ่แล่นไปตามสายน้ำด้วยความเร็วคงที่ ความมืดโอบล้อมอยู่รอบกาย สายลมเย็นพัดผ่านช้าๆ ไม่หนาวไม่ร้อนจนเกินไป 

บุรุษหนุ่มที่กำลังยืนซึมซับความเงียบสงบกับบรรยากาศรอบกายอยู่นั้นมีอันต้องคิ้วกระตุก เมื่อถูกรบกวนด้วยเสียงของบ่าวรับใช้ที่กำลังจับกลุ่มคุยกัน 

“เจ้าได้ยินเสียงนั้นหรือไม่” 

“เจ้าก็ได้ยินหรือ” 

“เสียงร้องโหยหวนน่ากลัวยิ่งนัก” 

“เจ้ารู้หรือไม่คือเสียงของสิ่งใด” 

“ใครจะกล้าพิสูจน์ แค่เดินผ่านข้าก็ขนลุกไปทั้งตัว” 

บทสนทนาที่ได้ยินยิ่งทำให้ซุนเทียนเกิดความสงสัยมากขึ้น 

“เกิดสิ่งใดขึ้นหรือ” ซุนเทียนออกจากโลกส่วนตัว มาถามไถ่บ่าวรับใช้ที่กำลังเกาะกลุ่มกัน 

“ผีขอรับคุณชายใหญ่ เสียงผี” หนึ่งในกลุ่มคนตอบออกมาด้วยท่าทางหวาดกลัว 

“ผี? ที่ใดกัน” ซุนเทียนยังคงถามไถ่ด้วยความสงสัย 

“ใต้ท้องเรือขอรับ” 

“เสียงร้องโหยหวนดังมากขอรับ” 

“ช่วยด้วย...ช่วยด้วย ใครก็ได้ช่วยข้าด้วย...น่ากลัวยิ่งนักขอรับ” 

ไม่เพียงแค่ตอบคำถาม บางคนถึงกลับแสดงท่าทางประกอบ จนพวกสาวใช้กอดกันกลมด้วยความกลัว 

“มีใครลงไปดูหรือยังว่าเป็นเสียงของสิ่งใด” ซุนเทียนเอ่ยถามต่ออย่างไม่มีทีท่าหวาดกลัว 

“ไม่มีใครกล้าเข้าไปเจ้าค่ะ” 

“แค่เดินผ่านพวกข้าก็ไม่กล้าขอรับ” 

ซุนเทียนส่ายหน้าไปมาก่อนจะเดินตรงไปยังใต้ท้องเรือเพื่อพิสูจน์ในสิ่งที่บ่าวรับใช้เล่าให้ฟังว่าคือเสียงของสิ่งใดกันแน่ โดยมีพวกบ่าวรับใช้เดินตามกันเป็นขบวน 

ความมืดภายใต้ท้องเรือกับกลิ่นเหม็นอับชวนให้รู้สึกคลื่นไส้ไม่น้อย เมื่อก้าวเท้าลงไป 

ซุนเทียนยกหลังมือใช้ชายเสื้อขึ้นปิดจมูก อีกมือก็กระชับกระบี่ประจำกายไว้แน่นพร้อมชักออกฟาดฟันหากมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น 

“พวกเจ้าได้ยินเสียงมาจากที่ใด” ซุนเทียนหันไปถามบ่าวรับใช้ แต่ยังไม่ทันจะได้คำตอบ เสียงบางอย่างขูดไปตามไม้ก็ดังขึ้น 

ครืดดดดดด 

ครืดดดดดด 

เสียงสะท้อนก้องกังวานภายใต้ท้องเรือยิ่งทำให้บรรยากาศชวนสยองขวัญมากยิ่งขึ้น 

“ช่วย...ด้วย....” เสียงเบาหวิวที่ลอยมาตามสายลมเย็นยะเยือก ทำให้พวกบ่าวรับใช้ที่เดินตามหลังเหวลั่นด้วยความหวาดกลัว 

“ผี! ผีออกมาแล้ว!” 

“ต้องเป็นวิญญาณอาฆาตที่ตายในที่นี้เป็นแน่ ข้ากลัว ข้าไม่อยู่แล้ว!” 

ทั้งกรีดร้องทั้งพากันวิ่งหนี บางคนถึงกับฉี่แตกร้องไห้โฮกันเลยทีเดียว 

“หยุด! พวกเจ้าตั้งสติก่อน!” ซุนเทียนตะโกนเสียงดังลั่นพร้อมใช้กระบี่กระแทกกับพื้นอย่างแรงจนเกิดเสียงดังสนั่น หยุดความวุ่นวายที่เกิดขึ้น 

“คุณชายใหญ่หนีเถอะขอรับ มันน่ากลัวมากนะขอรับ” เหล่าบ่าวรับใช้หยุดโวยวายแต่ก็ยังคงหวาดกลัว 

“พวกเจ้าเงียบ” ซุนเทียนออกคำสั่งก่อนจะก้าวเดินช้าๆ ตรงไปยังมุมด้านในสุด ซึ่งมีสัมภาระมากมายวางกองอยู่ ยิ่งเดินเข้าไปใกล้เสียงก็ยิ่งชัดเจน จนเขามั่นใจว่าตรงนี้คือแหล่งกำเนิดเสียง 

“พวกเจ้ามาช่วยข้าตรงนี้” ซุนเทียนออกคำสั่งเมื่อไม่มีใครยอมเดินตามมา จนต้องหันกลับไปออกคำสั่งอีกครั้งด้วยนำเสียงที่ดุดันขึ้น บ่าวรับใช้สองสามคนที่ยังพอมีความกล้าอยู่บ้างจึงยอมเดินเข้ามาช่วย 

“พวกเจ้ายกข้าวของพวกนั้นออก” บ่าวรับใช้ทำตามที่ซุนเทียนสั่งอย่างกล้าๆ กลัวๆ สัมภาระพวกนั้นถูกยกออกจนเหลือเพียงหีบใบใหญ่ เสียงร้องโหยหวนและเสียงของแข็งลากไปตามแผ่นไม้ก็ดังขึ้นอีกครั้ง 

“ช่วย...ข้า...ด้วย...” 

“พวกเจ้ารีบเปิดหีบ นั่นเสียงคน!” ซุนเทียนออกคำสั่งอีกครั้ง 

ฝาหีบถูกเปิดออกช้าๆ และเมื่อลองนำตะเกียงส่องดู ทุกคนก็ต้องตกใจเมื่อพบเจอสิ่งที่อยู่ด้านใน 

“น้องรอง!” 

“คุณชายรอง!!” 

“น้ำ...ข้า...หิวน้ำ” คนด้านในค่อยๆ เกาะขอบหีบขึ้นมาด้วยมืออันสั่นเทา ด้วยสภาพอิดโรย หมดสภาพคุณชายรองต่งผู้หล่อเหลา สร้างความประหลาดใจและมึนงงต่อผู้พบเจอไปตามๆ กัน 

...ขอบคุณสวรรค์ ข้ารอดตายแล้ว! 

 

“เจ้ามาทำอะไรที่นี่” ผู้เป็นพี่เอ่ยถามน้องชายที่กำลังพุ้ยข้าวเข้าปากด้วยความเร็วเหนือแสง 

หายตงยกมือห้ามพี่ชายก่อนจะหันไปคว้าน้ำมากระดกดื่ม จนกลืนทุกอย่างลงท้องหมด ชายหนุ่มก็พร้อมตอบคำถามที่อีกคนอยากรู้ 

“ข้าแอบตามขึ้นมา” หานตงบอกออกไปอย่างไม่คิดปิดบัง 

“แอบตามมา? เจ้าแอบตามข้ามาทำไม” ซุนเทียนซักถามน้องชายต่อ 

“ข้าจะไปเมืองหลวงกับพี่ใหญ่” 

“น้องรองเจ้าไม่ควรทำเยี่ยงนี้” ซุนเทียนต้องถอนหายใจด้วยความเหนื่อย 

“หากข้าไม่ทำเช่นนี้ ข้าก็คงไม่ได้มากับพี่ใหญ่” 

“นั่นคือสิ่งที่ถูกต้อง เจ้าไม่ควรมากับข้า” ซุนเทียนตอบน้องชายด้วยน้ำเสียงจริงจัง 

“แล้วไยข้าถึงไปกับท่านไม่ได้” หานตงเองก็ไม่ยอมเช่นกัน 

“เจ้าร่างกายอ่อนแอ” 

“พี่ใหญ่ดูข้า ในตอนนี้ข้ายังอ่อนแออยู่หรือ” 

“เจ้าต้องอยู่ดูแลท่านแม่” 

“ท่านแม่แข็งแรงดีและมีท่านพ่อเคียงข้างไม่มีสิ่งใดต้องห่วง” 

“แต่ท่านพ่อไม่อนุญาต!” 

“ท่านพ่อไร้เหตุผล ไยข้าต้องเชื่อฟัง!” 

สองพี่น้องโต้เถียงกันไปมาไม่มีใครยอมใคร เสียงดังลั่นออกมาจากห้องสร้างความหวาดหวั่นให้บ่าวรับใช้ที่แอบฟังอยู่ยิ่งนัก 

“ไยเจ้าถึงดื้อดึงเยี่ยงนี้!” 

“แล้วพี่ใหญ่เล่า ไยจึงไม่อยากให้ข้าไปเมืองหลวง พี่ใหญ่กลัวสิ่งใดหรือกลัวข้าพบใคร!” 

“ข้าจะส่งเจ้ากลับ!” คำถามที่หานตงเอ่ยยิ่งทำให้ซุนเทียนโมโหมากขึ้น 

“พี่ใหญ่จะโยนข้าลงไปในแม่น้ำ แล้วให้ข้าว่ายน้ำกลับหรือไร!” 

“เจ้านี่มัน!” ซุนเทียนถึงกลับต้องยกมือกุมขมับเมื่อพบเจอความดื้อด้านของน้องชายต่างมารดา 

“ไม่เอาน่าพี่ใหญ่ ไหนๆ ข้าก็มาแล้วให้ข้าไปอยู่กับท่านที่เมืองหลวงเถอะนะ” หานตงเดินไปนั่งข้างพี่ชายแล้วขอร้องด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง 

“ข้าสัญญา ข้าจะไม่สร้างความเดือดร้อนให้ท่านอย่างแน่นอน” หานตงเอ่ยต่อเมื่อเห็นอีกคนไม่ยอมตอบโต้ 

“หากเจ้าผิดคำสัญญา ข้าจะส่งเจ้ากลับ” ผู้เป็นพี่เอ่ยพลางถอนหายใจก่อนจะลุกขึ้นยืน 

“ขอบคุณพี่ใหญ่” หานตงรีบลุกขึ้นตามแล้วประสานมือค้อมกายคำนับทันที 

“เจ้าพักผ่อนเถอะ” ซุนเทียนทิ้งคำพูดไว้เพียงเท่านั้นก่อนจะออกจากห้องไป“เย้! สำเร็จ” ชายหนุ่มกระโดดขึ้นเตียงด้วยความดีใจที่แผนการของตนสำเร็จไปได้ด้วยดีชายหนุ่มนอนกลิ้งไปมาสักพักก่อนจะหยิบป้ายหยกแกะสลักที่ห้อยติดตัวอยู่เสมอขึ้นมา“หากเจอข้า ท่านจะดีใจหรือไม่” เอ่ยถามเจ้าของป้ายหยกในมือไปตามสายลมก่อนจะหลับตาลงเพื่อพักผ่อนเอาแรง โดยมีสิ่งของในมือแนบลงบนอกของตัวเอง...ระหว่างข้ากับซุนเทียน ท่านอยากหน้าเจอใครมากกว่ากัน 

............................................................................ 

 

ณ ตำหนักขององค์รัชทายาทผู้สืบทอดตำแหน่งองค์จักรพรรดิ ปรากฏหนึ่งบุรุษที่ยังคงเดินทอดน่องอาบแสงจันทร์ยามค่ำคืน ท่ามกลางมวลหมู่ผกาที่ส่งกลิ่นหอมตลบอบอวล 

“เจ้ากำลังทำสิ่งใดอยู่” คำถามเดิมถูกเอ่ยกับหวีสับในมือ เหมือนดั่งเช่นทุกครั้งที่รู้สึกเหนื่อย 

“ตอนนี้เจ้าคงมัดผมเองได้แล้ว” รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นเมื่อนึกถึงสิ่งที่เคยทำร่วมกันมา 

“มีดสั้นที่ให้ไป เจ้าใช้ได้คล่องแคล่วหรือยัง” คำถามมากมายที่อยู่ในใจถูกเอ่ยออกไปโดยไม่ต้องการคำตอบ 

อยากจะส่งสารถามไถ่ข่าวคราว แต่ด้วยตำแหน่งองค์รัชทายาทที่ค้ำคออยู่ เขาจึงไม่สามารถทำสิ่งใดได้ตามใจ 

หากเพียงขยับกายแม้เพียงเล็กน้อย ตำแหน่งองค์รัชทายาทก็อาจหลุดมือไป เบี้ยหมากอย่างเขาจะทำสิ่งใดได้นอกจากเดินไปตามเกม 

“หากได้เจอกันอีกครา คงมีเรื่องราวมากมายให้พูดคุย” องค์รัชทายาทเอ่ยกับสายลมและแสงจันทร์ ใช้ความสงบของธรรมชาติปลอบประโลมความว้าวุ่นภายในจิตใจ 

/ “ตำแหน่งขององค์รัชทายาทจะมั่นคงขึ้นหากมี 'หวงไท่จื่อเฟย*' เคียงข้าง” / 

/ “องค์รัชทายาทมีใครอยู่ในใจหรือไม่ หากข้าอาสาเป็นธุระจัดการให้จะก้าวก่ายเกินไปหรือเปล่า” / จางเหว่ยหวนนึกถึงพระเสาวนีย์ของฮองไทเฮาเมื่อยามเว่ย (13.00 น. - 14.59 น.) ที่ผ่านมา 

/ “ย่าจะเป็นธุระหาสตรีที่เหมาะกับตำแหน่ง 'หวงไท่จื่อเฟย 'ให้หลานเอง หลานมิต้องเป็นห่วง” / และอีกหนึ่งประโยคจากผู้เป็นย่าในยามโหย่ว (17.00 น. - 18.59 น.) 

วาจาเอื้อนเอ่ยแสดงออกถึงความหวังดี แต่ใครก็รู้ว่าสิ่งที่พวกนางกำลังทำนั้นคือสิ่งใด ภายในวันเดียวเขาก็ถูกกดดันจากทั้งสองฝั่งพร้อมกันเสียแล้ว

ตำแหน่งพระชายาเอกในองค์รัชทายาทที่ภายภาคหน้าคือฮองเฮามีความสำคัญมากเพียงใดพวกนางย่อมรู้ดีกว่าใคร

อำนาจจะตกอยู่ในมือใคร การเลือกพระชายาเอกในครั้งนี้คือสิ่งกำหนดเลยก็ว่าได้

การมีพระชายาเป็นเรื่องสมควรและเป็นเรื่องดี แต่เพียงแค่เริ่ม กลิ่นความวุ่นวายก็โชยมาแต่ไกล

“เฮ้อ...” จางเหว่ยทำได้เพียงแค่ถอนหายใจอย่างไม่รู้จะทำเช่นไร

...หากในตอนนี้เขามีสหายที่คอยรับฟังและปรับทุกข์

...วังหลวงคงน่าอยู่ขึ้นไม่น้อย

.................................................................

 

ใช้เวลาอยู่หลายวันกว่าซุนเทียนและหานตงจะเดินทางมาถึงเมืองหลวง

แต่เมื่อก้าวเท้าเหยียบพื้นธรณี ความเหนื่อยล้าที่มีก็หายไปเป็นปลิดทิ้ง เมื่อพบเจอความสวยงามของเมืองที่เปรียบเสมือนหัวใจของแผ่นดินฮั่น

ผู้คนมากหน้าหลายตาเดินกันขวักไขว่ชวนเวียนหัว บรรยากาศแตกต่างจากเมืองที่หานตงจากมาโดยสิ้นเชิง แต่ก็ชวนตื่นตาตื่นใจไม่น้อย

สองบุรุษเดินไปตามทางไปพร้อมบ่าวรับใช้เพียงไม่กี่คนกับรถม้าขนสัมภาระ ผ่านบ้านเรือนหลายต่อหลายหลังจนไปหยุดหน้าประตูบ้านหลังหนึ่งที่ไม่ใหญ่หรือเล็กจนเกินไป

“ที่นี่หรือ?” หานตงเอ่ยถามคนด้านข้าง ด้วยความสงสัย คนถูกถามทำเพียงพยักหน้ารับก่อนจะเปิดประตูเข้าไป

“ซุนเทียน เจ้ามาแล้วหรือ” ทันทีที่อีกคนก้าวเท้านำเข้าไป เสียงทักทายก็ดังขึ้นในทันที

“เจ้าให้พวกข้ารอนาน เจ้าต้องเลี้ยงเหล้าพวกข้าด้วย”

“ใครใช้ให้พวกเจ้ามารอข้ากัน พวกเจ้าต่างหากที่ต้องเลี้ยงเหล้าต้อนรับข้า”

“ได้! เจอสหายทั้งที หมิงจือคนนี้จะเลี้ยงเหล้าพวกเจ้าเอง”

“เบี้ยหวัดของเจ้าจะพอเลี้ยงเหล้าข้ากับซุนเทียนหรือ”

“หวงกู่ อย่าพูดดีไป ไม่ถึงครึ่งเบี้ยหวัดของข้าก็มากมายพอที่จะทำให้เจ้าเมามายไม่ได้สติ”

“เช่นนั้นเจ้าก็เตรียมเบี้ยหวัดของเจ้าเอาไว้เลย เจ้าหมดตัวแน่”

หานตงเกาะขอบประตูมองสองสหาย หมิงจื่อและหวงกู่ที่กำลังปะทะริมฝีปากกันอย่างออกรส โดยมีซุนเทียนคอยเป็นกรรมการห้ามทัพ

“พวกเจ้าเลิกเถียงกันเถิด ตรงนี้ร้อนเข้าไปด้านในห้องรับรองดีหรือไม่” ซุนเทียนต้องหาหัวข้อใหม่ขึ้นมาพูดคุยไม่เช่นนั้นสหายทั้งสองคงยืนท้าทายกันอีกนาน

“ข้าเห็นด้วย” หมิงจือพยักหน้ารับก่อนจะเหลือบมาเห็นชายหนุ่มที่แอบมองอยู่

“นั่นใช่หานตงหรือไม่” คำทักทายดังขึ้นพร้อมคนพูดที่เดินตรงมาหาเขาด้วยความเร็ว

“โอ้ นี่ข้าไม่เจอเจ้านานเพียงใด เจ้าถึงเปลี่ยนไปถึงเพียงนี้” หมิงจือเอ่ยขึ้นพร้อมจับหานตนหมุนไปมาเพื่อทำการสำรวจ

“ข้าไม่คิดว่าเจ้าจะโตเร็วเพียงนี้” หวงกู่ที่พึ่งเดินตามเข้ามาสมทบเอ่ยขึ้น

“สูงกว่าเจ้าแล้วด้วย เห็นหรือไม่หวงกู่” หมิงจือได้ทีเอ่ยถากถางสหายข้างกายทันที

“และยังรูปงามกว่าเจ้าด้วย หมิงจือ” แน่นอนว่าหวงกู่ก็ไม่ยอมเป็นผู้ถูกกระทำเพียงฝ่ายเดียว

“คารวะใต้เท้าหมิง คุณชายหวง” หานตงที่พึ่งนึกขึ้นได้รีบประสานมือค้อมกายทำความเคารพคนทั้งสองทันที

“เป็นคุณชายที่สง่างามไม่น้อย” หมิงจือมองบุคคลตรงหน้าก่อนจะพยักหน้าช้าๆ ด้วยความชื่นชม

“แล้วเจ้ามาได้อย่างไรกัน” หวงกู่ถามขึ้นเพราะตามสารที่ซุนเทียนส่งให้นั้นไม่ได้กล่าวถึงน้องชายคนนี้

“ข้าขอพี่ใหญ่ตามมาเปิดหูเปิดตาขอรับ” หานตงตอบกลับไปพร้อมรอยยิ้ม

“อ่า...เช่นนั้นหรือ” บุรุษทั้งสองพยักหน้าเข้าใจก่อนจะหันไปหาซุนเทียน

“เข้าไปด้านในกันเถอะ ส่วนเจ้าเดินทางมาเหนื่อยๆ ก็ไปพักผ่อนเอาแรงเสียก่อน” คนถูกมองเอ่ยออกมาเพียงเท่านั้นก่อนจะเดินนำเข้าไป

“ข้าขอตัวก่อน” หานตงทำความเคารพคนทั้งสองก่อนจะเดินไปหาบ่าวรับใช้ที่กำลังขนของเพื่อไปยังห้องที่เขาจะใช้พักพิง

เมื่อรู้ตำแหน่งห้องว่างที่สามารถเป็นที่พักของตนได้ หานตนก็เดินทอดน่องไปตามทางทำท่าจะตรงกลับไปพักผ่อน แต่เมื่อลับตาคนเขากลับเปลี่ยนทิศทาง เพื่อตรงไปยังห้องรับรองที่พี่ชายกับสหายทั้งสองใช้ร่ำสุรา

คนพวกนั้นคงไม่ชวนกันร่ำสุราตั้งแต่หัววันเพียงเพราะความคิดถึง มันต้องมีอะไรมากกว่านั้นเป็นแน่

ชายหนุ่มเดินลัดเลาะจนสามารถหาที่เหมาะๆ ในการหลบซ่อนและแอบฟัง

ทั้งสามคนพูดคุยกันอย่างออกรส เล่าเรื่องราวต่างๆ ที่ได้พบเจอแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันไปมา พูดคุยเรื่อยเปื่อยไม่มีสาระสำคัญอะไร จนหานตงที่นั่งฟังอยู่แทบหลับ

“ผู้ที่หมายเอาชีวิตองค์รัชทายาทยังคงมีมากนัก” จนเมื่อได้ยินประโยคนี้ดังขึ้น หานตงที่กำลังจะหลับก็ตาลุกวาวทันที

“พระองค์อยู่ในที่แจ้ง แต่คนเหล่านั้นอยู่ในที่ลับ” หวงกู่เอ่ยขึ้นก่อนจะกระดกเหล้าเข้าปาก

“ท่านพ่อของข้าอยากให้เจ้าเข้าไปเป็นข้ารับใช้ในตำหนักอี่หลัน” หมิงจือหมุนจอกในมือไปมาพร้อมพูดคุย

“ที่ประทับขององค์รัชทายาท?” ซุนเทียนถามกลับไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“ถูกต้อง” หวงกู่ดีดนิ้วอย่างอารมณ์ดีพร้อมตอบสหายตรงหน้า

“ข้าพร้อมรับใช้องค์รัชทายาท แต่ตำแหน่งเพียงเท่านั้น ข้าเกรงว่า...”

“ถึงจะเป็นเพียงตำแหน่งเล็กๆ แต่เจ้าสามารถคอยระวังภัยให้องค์รัชทายาทได้มากกว่าพวกข้าเสียอีก” หมิงจือลิ้มรสเหล้าในจอกช้าๆ อย่างไม่รีบร้อน

“ข้ารู้ว่าเจ้าไม่พอใจในตำแหน่งที่ได้รับ แต่ขอให้เจ้าเข้าใจ ทุกสายตากำลังจับจ้ององค์รัชทายาท สิ่งที่พวกเราทำได้ในตอนนี้คือคอยสนับสนุนและระวังภัยให้พระองค์เท่านั้น” หมิงจือเอ่ยย้ำอีกครั้งก่อนจะกรอกเหล้าลงไปในลำคอ

“ข้าเข้าใจ” ซุนเทียนตอบรับก่อนจะกระดกเหล้าในมือดื่มเช่นกัน

“เช่นนั้นเชิญดื่มให้มิตรภาพของพวก ดื่มให้แก่องค์รัชทายาท” หวงกู่เอ่ยขึ้นก่อนจะรินเหล้าให้เพื่อนอีกสองคน

“ดื่ม!”

ทั้งสามคนกระดกเหล้าอึกใหญ่ก่อนจะพูดคุยกันต่อ

เมื่อได้ข้อมูลที่ต้องการหานตงก็ปลีกตัวออกมาเพื่อกลับไปยังห้องของตน

“แบบนี้ก็แย่น่ะสิ” ชายหนุ่มนั่งกัดเล็บอยู่บนเตียงอย่างใช้ความคิด

เหตุการณ์กำลังเดินไปตามประวัติศาสตร์ที่ลิขิตให้สองคนนั้นได้ใกล้ชิดกัน

เขาจะปล่อยให้เป็นแบบนั้นไม่ได้ แต่เขาจะทำยังไง จะขัดขวางสองคนนั้นอย่างไรดี

“ข้าต้องหาทางเข้าวัง” ในเมื่อซุนเทียนเข้าไปได้ แล้วทำไมเขาจะหาทางเข้าไปเป็นมหาดเล็กในวังบ้างไม่ได้

...ลิขิตฟ้าหรือจะสู้มานะตน

...ข้าจะตามพวกท่านไปทุกที่ จะเป็นปรสิตเกาะไม่ปล่อยเลยคอยดู

........................................................

 

แต่ถึงอย่างนั้นคนคำนวณก็มิอาจสู้ลิขิตฟ้า ไม่ว่าหานตนจะพยายามแค่ไหน ทั้งอ้อนวอนพี่ชายและสหาย ทั้งใช้แผนการต่างๆ นานา จนแล้วจนเล่า ชายหนุ่มก็ยังหาทางเข้าไปในวังหลวงไม่ได้เสียที

“ยี่สิบห้า! ยี่สิบห้าวันแล้วหรือ” หานตงบ่นพึมพำเมื่อลองนับขีดบนหัวเตียงที่เขาเป็นคนทำเอาไว้ตั้งแต่เดินทางมาถึงเมืองหลวง

“ซุนเทียนคงได้เจอองค์รัชทายาทแล้ว” ชายหนุ่มนั่งกัดเล็บอย่างใช้ความคิด เวลาเกือบเดือนที่ผ่านมาเขาไม่มีโอกาสได้พบเจอองค์รัชทายาท ไม่แม้แต่ได้เข้าไปเฉียดใกล้วังหลวง แต่ซุนเทียนนั้นกลับเข้าออกเป็นว่าเล่น

ทั้งคู่คงได้เจอหน้ากันแล้ว และหานตงก็มั่นใจว่าซุนเทียนไม่มีทางบอกองค์รัชทายาทว่าเขาตามมา

ด้วยความคิดถึงทั้งคู่ก็คงสานความสัมพันธ์ไปถึงไหนต่อไหน รำลึกความหลังไปถึงขั้นไหนกันแล้วก็ไม่รู้

“บ้าเอ๊ย!” หมอนใบหนึ่งลอดละลิ่ว เมื่อหานตงใช้มันระบายไฟโทสะที่กำลังปะทุ แค่นึกถึงภาพทั้งคู่รำลึกความหลังกัน เขาก็รู้สึกหงุดหงิด อะไรก็ดูขวางหูขวางตาไปหมด

ชายหนุ่มนั่งเพ้อเจ้ออยู่นานสองนานก่อนจะตัดสินใจกระโดดลงจากเตียง

...มานั่งรอโชคชะตาฟ้าลิขิตแบบนี้ก็ไม่ทันการน่ะสิ

มีดสั้นคู่กายที่ได้รับมาจากใครบางคนถูกคว้ามาเหน็บเอาไว้ พร้อมป้ายหยกจากเจ้าของคนเดียวกันซึ่งถูกนำมาประดับไว้ที่เอว

เมื่อทุกอย่างพร้อมชายหนุ่มก็เดินตรงออกจากเรือนเพื่อหาหนทางพบหน้าใครบางคน

...ในเมื่อท่านไม่มา ข้าก็จะหาทางไปพบท่านเอง

 

ใจกลางเมืองปรากฏกำแพงวังตั้งสูงตระหง่าน เป็นปราการคอยป้องกันภยันตรายให้แก่ผู้คนที่อาศัยอยู่ด้านใน และแบ่งเขตแดนชั้นวรรณะอย่างชัดเจน

ไม่ใช่แค่ความสูงที่เป็นสิ่งปกป้อง เหล่าทหารที่คอยเฝ้าอยู่ก็คือเครื่องมือป้องกันภัยเช่นกัน

อย่าว่าแต่ปีนเข้าไป แค่เฉียดใกล้ทั้งดาบทั้งทวนและลูกธนูในมือทหารเหล่าก็พร้อมพุ่งมาใส่เขาในทันที

ชายหนุ่มนั่งจิบเหล้าพร้อมควงมีดสั้นในมือเล่นอยู่ในโรงเตี๊ยมไม่ไกลเท่าไรนัก เพื่อคอยสังเกตการณ์

การจะเข้าออกวังหลวงต้องมีป้ายแสดงฐานะ ทุกประตูมีทหารคอยเฝ้ายามทุกบาน แถมยังมีเวลาเปิดปิดประตูอีก

การรักษาความปลอดภัยแน่นหนาขนาดนั้น เขาจะหาทางเข้าไปได้อย่างไร ถ้าไม่ถูกพาเข้าไป

แล้วใครจะพาเขาเข้าไปกันล่ะ ซุนเทียนนี่ไม่ต้องหวัง ใต้เท้าหมิง กับคุณชายหวงยิ่งไม่ต้องถามถึง คนพวกนั้นเห็นเขาอยู่ในสายตาซะที่ไหน

คิดพลางควงมีดสั้นเล่นไปพลางก่อนจะเผลอไผลทำมีดสั้นหลุดมือกระเด็นไปไกล แต่ยังไม่ทันที่ชายหนุ่มจะได้ลุกขึ้นไปเก็บ มีดเล่มนั้นก็ถูกใครบางคนหยิบขึ้นมาจากพื้นเสียก่อน

“มีดสั้นของท่านใช่หรือไม่” บุรุษภายใต้อาภรณ์เนื้อดีเอ่ยถาม แต่สายตากลับจับจ้องอยู่ที่มีดเล่มนั้นในมือ

“ของข้าเอง ขอบคุณท่านมาก” หานตงลุกขึ้นยืนพร้อมเอ่ยขอบคุณก่อนจะยื่นมือออกไปรับ แต่บุคคลตรงหน้ากลับไม่คืนมีดเล่มนั้นให้เสียทีจนเขาต้องกระแอมไอเบาๆ

“ข้าต้องขอโทษคุณชาย” คนที่เหมือนพึ่งหลุดออกจากห้วงความคิดของตัวเองเอ่ยพลางยื่นมีดสั้นเล่มนั้นคืนชายหนุ่ม

หานตงโค้งรับก่อนจะนำมีดเล่มนั้นมาเหน็บไว้ที่เอวแล้วกล่าวขอบคุณอีกครั้ง

“มีดสั้นเล่มนั้นไม่ทราบว่า ท่านได้มาจากที่ใด” คำถามที่อยู่ดีๆ อีกคนก็เอ่ยขึ้นมาทำให้คิ้วของหานตงต้องขมวดเข้าหากันด้วยความไม่เข้าใจ

“ข้าแซ่เหลา นามซิง มีดสั้นของคุณชายงดงามยิ่งนัก ข้าผู้ชื่นชอบในศัสตราวุธจึงอยากจะขอชื่นชม” อีกคนประสานมือค้อมกายพร้อมแนะนำตัวเสร็จสรรพ

“ข้าแซ่ต่ง มีนามว่าหานตง” ชายหนุ่มต้องรีบแนะนำตัวเพื่อไม่ให้เป็นการเสียมารยาท

ดูจากลักษณะ ผิวพรรณและการแต่งกาย คนผู้นี้น่าจะเป็นบัณฑิตหรือชาวยุทธ์มากกว่าชาวบ้านทั่วไป

“มีดสั้นเล่มนั้น ไม่ทราบว่าเป็นผลงานของช่างตีเหล็กคนใดหรือ” เมื่อแนะนำตัวเสร็จคนตรงหน้าก็กลับไปให้ความสนใจมีดสั้นที่เอวของเขาอีกครั้ง

“มีดสั้นเล่มนี้ ข้าได้มาจากสหายจึงไม่ทราบว่าเป็นผลงานของช่างคนใด ข้าต้องขอโทษคุณชายเหลาด้วย” หานตงตอบกลับไปพร้อมก้มมองมีดสั้นประจำกาย พอเอ่ยถึงตรงนี้ก็อดคะนึงหาผู้ที่มอบเจ้าของสิ่งนี้ให้เขาไม่ได้

“น่าเสียดายยิ่งนัก” น้ำเสียงที่อีกคนใช้นั้นไม่ได้แสดงออกถึงความเสียดายเท่าไหร่ แต่หานตงกลับไม่ทันได้สังเกตเพราะมัวแต่คิดถึงใครบางคน

“ข้าต้องขอตัวก่อน หากวันหน้ามีโอกาสคงต้องขอคำชี้แนะจากคุณชายต่ง” หานตงต้องหันกลับไปสนใจคนพูดอีกครั้งเมื่ออีกคนเอ่ยคำลา

“ไว้พบกันใหม่” หานตงประสานมือค้อมกายรับความเคารพจากคนตรงหน้าก่อนที่อีกคนจะเดินจากไป

ชายหนุ่มมองตามบุรุษผู้นั้นจนเห็นว่าอีกคนมีสหายเข้ามาทักทาย เขาจึงละสายตากลับมาให้ความสนใจกับของกินตรงหน้าต่อ

...จะว่าไปในยุคนี้จะหาสหายสักคนไม่ใช่เรื่องยาก แค่ถูกชะตาและชื่นชอบในเรื่องเดียวกัน เพียงเท่านั้นก็คุยกันถูกคอเสียแล้ว

...มีคนรักย่อมดีกว่ามีคนชัง ผูกมิตรกับผู้คนเอาไว้ ภายภาคหน้าอาจได้พึ่งพากัน นั่นคือคำสอนสั่งจากท่านแม่ของเขา

 

หลังจากนั่งสังเกตการณ์จนถึงยามซวี (19.00 น. - 20.59 น.) หานตงที่ไม่รู้ว่าควรจะเริ่มจากตรงไหนจึงตัดสินใจกลับไปยังบ้านพักของพี่ชาย

ในเมื่อวันนี้ยังไม่มีหนทาง กลับไปนอนพักผ่อนเอาแรงก่อนค่อยหาวิธีก็แล้วกัน

ชายหนุ่มเดินลัดเลาะอย่างสบายใจ ไปตามถนนหนทาง มองบรรยากาศยามค่ำคืนในเมืองหลวงไปเรื่อยเปื่อยไม่รีบร้อนหรือเร่งรีบอะไร

แต่แล้วเสียงร้องที่ดังขึ้นก็ทำให้หานตงต้องหยุดเดิน

“ขโมย! จับมันเอาไว้! มันขโมยของของข้า!”

หานตงยังไม่ทันจะได้ตั้งตัว บุคคลที่ถูกเรียกว่าขโมยนั้นก็วิ่งมาทางเขาพอดี ด้วยสัญชาตญาณชายหนุ่มจึงยื่นมือเข้าไปให้ความช่วยเหลือโดยไม่คิดถึงสิ่งใด

หานตงคว้าเอาถังน้ำที่อยู่ใกล้มือที่สุดโยนเข้าไปขัดขาเจ้าโจรคนนั้น ซึ่งมันก็ได้ผล ผู้ร้ายที่เอาแต่วิ่งหนีหน้าตั้งจึงไม่ทันได้สังเกตสะดุดล้มหัวคะมำ ไถลลงไปนอนกองกับพื้นในทันที

หานตงใช้โอกาสนี้เข้าไปล็อกตัวคนร้ายเอาไว้ ก่อนจะข่มขู่ให้กลัวโดยการชักมีดสั้นออกมาปักลงตรงหน้าคนที่เขานั่งทับอยู่

“ไปขโมยของใครมาล่ะพี่ชาย” หานตงเอ่ยถามไม่จริงจังนักก่อนจะหันไปหากลุ่มคนที่กำลังวิ่งตรงมา

“อ้าว ท่านนั้นเอง” หานตงเอ่ยขึ้นเมื่อหนึ่งในนั้นปรากฏบุคคลที่เขารู้จัก ก่อนจะถอยออกมาให้กลุ่มเจ้าหน้าที่เข้าไปจัดการแทน

“ที่แท้ก็คุณชายต่งนั่นเอง ขอบคุณท่านที่ให้ความช่วยเหลือ” สหายที่หานตงพึ่งได้รู้จักในวันนี้ประสานมือค้อมกายเพื่อเป็นการขอบคุณ

“เจ้านี่ผ่านมาทางข้าพอดีต่างหาก ข้าไม่ได้ช่วยเหลือสิ่งใดมากมาย” หานตงรับการคำนับก่อนจะตอบกลับไป

“เป็นโชคดีของข้าต่างหากที่ท่านอยู่ตรงนี้ หากไม่ได้ท่านช่วยเหลือ ข้าคงแย่แน่ๆ” คนตรงหน้ายังคงแสดงความซาบซึ้งในบุญคุณครั้งนี้

“ว่าแต่เจ้าหัวขโมยนี่ ขโมยอะไรจากท่านไปหรือ” หานตงเอ่ยถามด้วยความสงสัย ดูจากท่าทางของคุณชายเหลาแล้ว เจ้าหัวขโมยคงไม่ได้ขโมยแค่เงินทอง

“ถุงผ้าของท่านขอรับ” หนึ่งในเจ้าหน้าที่เดินมาพร้อมยื่นถุงผ้าใบหนึ่ง หลังจากค้นเจอในตัวเจ้าหัวขโมยนั่น

“ขอบคุณท่านมาก” คุณชายเหลารีบรับไปเปิดดูในทันที ใบหน้าที่ตึงเครียดก่อนหน้านี้ผ่อนคลายลงเมื่อเห็นสิ่งของด้านใน

“ของอยู่ครบหรือไม่” หานตงเอ่ยถาม

“ครบทุกอย่าง ขอบคุณพวกท่านที่ให้ความช่วยเหลือ” คุณชายเหลาเอ่ยตอบก่อนจะหันไปคำนับเหล่าเจ้าหน้าที่เพื่อเป็นการขอบคุณ

“ถ้าเช่นนั้น พวกข้าคงต้องขอตัว” หนึ่งในนั้นตอบกลับมาก่อนจะคุมตัวเจ้าโจรนั่นออกไป

“ของสิ่งนั้นคงสำคัญกับท่านมาก” หานตงเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นท่าทางของอีกคนที่ดูโล่งใจจนเห็นได้ชัด

“สำคัญมาก หากไม่มีของสิ่งนี้ข้าคงกลับเข้าไปไม่ได้” อีกคนตอบกลับมาด้วยรอยยิ้ม

“กลับเข้าไป?” หานตงขมวดคิ้วด้วยความสงสัย

“ในเมื่อท่านให้ความช่วยเหลือข้า ข้าก็ไม่คิดปิดบัง” คนตรงหน้าเอ่ยออกมาก่อนจะล้วงเอาแผ่นป้ายขนาดพอดีมือออกมาจากถุงผ้าใบนั้น

“นี่คือ?” หานตงรับมาถือเอาไว้ด้วยความไม่เข้าใจ

“ป้ายแสดงฐานะของข้า หากไม่มีป้ายนี้ข้าก็ไม่สามารถเข้าออกวังหลวงได้” แค่ได้ยินคำว่าวังหลวงหานตงก็หูตั้งด้วยความสนใจทันที

“ท่านทำงานอยู่ในวังหรือ”

“ท่านอย่าเสียงดังไป ข้าเป็นเพียงขันทีชั้นผู้น้อยเท่านั้น” บุคคลตรงหน้าลากหานตงเข้ามายืนพูดคุยข้างทางเพื่อไม่ให้เป็นที่สังเกต

“แต่ท่านก็สามารถเข้าออกวังหลวงได้เมื่อต้องการ” ชายหนุ่มถามย้ำเมื่อมีหนทางเข้าไปในวัง

มิน่าเล่าผิวพรรณคนผู้นี้ถึงเหมือนสตรีนัก เสียงถึงไม่ได้เล็กแหลม แต่ก็ไม่ทุ้มต่ำเหมือนบุรุษทั่วไป ที่แท้ถูกตอนแล้วนี่เอง

“ประตูวังมีเวลาเปิดปิด หากถึงเวลาปิดข้าก็ไม่สามารถกลับเข้าไปได้เช่นกัน” อีกคนตอบกลับ

“แล้วนี่ท่านจะกลับเข้าไปเมื่อใด” หานตงยังคงซักถามต่อด้วยความอยากรู้

“อีกหนึ่งชั่วยามประตูวังจะปิด ขอบคุณท่านอีกครั้งที่ให้ความช่วยเหลือ ข้าคงต้องลาท่านตรงนี้” บุคคลตรงหน้าเอ่ยก่อนจะประสานมือเพื่อคำนับหานตงเป็นการบอกลา แต่ชายหนุ่มกลับรีบรับมือของอีกคนเอาไว้เสียก่อน

“ข้ามีเรื่องอยากให้ท่านช่วย ท่านช่วยเหลือข้าได้หรือไม่” ชายหนุ่มรีบบอกความต้องการของตัวเอง เมื่อโชคเข้าข้างจะปล่อยให้หลุดมือไปได้อย่างไร

“ท่านคือผู้มีพระคุณของข้า ไม่ว่าท่านต้องการสิ่งใดข้าก็จะช่วยท่าน” คนตรงหน้ารับปากแข็งขันทั้งที่ยังไม่ทันได้รับรู้ถึงความต้องการของหานตง

“ไม่ว่าสิ่งใดท่านก็จะช่วยเหลือข้า?” หานตงถามย้ำและอีกคนก็พยักหน้ารับในทันที

“ข้ารับปาก”

หานตงสูดหายใจเข้าเต็มปอดก่อนจะเอ่ยในสิ่งที่ต้องการให้คนตรงหน้าช่วย

“ข้าอยากให้ท่านช่วยพาข้าเข้าไปในวังหลวง”

...........................................

 

“ท่านมีเวลาเพียงครึ่งชั่วยามก่อนประตูปิด” หลังจากผ่านด่านทหารเฝ้ายามมาได้ บุคคลตรงหน้าก็เอ่ยขึ้น

“ข้าเข้าใจ” หานตงที่ในตอนนี้อยู่ในชุดขันทีเช่นกับกับอีกคนพยักหน้าตอบรับ

“ข้าช่วยพาท่านเข้ามาได้ แต่ข้ามิอาจให้ท่านค้างคืนในวังหลวงได้ หากใครรู้เข้าหัวของข้าคงหลุดออกจากบ่า” อีกคนยังคงเอ่ยถึงโทษทัณฑ์ของการกระทำผิดในครั้งนี้

“ข้าขออภัยที่ทำให้ท่านต้องเดือดร้อน” หานตงน้อมรับอย่างสำนึกผิด

“เอาเถอะๆ สหายท่านมีนามว่าอะไรหรือ ถึงข้าจะเป็นเพียงขันทีผู้ต่ำต้อย แต่ข้าก็รู้จักคนในวังมิใช่น้อย อาจช่วยท่านได้”

“สหายข้านามว่า...” หานตงลังเลไม่น้อยที่จะเอ่ยพระนามขององค์รัชทายาทก่อนจะตัดสินใจบอกเพียงแค่แซ่

“สหายข้าแซ่จาง เป็นข้ารับใช้อยู่ที่ตำหนักอี่หลัน” หานตงบอกออกไปเพียงเท่านั้น ขอแค่เข้าไปใกล้ยังตำหนักของจางเหว่ยได้เพียงเท่านั้นก็พอ

“สหายท่านเป็นข้ารับใช้อยู่ที่ตำหนักขององค์รัชทายาทหรือ” อีกคนเอ่ยถามและหานตงก็พยักหน้ารับเป็นคำตอบ ก่อนที่เขาจะเริ่มรู้สึกผิดสังเกตเมื่อทางเดินที่อีกคนพามานั้นเริ่มรกร้างขึ้นเรื่อยๆ

“ทางนี้จะพาพวกเราไปยังที่ใด” หานตงตัดสินใจเอ่ยถามแต่คำตอบที่ได้มา กลับไม่ตรงกับคำถามที่เอ่ยออกไป

“ข้าเองก็เป็นขันทีรับใช้อยู่ที่ตำหนักขององค์รัชทายาท” คนตรงหน้าหยุดเดินก่อนจะหันหน้ากลับมาหาหานตง

“ไยข้าถึงไม่รู้จักคนแซ่จาง” น้ำเสียงที่อีกคนใช้ราบเรียบจนหานตงรู้สึกเย็นยะเยือก

“ทะ...ท่านบอกเองว่า ข้ารับใช้ในวังหลวงมีมากมาย สหายของข้าเป็นเพียงข้ารับใช้ต่ำต้อย ท่านอาจจำไม่ได้” หานตงพยายามหาเหตุผลเพื่อตอบอีกคน และมองหาทางหนีไปด้วย

“อย่างนั้นหรือ” แต่ยังไม่ทันจะได้ขยับตัว เพียงแค่อีกคนพยักหน้า รอบกายของหานตงก็ปรากฏบุรุษอีกสามคนมาขวางทางหนีเอาไว้

“พวกท่านจะทำอะไร” หานตงที่รู้แล้วว่าภัยกำลังมาถึงตน เริ่มเดินถอยหลังเพื่อหาทางหนี

“เจ้าบอกข้ามาว่าเจ้าได้มีดสั้นนั้นมาจากที่ใด” น้ำเสียงและสรรพนามที่เปลี่ยนไปทำให้หานตงเริ่มเหงื่อตก

“ขะ...ข้าบอกท่านไปแล้วว่าข้าได้มาจากสหายของข้า” หานตงยังคงยืนยันในคำตอบ

“สหายแซ่จางใช่หรือไม่”

ชายหนุ่มรีบหุบปากในทันทีเมื่อถูกถามคำถามนี้ เขาพลาดเองที่ไม่ทันคิดว่า แซ่ของจักรพรรดินั้นไม่มีใครใช้ได้นอกจากพระญาติ

“งั้นข้าขอถามเจ้าตามตรง เจ้าต้องการพบองค์รัชทายาทเพื่อสิ่งใดและมีดสั้นขององค์รัชทายาทไปอยู่ที่เจ้าได้อย่างไร” คนตรงหน้าเอ่ยคำถามชี้ชะตาที่ทำให้หานตงต้องคิดหนัก

หากตอบตามตรง คนเหล่านี้จะเชื่อหรือไม่ แล้วคนเหล่านี้คือมิตรหรือศัตรู สิ่งที่เอ่ยออกไปจะทำให้เขาได้เจอจางเหว่ยหรือปลิดชีวิตของเขากันแน่

“ข้าต้องการพบองค์รัชทายาทเพื่อ....นั่นใครน่ะ!” หานตนที่กำลังตอบตะโกนขึ้นทำให้ทั้งสี่คนรีบหันไปมองด้านหลัง และนี่แหละคือโอกาสหนีของเขา

ชามหนุ่มรีบแทรกตัวหนีแล้วใส่เกียรติหมา วิ่งหนีสุดชีวิตเท่าที่จะทำได้ ในเมื่อไม่รู้ว่าคือมิตรหรือศัตรูสิ่งเดียวที่ทำได้ในตอนนี้คือการหนีเพียงเท่านั้น

“เฮ้ย! ตามเจ้านั่นไป จับตัวมันมาให้ได้” คนที่พึ่งรู้ตัวว่าถูกหลอกรีบออกคำสั่งขันทีอีกสามคนในทันที

ชายหนุ่มไม่มีเวลาหันกลับไปมองด้วยซ้ำ เขาวิ่งลัดเลาะไปตามทางบ้าง ปีนกำแพงบ้าง อย่างคนตาบอดเพราะไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ทิศใดและประตูทางออกอยู่ตรงไหน

“แล้วต้องไปทางไหนล่ะเนี่ย” หานตงยืนหอบหายใจก่อนจะรีบแทรกตัวหลบไปในเงามืดตรงซอกหลืบของตัวอาคาร เมื่อเห็นกลุ่มขันทีกลุ่มหนึ่งเดินผ่านมาทางตน

“เอาแล้วไงหานตง เจ้าจะหนีไปทางไหนได้” ยิ่งหนีก็เหมือนจะยิ่งเข้าไปภายในเขตพระราชฐานมากยิ่งขึ้น

ชายหนุ่มมองซ้ายขวาก่อนจะตัดสินใจแทรกตัวเข้าไปทางหน้าต่างของเรือนหลังใหญ่ที่ไร้ซึ่งแสงไฟเพื่อหาที่หลบซ่อน เมื่อจำนวนของเหล่าขันทีและนางใน ตามทางเดินเพิ่มมากขึ้น

“ทำไมดูรีบร้อนกันจัง” หานตงพึมพำกับตัวเองเมื่อส่องออกไปมองกลุ่มคนด้านนอก

ดูจากอาการกระวนกระวายแล้ว คนเหล่านั้นไม่น่าจะกำลังตามหาเขา ลักษณะดูเหมือนมีเรื่องใหญ่กว่าการมีคนลอบเข้ามาในวัง และขันทีคนนั้นก็ไม่น่าจะประกาศให้เป็นเรื่องใหญ่เพราะตัวเองก็มีความผิดที่พาคนนอกเข้ามาในวังเช่นกัน

“เหมือนจะเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นจริงๆ” หานตงสรุปกับตัวเองก่อนที่เขาจะต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจ

เมื่อความมืดมิดด้านหลังนั้นปรากฏมือของใครบางคน เข้ามาปิดปากของเขาเอาไว้ พร้อมมืออีกข้างที่ล็อกเข้ามาตรงลำคอพร้อมบีบหลอดลมหรือหักคอของเขาได้ทุกเมื่อ

“เจ้าเป็นใคร” หานตงที่กำลังจะดิ้นหนีเอาตัวรอดต้องหยุดชะงักเมื่อได้ยินน้ำเสียงของคนด้านหลัง

“เจ้าเข้ามาเพื่อ...” ไม่ทันที่อีกคนจะได้เอ่ยจนจบประโยค ชายหนุ่มก็พลิกกายกลับไปหาคนด้านหลัง ลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่ามือที่ล็อกอยู่ในลำคอเมื่อกี้นั้นอาจปลิดชีวิตของตัวเองได้

หมับ!

หานตงโผเข้ากอดร่างตรงหน้าโดยที่ไม่ต้องคิดทบทวนสิ่งใดอีก ไม่เพียงแค่น้ำเสียง แต่กลิ่นกายแสนคุ้นเคย ทำให้หานตงมั่นใจว่าบุคคลในอ้อมกอดนั้นคือใคร

คนถูกกอดเบิกตากว้างด้วยความตกใจที่อยู่ดีๆ ตัวเองก็ตกเป็นรองเพราะนึกไม่ถึงว่า ผู้บุกรุกนั้นจะไม่กลัวตายหันมากอดเขาเอาไว้แบบนี้

“ปล่อยข้า! ใครอยู่ด้านนอก!” คนถูกกอดเริ่มออกแรงดิ้นและขอความช่วยเหลือเมื่อเข้าใจว่าภัยกำลังมาถึงตน

“คิดถึง” แต่เพียงแค่หานตงเอ่ยประโยคนี้ออกไป ร่างที่กำลังออกแรงดิ้นรนนั้นก็ชะงักงัน

“หาน...ตง” น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความไม่มั่นใจถูกเอ่ยออกมา

ชายหนุ่มเพียงแค่พยักหน้ารับกับไหล่ของอีกคนเป็นคำตอบ เขาลืมไปแล้วว่าจุดประสงค์ที่ตามซุนเทียนมาเมืองหลวงนั้นคือสิ่งใด

ทำได้แค่เพียงเอ่ยสิ่งที่อยู่ในใจมาตลอดหนึ่งปี

“ข้าคิดถึงท่าน”

 

* ‘หวงไท่จื่อเฟย’ ตำแหน่งพระชายาเอกในองค์รัชทายาท ซึ่งสามารถแต่งตั้งได้เพียงคนเดียว หากองค์รัชทายาทซึ่งเป็นพระสวามีได้ขึ้นครองราชย์ มักจะได้รับการแต่งตั้งเป็นฮองเฮา 

 

>>> เสียงจากคนแต่ง

กรี้ดดดดดด เขาได้เจอกันแล้วค่ะท่านผู้อ่าน

กว่าจะได้เจอเล่นเอาเกือบตายนะหานตง

เรื่องราวจะเป็นยังไงต่อไป มาร่วมลุ้นกันต่อจ้า

ขอคอมเม้นหน่อยน่าาา

ไม่มีใครอยากคุยกับเค้าเลยเหรอ

รักคนอ่านนะจุ๊บๆ เจอกันตอนหน้าจ้า

หากเมาส์มอยนิยายเรื่องนี้อย่าลืมติด

#ทำไมข้าต้องอยากตัดแขนเสื้อท่าน

ติดตามการอัปเดตข่าวคราวได้ที่

Facebook : Fic BY Pucca_ww 

TWITTER : @pucca_ww 

ความคิดเห็น