สถานะ : กลับมาเขียนต่อหลังจากอู้เพราะโควิดไปนานนม ตอนต่อไป : ตอนที่38-?? รีไรท์ยังไม่มีในเร็ววันนี้ขอให้อดทนไปก่อน เพราะใจไรท์อยู่กับตอนใหม่มากกว่าตอนเก่า

ตอนที่1-4 รีไรท์

ชื่อตอน : ตอนที่1-4 รีไรท์

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.3k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 18 ม.ค. 2563 22:02 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่1-4 รีไรท์
แบบอักษร

===ตอนที่1=== 

​-กิ๊ง ก่อง กาง ก่อง- 

"คุจัง! ไปกินข้าวเที่ยงด้วยกันเถอะ!" 

เสียงกริ่งดังขึ้น เป็นสัญญาณว่าหมดเวลาเรียนในช่วงเช้าแล้ว และเป็นเวลาพักให้นักเรียนภายในโรงเรียนได้เตรียมตัวพร้อมสำหรับคาบบ่ายที่จะถึงนี้ 

ณ โต๊ะเรียนริมหน้าต่าง หญิงสาวที่มีใบหน้าน่ารักน่าเอ็นดูในรูปร่างที่งามหยด เธอหันหน้าจนผมที่สั้นบ๊อบของเธอสะบัดออกจนทำให้หลายๆคนหันมามองด้วยความหลงใหล  

ฮินาตะ ฮินะ นั่นคือชื่อของหญิงสาวผู้นี้ ภายในโรงเรียนแห่งนี้ไม่มีใครที่ไม่รู้จักสองพี่น้องฮินาตะ ผู้พี่มีร่างกายที่โดดเด่นและความงดงามที่น่าหลงใหลจนถูกยกย่องให้เป็นหญิงสาวที่สวยที่สุดในโรงเรียนอย่างไม่เป็นทางการ ส่วนคนน้อง ฮินาตะ คานะ นั้นมีชื่อเสียงด้านกีฬาเคนโด้อย่างมาก ทำให้มีหลายครั้งที่ถูกสารภาพรัก 

และหนึ่งในนั้น ฮินาตะ ฮินะ ได้ออกปากชวนชายหนุ่มที่มีใบหน้าที่ดูน่ารักกว่าผู้ชายทั่วไปซึ่งนั่งอยู่ข้างหลังของเธอเพื่อไปทานอาหารกลางวันด้วยกัน 

"ครับ ครับ" 

เธอเป็นเพื่อนของเขาตั้งแต่สมัยเด็ก นั่นเพราะบ้านของทั้งคู่นั้นอยู่ติดกันเสียจนแค่ออกจากประตูบ้านแล้วเลี้ยวซ้ายออกมาก็สามารถเข้าไปยังบ้านของอีกฝ่ายได้โดยง่าย 

ชายหนุ่มที่ตอบแบบขอไปทีอย่างเย็นชาผู้นี้มีชื่อว่า คุโรมิเนะ คุโระ บ้านของเขานั้นเป็นบ้านทรงญี่ปุ่นดั้งเดิม แตกต่างจากบ้านของฮินะที่เป็นบ้านแบบญี่ปุ่นสมัยใหม่ 

ภายในบ้านของคุโระนั้นมีผู้อาศัยเพียงสามคนเท่านั้น แม้จะมีขนาดที่ใหญ่ แต่ดูเหมือนว่าจะกว้างเกินไปอยู่มาก 

ในอดีต ทุกครั้งที่คุโระและฮินะเล่นด้วยกันนั้น แม้จะมีสีหน้าที่เย็นชาแต่เขาก็ไม่เคยเลยที่จะแสดงท่าทีรำคาญหญิงสาวผู้ร่าเริงคนนี้ นั่นก็เพราะเขานั้น...ตกหลุมรักเธอ ตกหลุมรักฮินะมานานนับปี 

“ฮินะ ชั้นรักเธอ” 

“อื้อ! เข้าใจแล้ว!” 

(ไม่ได้เข้าใจอะไรเลย) 

คุโระเดาะลิ้นอย่างหงุดหงิดอยู่ภายในใจ แม้จะมีนักเรียนคนอื่นอยู่ใกล้ แต่นั่นไม่ทำให้เขาสนใจหรือเขินอายเลยแม้แต่น้อย 

"พี่~ พี่คุโระ~" 

หลังจากออกจากห้องมา ทันใดนั้นก็เจอเข้ากับฮินาตะ คานะ น้องสาวของฮินะในทันที หากให้พูดตรงๆแล้ว ดูเหมือนเธอจงใจจะมาหาทั้งสองคนอยู่พอดี แถมยังมาอย่างรวดเร็วอีก 

แม้จะอยู่ตึกเดียวกัน แต่ห้องของคานะนั้นอยู่ทางทิศเหนือ และอยู่ที่ชั้นสอง ในขณะที่ห้องของทั้งสองนั้นอยู่ที่ชั้นสามทางทิศใต้  

ฮินาตะ คานะ นั้นกล่าวได้ว่าเป็นผู้หญิงที่สวยงาม ผมยาวที่มัดรวบไว้เผยให้เห็นต้นคอที่เย้ายวน ใบหน้าที่อ่อนหวานแสดงรอยยิ้มที่น่ารักจนทำให้ใจเต้นได้ง่ายๆ อีกทั้งรูปร่างหน้าตายังคล้ายคลึงกับฮินะผู้เป็นพี่ จนหากตัดผมทรงเดียวกันคงยากที่จะแยกแยะออก 

แต่นั่นคือเบื้องหน้าสำหรับชายที่ชื่อคุโระเท่านั้น 

“ค...คุณฮินาตะครับ คือว่า---” 

“อย่ามาแทรกตอนที่คนเขากำลังจะคุยกันได้ไหมคะ? รุ่นพี่” 

เมื่อไม่ใช่คุโระ เธอก็ลบรอยยิ้มทิ้งแล้วหรี่ตามองเยี่ยงราชินี ผู้หญิงคนนี้เย็นชาเสียยิ่งกว่าน้ำแข็งเสียอีก 

"คานะ อย่าไปว่าเขาแบบนั้นสิ แล้วก็อย่าวิ่งบนทางเดินด้วย" 

"ขอโทษค่ะพี่~ แต่ถ้าไม่รีบเดี๋ยวพี่คุโระและพี่จ๋าก็หายไปไหนกันสองคนก็ไม่รู้น่ะสิ! หนูอยากกินข้าวเที่ยงด้วยกันกับพี่จ๋าและพี่คุโระนะ!" 

"ทางนี้ว่าจะไปชวนอยู่แล้ว ไม่เห็นต้องรีบเลย" 

“นั่นสิ ถ้าทิ้งเธอไว้ เดี๋ยวก็โดนโกรธจนกลายเป็นลูกโมจิทั้งวันพอดี แบบนั้นคนในห้องคงอึดอัดแย่” 

พอคุโระพูดแซวหน้าตาย คานะที่เขินกับคำพูดนั้นก็พยายามปฏิเสธ แต่ไม่สามารถปฏิเสธออกมาเป็นคำพูดได้ 

*ตุบๆๆๆๆๆ* 

แม้จะเร็วแต่ก็ไม่ได้รุนแรงมากนัก คานะฝากกล่องอาหารที่แม่ของเธอทำให้ไว้ที่ฮินะแล้วเข้ามาทุบหน้าอกของคุโระอย่างน่ารักน่าชัง 

แต่ถ้าหากนี่ไม่ใช่คุโระแล้วล่ะก็ คงได้มีรถโรงพยาบาลขับเข้ามาเป็นแน่ 

*เอี๊อด...* 

เพราะต้องการหาที่สงบ แถมโรงเรียนนี้ก็ไม่ได้ห้ามให้นักเรียนขึ้นดาดฟ้าเสียด้วย เพราะถูกตกแต่งเอาไว้ กระทั่งมีต้นไม้ไว้บังแดดและดอกไม้ที่บานสะพรั่ง 

มีนักเรียนหลายคนที่ขึ้นมายังดาดฟ้า เพราะสายลมที่พัดผ่านมันให้ความเย็นสบายตัดกับสภาพแดดที่สาดส่องอย่างร้อนอบอ้าวนั้น 

มีคนหลายกลุ่มทั้งเพื่อนร่วมชั้น รุ่นน้องและรุ่นพี่ทั้งหลาย ต่างก็หันมาให้ความสนใจกับกลุ่มของคุโระ 

นั่นเพราะเขาเดินมากับฮินะและคานะ สองพี่น้องที่ถูกยกให้เป็นสาวสวยประจำโรงเรียน แม้จะทำอะไรไม่ได้แต่ก็มีความอิจฉาในตัวคุโระอย่างมาก บางครั้งก็จะเข้ามาหาเรื่อง แต่ก็ถูกสายตาที่เย็นชาซึ่งเต็มไปด้วยจิตสังหารของคานะสยบเอาไว้ได้เสียทุกคน 

"ไปนั่งตรงนั้นกันเถอะคุจัง" 

"แต่ชั้นว่าตรงนั้นดูจะเย็นสบายมากกว่านะ" 

"หนูเห็นด้วยกับพี่คุโระนะคะ วันนี้อากาศค่อนข้างร้อนะคะพี่" 

"มู...แต่ก็ร้อนจริงๆนั่นแหละ ไปตรงที่คุจังบอกกันเถอะ" 

ว่าแล้วฮินะก็เดินนำคุโระไปอย่างร่าเริงจนทำให้เหล่าชายหนุ่มหันมามองกันเป็นแถบ แต่ไม่เพียงแค่ฮินะ แม้แต่คานะเองก็ตกเป็นเป้าสายตา 

แต่ในขณะเดียวกัน เหล่าหญิงสาวก็ให้ความสนใจกับคุโระที่เดินมาด้วยกันกับทั้งคู่ เพราะความเฉยชาของเขา หากไม่มีใครชวนพูดคุยก็จะอยู่อย่างเงียบๆ อีกทั้งยังคุยกับผู้อื่นไม่ค่อยเป็น บางครั้งบางคราก็พูดจาขวานผ่าซากเสียจนฝ่ายคู่สนทนาถึงกับต้องผงะไป 

แต่กระนั้น เขาก็ยังเป็นที่นิยม ทั้งการกระทำ คำพูด รูปร่าง ใบหน้า แทบจะทุกส่วนนั้นถูกยกมาตั้งเป็นหัวข้อพูดคุยของสาวๆ กันทั้งนั้น แม้จะโดนคานะถลึงตาใส่อยู่หลายครั้งหลายครา แต่เวลาหนึ่งปีที่ผ่านไปนั้นทำให้เหล่าสาวๆ นั้นมีภูมิต้านทานที่มากขึ้นจนสายตาคู่นั้นมิอาจทำอะไรพวกเธอได้แม้แต่น้อย 

"""ทานแล้วนะคะ/ครับ""" 

เมื่อเปิดกล่องอาหารกลางวันก็จะเห็นอาหารจำพวกเนื้อเป็นหลัก ข้าวแล้วก็ผัก แม้จะไม่ค่อยถูกโภชนาการแต่ก็ครบห้าหมู่ ถึงกระนั้นทั้งสามคนที่กินอาหารเป็นจำนวนมากกว่าคนปรกติถึงสองเท่าแถมยังบ่นเป็นบางครั้งว่าหิว แต่ก็ไม่มีทีท่าว่าจะอ้วนขึ้นแม้แต่น้อย 

"คุจัง อ้~าม" 

"..." 

“อย่าเงียบสิคุจัง อ้~าม” 

*หงับ* 

การกระทำของฮินะนั้นชวนให้เขินอาย แต่ไม่มีท่าทีว่าจะเป็นเช่นนั้น คุโระเองก็ดูเหมือนจะไม่คิดอะไร ...หากบอกว่าไม่คิดเลยนั้นก็คงไม่ถูกนัก เรียกว่าต่อให้เขินอายไปแต่อีกฝ่ายก็ดูเหมือนจะไม่สนใจอะไรหรือรู้สึกรู้สาอะไรนักเลยเริ่มปลงแล้ว จนกลายเป็นความชินชา 

"...อร่อยดีนะ" 

"เฮะๆๆ ขอบคุณน้า~" 

"ถ้างั้นก็ตาชั้นบ้าง" 

คุโระคีบเทมปุระขนาดพอดีคำในกล่องข้าวให้ฮินะ โดยที่เธอก็รับเอาไว้โดยไม่คิดอะไรเช่นเดิม 

แต่เพราะการกระทำนั้นนั่นแหละ คนบริเวณรอบข้างต่างรู้สึกอิจฉา ทั้งคุโระและฮินะ ฝ่ายชายก็อิจฉาคุโระที่ได้กินอาหารจากผู้หญิงที่งดงามเป็นที่สุดผู้นี้ และฝ่ายหญิงก็รู้สึกอิจฉาฮินะที่คุโระมีใจให้เธอ แต่ก็เริ่มสงสารคุโระเมื่อรู้ว่าฮินะนั้นไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลยแม้แต่น้อย 

ใช่ คนประเภทแบบฮินะนั้นเรียกว่าซื่อบื้อ ซื่อบื้อชนิดที่ว่าลิงยังยกนิ้วให้เลยเสียด้วยซ้ำ 

"พี่...ขี้โกงค่ะ" 

"? อะไรเหรอคานะ?" 

ฮินะเอียงคอสงสัยกับคำพูดที่หลุดปากมาจากคานะ คานะพองแก้มแล้วเชิดหน้าหนีฮินะด้วยความงอน 

“ข้าวกล่องนี่น่ะ พี่กับหนูช่วยกันทำ เพราะเหมือนกันเลยไม่สามารถป้อนพี่คุโระเหมือนกับที่พี่ทำไปก่อนหน้านี้ได้ เพราะหนูรุกช้าไปค่ะ” 

"...เอาของชั้นหน่อยไหม?" 

"เอาค่ะ!" 

อ้~าม คานะอ้าปากกว้างราวกับจะกลืนกินไปทั้งมือ 

*หงับ* 

เมื่อกินเข้าไป ระหว่างเคี้ยวคานะก็แสดงสีหน้าแห่งความสุขออกมาจนสามารถฆ่าผู้ชายรอบๆได้นับสิบ แม้แต่หนุ่มแว่นบางคนถึงกับทนรับดาเมจไม่ไหวเกิดเอฟเฟ็กต์แว่นแตกกระจายไปตามๆ กัน 

“อาหารของพี่ฮานะเนี่ยอร่อยที่สุดจริงๆ นั่นแหละค่ะ ถึงจะผิดต่อแม่ แต่หนูอยากกินอาหารฝีมือของพี่ฮานะทุกวันเลยล่ะค่ะ” 

"แบบนั้นแม่เธอก็เสียใจแย่เลยสิ คนเป็นแม่น่ะ ย่อมอยากให้ลูกของตนเองกินอาหารฝีมือของตนเองอยู่แล้วน่า" 

"เพราะแบบนั้นเลยไม่สามารถพูดได้ยังไงล่ะคะ! แต่แม่ก็เข้าใจพวกหนูนะ บางทีก็ยอมให้พวกหนูมาหาพี่คุโระด้วยล่ะ! ถึงจะรบกวนพี่ฮานะแต่ก็อยากไปหาให้บ่อยเท่าที่แม่จะไม่เสียใจเลยล่ะค่ะ" 

คานะยิ้มออกมาอย่างแก่นแก้ว รอยยิ้มทำให้คุโระเผลอยิ้มออกมาเล็กน้อย 

"แต่ที่ทำให้มันอร่อยน่ะ...ไม่ใช่แค่นั้นซะหน่อย" 

"...เห คานะเนี่ย ชอบคุจังขนาดนั้นเลยเหรอ?" 

เพราะการแสดงออกของคานะทำให้ฮินะหรี่ตาลงแล้วพูดขึ้นด้วยรอยยิ้มที่คาดเดาอะไรไม่ได้เลย แต่ว่าอารมณ์ที่สัมผัสได้นั้นช่างรุนแรงเสียจริง 

"...แล้วมันทำไมกันล่ะคะ?" 

รอยยิ้มหุบลง คานะจ้องฮินะกลับ แม้จะยิ้มอยู่ แต่ดูเหมือนฮินะจะมีบางอย่างที่แปลกไป 

“แล้วเธอล่ะฮินะ” 

คุโระเปิดปากพูดขึ้น 

“เธอชอบชั้นบ้างรึเปล่า” 

“...อื้อ แน่นอนสิ” 

คุโระหลับตาลงแล้วถอนหายใจออกมาเล็กน้อย 

“...เหรอ” 

เขาคีบเอาคาราอาเกะในกล่องข้าวเข้าปากอย่างไร้อารมณ์ หลังจากช่วงเวลานั้นเป็นหนึ่งวันที่มีไม่มากนัก ที่ทั้งสามคนจะทานข้าวด้วยกันโดยไม่พูดอะไรเลยแม้แต่คำเดียว 

. 

. 

. 

"ฮ้าว~" 

"ฮินาตะ! มองกระดานสิ!" 

"ขอโทษค่ะอาจารย์!" 

อาจารย์ประจำวิชานี้ แม้จะเป็นสาวสวยแต่ก็เคี่ยวเอามากเลย มีหลายครั้งที่ฮินะที่เริ่มง่วงในช่วงบ่ายก็จะถูกดุ และนี่ก็เป็นครั้งที่สามแล้วนับตั้งแต่เริ่มคาบมา 

แต่ถึงกระนั้น ก็ไม่สามารถลงโทษอะไรเธอได้มากนัก เพราะสิ่งที่อาจารย์ผู้นี้สอนนั้น แม้จะไม่ชอบแต่ฮินะก็สามารถตอบคำถามได้หมด 

แต่ถึงจะตอบได้ก็ตามที… 

“ไหนล่ะวิธีคิด?” 

“ไม่มีอ่ะ! ก็แค่เห็นมันก็รู้คำตอบแล้วนี่!?” 

“ฉันถึงบอกให้ตั้งใจเรียนไง!” 

“ก็ถ้าแค่เห็นโจทย์แล้วตอบได้ จะรู้วิธีคิดไปทำไมกันล่ะ!?” 

“สอบกลางภาคครั้งนี้ ฉันจะใส่แต่ข้อเขียน!” 

“อาจารย์นิสัยไม่ดี! ทำแบบนี้มันผิดจรรยาบรรณนะ!” 

“ไม่ผิดย่ะ!” 

แล้วทั้งคู่ก็แยกเขี้ยวใส่กันเป็นปรกติจนเกิดเสียงหัวเราะขึ้นภายในห้อง 

-ก๊ง ก่อง กาง ก่อง- 

"รอดแล้ว!" 

"ให้ตายสิ..." 

อาจารย์สาวเอามือก่ายหน้าผากอย่างเหนื่อยๆ แล้วเดินออกจากห้องเรียนไปโดยที่ไม่รอให้นักเรียนภายในห้องได้ทำความเคารพ ซึ่งนั่นถือเป็นเรื่องปรกติของเธอนั่นเอง 

เมื่อเวลามาถึงทุกคนก็เก็บของใส่กระเป๋า ทว่าดูเหมือนฮินะนั้นจะตัดสินใจไม่เรียนคาบนี้อยู่แล้ว จึงไม่ได้นำอะไรขึ้นมานอกจากหนังสือเรียนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น จึงไม่ยากที่จะเก็บของเลยแม้แต่น้อย 

"นี่ๆคุจัง ไปเดทกันเถอะ!" 

"...หา?" 

"เดทไงเดท ไปกันสองคนนะ" 

“แล้วคานะล่ะ?” 

"เรามั่นใจเลยว่าคานะจะต้องไม่ว่าง!" 

ดูชั่วร้ายเอามากๆ เสียจนทำให้เผลอหลุดหัวเราะได้ง่ายๆ แต่กระนั้นคุโระก็ได้แต่ยิ้มเจื่อน 

"เอาสิ" 

และเพราะทั้งคู่จะว่างในตอนเย็นหลังเลิกเรียน ทำให้ไม่จำเป็นต้องอยู่รออะไรทั้งนั้น แม้จะห่วงคานะ แต่ต่อให้มีโจรมาเป็นสิบคน ก็คงได้แต่ภาวนาให้เหล่าโจรนั้นไม่ตายหลังจากถูกคานะโจมตีเท่านั้น 

คุโระรีบเก็บของแล้วสะพายกระเป๋าไว้ที่ไหล่ขวา ก่อนที่จะเดินออกไปกับฮินะทั้งสองคนโดยไม่สนสายตาของคนในห้องเลยแม้แต่น้อย 

"พี่คะ! พี่คุโระ!" 

"หือ? มาทำอะไรที่ฝั่งนี้อีกแล้วล่ะ" 

“อย่าวิ่งบนทางเดินสิ บอกไปเมื่อตอนกลางวันแล้วแท้ๆ” 

ทันทีที่ออกจากห้องก็เหมือนกับเจอเดจาวู คานะที่วิ่งมานั้นหยุดตรงหน้าทั้งคู่แล้วเกาศีรษะพูดขอโทษอย่างขอไปที 

"วันนี้มีกิจกรรมชมรมเพราะงั้นกลับกันไปก่อนเลยนะคะ ...เฮ้อ ทั้งๆที่คิดว่าจะไม่มีแล้วแท้ๆเชียว..." 

ชิ เธอเดาะลิ้นอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์ทำให้คุโระยิ้มเจื่อน 

“พยายามเข้าล่ะ” 

“ใกล้จะถึงวันแข่งแล้วนี่นะ พยายามเข้าล่ะ” 

“ค่ะ จะพยายามให้เต็มที่เพื่อไม่ให้คู่ต่อสู้ตายค่ะ!” 

ถึงจะเป็นการพยายามแต่เหมือนจะผิดประเด็นไปเล็กน้อย คุโระยังคงยิ้มเจื่อนต่อไป 

“เพราะฉะนั้น ขอตัวก่อนนะคะ” 

“อย่าวิ่งนะ” 

คานะที่ได้ยินดังนั้นก็เปลี่ยนจากท่าวิ่งมาเป็นการเดินอย่างเร็วแทน ภาพนั้นทำให้ฮินะหัวเราะออกมาอย่างติดตลก แถมยังพูดขึ้นมาเพื่อตอกย้ำคำที่ตนพูดไปภายในห้องเรียนเมื่อครู่ 

“ว่าแล้วว่าคานะจะต้องไม่ว่าง!” 

“บางทีการคาดเดาของเธอก็น่ากลัวใช่ย่อยเลยนะ ฮินะ” 

“อ่ะฮะฮะฮะ” 

ฮินะหัวเราะอย่างติดตลกแล้วเดินไปข้างหน้า โดยมีคุโระเดินตามหลังมาติดๆ 

เมื่อออกจากโรงเรียนทั้งคู่ก็เดินตรงไปยังเส้นทางที่คุ้นเคย แต่เพราะวันนี้ฮินะเป็นคนชวนไปเที่ยวด้วยกันสองคน แม้จะเป็นคุโระ แต่เขาก็ต้องทักฮินะขึ้นก่อน เพื่อถามถึงสถานที่เป้าหมายที่ต้องการจะไปนั่นเอง 

"จะไปที่ไหนงั้นเหรอ?" 

"ฟุฟุฟุ คุจังก็รู้ไม่ใช่รึไงกัน?" 

"?" 

"ดูหนังและทานข้าวเย็นกันสองคน เหมือนคู่รักเลยนะ!" 

แหม พูดแล้วก็น่าอายเล็กน้อยล่ะนะ! เทเฮะ! ฮินะแลบลิ้นทำหน้าตาแลดูน่ารัก แต่คุโระนั้นติดอยู่ในภวังค์เสียตั้งแต่ประโยคแรก 

“...นั่นสินะ” 

“แต่ก่อนอื่นก็ต้องนิยาย!” 

"...ห้องเธอจะไม่มีที่เก็บอยู่แล้วนะ ยังจะซื้ออีกอย่างนั้นเหรอ?" 

“แน่นอนสิ!” 

ถึงจะไม่มีที่เก็บก็ต้องซื้อจนกว่าจะไม่มีที่เก็บจริงๆ! ฮินะพูดขึ้นแล้วแสดงท่าทางที่เร่าร้อน ด้วยท่าทางนั้นทำให้คุโระถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายกับการใช้จ่ายเงินที่ไม่คำนึงถึงผลกระทบที่ตามมาของเจ้าตัว 

ร้านประจำนั้นจะอยู่ระหว่างทางกลับบ้าน เพราะฉะนั้นฮินะจึงจะไปยังห้างสรรพสินค้าที่อยู่ใกล้ๆกับบ้านของเธอนั่นเอง 

เพื่อไม่ให้เดินไกลจะได้ไม่ต้องกลับดึกด้วย แถมยังเป็นเส้นทางที่คุ้นเคยมากเสียจนจะหลับตาเดินก็ไม่หลง เมื่อมั่นใจว่ามีความปลอดภัยถึงระดับนั้นก็ไม่จำเป็นต้องไปที่ไหนไกลเลยแม้แต่น้อย 

ฮินะรีบเร่งเข้าไปภายในร้านขายหนังสือร้านประจำ ประตูอัตโนมัติเปิดออกพร้อมแจ้งเตือนว่ามีลูกค้าเข้ามา เมื่อได้ยินการแจ้งเตือนแล้วนั้น เจ้าของร้านหรือผู้ดูแลร้านก็จะพูดแสดงความต้อนรับออกมา 

"ยินดีต้อนรับค่ะ ...คุณพี่ฮินาตะ!" 

"มาอีกแล้วล่ะ!" 

"แม้แต่คุณพี่คุโรมิเนะก็มาด้วยงั้นเหรอคะ? แปลกใจมากเลยนะคะเนี่ย" 

“งั้นเหรอ ดูเหมือนจะไม่อยากต้อนรับชั้นสินะ?” 

“เปล่าค่ะ! เป็นเกียรติอย่างยิ่งค่ะ! เชิญเลือกตามสบายเลยค่ะ!” 

“ไม่ล่ะ ชั้นไม่ค่อยสนใจอะไรที่มีในนี้เท่าไรหรอก ชั้นมาเพราะฮินะจะมาซื้อนิยายเท่านั้นเอง” 

“สรุปก็ไม่ใช่ลูกค้าสินะคะ! ให้ตายสิ! จะรับน้ำชาไหมคะ!” 

“ไม่หรอก วันนี้ชั้นคิดว่าฮินะคงเลือกไม่นานนักหรอกนะ” 

เด็กสาวที่ดูเหมือนเป็นเด็กประถมผู้นี้แท้จริงแล้วคือเด็กม.ปลายปีหนึ่งที่มาจากโรงเรียนเดียวกัน ชื่อของเธอคือริวโกะ ฮารุนะ เพราะฮินะมาที่นี่ค่อนข้างบ่อย ในอดีตคุโระก็เลยได้มากับฮินะบ้างเป็นบางครั้งทำให้ทั้งสามคนรู้จักกัน 

"เชิญเลือกตามสบายเลยนะคะ! วันนี้เพิ่งมีนิยายเรื่องใหม่เข้ามาด้วยแหละค่ะ!" 

“เอ๋!? จริงเหรอ!?” 

“เดี๋ยวเถอะ ไม่ใช่ว่าจะซื้อเล่มต่อของเรื่อง “นักดาบสีชาด” นั่นหรอกเหรอ?” 

ฮินะหันกลับมามองคุโระที่ทักขึ้นเช่นนั้นด้วยแววตาที่ดูเลื่อนลอยเล็กน้อยจนทำให้คนที่นิ่งเฉยอย่างคุโระถึงกับเหงื่อซึมออกมา 

“เมื่อกี้พูดว่าอะไรเหรอ?” 

“...เปล่า แค่บอกให้รีบหน่อยน่ะ” 

"อืม...งั้นเอาหมดนี่แหละ" 

ฮินะยิ้มออกมาแล้วชี้ไปที่ชั้นว่าที่แสดงหนังสือออกใหม่ 

(ออกใหม่เร็วชะมัด ยัยนี่มาซื้อทุกอาทิตย์แท้ๆ แต่กลับมีหนังสือใหม่ๆเข้ามาตลอดเลย ...ว่าแต่ยัยนี่จะติดตามนิยายพวกนี้ไปสักกี่เรื่องกันถึงจะพอใจกันเนี่ย?) 

“มีเงินพอเหรอ?” 

“อื้อ พอแหละ!” 

เฮ้อ คุโระถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย ก่อนที่จะเดินไปหยิบตะกร้าขึ้นมา แล้วจับหนังสือในชั้นวางแสดงนั้นลงในตะกร้าทีละเล่มตามเท่าที่ฮินะต้องการ 

“เธอคงไม่ได้ซื้อเล่มไหนซ้ำใช่ไหม?” 

“เราไม่ใช่โอตาคุนะที่จะต้องซื้อสองเล่มสำหรับอ่านและเก็บสะสมน่ะ แค่เล่มเดียวก็พอแล้ว และเงินที่ต้องใช้ซื้ออีกเล่มสำหรับเก็บน่ะ เอาไปซื้อเรื่องอื่นมาอ่านมันคุ้มมากกว่าอีกนะ” 

ก็จริงอย่างที่ฮินะพูด เธอมีเหตุผลที่ฟังขึ้น แต่กระนั้นกลับไม่มีเหตุผลที่จะเก็บออมเงินเลยแม้แต่น้อย ผู้หญิงคนนี้...ไม่ควรจะให้เป็นคนถือบัญชีธนาคารภายในบ้านมากที่สุดแล้ว 

ทั้งๆที่เป็นแบบนั้นแต่ถ้าเป็นเงินของคนอื่นแล้ว ผู้หญิงที่ชื่อฮินาตะ ฮินะคนนี้นั้นสามารถจัดการรายรับรายจ่ายได้อย่างยอดเยี่ยมจนน่าประหลาดใจเลยทีเดียว 

“2x,xxx เยนค่ะ” 

คุโระคิ้วกระตุกเมื่อได้ยินราคาจากปากของพนักงานขาย 

“ไม่คิดว่าเธอจะซื้อเยอะเกินไปรึไง? นั่นไม่ใช่ราคาจำนวนน้อยๆเลยนะ” 

“หืม?” 

ฮินะหันกลับมามองคุโระด้วยสายตาที่เริ่มขุ่นมัวจนสร้างเม็ดเหงื่อเย็นๆขึ้นมาบนใบหน้าของคุโระอีกครั้ง 

“...แค่คิดว่าเธอควรเก็บเงินไว้บ้างก็ดีน่ะ” 

“ค...แค่นี้เอง ไว้คราวหน้าจะเก็บนะ!” 

คุโระทำสีหน้าเอือมระอาแล้วถอนหายใจอย่างลากยาวจนทำให้ฮินะเกิดอาการลนลานขึ้นมาอย่างทำตัวไม่ถูก 

“...ครั้งหน้าสินะ อย่าลืมที่ตัวเองพูดล่ะ” 

“อ...อื้อ! จะพยายามลดเท่าที่ทำได้นะ!” 

“ครั้งหน้าจำกัดการซื้อแค่ครั้งละสามเล่ม ไม่เกินจากนี้ ไม่อย่างนั้น...ก็ห้ามมาที่นี่อาทิตย์ละครั้งอีก ครั้งหน้าจะเป็นเดือนละครั้งแทน” 

“ม...ไม่นะ!” 

“อีกอย่างนะ นิยายน่ะต้องใช้เวลาเขียนนะ จะมาอาทิตย์ละครั้งแล้วไม่เจอเล่มต่อของเรื่องที่ต้องการ แล้วไปซื้อเรื่องอื่นมาเพิ่มต่อเนี่ย มันไม่เกินไปหน่อยเหรอ? เรื่องที่เธออ่านน่ะมันมีมากเกินไปแล้ว เผลอๆพออ่านไปแล้วเธอก็จะจำเนื้อเรื่องและตัวละครสลับกันก็ได้อีก เพราะงั้นลดๆลงบ้างเถอะน่า” 

“อ...อึก...เข้าใจแล้ว จะพยายาม...” 

ฮินะตอบคุโระที่ร่ายยาวอย่างหงอยๆจนน่าสนสาร ก่อนที่จะเข้าไปกอดถุงที่เต็มไปด้วยหนังสือที่ซื้อมา 

“แต่นี่มันไม่เกี่ยวกัน! ครั้งหน้าเราสัญญา แต่ครั้งนี้ไม่นับ!” 

คุโระถอนหายใจจนทำให้รุ่นน้องผู้เป็นพนักงานร้านขายหนังสือถึงกับทักออกมาว่า “เดี๋ยวความสุขก็บินหายไปหมดหรอก” พร้อมกับทำสีหน้าราวกับจะบอกว่า “เหนื่อยหน่อยนะ” ก็มิปาน 

"นี่มิกะคุง ไอ้นั่นน่ากินจัง!" 

"อืม น่ากินจริงๆ นั่นแหละ" 

"นี่...เราแวะกันมาตั้งหกร้านแล้วนะมิอุ ซุสุกะ นี่เราต้องไปรับอาสุกะอยู่ไม่ใช่เหรอ?" 

เมื่อคุโระและฮินะเดินออกมาจากร้านขายหนังสือ คุโระก็เบียดร่างของฮินะถอยกลับไปอย่างรวดเร็ว เพื่อไม่ให้เดินไปชนกับกลุ่มนักเรียนที่เดินผ่านไป โดยที่นักเรียนสามคนนั้นประกอบไปด้วยผู้ชายหนึ่งคน และผู้หญิงสองคนที่ดูคล้ายกับเด็กเกเรที่ถูกเรียกอย่างไม่เป็นทางการว่า เกล 

"...คุจัง? มีอะไรงั้นเหรอ?" 

"...เปล่า แค่รู้สึกคุ้นเคยเล็กน้อยน่ะ...คิดไปเองล่ะมั้ง" 

"หืม? ...ไม่หรอกมั้ง ก็พวกนั้นน่ะ เป็นนักเรียนแผนกม.ต้นของโรงเรียนเรานี่นา อาจจะเคยเจอกันที่ไหนภายในโรงเรียนสักแห่งก็ได้ล่ะมั้ง" 

"...นั่นสินะ" 

เมื่อเดินออกมาจากตรงนั้น คุโระก็อาสาถือสัมภาระทุกอย่างให้ฮินะ หากเป็นกระเป๋านักเรียนจะถือเองก็ไม่มีปัญหามากนัก แต่ว่าจะให้ถือถุงใส่หนังสือจำนวนมากขนาดนี้ ต่อให้เป็นฮินะก็คงมีอ่อนล้ากันบ้างเหมือนกัน 

คุโระที่ถือสัมภาระให้ ก็จัดระเบียบถุงใส่หนังสือให้ดี แล้วเดินตามฮินะไปติดๆ 

“สนุกจังเลยเนอะ คุจัง” 

“นั่นสินะ เป็นฉากต่อสู้ที่ยอดเยี่ยม ความโรแมนติกก็ใช้ได้ เสียดายที่การเกลี่ยบทนั้นยังไม่ทั่วถึงมากเท่าไร” 

“ละเอียดจัง! แค่สนุกก็พอแล้ว!” 

ฮินะตรงไปยังโรงภาพยนตร์ และเมื่อออกมาก็มีการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความประทับใจในตัวหนังที่ทั้งคู่ได้ดู คนหนึ่งนั้นช่างเรียบง่าย แต่อีกคนนั้นกลับละเอียดอ่อน 

ทั้งคู่หัวเราะก่อนจะพากันไปยังสถานที่ต่างๆ 

เลือกซื้อเสื้อผ้า แม้จะไม่ได้ซื้อก็ตามที 

แม้จะผิดต่อพี่ฮานะและแม่ของฮินะที่ทำอาหารรออยู่บ้าน แต่ทั้งคู่ก็โทรไปบอกว่าจะกินมาจากข้างนอก แล้วก็พากันไปร้านอาหารที่ได้รับคำแนะนำมาจากเพื่อนในห้องเรียนอีกทีหนึ่ง 

ซื้อของฝากไปให้แก่น้องสาวผู้ที่ไม่ว่างในวันนี้ เมื่อเลือกได้ฮินะก็ยิ้มออกมาอย่างงดงามเสียจนคุโระเผลอลืมหายใจไปชั่วขณะเลยทีเดียว 

เมื่อเที่ยวกันจนหนำใจ คุโระและฮินะก็พากันเดินจูงมือกลับบ้านอย่างมีความสุข มากเสียจนคนรอบข้างนั้นมองเห็นว่าเป็นคู่รักคู่หนึ่งเลยทีเดียว 

“อุ่นจังเลยนะ” 

“ก็ยังมีชีวิตอยู่นี่นะ แต่อากาศเริ่มจะเย็นลงแล้วสิ รีบกลับกันเถอะ” 

“อื้อ” 

คุโระเร่งความเร็วในการเดิน ฮินะเองก็ยังคงตามทันมาติดๆ 

แต่ก็อย่างที่คุโระพูด เริ่มเข้าสู่ฤดูหนาวก็ย่อมมีอากาศที่เย็นลงในช่วงกลางคืนเป็นธรรมดา 

“...” 

“คุจัง?” 

เมื่อเดินมาถึงสถานที่หนึ่งที่คุ้นเคย แต่หากจะบอกว่าคุ้นเคยก็ยังผิดไปไกลโข นี่คือสถานที่แห่งความทรงจำ ที่มิอาจลบออกไปได้ 

ในตรอกมืดนั้น คุโระมองเข้าไปด้วยสายตาที่เลื่อนลอย ทว่ามือของเขาบีบแน่น แน่นเสียจนฮินะแสดงอาการออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน 

เป็นไม่กี่ครั้งที่คุโระจะแสดงความรู้สึกนอกจากเฉยชากับเหนื่อยหน่าย นี่คือความโกรธที่มิอาจอธิบายได้ เป็นความหงุดหงิดภายในจิตใจที่แสดงต่อผู้อื่นและตนเองเท่านั้น 

"คุจัง...เราเองก็เป็นคนผิดเหมือนกัน ไม่ต้องโทษตัวเองมากขนาดนั้นก็ได้นะ" 

"...ขอโทษที" 

"...ไม่เป็นไรหรอก เราจะอยู่กับคุจังเอง ...ตลอดกาลเลยล่ะ" 

ได้ยินแบบนั้นคุโระก็แสดงสีหน้ายิ้มเจื่อนออกมาแล้วเริ่มเดินต่อในทันที 

เวลาที่ผ่านเลยไป เมื่อยามค่ำคืนมาถึงก็เกิดบรรยากาศแปลกๆขึ้น 

(เพราะไม่เคยออกบ้านตอนกลางคืนมาก่อน ...ไม่นึกเลยว่าทางกลับบ้านเราจะมืดได้ถึงขนาดนี้) 

คุโระเหลือบสายตามองซ้ายทีขวาที แสงสว่างจากเสาไฟตามเส้นทางนี้ช่างริบหรี่เสียเหลือเกิน 

(ไม่เข้าใจ...ถ้าเสาบางต้นจะเริ่มเสียจนแสงสว่างส่องออกมาน้อยสักต้นหรือสองสามต้นก็คงไม่แปลกเท่าไร แต่นี่เป็นทุกต้นเลย แถมยังดูริบหรี่ลงเรื่อยๆอีก) 

มีอะไรไม่ชอบมาพากล คุโระคิดเช่นนั้นแล้วเริ่มแสดงท่าทีระวังตัว 

เมื่อฮินะเห็นท่าทีเช่นนั้น เธอก็เริ่มเข้าใกล้คุโระไปอีก แม้จะเป็นคนซื่อบื้อ แต่เธอก็สังเกตเห็นถึงความผิดปรกติแบบนี้เช่นกัน 

"มันแปลกๆนะว่าไหม?" 

คุโระที่ได้ยินคำพูดของฮินะก็หันหน้ากลับมาครึ่งหนึ่งโดยไม่ลดการ์ดลงเลยแม้แต่น้อย 

"มันแปลกสุดๆไปเลยล่ะ บรรยากาศของที่นี่น่ะ" 

"...รีบไปกันเถอะ" 

คุโระพยักหน้าตอบรับ ก่อนที่ออกวิ่งโดยที่มีฮินะตามหลังมาติดๆ 

มันเป็นเส้นทางที่คุ้นเคยเพราะพวกเขาใช้เส้นทางนี้กลับบ้านอยู่บ่อยครั้ง ดังนั้นจึงไม่มีคำว่าหลง แม้จะมืดแต่ก็สามารถจดจำเส้นที่ต้องเลี้ยวผ่านได้อย่างแม่นยำ 

เส้นทางที่ไม่ได้วกวน หากวิ่งผ่านไปสักสองถึงสามแยกก็น่าจะเจอกำแพงบ้านคุโรมิเนะของคุโระแล้ว ทว่าครานี้ช่างแปลกประหลาด 

ไม่ว่าจะวิ่งไปที่ไหน เลี้ยวไปยังทิศทางใด ผลสุดท้ายก็จะลงเอยที่การเดินวนกลับมายังทิศทางเดิมอยู่เสมอ 

“นี่มันบ้าอะไรกันเนี่ย?” 

“นี่มันปรากฏการณ์อะไรงั้นเหรอ!?” 

ไม่ว่าจะมองยังไงมันก็ผิดปรกติ เป็นสิ่งที่ผิดธรรมชาติมากเลยทีเดียว 

นี่คือเมือง ภายในเมืองที่เส้นทางนั้นถูกกำหนดมาอย่างดีว่าจะเดินออกไปยังส่วนไหนบ้าง ไม่ใช่ป่าทึบที่มีทำให้เกิดการหลงทางได้ด้วยการเดินวนอยู่ที่เดิม 

การเดินไปยังทางใดก็ตามแล้วกลับมายังจุดเริ่มต้นนี้ ช่างเป็นความพิศวงเสียจนทำให้คนขวัญอ่อนถึงกับจิตตกได้เลย 

“สงสัยเราคงต้องเดินกลับไปด้านหลังแล้วล่ะ วันนี้คงไม่ได้กลับบ้าน...” 

คุโระถอยหลังกลับมาหนึ่งก้าวขณะที่พูด แล้วหันไปหาฮินะเพื่อหวังจะเดินย้อนกลับไปยังเส้นทางเดิม 

แต่สิ่งที่เขาเห็นนั้น คือร่างของฮินะที่ไร้สติกำลังถูกดึงเข้าไปในความมืด 

"เฮ้ย!" 

เพียงชั่วครู่เดียว ฮินะถูกลักพาตัวไปในทันทีท่ามกลางความมืดมิด แสงสว่างเริ่มกลับมาจนตามทางตอนนี้นั้นเต็มไปด้วยแสงไฟ 

ราวกับเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องโกหก แต่ความจริงที่ว่าฮินะถูกลักพาตัวไปนั้นยังคงเป็นเรื่องจริง 

และถึงจะมืดไม่ดึกมาก การที่เขาไม่เจอใครเลยแม้แต่คนเดียวท่ามกลางถนนที่กว้างใหญ่นี้ช่างเป็นเรื่องน่าเสียใจที่เขาไม่ได้เอะใจอะไรเลยแม้แต่น้อย 

แต่นั่นเป็นผลดีอยู่บ้าง เมื่อมีหญิงสาวออกมาจากเส้นทางที่เขาใช้กลับบ้านในตอนแรก เธอวิ่งมาพร้อมกับเมดหนึ่งคนโดยที่ทั้งสองแสดงท่าทีที่เป็นห่วงคุโระอย่างชัดเจน  

ผู้หญิงที่นำหน้ามามีชื่อว่าฮานะ เป็นเจ้าของบ้านและผู้ปกครองของคุโระ มีรูปร่างที่อวบอิ่มและใบหน้าที่อ่อนวัย เช่นเดียวกับเมดที่ตามหลังมา ถึงแม้จะมีรูปร่างที่เล็กสมกับเป็นผู้หญิงชาวญี่ปุ่น แต่ใบหน้ารวมไปถึงสีผมที่บลอนด์ทองนั้นบ่งบอกว่าเธอเป็นชาวต่างชาติ ซึ่งที่จริงแล้วเธอเป็นลูกครึ่งต่างหาก 

"คุโระคุง!" 

“พี่...ฮานะ?” 

คุโระที่เริ่มสงบสติอารมณ์ได้ก็หันกลับมามองฮานะที่วิ่งมาหาเขา 

"ม...ไม่เป็นไรนะ?" 

"ไม่เป็นไร...งั้นเหรอ? จะไม่เป็นไรได้ยังไงกันน่ะหา!? ฮินะถูกลักพาตัวไป พี่คงรู้ใช่ไหมว่าเธอถูกพาไปที่ไหนน่ะ!?" 

"...ใช่ ฉันรู้" 

ฮานะหลับตาลง ก่อนที่จะลืมตาขึ้นมาจ้องมองคุโระที่อยู่ในระดับสายตาเดียวกัน 

"ฮินาตะ ฮินะ ...ผู้หญิงคนนั้นถูกลักพาตัวไปยังต่างโลก ...โลกที่เธอได้จากมายังไงล่ะ" 

"...เป็นที่นั่นเองสินะ โลกนั้นเต็มไปด้วยพวกเส็งเคร็งกันทั้งนั้นเลยรึไงกันหา!?" 

คุโระกระทืบเท้าอย่างอารมณ์เสีย เมื่อเป็นเรื่องของฮินะแล้วนั้นเขาก็มักจะควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ค่อยได้เสมอ 

และผลจากการควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้นั้น พื้นที่เขาได้กระทืบไปได้เกิดรอยแตกขนาดใหญ่ขึ้นอย่างน่าผิดปรกติ  

และจากที่ฮานะได้กล่าวไว้ คุโระนั้นมาจากอีกโลกหนึ่ง และนั่นน่าจะเป็นสาเหตุของเรื่องนี้ 

"...เฮ้อ ไม่นึกเลยว่าจะเป็นแบบนี้ ...แต่เธอคงไม่ได้คิดจะตามไปใช่ไหม?" 

"ก็เข้าใจชั้นดีนี่?" 

"คุโระคุง!" 

"ไม่ว่ายังไงก็ต้องไปพาตัวฮินะกลับมาให้ได้ และถ้าให้ดีก็ควรจะสะสางบัญชีแค้นกับไอ้พวกเวรนั่นให้สิ้นเรื่องไปเลย" 

“อย่ามาพูดบ้าๆนะ เธอทำแบบนั้นไม่ได้หรอก!” 

“ได้สิ...ไม่สิ ยังไงชั้นก็ต้องทำให้ได้” 

คุโระเหลือบสายตามองฮานะที่แสดงท่าทีคัดค้าน แต่ไม่ว่ายังไงเขาก็ไม่ล้มเลิก และฮานะเองก็ไม่คิดที่จะยอมให้เขาไปยังที่ที่อันตรายเช่นนั้นอย่างแน่นอน 

“...ถ้าฉันไม่เปิดประตูมิติให้เธอ เรื่องมันก็จบลงที่ตรงนี้เท่านั้นแหละ” 

คุโระหรี่ตามองฮานะที่กล่าวเช่นนั้นออกมา พร้อมยิ้มแสยะออกมาเล็กน้อย 

“วันๆเอาแต่เรื่อยเปื่อยไปวันๆอย่างไร้จุดหมายอย่างพี่น่ะ คงไม่รู้สินะ ...ชั้นน่ะ ฝึกทุกวัน ฝึกที่จะควบคุมพลังนี้ยังไงล่ะ!” 

คุโระปัดมือขวาอย่างรุนแรงด้วยอารมณ์ที่พุ่งสูง 

แต่ที่แปลกประหลาดยิ่งกว่านั้น คือการที่เกิดเศษกระจกตกลงมาราวกับมีกระจกบานใหญ่ถูกทำลาย ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ที่จะมีกระจกขนาดใหญ่อยู่กลางถนนที่ใช้เดินไปมา 

...ใช่แล้ว มันเกิดจากอากาศธาตุที่ว่างเปล่า ถ้าให้กล่าวก็คือเขาได้สร้างช่องว่างระหว่างมิติขึ้นมา 

ไม่มีทาง เป็นไปไม่ได้ ไม่มีทีทางที่มันจะเกิดขึ้น การกระทำของคุโระนั้น แม้แต่เทพเจ้าที่ฮานะรู้จักยังไม่สามารถทำมันได้เลยด้วยซ้ำ มันคือการกระทำที่ผิดธรรมชาติของจักรวาลนี้มากที่สุด 

“ชั้นไม่ใช่คนบนโลกนี้พวกคุณก็รู้ดี แต่ที่มากกว่านั้นคือ ชั้นไม่ใช่มนุษย์ 

“พูดบ้าอะไรของเธอ เธอก็เป็นมนุษย์นะ!” 

“มนุษย์ที่ไหนเขาทำเรื่องพรรค์นี้ได้กันน่ะหา? ถึงภายนอกจะเหมือน แต่สิ่งที่มีอยู่กับตัวนี่ไม่ใช่ด้วยซ้ำ! อย่ามาล้อเล่นให้ขำหน่อยเลย” 

คุโระที่ระบายความหงุดหงิดเสร็จสิ้นก็เงยหน้าขึ้นมา ด้วยแววตาที่เย็นชานั้น แม้แต่ฮานะก็มิอาจจะส่งเสียงใดๆได้เลยแม้แต่น้อย 

“...ชั้นจะไปตามฮินะคืนมา ใครที่กล้ามาขวาง ถ้าเป็นศัตรูจะฆ่าทิ้งให้หมด แต่ถ้าเป็นพวกคุณ...คงต้องทำให้ขยับไม่ได้ไปสักพักใหญ่ๆแล้วล่ะ” 

ฮานะเหงื่อแตกอย่างกดดัน หากคุโระเอาจริงขึ้นมา ต่อให้เป็นฮานะและยูนะร่วมมือกันก็ยากที่จะเอาชนะได้ 

คุโระที่สังเกตทีท่าได้สักพักหนึ่งก็เลือกที่จะเดินเข้าประตูไปโดยไม่บอกลาใดๆ เมื่อร่างของคุโระหายไป บรรยากาศก็กลับมาเป็นเหมือนเดิมในทันที 

“...ยูนะ นี่เธอไปปลดผนึกของคุโระตั้งแต่เมื่อไรกัน?” 

“เอ๊ะ? ไม่ใช่คุณหรอกหรือคะ ที่ปลดผนึกคุณคุโระไปน่ะ?” 

ฮานะหันกลับมามองยูนะอย่างตกใจ ก่อนจะแสดงสีหน้าปั่นป่วนออกมา 

“หมายความว่า...ให้ตายสิ” 

“ถ้าสมมติว่าเขาไม่ได้ถูกปลดผนึกหรือทำลายผนึกด้วยตัวเอง ก็แสดงว่าพลังที่เขามีนั้น คือพลังเพียงแค่ส่วนเดียวเท่านั้นเองงั้นหรือคะ?” 

“...ขออย่าให้มันใช่อย่างที่เธอคิดก็แล้วกันนะ ยูนะ” 

ฮานะถอนหายใจอย่างไม่สบอารมณ์เท่าไร ก่อนที่จะเก็บกระเป๋านักเรียนของฮินะและคุโระที่ถูกทิ้งไว้พร้อมถุงที่เต็มไปด้วยหนังสือนิยายกลับไปยังบ้านโดยไม่พูดอะไรขึ้นมาเลยแม้แต่คำเดียว 

  

===ตอนพิเศษ=== 

  

ณ ที่แห่งหนึ่ง 

บนเก้าอี้ที่ล้อมโต๊ะกลมอันเต็มไปด้วยขนมและชาที่ส่งกลิ่นหอม หญิงสาวสามคนกำลังนั่งพักผ่อนด้วยการทานและดื่มสิ่งเหล่านั้นอยู่ 

คนแรกนั้นมีรูปร่างที่คล้ายกับเด็กไม่มีผิด แต่กลับมีความเป็นกุลสตรีไม่สมกับรูปร่างที่เป็นอยู่ ราวกับลูกคุณหนูก็มิผิด 

คนต่อมานั้นมีท่าทีที่ไม่สมกับเป็นกุลสตรี แม้แต่ผู้ชายยังเข้าใจผิดถึงท่าทีของเธอได้ ใบหน้าของเธอดูดุร้ายราวกับสัตว์ป่าแตกต่างจากคนแรก 

คนสุดท้ายนั้นดูโตกว่าคนแรกเล็กน้อย แต่ก็ยังคงเหมือนกับเด็กอยู่ดี เธอคนนี้แตกต่างจากสองคนที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัด คือหูและหางจิ้งจอกของเธอนั่นเอง 

และสิ่งที่เหมือนกันก็คือ ผม(ขน)สีบลอนด์ทองของทั้งสามคนนั่นเอง 

“เห...ดูเหมือนจะเกิดเรื่องดีๆขึ้นแล้วนะ” 

เด็กสาวจิบชาในถ้วยที่ตนถือ พลางจ้องมองลูกแก้วที่แสดงภาพการเคลื่อนไหวอันผิดปรกติของชั้นบรรยากาศเอาไว้ แล้วพูดขึ้นมาอย่างร่าเริง 

กลับกัน หญิงสาวที่นั่งด้วยท่าทางที่ไม่สุภาพนั้นกลับมองไปที่ลูกแก้วนั่นอย่างไร้อารมณ์ 

“หืม...เรื่องดีๆที่ว่าเนี่ย อะไรงั้นเหรอ?” 

“...เมื่อถึงเวลาแล้ว พวกเจ้าทั้งคู่ก็จะรู้เองแหละ” 

เด็กสาวจิบชาอีกครั้ง โดยปล่อยให้ทั้งสองสงสัยในคำพูดของเธอต่อไป 

“...เอาเถอะ ขอให้เรื่องดีๆนั่น เกี่ยวกับราชาของเราด้วยเถอะนะ...” 

เด็กสาวหูสัตว์พูดพลางลุกขึ้นเดินจากโต๊ะน้ำชาไปอย่างไม่สนใจไยดี 

“...” 

โดยมีสายตาของเด็กสาวผู้เรียบร้อยจ้องมองอยู่ข้างหลังอย่างเงียบๆอยู่ 

  

 

===ตอนที่2=== 

 

ทัศนียภาพที่เห็น ณ เบื้องหน้าหลังจากที่ลาจากโลกใบก่อนมานี้ คือภาพของผืนป่าอันเขียวขจีอันเป็นธรรมชาติที่ดีโดยสมบูรณ์แบบ 

เสียงของธรรมชาติที่เกิดจากลมและสัตว์หลายชนิดนั้นดังเข้ามาภายในหูของคุโระ กลิ่นของดอกไม้และใบหญ้านั้นก็เตะเข้าจมูกเต็มๆ 

ธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์และสวยงามแตกต่างจากโลกเดิมที่จากมา ประเทศญี่ปุ่นที่มีสถานที่ที่สวยงามตามธรรมชาติ แต่แม้จะเห็นแค่แว้บเดียว แต่ที่นี่นั้นสวยกว่าที่โลกเดิมเสียจนน่าตกใจ 

“เพราะไม่มีวิวัฒนาการทางวิทยาศาสตร์มาทำลายธรรมชาติ ที่นี่เลยสวยกว่าที่โลกเดิมสินะ...” 

คุโระหลุดยิ้มให้กับธรรมชาติอันงดงามแห่งนี้ พลางเงี่ยหูฟังเสียงจากทั่วทุกสารทิศ สัมผัสกับบรรยากาศที่สดชื่นแจ่มใส  

จนกระทั่งคุโระได้ยินเสียงจากที่ที่ไกลออกไป 

"น...หนีเร็วรูบี้!" 

"พ...พี่คะ! ข้างหน้า!" 

"แย่ล่ะสิ!" 

คุโระเปลี่ยนสีหน้าเป็นสีหน้าที่จริงจังในทันที เพราะเสียงที่ได้ยินนั้น หากตั้งใจฟังให้ดีพอก็จะรับรู้ได้ว่า มันเป็นเสียงตะโกนกรีดร้องของคนที่กำลังพบเจอกับปัญหาร้ายแรง 

"...ช่วยไม่ได้แฮะ" 

*ฟุ่บ* 

คุโระออกวิ่งไปทางขวาของตนตามเสียงที่ได้ยิน คุโระนั้นมีประสาทสัมผัสที่ค่อนข้างดี และในตอนนี้มันก็ดีขึ้นเสียจนเขาสามารถจับทางต้นเสียงงได้อย่างไม่ยากเย็น 

เมื่อวิ่งออกมาได้สักพัก คุโระก็เข้าใจได้ว่า ตนเองกำลังจะเข้าใกล้เจ้าของเสียงกรีดร้องเมื่อครู่นี้แล้ว 

ทั้งความเร็ว ความแข็งแรง คุโระมีมันและเพิ่มพูนเป็นอย่างมาก ถึงขั้นที่ขนาดตัวเองยังต้องตกใจ 

“แบบนี้คงไปถึงตัวในเวลาไม่กี่วินาที แต่ไม่กี่วินาทีก็มากพอที่จะทำให้พวกเธอตายได้ถ้าเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเรื่องใหญ่” 

แต่ถ้าช่วยได้ก็คงจะเรียกร้องบุญคุญได้แน่นอน คุโระคิดในใจราวกับเป็นผู้ร้ายในการ์ตูนผู้ชายไม่มีผิด 

"กรี๊ดดดดดดด!!" 

“กรร…” 

“หืม...” 

คุโระลดฝีเท้าลง แล้ววิ่งด้วยความเร็วชนิดที่จะไม่ทำให้ศัตรูที่เป็นสัตว์ร้ายรู้ตัวว่ามีภัยเข้ามาใกล้ 

(เสียงร้องในลำคอแบบนี้เหมือนกับเสียงของหมาไม่มีผิด แต่จะให้ไปแยกเสียงหมากับหมีก็คงจะไม่ได้ แต่ถ้าเป็นต่างโลกแบบนี้ คงเป็นสัตว์ร้ายประเภทหมาป่าตัวใหญ่ไม่ผิดแน่) 

คุโระหลบเข้าที่หลังต้นไม้แต่ละต้น แล้วเคลื่อนไหวไปตามเสียงร้องครวญครางของสัตว์ร้ายที่คาดว่าจะเป็นหมาป่าประเภทหนึ่ง 

“...นี่มัน...” 

คุโระเหลือบมองเมื่อเข้าใกล้ได้มากพอที่จะเห็นตัวของสัตว์ร้ายและหญิงสาวเจ้าของเสียงกรีดร้องเมื่อครู่นี้ 

“เด็กเหรอ? ...ยิ่งกว่านั้น จำนวนขนาดนั้น ไม่ใช่ว่านั่นมันอันตรายแล้วหรอกเหรอ?” 

ภาพที่คุโระเห็นคือเด็กสาวสองคนที่มีใบหน้าและรูปลักษ์ที่คล้ายกันราวกับเป็นฝาแฝด อาวุธเป็นมีดที่มีระยะการโจมตีที่สั้น และดูเหมือนคนที่ตัวเล็กกว่าเล็กน้อยจะใช้เวทมนตร์ได้ 

เวทมนตร์ คือชื่อที่เรียกสิ่งที่เหนือธรรมชาติ จะอธิบายให้เข้าใจก็คงยาก แต่มันคือความสามารถที่ไม่มีวันหาได้จากที่โลกเดิม 

หลักการทำงานคือการใช้มานา ควบคุมมันแล้วสร้างเวทมนตร์ขึ้น ที่บอกว่าเป็นสิ่งเหนือธรรมชาตินั้น เพราะการสร้างไฟที่ไม่ได้เกิดจากการจุดไฟด้วยวิธีต่างๆแต่เป็นไฟที่จู่ๆก็ออกมาจากฝ่ามือ นั่นคือเวทมนตร์นั่นเอง 

“แต่ไม่ว่ายังไงก็ไม่น่าจะจัดการได้หมด” 

มองแค่สายตาก็เห็นแล้วว่าหมาป่าไซส์ยักษ์ทั้งหลายนั้นมีจำนวนมากกว่ายี่สิบตัว แม้จะมีตัวที่ตายไปหลายตัว แต่ว่าจำนวนมันแทบจะไม่ได้ลดลงเลย 

“คงหนีรอดได้ยากล่ะนะ รีบช่วยก่อนที่พวกนั้นจะตายดีกว่า” 

คุโระก้มหยิบก้อนหินจำนวนหนึ่งขึ้นมา ก่อนที่จะใส่พลังเวทเข้าไปในก้อนหิน 

ก้อนหินที่ถูกเคลือบพลังเวทก็มีสีที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่ต่อให้มองไม่ดีก็รับรู้ได้ว่ามันไม่ใช่หินธรรมดา และต่อให้ใช้หินธรรมดาก็สามารถใช้ฆ่าพวกมันได้ ทว่ามันคงไม่มากพอที่จะจัดการมันทุกตัว 

“ไม่รู้ว่ามันผิดปรกติรึเปล่าแต่จัดการให้หมดได้ก็ดี หรืออย่างน้อยก็ใช้ขู่ให้มันหวาดกลัวจนหนีไปได้ก็ไม่แย่เท่าไรเช่นกัน” 

คุโระกำหินหนึ่งก้อนไว้ในมือขวา แล้วประคองที่เหลือไว้ที่มือซ้าย เขาพลิกตัวออกไปนอกต้นไม้แล้วขว้างหินด้วยท่าเหวี่ยงที่เป็นธรรมชาติอย่างรุนแรงและรวดเร็ว 

*ฟิ้วววววววว!* 

*ตูม!* 

หินที่คุโระขว้างออกไปนั้นเข้าเป้าเต็มๆ และด้วยพลังเวทที่อัดเข้าไปนั้น นอกจากจะทำความเสียหายได้แล้ว ยังรุนแรงชนิดที่ทำให้ร่างของสัตว์ร้ายระเบิดเป็นเสี่ยงๆเลยทีเดียว 

และผลกระทบจากแรงระเบิดนั้นก็ได้ทำความเสียหายขนาดใหญ่ให้สัตว์ร้ายรอบข้าง แม้จะมีผลกับเด็กสาวทั้งสอง แต่ว่าทั้งสองก็ป้องกันและหลีกเลี่ยงบาดแผลร้ายแรงได้อย่างหวุดหวิด 

ถ้าให้นั่งกังวลว่าจะโจมตียังไงไม่ให้ทั้งคู่ได้รับอันตรายในขณะที่ทั้งคู่กำลังเผชิญกับอันตรายล่ะก็ เอาเวลาไปทำอะไรที่ส่งผลประโยชน์ให้ทั้งคู่จะดีกว่า 

และทั้งคู่ก็มีอาวุธติดตัว คงเป็นผู้ที่มีฝีมือในการต่อสู้แน่นอน เพราะเช่นนั้น คุโระจึงไม่ลังเลที่จะโจมตี 

สัตว์ร้ายตื่นตระหนกจนหวาดระแวงรอบข้าง คุโระทำการโจมตีอีกครั้ง 

ตูม!!* 

"ว๊าย!" 

เป็นอีกครั้งที่โจมตีเข้าเป้า และเป็นเป้าที่ใกล้กับทั้งคู่เช่นเคย 

เศษซากและเลือดของสัตว์ร้ายชโลมร่างกายของทั้งคู่เสียจนแลดูน่าสงสาร แต่คุโระก็ยังไม่หยุดโจมตี และยังคงลงมืออย่างต่อเนื่อง 

เมื่อผ่านไปอีกสี่ครั้ง เหล่าสัตว์ร้ายก็รับรู้ว่ามันกำลังเผชิญหน้ากับสิ่งที่จะทำให้พวกมันตายได้เพียงแค่ขยับไม่กี่ครั้งเท่านั้น เพราะอย่างนั้น พวกมันจึงถอยหนีออกไปจนมองไม่เห็นได้ด้วยสายตา และไม่สามารถรับรู้ได้ว่าอยู่ใกล้ๆ 

“ไปได้สักที ถ้าพวกมันฉลาดมากกว่าทางนี้ก็คงลำบากน่าดูล่ะนะ” 

คุโระเดินออกมาจากมุมอับของต้นไม้ และเสียงของเขาก็ทำให้ทั้งคู่สะดุ้งโหยงก่อนที่จะหันกลับมาหาคุโระด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความตกใจและประหลาดใจ 

"ถ...ถึงกับจัดการพวกหมาป่าเพลิงไปได้อย่างง่ายดายเช่นนี้ ทั้งๆที่มันมีจำนวนมากขนาดนั้นอีกด้วย" 

“หมาป่าเพลิงงั้นเหรอ? นอกจากขนสีแดงดำของมันแล้ว ก็ไม่เห็นมันจะทำตัวสมชื่อมันเท่าไรเลยนะ” 

คุโระเดินมาหาทั้งคู่ แม้ว่าทั้งคู่จะไม่ได้ถอยห่าง แต่ก็ไม่ได้แสดงทีท่าว่าจะเป็นมิตรมากนัก 

“ไม่ต้องกลัวกันขนาดนั้นก็ได้” 

แต่แค่นั้นไม่ได้ทำให้ทั้งคู่ลดความหวาดระแวงลงได้ 

"คุณเป็นใคร? ...ไม่ใช่คนบนโลกใบนี้ใช่ไหม?" 

คุโระเบิกตากว้าง ก่อนที่จะขมวดคิ้วจ้องเขม็งทั้งคู่ จนทำให้ทั้งคู่แสดงท่าทีเตรียมพร้อมโจมตีออกมา เช่นเดียวกับที่คุโระที่ยกการ์ดขึ้นมือในทันที 

"...ทำไมถึงรู้?" 

"โลกใบนี้มีคนจากต่างโลกหลงมาบ่อยมาก แม้จะเป็นเรื่องในช่วงห้าถึงสิบปีต่อครั้งก็ตาม แถมคนพวกนั้นมาที่นี่ได้ไม่นานก็ตายจากไป เป็นเรื่องใหญ่โตชนิดที่คนทั่วทั้งราชอาณาจักรและต่างราชอาณาจักรล่วงรู้กันทั้งนั้นแหละ" 

คุโระลดการ์ดลงเล็กน้อย และหลงเข้าไปอยู่ในห้วงความคิดของตนเอง 

(...บ่อยอย่างงั้นเหรอ? แต่ถ้าช่วยปกปิดเรื่องนี้ได้ก็ดี) 

“อา ชั้นมาจากต่างโลก ชั้นมาตามหาคนของชั้นน่ะ” 

"มาตามหาคนของคุณงั้นเหรอ? ...ไม่ได้หลงเข้ามาแต่ตั้งใจเข้ามาเองอย่างงั้นเหรอ?" 

(แย่ล่ะสิ ยัยนี่ฉลาดเป็นบ้า แค่พลาดจุดเดียวก็ล่วงรู้ไปถึงขนาดนั้นเชียวเหรอ?) 

ตั้งแต่เกิดมา คุโระคนนี้เพิ่งจะเคยแสดงอาการเลิ่กลั่ให้เห็นเป็นครั้งแรก แม้จะเป็นฮินะ คานะ หรือแม้แต่ฮานะผู้เลี้ยงดูตนมาราวกับคนในครอบครัวก็ยังไม่เคยเห็นท่าทีเช่นนี้จากเขาเลยแม้แต่ครั้งเดียว 

"ดูเหมือนว่าฉันจะเดาถูกสินะ ...นายมันตัวอันตรายจริงๆ" 

"...แต่ถึงเธอจะคิดแบบนั้น มันก็ไม่ได้ลบความจริงที่ว่าชั้นช่วยเธอจากสถานการณ์ที่เลวร้ายชนิดที่อาจจะตายได้เมื่อกี้ได้หรอกนะ" 

"อึ่ก...ก็จริง ฉันคงคิดตื้นเกินไป" 

"ไม่ใช่คิดตื้นแต่เป็นอาการตื่นตัวของผู้อ่อนแอ มันไม่ใช่เรื่องแย่หรอกนะ" 

"แต่ปากนายนี่น่าต่อยชะมัดเลยจริงๆ" 

คุโระยักไหล่แบบขอไปที แต่เพราะคำพูดและการแสดงออกของเขา ทำให้ทั้งคู่เริ่มไม่รู้สึกหวาดระแวงต่อเขาอีกต่อไป 

“ฉันชื่อลิลลี่ ส่วนนี่น้องสาวของฉัน รูบี้” 

“พวกเธอรูปร่างคล้ายกัน หน้าตาก็เหมือนกัน แต่แตกต่างกันแค่สีตาเท่านั้นเอง แบบนี้ค่อนข้างแยกออกได้ยากนิดหน่อยนะ” 

“ฮ่าๆๆ ทุกคนก็พูดแบบนี้กันหมดนั่นแหละ...” 

“แต่ชั้นจำได้แล้วล่ะ” 

รูปร่างของทั้งคู่นั้นไม่แตกต่างจากเด็ก เว้นแต่ท่าทางและคำพูดของพวกเธอนั้นไม่ต่างจากผู้ใหญ่เลย แม้จะสงสัยแต่การถามถึงอายุของผู้หญิงนั้นเป็นเรื่องเสียมารยาท 

กลับมาดูที่รูปร่างหน้าตา รูปร่างของทั้งคู่นั้นสูงเพียงหนึ่งร้อยห้าสิบเซ็นติเมตร อีกคนเตี้ยกว่านั้นราวๆสี่เซ็นติเมตร ผมสั้นทั้งคู่แถมยังยุ่งจนดูไม่น่ารัก แต่ในทางกลับกันก็มีเสน่ห์ โดยที่มีผมสีชมพู คนที่สูงกว่ามีรูปปร่างที่อุดมสมบูรณ์กว่า ส่วนคนน้องนั้นขนาดเล็กกว่า แน่นอนว่าหมายถึงขนาดหน้าอก คนพี่มีตาสีฟ้า คนน้องมีตาสีเขียวมรกต 

“ชั้นชื่อคุโระ” 

“ขอบคุณที่ช่วยนะคุโระ” 

“น้องสาวของเธอขี้อายงั้นเหรอ?” 

คุโระชี้ไปที่รูบี้ที่อยู่ข้างหลัง ทำให้เธอชะโงกหน้าออกมาดู แล้วพูดกับคุโระด้วยน้ำเสียงเรียบๆ 

“...เปล่า แค่ไม่คุ้นชินกับคนที่เพิ่งเคยเจอกันน่ะ” 

“ทำตัวให้ชินซะล่ะ” 

คุโระพูดแบบขอไปที ก่อนที่จะหันไปมองลิลลี่ต่อ 

“ใช่ว่าชั้นจะช่วยเธอฟรีๆซะหน่อย ชั้นไม่ใช่คนบนโลกใบนี้ ชั้นเลยต้องการอะไรหลายๆอย่าง ความรู้ที่ต้องใช้บนโลกใบนี้ และอยากให้ช่วยตามหาคนให้หน่อยด้วย” 

“หืม...ถึงจะฟังดูน่ารำคาญก็เถอะ แต่ทางนี้ก็รอดชีวิตมาได้ล่ะนะ ...โอเค ฉันกับน้องจะช่วยนายก็แล้วกัน” 

“ขอบคุณ ช่วยได้มากเลยล่ะ” 

สองสาวยิ้มตอบให้คุโระ ก่อนที่จะชี้ไปยังเศษซากของหมมาป่าเพลิง 

“ยังไงก็ตาม ถึงเนื้อกับขนของพวกมันบางตัวจะนำไปขายไม่ได้แล้ว แต่ว่าอย่างอื่นนั้นยังจำเป็นอยู่ เพราะงั้นขอเวลาให้พวกฉันหน่อยนะ” 

“อา ไม่มีปัญหา” 

“อ๊ะ แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกฉันจะนำมาเป็นของตัวเองหรอกนะ แม้จะจัดการไปจำนวนนึงแต่ก็แค่ไม่กี่ตัวเท่านั้น นอกนั้นนายเอาไปเถอะ” 

“ไม่ล่ะ...” 

คุโระบอกปฏิเสธ ก่อนที่จะมองไปยังซากศพของพวกมัน 

“...ชั้นเอาแค่หินเวทมนต์ของพวกมันก็พอ” 

“หินเวทมนตร์...อ๋อ นายหมายถึงแกนกลางของมันสินะ? นายรู้ได้ยังไงว่าแกนกลางของพวกมันจะสามารถนำไปสร้างหินเวทมนตร์ได้น่ะ? แล้วรู้ได้ยังไงว่าพวกมันมีแกนกลางล่ะ?” 

ลิลลี่แสดงความสงสัย และคุโระก็ตอบลิลลี่ในทันที 

“เพราะว่าชั้นเห็นน่ะสิ นั่นน่ะ ชั้นเห็นชัดเจนเลยล่ะ” 

คุโระชี้ไปยังซากศพตัวหนึ่ง เมื่อหันไปก็จะเจอกับหินที่มีลักษณะไม่ค่อยสวยงาม และมีสีน้ำตาลเข้ม 

“อย่างนี้นี่เอง นายนี่สายตาดีจริงๆเลยนะ” 

“ปรกติล่ะนะ ชั้นเอาแค่นั้น เพราะไม่มีเงินติดตัว เลยจะเอาแค่ของพวกนั้นไปขายเท่านั้นแหละ ตัวที่ฆ่าไปก็ห้าตัว ที่เหลือที่ถูกลูกหลงนั้นพวกเธอเป็นคนจัดการมันเพราะงั้นซากของพวกมันพวกเธอเอาไปเถอะ ว่าแต่แกนกลางคงขายได้ราคาสินะ?” 

“หมาป่าเพลิงมีราคาสูงทั้งตัวนั่นแหละ แกนกลางของมันสามารถสร้างหินเวทมนตร์ที่มีประสิทธิภาพสูงได้ เลยขายได้ราคาค่อนข้างดี และพวกเราไม่ได้มาทำภารกิจของหมาป่าเพลิงหรอก แต่มาไล่ล่าจัดการออร์คน่ะ ถึงระดับจะเท่ากันแต่จำนวนแตกต่างกันมาก ภัยคุกคามของออร์คเลยน้อยกว่า ระดับในการจัดการก็น้อยกว่า เหมาะสมกับระดับของพวกเราด้วยน่ะ” 

“ปัญหาคือหมาป่าพวกนี้อยู่รวมฝูงกันเยอะเกินไป และพวกเราก็ยังหาออร์คไม่เจอ ถึงภารกิจจัดการออร์คจะไม่สำเร็จและต้องเสียค่าปรับ แต่ได้ศพของพวกนี้และข่าวที่เป็นปัญหาไปให้ทางกิลด์ก็น่าจะพอช่วยได้บ้าง” 

สิ้นเสียงของรูบี้คุโระก็ทำสีหน้าครุ่นคิด 

(ผิดปรกติทันทีที่ชั้นมาถึงที่นี่เลยอย่างนั้นเหรอ ...ถึงจะไม่รู้อะไรเลยแต่นี่อาจจะเป็นหลักฐานที่แสดงว่าปัญหาเริ่มเข้าใกล้ชั้นเต็มทีแล้วสินะ...) 

ไม่รู้ว่าเพราะอะไรแต่ดูเหมือนว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นจะเชื่อมโยงกับปัญหาที่ฮินะถูกลักพาตัว และเกี่ยวข้องกับตัวของคุโระด้วย 

“นี่ คุโระ ...ถึงจะช้าไปมากก็ตาม แต่ว่าทำไมนายถึง...เข้าใจภาษาของโลกนี้กันล่ะ” 

“ว่าไงนะ?” 

“คนจากต่างโลกน่ะจะพูดภาษาของโลกใบนี้ได้ยังไงกัน? ยิ่งฉันกับรูบี้ที่พูดได้สองภาษาแล้ว และก็ยังลองเชิงในการพูดกับนายทั้งภาษามนุษย์ และภาษาประจำเผ่านางฟ้าแล้ว แต่นายกลับเข้าใจแล้วพูดตอบมาในภาษาที่พวกเราพูดไปไม่มีผิด นายทำอย่างนั้นได้ยังไง?” 

“ชั้นไม่เข้าใจที่พวกเธอพูด ชั้นได้ยินพวกเธอพูดเป็นภาษาญี่ปุ่น และชั้นก็ตอบไปเป็นภาษาญี่ปุ่น ถึงจะแปลกใจอยู่บ้างแต่ชั้นก็ไม่นึกว่ามันคือปัญหาหรอกนะ” 

“ไม่ใช่หรอก นี่แหละปัญหา นาย...มีความสามารถในการเข้าใจภาษาอย่างนั้นเหรอ?” 

คุโระตกตะลึงกับข้อสันนิษฐานของลิลลี่ และทำความเข้าใจกับตัวเองและสิ่งที่เธอพูดอีกครั้ง 

คุโระนั้นตั้งแต่มาที่นี่ก็ได้ยินเสียงกรีดร้องของลิลลี่และรูบี้ แต่ไม่ได้คำนึงเลยว่า ณ ต่างโลกจะมีคนใช้ภาษาญี่ปุ่น 

ต่อมา แม้จะแปลกใจอยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้คิดอะไร กับการคุยภาษาญี่ปุ่นกับคนต่างโลก 

สิ่งที่ลิลลี่พูดนั้นคือเรื่องของภาษา เธอบอกว่าเธอพูดทั้งภาษาของมนุษย์และภาษาของเผ่านางฟ้า แม้จะสงสัยในเรื่องของเผ่านางฟ้าแต่คุโระต้องหยุดคิดถึงเรื่องนั้นเสียก่อน อย่างไรก็ตาม เมื่อทั้งคู่ใช้ภาษาของมนุษย์ เธอจะได้ยินที่คุโระพูดเป็นภาษามนุษย์ และเมื่อเธอใช้ภาษาเผ่านางฟ้า เธอจะได้ยินเป็นภาษาเผ่านางฟ้า 

“...หรือว่าชั้น มีความสามารถในการเข้าใจภาษาอื่น โดยมีหลักการคือแปลภาษาที่ได้ยินให้เข้าใจในภาษาที่ชั้นเข้าใจ คือภาษาญี่ปุ่น และสิ่งที่ชั้นพูด ก็จะถูกแปลให้ผู้ฟังเข้าใจในภาษาที่คนคนนั้นเข้าใจ ในกรณีนี้คือพวกเธอใช้ได้ทั้งสองภาษา พวกเธอเลยได้ยินทั้งสองภาษา ...น่าจะเป็นแบบนี้นะ” 

“นี่นาย ไม่ได้รู้มาก่อนเหรอ ว่าตัวเองมีความสามารถแบบนี้น่ะ?” 

“ไม่หรอก ชั้นเองตอนที่เรียนภาษาอื่นที่ไม่ใช่ภาษาบ้านเกิดก็ยังเข้าใจในภาษานั้นและก็พูดออกมาได้ เพิ่งจะรับรู้นี่แหละว่าทำแบบนี้ได้ ...หรือว่าจะใช้ได้กับที่นี่ที่เดียวกันนะ?” 

คุโระครุ่นคิด อนึ่ง เขานั้นเกิดมาบนโลกใบนี้ แค่สัมผัสก็ทราบได้ถึงความทรงจำที่มี แม้จะไม่มีมั่นใจ แต่ถ้าที่นี่คือโลกที่เขาได้ถือกำเนิดขึ้นมา นั่นแสดงว่านี่คือเรื่องปรกติ ที่เขาจะพูดภาษาบ้านเกิดของตัวเองได้เท่านั้น 

อย่างไรก็ตามมันไม่สามารถยืนยันได้ว่าข้อสันนิษฐานข้อที่สองของเขาจะเป็นจริงได้ เขาจึงไม่พูดออกไป และไม่ได้ต้องการจะเปิดเผยเรื่องนี้อีกด้วย 

“ยังไงก็เถอะ รีบๆจัดการซากศพพวกนั้นและรีบเข้าเมืองกันดีกว่า ดูเหมือนว่าเวลาที่โลกนี้จะเดินช้ากว่าที่โลกชั้นไม่กี่ชั่วโมง ตอนนี้ก็เริ่มจะมืดแล้ว” 

“จ...จริงด้วย รีบจัดการกันเถอะ รูบี้” 

“ค่ะพี่!” 

คุโระนั่งพิงหลังเข้ากับต้นไม้ต้นหนึ่งและเงยหน้าเหม่อมองท้องฟ้า พลางนึกถึงเรื่องที่ต้องทำ 

(ถ้ายัยนั่นถูกอัญเชิญมาเป็นผู้กล้าจริงๆ ข่าวลือของเธอก็ต้องแพร่สะพัดทั่ว เราจะต้องตามหาข่าวลือนั้น ตามหาที่อยู่ของยัยนั่น แล้วพากลับมาซะ ...แต่ก่อนหน้านั้น เราเองก็ต้องใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ การหาเงินและที่อยู่ก็จำเป็น ...เอาไว้ให้ยัยพวกนั้นช่วยก็แล้วกัน) 

คุโระก้มลงมองที่ฝ่ามือแล้วตัดสินใจเช่นนั้น 

(...ในโลกใบนี้ พลังของชั้นสามารถใช้งานได้ แม้จะยังไม่ค่อยเข้าใจ แต่ดูเหมือนว่าชั้นจะแข็งแกร่งพอสมควร ที่เหลือก็แค่ทดสอบความสามารถของตนเอง และพัฒนาเวทมนตร์ให้มากขึ้นก็เท่านั้น) 

คุโระกำหมัดแน่น ในหัวของเขานั้น มีแต่เรื่องของฮินาตะ ฮินะ ผู้หญิงที่เขารัก 

เพื่อตามหาผู้หญิงคนนั้นแล้ว ไม่ว่าอะไรก็ตามเขาจะทำทุกอย่าง และหากมีคนมาขัดขวางเส้นทางการพบเจอผู้หญิงของเขาแล้วล่ะก็ 

“จะฆ่าให้หมดอย่างไม่ปรานีแน่” 

คุโระตัดสินใจเช่นนั้น และเขาก็ทำการรอ รอจนกว่าทั้งคู่จะเสร็จ 

การทำงานใช้เวลาหลายสิบนาที เมื่อเสร็จสิ้นแล้วพวกเธอก็นำทางไปยังเมืองที่พวกเธออยู่อาศัย และช่วยให้คุโระเข้าเมืองได้สำเร็จ 

. 

. 

. 

"พวกนี้ราคาดีเลยล่ะ เอาเป็นเจ็ดหมื่นโดระเป็นไง? ให้มากกว่านี้ไม่ได้แล้วนา" 

"มากเกินพอเลยล่ะลุง! นี่แค่ครึ่งเดียวเองนะเนี่ย!" 

"ถ้าอยากได้เงินเยอะๆก็แค่ขายให้หมดๆซะก็สิ้นเรื่องแท้ๆเชียว" 

"ทางนี้ต้องการเนื้อกับหนังบางส่วนอยู่นะ!" 

ณ อาคารที่มีความสวยหรูไม่เหมาะกับภาพลักษณ์ของสิ่งที่เรียกว่ากิลด์นักผจญภัย คุโระได้ทำการรอให้ทั้งคู่นำของไปขายเพื่อแลกเปลี่ยนเป็นเงินอยู่ 

เมื่อเข้ามาถึง ทั้งคู่ก็รีบแจ้งข่าวที่ผิดปรกติให้กับทางพนักงาน และโชคดีที่ดูเหมือนว่าภารกิจของเธอจะเป็นโมฆะเพราะเรื่องที่เกิดขึ้น 

คุโระหันมองไปรอบๆในระหว่างที่รอ เขาไม่ได้รอแค่ให้ทั้งคู่นำของไปขายเท่านั้น แต่รวมไปถึงการเข้าแถวต่อคิวเพื่อจัดการอะไรบางอย่าง 

คุโระนั้นได้รับการแนะนำจากทั้งสองคนว่าให้เข้ารี่วมเป็นสมาชิกกิลด์นักผจญภัยในฐานะนักผจญภัย ด้วยความสามารถของคุโระแล้ว เขามีฝีมือที่เหนือกว่าระดับของทั้งคู่ที่อยู่ระดับC แม้จะไม่น่าเชื่อ แต่กับตาที่มองดูภาพที่คนภายในกิลด์นักผจญภัยที่รู้จักชื่อเสียงของทั้งสอง ก็มีความเป็นไปได้สูงว่าที่พูดมาคือความจริง 

และถ้ามองให้ทั่วก็จะเห็นว่ามีพนักงานอยู่เยอะและหลากลายช่วงอายุ ตั้งแต่อายุน้อยไปจนถึงตาลุงที่ควรเกษียณ มีหลากหลายเผ่าพันธุ์ แต่เท่าที่สังเกตแล้วไม่มีเผ่ามนุษย์สัตว์ แต่คุโระก็ยังให้ความสนใจกับพนักงาน มากกว่าสายตาที่จับจ้องมาจากนักผจญภัยเสียอีก 

"คนต่อไปเชิญเลยค่ะ" 

และแล้วก็ถึงคิวของคุโระ คุโระเดินมาอยู่ตรงหน้าของหญิงสาวที่มีรูปร่างสวยงามน่าดึงดูด ผมสั้นสีทองกระเซิงไม่เป็นทรงกับดวงตาสีทองประกายพร้อมแววตาน่ากลัวดุจสัตว์ร้ายยิ่งชวนให้หลงไหล 

"ชุดนั่น ...เป็นชนชั้นสูงเหรอ?" 

คุโระนั้นรู้ตัวดีว่าตนเองทำอะไรได้บ้าง แต่ก็ไม่สามารถทำความเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ และเมื่อลองผิดลองถูกก็เจอกับความสามารถที่น่าสนใจและใช้งานได้จริง 

เวทมิติ คุโระนำเสื้อนอก เน็กไทและของอื่นๆที่หาไม่ได้จากโลกนี้ใส่ไว้ในเวทมิติที่มีปริศนา ตอนนี้เขาอยู่ในสภาพเสื้อเชิ้ตสีขาวกับกางเกงขายาวสีดำเท่านั้น รองเท้าและถุงเท้าก็โยนเก็บไว้ แม้จะดูเหมือนกับคนจร แต่เนื้อผ้าที่ดีก็ทำให้คนคิดว่าเป็นขุนนางเสียมากกว่า 

"เปล่า" 

"หืม...ยังไงก็ตาม ดูเหมือนจะดูถูกไม่ได้ล่ะนะ อืม...สูงตามมาตรฐาน ดูผอมแห้งแรงน้อยก็จริง แต่ดูลึกลับและดูแข็งแรงกว่าภายนอกมาก ใช้เวทมนตร์ได้รึเปล่า?" 

“ใช้ได้ แต่ก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไร พอดีว่าสองคนนั้นช่วยชั้นเอาไว้แล้วบอกว่าจะช่วยสอนให้น่ะ” 

"เหรอ ...จะรับการทดสอบไหม? ถ้าผ่านการทดสอบ ระดับจะถูกประเมินโดยครูผู้คุมสอบน่ะ" 

"ถ้าไม่ล่ะ" 

"จะเริ่มต้นที่ระดับF คือต่ำสุดน่ะ แต่ถ้าใช้เวทมนตร์ได้หรือต่อสู้ได้ก็จะประเมินให้อยู่ที่ระดับE แต่ถ้าให้ครูผู้คุมสอบทำการประเมินให้ก็มีสิทธิ์ยื่นเรื่องได้ตามความสามารถน่ะนะ" 

"งั้นชั้นจะรับเข้าการทดสอบก็แล้วกัน" 

เมื่อพูดแบบนั้นพนักงานก็ยิ้ม แต่กลับได้ยินเสียงฮือฮาและเสียงตกใจจากรอบๆ คุโระก็เหลือบสายตาไปมองรอบๆในทันทีเนื่องจากสัมผัสได้ถึงความผิดปรกติ 

"...โดนเล่นซะแล้วสิ" 

คุโระยิ้มอย่างเหนื่อยหน่ายก่อนที่จะย้ายสายตาไปจ้องมองที่พนักงานสาวที่กำลังทำยิ้มราวกับจะบอกว่าตนไม่ผิดเพราะไม่ได้หลอกลวงอะไร 

"ถ้าอย่างนั้นขอทราบชื่อด้วยนะ" 

"คุโระ" 

"อายุ?" 

"สิบเจ็ด" 

"อืม บ้านเกิดล่ะ" 

"หมู่บ้านไม่มีชื่อน่ะ" 

"หา? ช่างเถอะ เอ...ความสามารถทางเวทมนตร์ มี ความสามารถทางกายภาพ พวกทักษะดาบอะไรพวกนี้น่ะ" 

"ชั้นต่อสู้มือเปล่าได้ดี เพราะเรียนรู้มาน่ะ" 

“ใช้ทักษะการต่อสู้มือเปล่าได้ โอเค เรื่องอาชีพค่อยว่ากัน แต่ตอนนี้ตามฉันมาได้เลย” 

พนักงานสาวลุกขึ้นพร้อมกับหันหลังแล้วเดินหน้า แต่ก่อนหน้านั้นก็ทำสีหน้าเหมือนกับนึกขึ้นได้แล้วหันกลับมาหาคุโระอีกครั้ง 

"ฉันชื่อฮารุ ต่อจากนี้ก็คงจะได้เจอกันอีกบ่อยครั้งเลยล่ะ" 

"ในกิลด์ไม่ได้มีแค่เธอที่ทำงานอยู่สักหน่อย มันก็ต้องเจอคนอื่นบ้างอยู่แล้วล่ะนะ" 

"นั่นสินะ" 

พนักงานสาว ฮารุหันหลังกลับแล้วเดินนำหน้าคุโระไปตามทางเดินจนพ้นสายตาผู้คน และเมื่อมาถึงประตูบานหนึ่ง เธอก็เปิดมันออกแล้วพาคุโระเข้าไปข้างในนั้น 

ข้างในผู้บุคคลที่มีร่างกายกำยำ เป็นตาลุงหัวล้านที่แข็งแกร่งนั่นเอง 

"หืม...เวลาป่านนี้แล้วยังมีคนมาขอทดสอบฝีมืออีกเหรอ?" 

“คนคนนั้นชื่อแซค เป็นนักผจญภัยระดับB ที่ทางกิลด์จ้างมาน่ะ” 

ตาลุงนักล้ามหัวโล้นที่ชื่อแซคหันมาทางคุโระแล้วยิ้มให้ รอยยิ้มนั่นดูไม่เป็นมิตรแต่ก็ไม่ได้เป็นศัตรู เป็นรอยยิ้มที่เหมือนกับจะสนุกไปกับการทดสอบ แต่จากแววตาแล้วก็เหมือนจะไม่ได้ดูถูกอะไรคุโระเสียเท่าไร 

"ยินดีที่ได้รู้จักหนุ่มน้อย ข้าชื่อแซค และข้าแข็งแกร่งพอควร เอ็งคิดดีแล้วเรอะถึงได้เข้ามารับการทดสอบน่ะ" 

“พอดีว่าต้องตามหาคนน่ะ ดูเหมือนว่าถ้าไม่ได้มีระดับสูงจะไปรับภารกิจและข่าวสารที่มีระดับสูงไม่ได้เลยต้องทำแบบนี้น่ะนะ” 

"โห คนคนนั้นคงแข็งแกร่งน่าดูสิเนี่ย" 

"ถ้านับแค่พลังล่ะก็ชั้นเหนือกว่า เรื่องเวทมนตร์ยังไม่มั่นใจ แต่ถ้าเป็นทักษะความสามารถยัยนั่นจะเหนือว่าชั้น" 

“ยัยนั่น...ผู้หญิงเรอะ” 

“อา เรื่องมันยาวแต่นายคงไม่อยากรู้หรอก” 

หึ แซคหัวเราะให้ลำคอ ก่อนที่จะเดินไปที่ขอบสนาม แล้วกวักมือเรียกให้คุโระเข้ามาบนสนาม 

เมื่อคุโระมายืนอยู่บนสนาม แซคก็วางดาบลงพื้น 

“เมื่อทางนั้นไม่มีอาวุธ ทางนี้ก็จะใช้แค่มือเปล่าล่ะนะ แต่อย่าเข้าใจผิดล่ะ ทักษะการต่อสู้มือเปล่าข้าก็มีอยู่สูงพอสมควรนะ” 

“แบบนั้นสิถึงจะสนุก” 

คุโระแสยะยิ้มเล็กน้อย และก็ได้ฮารุมาเป็นกรรมการให้ 

“อย่าให้บาดเจ็บถึงตายหรือพิการนะ ถ้าเข้าใจแล้วก็ ...เริ่มเลย!” 

*ฟุ่บ!* 

คุโระต้องการจบการทดสอบให้เร็วที่สุด เขาจึงทุ่มสุดตัวในขณะที่ทดสอบพลังของตนเองไปด้วย 

อีกฝ่ายคือนักผจญภัยมีฝีมือ ก็เลยต้องการทดสอบความสามารถของตนเองในระดับหนึ่ง 

*เปรี้ยง* 

คุโระเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วจนมาถึงตรงหน้าของแซคโดยใช้เวลาไม่ถึงสองวินาที พร้อมเหวี่ยงหมัดตรงเข้าใส่เบ้าหน้าของแซคอย่างรวดเร็วและรุนแรง 

(น...หนักชะมัด!) 

แซคกัดฟันกรอดพลางคิดเช่นนั้นต่อคุโระ ร่างของแซคถอยออกไปหลายก้าว คุโระสะบัดมืออย่างสบายๆหลังจากที่ชกใส่แซคไป 

“ดูเหมือนจะเป็นตาลุงกล้ามเนื้อที่ดูถูกไม่ได้เลยจริงๆแฮะ ถ้าเป็นคนปรกติ หมัดเมื่อกี้นี้คงทำให้สลบได้แล้วแท้ๆ” 

(เหมือนจะไม่ได้ผลเลยสักนิด) 

คุโระกำและคลายหมัดสองถึงสามครั้ง  

แซคลูบที่ข้างแก้มแล้วมองไปที่คุโระพร้อมรอยยิ้มที่ดูดุดัน 

"หืม รวดเร็วและรุนแรงจริงๆ ไม่เลวเลย ...แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นหรอกนะ" 

“อย่าเข้าใจผิดสิว่านั่นคือทั้งหมดของชั้น ชั้นแค่กำลังทดสอบอะไรนิดหน่อยเท่านั้น” 

คุโระโน้มตัวไปข้างหน้า แล้วเคลื่อนไหวต่ออย่างในทันที 

(เร็ว! มากกว่าเมื่อครู่นี้อีก!) 

แซควิ่งหนีคุโระไปยังทางขวา ถ้าเทียบแค่ความเร็วล่ะก็ ยังไงคุโระก็ย่อมกินขาดอย่างแน่นอน 

แต่ถึงอย่างนั้น จะให้แซคยืนรอรับการโจมตีจากคุโระเพียงอย่างเดียวก็ใช่เรื่องเสียที่ไหน แซคหลบเลี่ยงแล้วเตรียมโจมตีโต้กลับในทันที 

ในพริบตาที่แซคตัดสินใจที่จะโต้กลับ คุโระก็มาถึงตรงหน้าแซคที่หันกลับมาแล้ว 

(ร...เร็วกว่าเมื่อกี้ซะอีก! ถึงจะคิดว่าเจ้านี่จะตามทันแน่นอนก็ตาม แต่ไม่นึกเลยว่าจะมาอยู่ตรงหน้าได้เร็วขนาดนี้!) 

แซคเบี่ยงตัวหลบแล้วเหวี่ยงหมัดเข้าใส่กลางขมับซ้ายของคุ 

*เปรี้ยง!* 

แต่แรงที่แซคใส่ไปในหมัดนั้น แม้จะไม่ถึงทั้งหมด แต่ทว่าก็มากพอที่จะทำให้มนุษย์ทั่วไปบาดเจ็บสาหัส และไม่สามารถตั้งสติได้ 

ถึงอย่างนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นกับคุโระ มีเพียงแค่หัวของเขาเอียงไปตามแรงจากการต่อยของแซคเท่านั้น 

“แค่นี้อย่างงั้นเหรอ?” 

“หนอย...” 

คุโระดันแรงหมัดของแซคกลับไป พร้อมกับเสยหมัดขึ้นจากทางด้านล่าง หมัดของคุโระเข้าเป้าที่กลางคางของแซคเสยขึ้นไปจนสุดแรง 

*เปรี้ยง!* 

“อั่ก” 

แซคกระอักเลือด หมัดของคุโระในครั้งนี้รุนแรงกว่าครั้งที่แล้วมากโข อีกทั้งยังโจมตีเข้าจุดอ่อนที่ทำให้เกิดอาการบาดเจ็บที่ค่อนข้างรุนแรง 

แซคล้มหงายลงแล้วสลบไปในทันที คุโระสะบัดมือราวกับแสดงอาการปวดออกมา ก่อนที่จะกำหมัดเตรียมชกใส่แซคอีกครั้ง 

"หยุดก่อน! พอได้แล้ว! ...ถึงกับทำให้นักผจญภัยระดับBที่มากประสบการณ์และแข็งแกร่งอย่างแซคสลบลงได้ในสองหมัดเนี่ย นายโคตรจะแข็งแกร่งเลยนะ" 

"นั่นก็สุดตัวเหมือนกัน มากกว่านั้นก็คงมือสั่นจนไม่สามารถใช้แขนได้ไปสักพักใหญ่ๆเลยล่ะนะ" 

“เฮ้อ สุดยอดเลย ...ยังไงก็เถอะ เดี๋ยวจะทำการรักษาแล้วประเมินระดับให้นาย เพราะงั้นไปนั่งรอก่อนเถอะ ไม่นานมากหรอก” 

“อา” 

คุโระที่ถูกไล่ก็หันหลังกลับไปยังทางเดิน แล้วออกจากลานประลองนี้ไป 

“...ยังไม่เท่าไรล่ะนะ คนแบบนั้น ...จะมาเป็นราชาได้ยังไงกัน?” 

เสียงนั้น ไม่มีผู้ใดที่ได้ยินเลยแม้แต่ผู้เดียว 

. 

. 

. 

“ขอโทษที่ให้รอนานนะ นี่คือบัตรสมาชิกกิลด์ของนาย” 

คุโระหยิบบัตรสามาชิกมาจากมือของฮารุ บัตรนั้นมีสีดำปนแดงจนน่าสงสัย แต่จะว่าไปของคนอื่นๆก็มีสีที่แตกต่างกัน 

“ทำไมถึงเป็นสีนี้?” 

“ก็แค่คิดว่าเหมาะสมกันดีกับตัวนายน่ะ” 

“งั้นเหรอ? ...อย่างน้อยชั้นก็ชอบสีดำล่ะนะ” 

คุโระยักไหล่แบบขอไปที ก่อนที่จะมามองบัตรสมาชิกอีกครั้ง 

ข้อมูลที่บันทึกเอาไว้ เริ่มต้นที่ชื่อ อายุ อาชีพ ลากไปจนถึงฉายาและระดับของนักผจญภัย 

ชื่อ : คุโระ 

อายุ : 17 

บ้านเกิด : หมู่บ้านไร้นาม 

อาชีพ :  

ฉายา : ไม่มี 

ระดับ : B 

สำหรับนักผจญภัย ระดับนั้นคือการแสดงถึงความแข็งแกร่งของคนคนนั้น เริ่มต้นที่ F สำหรับมือใหม่  

E สำหรับนักผจญภัยฝึกหัด 

D สำหรับนักผจญภัยระดับต่ำ 

C คือนักผจญภัยระดับกลาง 

B คือนักผจญภัยระดับสูง มีความสามารถแต่ขาดประสบการณ์และผลงานที่โดดเด่น 

A สำหรับนักผจญภัยระดับสูงมากความสามารถ นอกจากชื่อเสียงแล้วก็ยังมีผลงานมากมาย 

และ S สำหรับบุคคลที่เรียกว่า ...ผู้กล้า 

“ในส่วนของอาชีพ ให้นายใส่พลังเวทลงไปในนั้น แล้วนึกสิ่งที่อยากจะให้แสดงขึ้น ชริงๆอาชีพก็เป็นแค่ชื่อเรียกแทนความสามารถของนายเท่านั้นแหละ อย่างคนที่ใช้เวทมนตร์เก่งๆ เรียกตัวเองว่าจอมเวทย์ จะแสดงชื่ออาชีพเป็น “นักเวทย์” ขอบอกไว้ก่อนนะ คำที่จะแสดงนั้นจะเป็นรายชื่อที่มีอยู่ในฐานข้อมูลของทางกิลด์เท่านั้น หากอยากให้แสดงรายชื่ออื่นนอกเหนือจากนี้ เห็นทีคงจะไม่ได้ล่ะนะ” 

“ไม่มีปัญหา เพราะอาชีพของชั้นน่ะ...ไม่จำเป็นต้องมีตั้งแต่แรก” 

“ว่าไงนะ?” 

“ชั้นไม่จำเป็นต้องบอกคนอื่นว่าตัวเองถนัดอะไร เพราะยังไงซะชั้นก็เป็นพวกฉายเดี่ยว หากศัตรูแข็งแกร่งกว่าก็จะหนี ไม่คิดจะร่วมมือกับคนอื่นๆ เพราะที่ชั้นต้องการมีเพียงแค่การตามหาคนคนหนึ่งเท่านั้น” 

คุโระประกาศกร้าว แม้ฮารุอยากจะทักท้วงแต่ก็ไม่สามารถทำได้ 

...เพราะมันคือความต้องการของตัวนักผจญภัยเอง 

“น่าๆ ถ้าไว้มีปัญหาอะไร รุ่นพี่อย่างพวกเราจะช่วยเขาเองแหละ” 

และคนที่เข้ามาทำให้บรรยากาศดีขึ้นคือลิลลี่และรูบี้ที่ถือถุงที่เต็มไปด้วยเงิน 

เงินของโลกนี้จะใช้ชื่อสกุลเงินว่า “โดระ” และน่าแปลก แม้จะมีเสียงคล้ายกับ “ดอลลาร์” แต่กลับมีค่าเงินใกล้เคียงกับ “เยน” เสียมากกว่า 

“ยังไงก็ตาม นายยังไม่มีที่พักใช่ไหม?” 

“ก็ใช่” 

“ถ้างั้นก็มาพักที่โรงแรมของพวกฉันสิ ไว้ถึงที่นั่นนายจะเข้าใจคำพูดเมื่อกี้แน่นอน เพราะอย่างนั้น เก็บความสงสัยนั่นไว้ในใจเถอะนะ” 

“เปล่านี่ แค่กำลังคิดว่าจะกินอะไรที่ไหนดี เงินก็ไม่มีสักนิดเดียวเลยด้วย” 

“ก็กำลังจะเอาให้นี่ไง” 

ลิลลี่ยื่นถุงที่เต็มไปด้วยเงินทั้งธนบัตรและเหรียญ 

“สามหมื่นโดระ น่าจะพอใช้ไปตลอดทั้งเดือนเลยนะ” 

“ค่าชุดและชุดสำรองจำนวนหนึ่ง และอาวุธดีๆสักชิ้น สามหมื่นโดระจะพอรึไง?” 

“...ก็คงไม่ล่ะนะ ...เฮ้อ ไว้พรุ่งนี้นายค่อยไปหาเงินเพิ่มก็ได้นี่ ยังไงฉันก็ไม่อยากเก็บเงินค่าที่พักจากนายอยู่แล้วล่ะนะ ส่วนอาหาร เดี๋ยวรูบี้ น้องสาวสุดน่ารักของฉันจะจัดการให้เอง” 

“เห น่าสนใจจริงๆเลยนะ” 

รูบี้ที่ยืนหลบอยู่ข้างหลังของลิลลี่ก็หลบอย่างเหนียมอายอีกครั้ง 

“เพราะนายยังไม่เคยมาที่นี่ งั้นทางชั้นจะเป็นคนนำทางไปยังสถานที่ที่นายต้องการเอง” 

“ก่อนอื่นก็อุปกรณ์ที่สำคัญ ชั้นใช้ดาบได้ และพวกเครื่องป้องกันก็เกะกะพอสมควร เพราะงั้นจะใส่เป็นพวกชุดลำลองที่มีคุณภาพดีๆหน่อยก็แล้วกัน จะใช้หมดนี่เลยก็ไม่มีปัญหา ถ้ายังไงก็ต้องพักที่โรงแรมของพวกเธอฟรีๆอยู่แล้วด้วยนี่นะ” 

แม้ลิลลี่กับรูบี้จะคัดค้านคุโระเรื่องที่เขาไม่ต้องการเครื่องป้องกันมากเท่าใด แต่ก็ไม่สามารถทำให้คุโระเปลี่ยนใจได้โดยง่าย 

และเมื่อทำการตื้อไปบ่อยๆ คุโระที่รู้สึกรำคาญก็จึงตอบตกลงในอัตราที่ค่อนข้างต่ำอย่างเกราะหนังแค่บางส่วน 

ลิลลี่และรูบี้รู้สึกดีใจต่อสิ่งนี้ พวกเธอจึงพาคุโระไปยังร้านขายอุปกรณ์เครื่องป้องกันและอาวุธที่พวกเธอรู้จัก แม้จะไม่ได้คุยกับทางเจ้าของร้านมากจนเกิดอีเว้นต์ขึ้น แต่ท้ายที่สุด คุโระก็ได้รับของมาแล้ว 

ดาบยาวมือเดียว ถุงมือหนัง เกราะหนังส่วนอก และบู้ตหนัง เป็นของที่ใช้ราคาไม่แพง แต่ดาบนั้นมีประสิทธิภาพมากกว่าที่เห็นภายนอก จึงต้องเสียเงินเยอะเป็นพิเศษ 

“แค่ดาบก็ราคาสองหมื่นโดระแล้วงั้นเหรอ? ถึงจะมีส่วนลดก็เถอะ แต่เมื่อรวมกันก็กลับมาที่ราคาของดาบเท่าเดิม การเงินโลกนี้น่าปวดหัวชะมัด” 

“น่าๆ ถือว่าเพื่อชีวิตของตัวเองล่ะนะ!” 

คุโระเดาะลิ้นอย่างไม่ค่อยพอใจเท่าไร แต่ก็ยอมเข้าใจได้ด้วยดี 

ที่สุดท้ายที่คุโระไป คือร้านขายชุด เขาใช้เงินที่เหลือเป็นจำนวนเก้าพันโดระในการซื้อชุดลำลองจำนวนมาก ส่วนใหญ่เน้นเป็นเนื้อผ้าที่ยืดหยุ่นและทำจากวัสดุที่ค่อนข้างเหนียว ทำให้ขาดยาก และยังทนต่ออาวุธมีคมในระดับหนึ่งอีกด้วย 

เพราะอย่างนั้น ...คุโระจึงซื้อชุดมาได้เพียงแค่สองชุดเท่านั้น กางเกงนั้นมีราคาถูก แต่ตัวเสื้อเชิ้ตนั้นกลับมีราคาแพงกว่า อัตราส่วนคือกางเกง สองพัน และเสื้อ สองพันห้าร้อย  

ราคาไม่แพงมากเท่าไรนัก ลิลลี่พูดกับรูบี้แล้วกล่อมให้คุโระซื้อ และแน่นอนว่าเขาเชื่อใจทั้งคู่จึงยอมตกลงซื้อมาโดยดี 

และต่อให้ไม่บอก คุโระก็คิดจะซื้ออยู่แล้ว เพราะเขาเองก็สัมผัสได้ถึงความยืดหยุ่นตามความต้องการของเขา 

เมื่อเสร็จสิ้นธุระ ฝั่งลิลลี่ก็พาคุโระกลับไปยังโรงแรมของตนที่อยู่สุดทางของถนน 

“...นี่ค่ะ” 

เมื่อมาถึงรูบี้ก็เข้าไปในห้องครัวทันที ทางลิลลี่เองก็พาเขาไปนั่งรอที่โต๊ะ 

ในโรงแรมแห่งนี้ มีพนักงานเป็นเด็กสาวที่มีรูปร่างไม่แตกต่างจากสองคนมากนัก ใบหน้าน่ารัก และมีสีผมที่แตกต่างกัน แม้จะจำหน้าได้แต่เขาก็ไม่คิดจะไปทำความรู้จักด้วย และโรงแรมนี้เองก็ดูเหมือนจะมีลูกค้ามากกว่าที่คิด 

ที่รูบี้นำมาเสิร์ฟคืออาหารจำพวกของทอดและตุ๋น ไม่มีข้าวอย่างที่คิด แป้งหลักคือขนมปังซึ่งคุโระเองก็ไม่ได้รังเกียจอะไรมากนัก 

อาหารจานหลักคือเนื้อตุ๋นกับหมูทอด มีสลัดผักมาพร้อมกับน้ำเปล่า เหมือนจะเป็นเซ็ตอาหาร 

คุโระที่ไม่ได้ใช้เวลาว่างอย่างเสียเปล่า เขานั่งควบคุมพลังเวทและทดลองซ้ำแล้วซ้ำอีกตั้งแต่อยู่ในป่า เขาสามารถใช้เวทมนตร์ได้ทุกธาตุแต่ก็ไม่รู้ว่าเวทมนตร์แบบไหนบ้างที่สามารถใช้ได้ 

อย่างน้อยๆ ...เขาก็ทำให้น้ำเย็นได้ คุโระสร้างน้ำแข็งขึ้นแล้วหย่อนลงในแก้วน้ำ จากนั้นก็เอียงแก้วไปมาเพื่อทำให้น้ำมันเย็นขึ้น 

คุโระลงมือกินอาหารอย่างรวดเร็ว พลางมองไปยังข้างนอกที่กำลังจะมืดค่ำ 

คุโระมาที่โลกใบนี้เป็นเวลาทั้งสิ้นหนึ่งชั่วโมง ตอนที่เขามาเวลาของที่นี่นั้นดูเหมือนจะอยู่ที่ประมาณสี่โมงครึ่งถึงห้าโมง แต่ด้วยอากาศที่ไม่หนาวมาก เย็นสบายเช่นนี้ ทำให้เขาคิดว่าตัวเองมาที่โลกใบนี้ในช่วงเวลาห้าโมงเย็น 

ถ้าให้เทียบกับก่อนหน้านี้ที่โลกเดิมยังเป็นช่วงมืดค่ำ น่าจะประมาณหกโมงครึ่งถึงหนึ่งทุ่ม คาดว่าเวลาของโลกเดิมและที่นี่ห่างกันเพียงแค่สองชั่วโมง 

(หวังว่าพี่ฮานุคงจะไม่โกรธนะ ยัยคานะเองก็คงเป็นห่วงฮินะเหมือนกัน ...ชั้นจะรีบหาตัวฮินะให้เจอ แล้วพาเธอกลับไปให้ได้เลย) 

คุโระนึกอย่างนั้นพลางกินอาหารของรูบี้ไปจนหมด และคุโระก็ขึ้นห้องโดยมีลิลลี่พาขึ้นไปยังห้องที่เธอเตรียมไว้ให้ 

“นี่กุญแจ และถ้าต้องการงานบริการ...ถึงจะไม่เคย แต่ก็สามารถเรียกพวกเราได้นะ” 

“ไม่ล่ะ ชั้นไม่ค่อยมีรสนิยมกับคนอายุเหมือนเด็กแบบพวกเธอหรอก” 

“เสียมารยาท! ฉันอายุสามสิบแล้วย่ะ! แล้วน้องฉันก็อายุยี่สิบแปดแล้วด้วย!” 

คุโระแสดงท่าทีตกใจเสียจนทำให้คิ้วของทั้งคู่กระตุก และเมื่อเป็นเช่นนั้น คุโระจึงปิดประตูใส่หน้าทั้งคู่แล้วล็อกเอาไว้ในทันทีอย่างรวดเร็ว 

“นี่! ท่าทีเสียมารยาทเมื่อกี้นี่มันอะไรกันน่ะหา!?” 

“...เธอคิดไปเอง” 

“ว้อย! ไอ้บ้านี่!” 

ลิลลี่ตะโกนด่าเป็นชุด แม้คุโระจะถอยห่างจากประตูมาแล้วแต่ก็ยังได้ยินเสียงอย่างต่อเนื่องดังมาจากข้างนอก ทั้งๆที่รูบี้นั้นพยายามห้ามลิลลี่ไว้แล้วก็ตาม 

คุโระถอดเสื้อและกางเกงของตัวเองออกแล้วนอนลงบนเตียงพร้อมนึกถึงใบหน้าของคนสำคัญของเขา ทั้งฮานะ ฮินะ คานะ รวมไปถึงคนอื่นๆที่ค่อนข้างจะสนิทด้วย 

และแล้วก็มาถึงใบหน้าของหญิงสาวสามคนที่เขาลืมเลือนไม่ลง และการจากไปของทั้งคู่ที่ทำให้คุโระเจ็บปวด 

คุโระสะดุ้งขึ้นพร้อมเงื่อที่ท่วมตัว เขากำหมัดแน่นแล้วโน้มตัวพิงหมอนหนุนของเขาอีกครั้งหนึ่ง 

“...ไม่ว่ายังไงก็ไม่ยอม ...ไม่ยอมปล่อยเธอไปอย่างแน่นอน ... มีแค่เรื่องนี้เท่านั้น ... ที่ชั้นยอมไม่ได้...” 

คุโระตั้งปณิธานไว้แน่น ... แล้วเขาก็หลับไป 

  

===ตอนพิเศษ=== 

  

ในช่วงเวลากลางคืนมืดค่ำ  ที่โลกมนุษย์มีครอบครัวนึงกำลังประสบกับปัญหาใหญ่ๆอยู่ 

"พี่...หายตัวไป...เหรอคะ?" 

"ดูเหมือนว่าคุโระจังเองก็ด้วยนะจ๊ะ" 

"พ...พี่คุโระก็ด้วยเหรอคะ?" 

ฮินาตะ คานะในชุดนอนทำท่าเหมือนจะร้องไห้ได้ตลอดเวลา เสียพี่สาวและผู้ชายที่ตนแอบรักมาตั้งแต่เด็กๆไปพร้อมๆกัน นั่นเป็นเรื่องที่ทำให้เธอแทบจะใจสลาย  

แต่อีกฝั่งนั้น...คุณแม่ของฮินาตะ คานะและพี่สาวของเธอ ฮินาตะ ชิซุกุกำลังทำสีหน้านิ่งเฉยอยู่ 

(ดูเหมือนว่าเด็กคนนั้นจะถูกพาตัวไปอีกโลกด้วยเหตุผลบางอย่างสินะ? ทั้งๆที่ไม่เคยถูกเชิญไปตั้งหลายต่อหลายรุ่นแล้วแท้ๆ...พลังของท่านผู้ก่อตั้งตระกูลช่างน่าหวาดกลัวซะจริง) 

ชิซุกุรู้อะไรบางอย่างอย่างแน่นอนแต่เธอไม่ได้พูดอะไรออกมาให้ใครฟัง แน่นอนว่าตระกูลนี้คนส่วนนึงที่เกี่ยวข้องกับต้นตระกูลจะรับรู้และเข้าใจถึงเรื่องราวในอดีตกาลของบรรพบุรุษของตน ว่าบรรพบุรุษของตนนั้นแข็งแกร่งถึงขนาดไหน 

แต่ว่า...การที่พลังที่ยิ่งใหญ่จะถูกส่งมอบให้กับเหลนของผู้กล้าคนสุดท้ายนั้นถือเป็นเรื่องที่ผิดปกติ ทั้งๆที่คิดว่าหมดยุคทองของผู้กล้าของตระกูลฮินาตะแล้วแท้ๆแต่กลับยังมีผู้ที่มีพลังซ่อนเร้นอยู่ ทำไมไม่เอะใจตั้งแต่ตอนที่รู้ว่าฮินะสามารถล้มเจ้าของโรงฝึกเทควันโด้ได้ง่ายๆทั้งๆที่พึ่งเข้าเรียนได้สามวันกันนะ? 

ไม่มีใครสงสัยและสนใจในตัวของฮินะเลย ไม่มีใครสนใจสารทุกข์สุกดิบของเธอด้วยซ้ำ ถึงขั้นเคยมีปากเสียงกับฮินะแต่ก็ถูกห้ามโดยคุโระที่เข้ามาชวนไปเล่นข้างนอก แล้วไอ้คนที่มีปัญหากับตระกูลก็เกือบจะถูกเด็กอายุสิบขวบสองคนกระทืบจมดินอีกด้วย 

"ยังไงก็ตามถ้าทั้งสองคนอยู่ด้วยกัน...หรือแยกกันอยู่ก็ไม่เป็นอะไรหรอก ไม่มีใครเก่งไปเกินพวกนั้นแล้วนะ" 

"...เข้าใจแล้วค่ะคุณแม่ แต่ก็เป็นห่วงไม่หายอยู่ดีค่ะ" 

"ไปพักผ่อนก่อนเถอะคานะ สักวัน แม่เชื่อว่าพี่สาวของเธอจะต้องกลับมาหาพวกเราอย่างปลอดภัยแน่นอนเลยล่ะ" 

ชิซุกุยิ้มอย่างอ่อนโยนแล้วลูบหัวให้กับคานะ โดยที่เจ้าตัวนั้น... 

"...ขอให้เป็นแบบนั้นทีเถอะค่ะ … ทั้งสองคน..." 

พึมพำอย่างเงียบเชียบไร้ผู้คนยลยิน พร้อมกับหลั่งน้ำตาหนึ่งหยดแล้วภาวนาต่อพระผู้เป็นเจ้า ว่า "ขอให้ทุกคนปลอดภัยทีเถอะค่ะ" 

  

===ตอนที่3=== 

 

คุโระมองเห็นความฝัน 

สิ่งแรกที่เห็น … ผู้หญิงที่เป็นอาจารย์ เขารู้จักใบหน้านั้นดี ดีมากพอที่จะเกิดความรู้สึกโกรธได้จากการเห็นการกระทำอันชั่วร้ายที่เธอได้พบเจอ 

“ฉัน...รักเธอนะ” 

คำสุดท้ายที่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อน แต่เขากลับรู้สึกได้ว่าเธอคนนั้นต้องการที่จะสื่อกับเขามาเช่นนี้ แต่ทว่า … เขาก็ไม่สามารถพบเจอเธอได้อีกต่อไป 

อีกคนหนึ่งนั้น … ผ่านช่วงเวลามาด้วยกัน แม้จะไม่ได้พูดออกมา เขาก็รับรู้ได้ และถ้าให้พูดกันตรงๆ เขาเองก็หวั่นไหวกับเธอคนนั้นเช่นกัน 

ภาพที่เธอ คือหญิงสาวรุ่นราวคราวเดียวกัน ในหน้าที่เหมือนจะเป็นสาวมากกว่าเดิม ผมที่ยาวขึ้นนั้นเป็นตัวแสดงบอกต่อมาว่าเป็นเวลานานแล้วที่ไม่ได้พบกันกับคุโระ 

“ในที่สุดก็ได้เจอกันอีกนะ … ฉันรักเธอ” 

รอยยิ้มนั้นเป็นรอยยิ้มที่ปนไปด้วยความเศร้าโศกเสียใจ ความทรงจำสุดท้ายที่มีกับเธอ คืองานโรงเรียนที่จัดขึ้นพร้อมกันกับวันวาเลนไทน์ แล้วเธอก็ได้จากไประหว่างงาน และไม่มีใครสืบหาตัวเธอเจอเลย 

ท้ายสุดคือหัวหน้าห้องผู้มีใบหน้าที่ดูเฉิ่ม แม้ความจริงจะเป็นคนสวยและน่ารัก แต่กลับแต่งตัวและสวมใส่แว่นตาที่หนาเตอะ ทำให้ไม่เป็นที่นิยมซึ่งก็เป็นเป้าหมายของเจ้าตัว 

เหตุการณ์ที่คุโระจำได้ไม่ลืมเลือน คือหลังจากงานโรงเรียน ดูเหมือนจะมีปัญหาเกิดขึ้นที่ห้องของคุโระที่กำลังจัดงานอยู่ แล้วเธอคนนั้นก็ถูกลักพาตัวไปในระหว่างนั้น 

เมื่อไปถึง คุโระก็ได้พยายามช่วยเหลือด้วยการจัดการคนที่ตนเห็นไปทีละคนจนหมด แต่ด้วยความสะเพร่า คนดูต้นทางจากอีกฝั่งนั้นก็เข้ามาโจมตีเธอที่ถอยห่างออกจากคุโระ 

นั่นเป็นเหตุที่ทำให้เธอเสียชีวิตลง 

“ฉันไม่ตัดใจหรอกนะคุโระ … ฉันยังคงชอบนาย … ตลอดไป” 

คุโระลืมตาตื่นกับฝันร้ายที่ไม่เคยหายไปจากความทรงจำของเขา 

“บัดซบเอ้ย ถ้าชั้นไม่โง่ขนาดนั้น คงไม่มีใครตายเพราะชั้นแล้วแท้ๆ” 

คุโระสบถออกมาอย่างหงุดหงิด เขาลุกออกจากเตียงแล้วทำความสะอาดตัวเองและชุดด้วยเวทมนตร์ที่สะดวกสบายอย่าง “เวทมนตร์ชะล้าง” 

คราบสกปรก เหงื่อ สิ่งสกปรกต่างๆนั้นได้ถูกทำลายให้หายไปจากตัวของคุโระและเสื้อกล้ามกับกางเกงบ๊อกเซอร์ของเขา จากนั้นเขาก็สวมชุดที่ซื้อมา พร้อมกับเครื่องป้องกันและอาวุธจนพร้อม 

“ถึงจะอยากอาบน้ำมากกว่าแต่ก็ช่วยไม่ได้ … แล้วก็ไม่ชินเลยกับการใส่ถุงมือเนี่ย” 

ถึงจะบ่นแต่ก็สวมอย่างช่วยไม่ได้ เพราะมันค่อนข้างจะป้องกันได้ดีจึงสวมเอาไว้ และไม่อยากให้ทั้งคู่รู้สึกเสียใจ อาจเป็นเพราะห่วงเสียมากกว่าก็ตาม แต่การกระทำของคุโระนั้นย่อมทำให้มีคนชื่นชอบในตัวเขา ในหลายๆความหมาย 

คุโระเดินลงจากชั้นสามที่เป็นชั้นที่เขาอาศัยอยู่ ลงมาด้านล่างสุดและเจอเข้ากับลิลลี่เสียพอดิบพอดี 

"อรุณสวัสดิ์ ตื่นเช้าจังเลยนะ" 

"ต้องทำหลายอย่างนี่นะ ...แล้วทำไมถึงดูเอะอะโวยวายกันขนาดนั้น?" 

"ก็เมื่อกี้ได้ข่าวว่ามีนักผจญภัยระดับAไปเจอดีเข้าและโดนเล่นซะยับเยินกลับมาน่ะ ทุกคนเลยออกไปดูและรับข่าวสารกัน ปรากฏว่ามีตัวประหลาดที่แกร่งสุดๆปรากฏออกมา ปาร์ตี้ระดับAแค่สี่คนน่ะสู้ไม่ไหวหรอก น่าเสียดายที่เสียสาวงามผู้มากความสามารถกับชายหนุ่มรูปหล่อไปอีกสองแฮะ เพราะงั้นเขาเลยรวบรวมนักผจญภัยระดับAหรือสูงกว่านี้เพื่อไปกำจัดมันน่ะ ในระหว่างนี้พวกเราออกจากเมืองไม่ได้หรอกนะ" 

"งั้นเหรอ" 

คุโระตอบแบบขอไปที แล้วเดินไปนั่งที่โต๊ะที่ว่างอยู่ตรงมุมห้อง 

"นี่ค่ะ" 

ผ่านไปไม่กี่วินาที รูบี้ก็นำอาหารที่คล้ายกับแบบเดียวกับเมื่อวานมาเสิร์ฟให้ ถึงจะไม่เหมือนแต่ก็เป็นอาหารประเภทเดียวกัน 

และคุโระที่ไม่บ่นอะไรก็กินเข้าไปจนหมด 

"เอาล่ะ ชั้นจะไปกิลด์ก่อนนะ" 

"เดี๋ยวสิ เมื่อกี้ฉันก็บอกอยู่ว่าเขาไม่ให้ออกจากเมือง นายอย่างทำอะไรสุ่มสี่สุ่มห้าแบบนั้นสิ" 

"ชั้นไม่สน ถ้ามันอันตรายมากเกินกว่าความสามารถของชั้น ชั้นก็จะหนี ชั้นไม่มีเวลามากพอสำหรับเรื่องที่ต้องทำหรอกนะ" 

คุโระลุกขึ้นแล้วออกจากโรงแรมไปในทันทีที่พูดเสร็จ แม้จะอยากห้ามแต่ลิลลี่และรูบี้ก็ไม่สามารถห้ามอะไรเขาได้เลยแม้แต่คำเดียว 

"ไปซะแล้ว..." 

"ให้ตายสิ ...ขอให้อย่าเป็นอะไรไปเลยนะ" 

ลิลลี่ได้แต่ภาวนาเช่นนั้น 

เวลาผ่านไปอีกครั้ง คุโระก็มาถึงกิลด์นักผจญภัย 

คุโระเดินเข้าไปในอาคาร ท่ามกลางสายตาที่หันกลับมามองเขาด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย 

“คุโระงั้นเหรอ? ตื่นเช้าจังนะ … แต่ว่าตอนนี้เป็นเวลาที่ไม่ค่อยดีเท่าไรเลยนะ มีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นน่ะ คงจะให้รับภารกิจไม่ได้หรอกนะ” 

"ทำไมถึงไม่ได้? ชั้นมั่นใจว่ามันจะไม่เป็นปัญหาถึงขนากนั้น" 

"อย่าประมาทสิ ศัตรูเป็นถึงสัตว์ประหลาดที่ไม่เคยเจอมาก่อน ขนาดนักผจญภัยระดับ A ยังพ่ายแพ้ให้กับมัน อย่างนายจะไปเอาอยู่ได้ยังไง?" 

“ชั้นไม่ได้กระจอกถึงขั้นที่จะไปแพ้ให้กับสัตว์ไม่มีสมองหรอกนะ และต่อให้จัดการมันไม่ได้ ชั้นก็หาทางหนีด้วยตัวเองได้อยู่ดี อีกอย่าง ชั้นต้องการเงิน การที่ไม่ได้ทำงานตั้งแต่วันแรกที่ไม่มีเงินแบบนี้ มันทำให้ทางนี้ลำบาก และเธอก็ไม่มีสิทธิ์ห้าม แม้มันจะดีต่อตัวคนคนนั้นมากกว่าก็ตาม” 

คุโระเดินไปที่หน้ากระดานข่าว แล้วหยิบภารกิจที่ไม่จำกัดจำนวนและเวลาอย่างการล่าหมาป่าเพลิง หมาป่าดำ ก็อบลิน ออร์ค และอื่นๆจำนวนหนึ่งออกมา 

“อีกอย่างมันก็น่าสนใจดี ก็อยากทดสอบความสามารถสักหน่อย ว่าไปถึงระดับไหน บอกสถานที่ ลักษณะ ข้อมูลอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับมันมาให้หมด” 

"...มันรูปร่างคล้ายมังกร แต่ตัวดูอ้วนกว่า ไม่มีปีก มันมีขาหน้าที่ใหญ่กว่าขาหลัง ปลายหางคล้ายกับลูกตุ้ม หนักพอที่จะทำให้ตายในนัดเดียว อยู่ทางทิศตะวันตกของป่า ดูเหมือนจะส่งข่าวให้กับทางเมืองหลวงได้แล้ว ทางนั้นเลยส่งตัวผู้กล้าที่ถูกอัญเชิญมาไปจัดการแล้วล่ะ" 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น คุโระก็เบิกตากว้าง แล้วกระชากคอเสื้อของฮารุอย่างรุนแรง จนมีคนตั้งท่าเตรียมโจมตีใส่คุโระแล้ว แม้เขาจะไม่สนใจก็ตาม 

"ที่พูดมา หมายความว่ายังไง?" 

"นาย...ไม่รู้จริงๆเหรอ? ผู้กล้าน่ะ ถูกอัญเชิญมาเมื่อสองสัปดาห์ก่อน เธอแข็งแกร่งมาก ถึงจะเป็นสัตว์ประหลาดที่ไม่มีข้อมูล แต่ฉันก็มั่นใจว่าเธอจะเอาชนะมันได้" 

ฮารุตอบมาแบบนั้น คุโระก็แสดงสีหน้าหงุดหงิดออกมาในทันที 

คุโระปล่อยมือจากฮารุแล้วสบถ “เวรเอ้ย” ออกมาแล้วเร่งให้ฮารุจัดการงานเอกสารให้กับเขา 

"เรียบร้อยแล้วล่ะ" 

คุโระที่ได้ยินแบบนั้นก็รับบัตรสมาชิกคืน แล้วรีบเร่งออกจากอาคารไป เขามุ่งหน้าไปยังประตูทางออกในทันที  

"ยัยฮารุพูดว่าถูกอัญเชิญมาเมื่อสัปดาห์ก่อนสินะ? แต่ชั้นกับฮินะแยกห่างจากกันในเวลาไม่กี่นาทีเองแท้ๆ ...อย่าบอกนะว่า..." 

กฎของเวลาที่ไม่สัมพันธ์กัน? จะอย่างไรก็ช่าง คุโระคิดแบบนั้นในขณะที่ตนออกวิ่งอยู่ 

"...เฮ้ย! เวลานี้ห้ามคนภายในเมืองออกไปข้างนอกเด็ดขาด! มันอันตราย!" 

"เกะกะ" 

คุโระใช้แขนขวาผลักทหารที่เฝ้าประตูที่พยายามจะมาหยุดคุโระให้ถอยห่างออกไปอย่างรุนแรง 

เขาออกวิ่ง ด้วยความเร็วที่ทำได้แค่มองเท่านั้น เพราะแรงขาของเขาที่ใช้วิ่งนั้นมีมากเสียจนทำให้เขาสามารถวิ่งได้ด้วยความเร็วที่ความเร็วสูงสุดรถยนต์ไม่สามารถเทียบได้ในตอนนี้ 

คุโระกระจายพลังเวทมนตร์ไปทั่วรอบกายเป็นรัศมีสามร้อยเมตรโดยมีตนเองเป็นจุดศูนย์กลาง ทั้งนี้ก็เพื่อการค้นหา ทั้งตำแหน่งของผู้กล้าหรือตำแหน่งของสัตว์ประหลาดที่เหล่านักผจญภัยเมื่อเช้าเจอและสัตว์ร้ายในภารกิจที่รับมา แน่นอนว่ารวมไปถึงสิ่งมีชีวิตอื่นๆด้วยเช่นกัน  

"ด้านหน้ามีสี่ตัวงั้นเรอะ?" 

แม้จะไม่รู้ว่าเป็นตัวอะไร แต่คุโระก็ไม่ลดความเร็วลงแต่อย่างใด 

"ไม่อยากจะเสียเวลาเลยแฮะ ถึงจะเป็นเวลาไม่นานที่อาจจะแค่ไม่กี่ชั่วโมง แต่ว่าถ้าเป็นเพื่อนร่วมทีมของผู้กล้าล่ะ? อาจจะมีคนที่สามารถเดินทางระยะไกลในเวลาสั้นๆแล้วพาคนอื่นไปด้วยได้แน่ๆ ...ชิ" 

คุโระเดาะลิ้นอย่างน่าหงุดหงิดใจ และในท้ายที่สุด คุโระก็ตัดสินใจกำจัดศัตรูตรงหน้าแล้วใช้เวทมนตร์มิติเก็บซากศพของศัตรูเอาไว้ เพียงแค่ขยับมือศพก็หายไปอย่างไร้ร่องรอยในทันที เพราะว่าคุโระนั้นสามารถทำความเข้าใจกับเวทมนตร์ชนิดนี้ได้แล้ว จึงง่ายต่อการควบคุมอยู่มากนั่นเอง 

“!?” 

และแล้วคุโระก็จับสัญญาณพลังเวทมนตร์ได้ถึงสี่จุดด้วยกัน ซึ่งมันอยู่ทางด้านหน้า เฉียงไปทางด้านซ้ายเล็กน้อย ตรงนั้นมีควันและแสงแปลกๆ แต่จากเสียงและกลิ่นที่คุโระสามารถสัมผัสได้เมื่อเข้าใกล้มานั้น ก็รับรู้ได้ทันทีว่าเกิดเพลิงไหม้ขึ้น 

สามสัญญาณคือมนุษย์ไม่ผิดแน่ แม้ว่าหนึ่งในนี้จะมีพลังเวทมนตร์ที่ดูน่าเหลือเชื่ออยู่คนหนึงก็ตาม แต่จากที่สัมผัสได้ กลับมีร่างกายที่เล็กเสียจนน่าจะเรียกได้ว่าเหมือนเด็ก ทั้งนี้คุโระยังไม่ได้มองเห็นแต่อย่างใด 

ทว่า อีกตัวหนึ่งนี่สิ... 

อย่างไรก็ตาม คุโระก็มาถึงจุดเกิดเหตุ เขาได้ซ่อนตัวอยู่หลังต้นไม้แล้วชะโงกหน้าออกมาดูเหตุการณ์เบื้องหน้า 

ภาพที่เห็น คือหมู่บ้านที่ถูกทำลาย ศพของมนุษย์ที่คาดว่าน่าจะเป็นชาวบ้านก็มีกันกลาดเกลื่อน 

ท่ามกลางเปลวเพลิงและซากศพ มีเด็กสามคนที่ไม่น่าจะสามารถหนีไปที่ไหนได้อยู่สามคน ดูจากรูปร่างแล้วตัวเล็กกว่าสองพี่น้องลิลลี่-รูบี้อยู่เล็กน้อย และคาดว่าน่าจะมีอายุไม่น่าเกินสิบสองขวบ 

แต่กระนั้น นั่นก็เป็นอายุที่ไม่ได้มากมายอะไรสำหรับทั้งโลกนี้และโลกเดิม เด็กที่เพิ่งจะผ่านพ้นวัยเด็กสุดแล้วพยายามเข้าสู่วัยรุ่นนั้น จะไปมีความสามารถในการกำจัดสัตว์ประหลาดได้เช่นไร 

สัตว์ประหลาด … สิ่งมีชีวิตที่มีพลังเวทน่าขนลุก รูปร่างของมันหากให้เปรียบนั้น ราวกับเป็นแมลงขนาดสามเมตร รูปร่างเสมือนตั๊กแตนตำขาวแต่กลังมีปีกคล้ายกับแมลงปอจำนวนสามคู่อยู่กลางหลัง  

ที่แขนทั้งสองมีอาวุธที่น่าหวาดกลัว เคียวขนาดใหญ่นั่นชูขึ้นเหนือหัวพร้อมโจมตีเด็กทั้งสามคน 

“บาลุค! พูริ! ถ้ายังขยับได้ล่ะก็! หนีไปซะ! ไกลออกไปในป่า! มีกองทัพอยู่จำนวนมาก! อาจจะเป็นกองทัพของผู้กล้าก็ได้!” 

เด็กสาวผู้มีเอกลักษณ์เป็นเส้นผมสีส้มอ่อนประกายนั้นได้ยืนขึ้นมาบังทั้งสอง และพูดในสิ่งที่คุโระไม่คาดคิดว่าจะได้ยินได้ 

(ยัยนั่น...รู้ได้ยังไงว่ามีคนอยู่ไม่ไกล?) 

แต่นั่นไม่ใช่เวลาคิด เพราะว่าเคียวขนาดใหญ่นั่นเริ่มขยับ คุโระเองก็เลิกคิดแล้ววิ่งเข้าไปด้วยความเร็วทันที 

คุโระชักดาบออกมา แล้วถีบตัวเมื่อวิ่งมาได้ครึ่งทาง เขาเข้ามาคั่นกลางระหว่างทั้งสามและตั๊กแตนปลอมนั่น โดยใช้ดาบในมือในการโจมตีสวนกลับการโจมตีของมันเอาไว้ 

คุโระดันการโจมตีกลับไป แล้วเข้าประชิดเจ้าตั๊กแตนปลอมนั่น พร้อมโจมตีใส่แขนซ้ายของมัน 

*ฉั่วะ!* 

(แข็งมาก...) 

แม้จะเล็งที่ข้อต่อ แต่ก็ไม่ง่ายเลยที่จะตัดให้ขาดได้ในดาบเดียว แม้ว่าจะทำได้จริงๆก็ตาม 

"ถอยไปซะ เดี๋ยวชั้นจะจัดการมันเอง" 

คุโระสะบัดเลือดของมันลงบนพื้น ซึ่งเลือดของมันมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆอยู่ แต่ก็ใช่ว่าร่างกายจะโดนไปแล้วไม่เกิดผลเสีย คุโระจึงไม่คิดจะเข้าไปโดนเลือดของศัตรูเด็ดขาด 

ศัตรูกางปีกออกกว้าง แต่คุโระนั้นไม่ต้องการให้มันหนี คุโระจึงใช้เท้าในการเตะก้อนหินให้ลอย แล้วเตะอีกครั้งเพื่อโจมตีศัตรู 

*ตู้ม!* 

แม้จะไม่ทะลุร่าง แต่มันก็สร้างความเสียหายให้ศัตรูได้มาก อีกทั้งยังทำให้มันไม่สามารถบินหนีไปได้ในทันทีอีกด้วย 

แม้จะพยายามอีกครั้ง คุโระก็ยังคงทำแบบเดิม จนอีกเจ้าตั๊กแตนมีปีกนี่เริ่มหมดความอดทน มันเข้าโจมตีคุโระด้วยเคียวในมือที่มีเหลือเพียงแค่หนึ่งข้างนี้ 

*วืด* 

แต่การโจมตีของมันนั้นก็ไม่สามารถโจมตีโดนคุโระได้ คุโระนั้นหลบมาอีกทางหนึ่งตั้งแต่ตอนที่โจมตีศัตรูด้วยก้อนหินแล้ว ทำให้การโจมตีและลูกหลงส่งไปไม่ถึงทั้งสามคนอย่างแน่นอน 

อย่างไรก็ตาม คุโระก็ต้องรีบจบการต่อสู้นี้ เขาจึงเข้าโจมตีเจ้าตั๊กแตนปลอมนั่นในทันที ด้วยการโจมตีไปที่จุดที่คาดว่าน่าจะอ่อนที่สุด นั่นก็คือคอของมัน 

คุโระเคลือบพลังเวทไปที่ดาบ ห่อหุ้มดาบด้วยเปลวเพลิงที่รุนแรง และกวาดดาบไปในแนวนอนอย่างเรียบๆ แต่แฝงไปด้วยพลังนั่น 

ดาบของคุโระนั้นสามารถตัดคอของเจ้าตั๊กแตนปลอมนั่นได้ก็จริง แต่ดาบที่เขาซื้อมาในราคาแพงนี้กลับพังลงได้อย่างง่ายดาย นั่นเป็นเพราะว่ามันเริ่มบิ่นเสียตั้งแต่ตอนที่เขาพยายามตัดแขนของมัน แล้วยังมีพลังเวทที่ดาบเล่มนี้ไม่สามารถทนรับได้อีก เมื่อตัดคอของเจ้าตั๊กแตนได้ ดาบก็แตกออกเป็นสองท่อนในทันที 

“ชั้นมั่นใจว่าชั้นจ่ายค่าเจ้าดาบนี่ไปแพงน่าดูอยู่นะ” 

คุโระเดาะลิ้นอย่างไม่พอใจอีกครั้ง ก่อนที่จะเก็บดาบแล้วเก็บซากของเจ้าตั๊กแตนปลอมเข้าไปในเวทมิติ แล้วเดินเข้าไปหาทั้งสามคน 

"บอกให้หนีไปไม่ใช่รึไง?" 

"น...หนูคิดว่ายังไงพี่ชายก็ต้องจัดการมันลงได้ค่ะ ก็เลย… " 

"... ยังไงก็ช่าง แล้วที่เธอพูด เธอรู้ได้ยังไงว่ามีกองทัพผู้กล้าอยู่ไม่ไกลจากที่นี่" 

"เพราะว่าเมื่อเช้าทางกิลด์สาขาของเมืองทางตอนใต้ เพราะไม่สามารถเอาชนะได้จึงได้ส่งม้าเร็วไปที่เมืองหลวง ผ่านไปไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่สัตว์ประหลาดนั่นจะเข้ามาโจมตีที่หมู่บ้าน ก็ได้มีกองทัพมาที่นี่ด้วยเวทมนตร์เคลื่อนย้ายน่ะค่ะ" 

ยัยเด็กผมสีส้มนั่น หลังจากประโยคแรกก็ไม่ได้สัมผัสถึงน้ำเสียงที่สั่นเครืออีกเลย มันช่างสงบจนน่าสงสัย 

แต่คุโระนั้นไม่ได้มีเวลามามัวคิดในเรื่องนั้น คุโระหันหน้าไปทางทิศที่เด็กสาวบอก และเขาก็คิดที่จะรุดหน้าไป ทว่า... 

"... หมู่บ้านของเธอถูกทำลายไปแล้ว จะตามชั้นมาก็ได้" 

พอพูดแบบนั้น สาวน้อยผมสีส้มก็ยิ้มออกมาเล็กน้อย ในขณะที่อีกสองคนที่เป็นผู้ชายผมสีน้ำตาลกับผู้หญิงผมสีฟ้าอ่อน ต่างมองผมอย่างไม่ลดการระวังตัว 

“เขาเชื่อใจได้ค่ะ ฉันมั่นใจเลย” 

แต่เด็กอีกคนกลับรับประกันให้กับคุโระแม้จะไม่รู้จักกันมาก่อน ถึงจะสงสัยแต่ก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเธอมีประสงค์ร้ายอยู่ดี 

ตอนนี้ เขาให้ความสำคัญกับการตามหาตัวของฮินะเสียก่อน 

(ชั้นจะไปเดี๋ยวนี้แหละ) 

  

===ตอนพิเศษ=== 

  

"ไง ไปเจอเขามาแล้วเหรอ? ว่าไงล่ะ?" 

"ก็หล่อดีนะ สูงด้วย ทำเอาหลงรักเลยล่ะ" 

"...ฉันไม่ได้ถามถึงเรื่องนั้น" 

"อ๊ะ! โทษทีๆเขายังดูคลุมเครือเกินไปฉันเลยคิดว่าเขาอาจจะยังไม่พร้อมที่จะขึ้นเป็นราชันย์ก็ได้นะ" 

"เฮ้อ..." 

เด็กสาวผมยาวผู้ที่สยายปีกออกกว้างปรับท่านั่งใหม่พร้อมกับถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย 

"ดูแค่ภายนอกจะไปรู้ถึงความสามารถและนิสัยของเขาได้ยังไงกัน? แล้วนี่อู้งานมาไม่กลัวโดนจับได้รึไง?" 

"น่าๆ ทางนี้ก็พยายามทำงานให้ดีที่สุดอยู่นา แถมนี่เป็นเวลาพักของวันนี้เพราะว่าคนส่วนใหญ่ไปจัดการสัตว์ประหลาดที่โผล่ออกมาและเพื่อที่จะเจอกับผู้กล้าสาวน่ะฉันเลยออกมาพักอยู่นี่ไง" 

"เหรอ? ว่าแต่สัตว์ประหลาดโผล่มาเยอะจังนะ ไม่ใช่ทั้งสัตว์อสูรและปีศาจหรือสัตว์เทวะแต่กลับเป็นตัวตนปริศนา แถมยังแข็งแกร่งเอาเรื่องแบบนี้ เห็นทีว่าต้องพึ่งพาพลังของผู้กล้าไปชั่วขณะแล้วล่ะ" 

หญิงสาวผู้มีแววตาคมเข้มราวกับสัตว์ร้ายนั้นถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายออกมา 

"ที่ต้องพึ่งพาคือชายคนนั้นมากกว่ามิใช่รึ? จริงอยู่ที่ผู้กล้าที่ถูกอัญเชิญมานั้นแข็งแกร่งจนสามารถสร้างผลงานได้ในไม่กี่วันหลังจากที่ถูกอัญเชิญมา แต่กับตัวตนที่เป็นปริศนาของชายผู้นั้น ทั้งยังมีพลังในการสะบั้นคอของเจ้าสัตว์ประหลาดนั่นได้ด้วยดาบธรรมดาๆเนี่ย ไม่ว่ายังไงก็ดูแข็งแกร่งกว่าจริงๆ" 

"ก็จริงที่เขาแข็งแกร่ง แต่ในตอนนี้ ผู้กล้านั้นแข็งแกร่งกว่า อีกทั้งยังมีศาสตราวุธศักดิ์สิทธิ์อีกด้วย แม้ว่าเขา คุโรมิเนะ คุโระ จะเกิดมาเพื่อครอบครองพลังอันไร้ขีดจำกัดที่สามารถสยบโลกได้ทุกใบ แต่ในตอนนี้นอกจากเขาจะไม่มีพลังแล้ว เขายังไม่เหมาะสมกับฉายาและตำแหน่งแห่งราชันย์เลยแม้แต่น้อย … หากว่าเขาสามารถปรับสภาพไปกับโลกนี้และพลังที่มีอยู่ได้ก็อาจจะแข็งแกร่งขึ้นเป็นเท่าตัว และแข็งแกร่งกว่าผู้กล้าอย่างแน่นอน แต่มันก็ต้องใช้เวลา" 

"เฮ้อ … หวังว่าเขาจะไม่เป็นศัตรูกับเรานะ" 

แม้จะเป็นการพูดเล่น แต่กลับขำไม่ออกกันเลยเมื่อนึกถึงความเป็นไปได้ที่เขาจะหันดาบเข้าใส่ตน 

สองสาวต่างพากันเงียบและตัวแข็งเกร็งราวกับถูกหยุดเวลาเอาไว้ และผล่อยให้เวลาที่เดินอยู่ผ่านพ้นไปอย่างช้าๆ 

  

 

===ตอนที่4=== 

  

​คุโระและกลุ่มเด็กๆพากันเดินเข้าป่ากันอย่างเป็นระเบียบ โดยมีลำดับการเดินคือคุโระ เด็กสาวผมส้ม เด็กสาวผมฟ้า และเด็กหนุ่มผมน้ำตาล โดยที่พวกเขามีชื่อว่า เอวา พูริ และบาลุค เรียงกันตามลำดับ 

“เจอแล้ว” 

คุโระพูดขึ้นเมื่อเข้าป่ามาได้สิบห้านาที เพราะรัศมีในการรับรู้จากการตรวจจับเวทที่เขาทดลองใช้และประสบผลสำเร็จนั้นกว้างขวาง อีกทั้งยังมีประสาทสัมผัสที่ดี แม้ว่าจะไม่ได้พึ่งพาเลยแม้ว่าจะเข้ามาลึกขนาดนี้แล้วก็ตาม 

“ชั้นสันนิษฐานไว้ว่า พวกนั้นจัดการศัตรูที่ชั้นไม่รู้จักนั่นไปแล้วเรียบร้อยเป็นเวลาอย่างต่ำยี่สิบถึงสามสิบนาทีก่อนหน้านี้ เพราะชั้นไม่ได้ยินเสียงและไม่สามารถสัมผัสได้ถึงการต่อสู้กันเลย” 

คุโระหันกลับมามองเหล่าเด็กๆที่อยู่ข้างหลังแล้วถามขั้นอย่างเป็นห่วง 

“ยังเดินไหวไหม?” 

แม้น้ำเสียงจะไม่นุ่มนวล แม้สายตาจะเย็นยะเยือก แม้ใบหน้าจะนิ่งเฉยจนเผลอกลั้นหายใจ แต่คำพูดนั้นช่างอบอุ่นและอ่อนโยนอย่างน่าประหลาด 

“พวกเรายังไหวครับ” 

“นายมั่นใจรึเปล่าว่าคนอื่นเองก็เป็นเหมือนนายน่ะ?” 

คุโระพูดใส่อย่างตรงไปตรงมา คำพูดที่เป็นดั่งดาบสองคมที่พุ่งเข้าแทงใส่บาลุคอย่างรุนแรง และเมื่อบาลุคมองไปยังพูริ เขาก็เห็นว่าเธอเริ่มที่จะขยับขาไม่ไหวแล้ว 

จริงอยู่ที่ถ้าเห็นเช่นนี้คงไม่ถามออกมาแต่แรก แต่ที่เขาถามขึ้นก็เป็นเพียงแค่ความเอาใจใส่เล็กๆน้อยๆ เพราะอย่างไรก็ตามเขาก็ไม่อยากจะทิ้งเด็กพวกนี้เอาไว้ในป่าแต่เพียงลำพัง 

คุโระเลื่อนสายตากลับมามองที่เอวา และเขาก็เริ่มเห็นอาการเดยวกันกับที่พูริเป็น แม้จะไม่มาก แต่เอวาก็เริ่มขาสั่นแล้ว 

(แม้จะแค่สิบห้านาที แต่ไหนจะเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อก่อนหน้านี้อีก แถมเด็กพวกนี้ยังอายุไม่น่าจะพ้นสิบสองปีอีกด้วย นี่คงยากเกินไปสำหรับเด็กพวกนี้สินะ?) 

คุโระตัดสินใจที่จะพัก แต่ว่าเขาไม่ทันได้พูดหรือทำอะไร 

นั่นก็เพราะบาลุคได้อุ้มพูริที่มีขนาดตัวไม่ต่างกันขึ้น และคงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะอุ้มแล้วเดินไปในถนนที่ขรุขระเช่นนี้ เพราะแม้จะเดินคนเดียวก็เสียพลังงานไปเยอะแล้ว แต่นี่ต้องแบกรับน้ำหนักของคนถึงสองคนเลยทีเดียว 

“ถ...ถึงเธอจะไม่ไหว แต่ผมจะแบกเธอไปเองครับ...” 

“หืม… แต่ที่นี่มีคนไม่ไหวถึงสองคนเชียวนะ” 

“ถ...ถ้าแค่เอวาแล้วล่ะก็ คุณน่าจะอุ้มแล้วเดินไปต่อได้สบายๆไม่ใช่หรือครับ?” 

น้ำเสียงที่สั่นเครือพร้อมกับลมหายใจที่ค่อนข้างแผ่วเบานั้น แม้จะฝืนแต่ก็ยังทำหน้าอวดดีพูดสวนกลับมา คุโระจึงแสยะยิ้มแล้วยกเอวาขึ้นมาอุ้มด้วยท่าเจ้าหญิงอย่างรวดเร็วและไม่ติดขัดอะไร 

“ตามมาให้ทันล่ะ” 

“ค...ครับ!” 

“อีกฝ่ายอยู่ห่างจากจุดนี้ไปเจ็ดสิบเมตร เส้นทางที่ไปอาจจะอ้อมไปบ้าง แต่ไม่น่าเกินหนึ่งร้อยเมตร ถ้าไม่ไหวจะบอกก็ได้นะ” 

“ไปกันเถอะครับ” 

บาลุคพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น คุโระก็รีบออกวิ่งในทันที 

แม้จะฝืนไปบ้าง แต่บาลุคก็พยายามไม่ให้ตัวเองทิ้งห่างจนพลัดหลงกับคุโระ และพูริเอง ก็พยายามไม่ให้ตัวเองถ่วงให้บาลุคหนักขึ้นเช่นกัน 

และด้วยความพยายามที่ว่าของทั้งคู่ จึงตามความเร็วของคุโระได้อย่างสม่ำเสมอ จนเริ่มที่จะมองเห็นเบื้องหน้าได้ชัดเจนขึ้นแล้ว 

"มองเห็นแล้วล่ะค่ะ" 

*ฟุ้บ!* 

สิ้นเสียงของเอวา คุโระก็วิ่งพรวดจนออกมาจากป่าได้ และมาอยู่ท่ามกลางของกลุ่มคนที่สวมทั้งชุดเพราะหนักและเกราะเบา มีทั้งกลุ่มที่ถืออาวุธไกลและอาวุธใกล้ มีผู้บาดเจ็บอยู่บ้างแต่ไม่มากอย่างที่คิด 

"ใครน่ะ!?" 

รอบข้างส่งเสียงและชี้อาวุธเข้าหาคุโระอย่างไม่เป็นมิตร เมื่อเห็นแบบนั้นบาลุคและพูริก็หลบเข้าไปยังต้นไม้ต้นหนึ่งที่มองเห็นภาพตรงหน้าได้ชัด และพยายามระวังหลังเพื่อไม่ให้เกิดอันตราย 

คุโระวางร่างของเอวาลงแล้วมองไปยังเบื้องหน้า พร้อมตะโกนบอกจุดประสงค์ของตนเอง 

"ชั้นเป็นนักจญภัยระดับB ผมมาเพื่อที่จะมาหาผู้กล้าน่ะ" 

"หา? แกคิดว่าแกเป็นใครกัน? แค่นักผจญภัยสวะๆไม่มีสิทธิ์เรียกร้องเพื่อขอเข้าพบกับผู้กล้าทั้งนั้น แค่แกไม่ตายตั้งแต่โผล่พรวดออกมาแบบเมื่อกี้ก็บุญแค่ไหนแล้ว?" 

"หุบปากไปซะ คนอย่างแกเองก็ไม่มีสิทธิ์มายุ่งกับชั้น ผู้กล้าที่ถูกอัญเชิญมานั่นและชั้นคนนี้เป็นคนรู้จักกัน อย่างแกแค่หุบปากเงียบแล้วพาชั้นไปหายัยนั่นก็พอแล้ว" 

แม้จะยังไม่ได้ยืนยัน แต่คุโระก็ตอบกลับไปราวกับมั่นใจแล้ว ว่าอีกฝ่ายคือฮินาตะ ฮินะ ผู้หญิงที่ตนรักและใส่ใจไม่มีผิดแน่ 

แม้จะยังไม่ได้เจอหน้า แต่สัมผัสได้ถึงฮินะ เพราะอย่างนั้น คุโระจึงแสดงความมั่นใจได้มากถึงขนาดนั้นเลย 

"ทำไมข้าต้องบอกแกด้วยวะไอ้สวะ!?" 

ทว่าอีกฝ่ายกลับไม่คิดจะพูด แม้จะไม่ได้คิด แต่ดูเหมือนพวกอัศวินจะไม่ค่อยลงรอยกับนักผจญภัยเท่าไร ทั้งๆที่ในเมืองที่จากมาก็ไม่เห็นจะเป็นเช่นนั้นแท้ๆ 

อัศิวนที่ปฏิเสธคุโระทั้งยังดูถูกเหยียดหยามคุโระนั้นชักดาบออกมาแล้ว เข้าโจมตีคุโระในทันที 

คุโระสามารถหลบได้ไม่ยาก แล้วก็ปล่อยเอวาลงจากอ้อมแขนแล้วบอกเธอไปว่า "ไปหลบซะ" โดยไม่แม้แต่จะมองไปยังเอวาเลยแม้แต่น้อย 

"ค...ค่ะ!" 

เอวารีบเข้าไปในป่าแล้วไปหลบอยู่กับอีกสองคนที่เหลือ 

"แกน่าจะไปเป็นพี่เลี้ยงเด็กแทนที่จะมาเป็นนักผจญภัยนะไอ้สวะ" 

"เสือกซะจริงนะแกน่ะ" 

คุโระโต้กลับด้วยวาจาที่หยาบคายและรุนแรงจนทำให้อีกฝ่ายหน้าเสีย แม้ว่าจะไม่ได้แสดงหน้าออกมาเพราะสวมหมวกเกราะอยู่ก็ตาม 

"อึ่ก...แกนะแก!!" 

อัศวินนายนั้นเข้ามาโจมตีคุโระ โดยที่คุโระนั้นป้องกันได้ด้วยดาบที่ยังไม่ได้ชักออกจากปลอก แล้วสวนกลับไปด้วยกระบวนท่ามวยจีนที่เคยเห็นแล้วเลียนแบบตามจนเข้าใจเป็นถ่องแท้เมื่อโลกเดิม 

การกระแทกที่มองตามไม่ทัน ทั้งยังหนักหน่วงของคุโระนั้นส่งผลให้ศัตรูกระเด็นตัวลอยไปไกลกว่าสิบเมตร แล้วเข้ากระแทกกับซากศพที่ดูไม่ออกว่าเป็นตัวอะไร นี่คงเป็นศพของสัตว์ประหลาดที่ไม่เคยมีในบันทึกมาก่อนที่ฮารุพูดถึงอย่างแน่นอน 

“อั่ก!” 

“กระจอกแบบแกไม่น่ามาเป็นอัศวินได้เลยนะ ...ใช้เส้นสายมาล่ะสิท่า” 

“แกนะแก!” 

"เสียงเอะอะโวยวายนี่มันอะไรกัน? มันเกิดอะไรขึ้นกันหา?" 

เสียงของหญิงสาวที่ค่อนข้างจะเล็กแหลมจนแสบหูดังขึ้นอย่างเกรี้ยวกราด เสียงที่ดังไม่มากแต่กลับสยบความคิดของทุกคนและทำให้ทหารและนักผจญภัยรวมไปถึงเด็กทั้งสามลืมหายใจไปในทันที  

คุโระหันไปทางต้นเสียงที่ยืนอยู่ด้านบนของซากศพของเจ้าสัตว์ประหลาด และสายตาของคุโระก็สบเข้ากับสาวตาของเธอเข้า 

เด็กสาวที่เป็นดาร์กเอลฟ์ รูปร่างไม่ต่างจากเด็กสาวเธอมีผมสีขาวยาวไปถึงกลางหลัง ผิวที่เป็นสีน้ำตาลอ่อน ดวงตาสีทองจ้องมองมาจากเบื้องบน ใบหน้าที่เหมือนกับผู้ที่อยู่เหนือกว่า ราวกับว่าเธอคือราชินีของอมนุษย์ก็ไม่ผิด 

"ท...ท่านโครว! ข...ข้าต้องขออภัยที่รบกวนท่าน แต่เจ้าไพร่นี่บอกข้าว่าต้องการพบกับท่านผู้กล้าทั้งๆที่เป็นเพียงแค่ผู้ไร้พลัง!" 

"โห... แต่เจ้าก็ถูกซัดปลิวอยู่ดีมิใช่หรือ? ถ้าอีกฝ่ายเอาจริงเจ้าคงตายไปแล้ว เก็บไว้เป็นบทเรียนเพื่อพัฒนาความโง่เขลาของเจ้าเสีย" 

"ข...ขอโทษครับท่าน!!!" 

คุโระไม่ละสายตาไปจากเด็กสาวผู้ให้ความรู้สึกที่แข็งแกร่งผู้นั้น 

(ถึงจะไม่ได้มีปัญหาอะไรกับชื่อที่คล้ายกันนี้ แต่แค่มองก็รู้แล้ว ...ยัยนี่แข็งแกร่ง) 

แม้จะไม่ได้ออกอาการอะไร แต่เขาก็มิได้ใจเย็นดังที่เคยเป็น คุโระแสดงความระมัดระวังตัวอย่างต่อเนื่องโดยไม่ลดละการป้องกันลงแม้แต่น้อย 

*โครว ออกเสียงคล้ายกับ คุโระ ในภาษาญี่ปุ่น แค่ลากเสียงยาวตัวสุดท้าย* 

"แล้วเจ้า​เป็นใครกัน? ถึงเจ้าจะอยากเจอกับนาง แต่ข้าเพิ่งส่งนางกลับไปเมื่อไม่นานมานี้ … ยังเมืองหลวงของพวกเราน่ะ" 

"เห น่าเสียดายชะมัด เพื่อเป็นการยืนยัน ยัยผู้กล้านั่นมีรูปร่างที่งดงาม ไม่มีไขมันส่วนเกิน ผมสั้น ใบหน้าน่ารัก แววตาที่คมราวกับสัตว์ร้าย เป็นคนที่ชื่อว่าฮินาตะ ฮินะสินะ" 

"......มิใช่ มิตรงกับสิ่งที่เจ้าถามข้าเลยแม้แต่น้อย" 

"โกหกเก่งจริงนะ แต่ชั้นไม่มีเวลามาเล่นลิ้นกับเธอหรอกนะ" 

"ก็ดี ข้าจะจัดการเจ้าซะจะได้ไม่ต้องมาก่อปัญหาให้ข้าและท่านผู้กล้าอีก" 

ดูเหมือนว่าการปรากฏตัวของคุโระจะทำให้โครวผู้ซึ่งรู้จักกับผู้กล้าดีจะไม่พอใจ และแน่นอนว่าคุโระเองก็เช่นกัน 

ต่างฝ่ายต่างมีเหตุผลเป็นของตัวเอง สำหรับโครวอาจจะเป็นเพราะคุโระเป็นบุคคลไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้า จึงไม่สามารถไว้เนื้อเชื่อใจเขาได้ โดยเฉพาะเรื่องที่แอบอ้างว่าตนคือคนรู้จักของผู้กล้าที่ตนเคารพนับถือ 

แต่สำหรับคุโระ โครวก็เปรียบเสมือนยัยเด็กแก่แดดผู้ไม่รู้จักให้เกียรติผู้อื่น แม้จะไม่ได้คิดว่าเธอผิด แต่ก็ไม่พึงพอใจที่ยัยเด็กเวรนี่ไม่คิดจะตอบคำถามของเขาอย่างตรงไปตรงมา 

โครวเดินเข้ามาเผชิญหน้ากับคุโระโดยไม่มีแม้แต่อาวุธใดๆเลยสักชิ้น แม้คุโระจะสังเกต แต่เขาก็ใช่จะสนใจในการกระทำของเธอเสียเมื่อไร เขาไม่ท้วงติงแต่ก็ไม่คิดที่จะประมาทเพียงเพราะคู่ต่อสู้ของตนไร้ซึ่งอาวุธ 

"ข้าจะต่อให้เจ้าก็แล้วกัน โดยที่ข้าจะไม่ใช้เวทมนตร์" 

“ด...เดี๋ยวก่อนครับท่านโครว! แต่การทำเช่นนั้นอาจทำให้ท่านแพ้เอาได้---” 

“หุบปากไปซะ เรื่องนี้ข้าเป็นตนตัดสินใจ มิใช่เจ้า” 

โครวตวาดใส่ลูกน้องของตนจนทำให้เหล่าลูกน้องสะดุ้งแล้วถอยหลังหลบไปจากหน้าฉาก 

“ไม่จำเป็น ไอ้การต่อให้ของเธอมันจะเป็นการตัดกำลังของตัวเองไปซะเปล่าๆ ลุยมาให้เต็มที่ซะ เวลาแพ้จะได้ไม่ต้องอ้างเหตุผลว่าสู้ในสายที่ตัวเองไม่ถนัด” 

“ปากดีนักนะ อยากจะรู้เสียจริงว่าเจ้าจะปากดีไปได้ถึงเมื่อไรกัน!” 

*ตุ้บ* 

ด้วยความเร็วที่ยากจะมองทัน หมัดของโครวพุ่งเข้าต่อยใส่กรามของคุโระอย่างจังจนเกิดเสียงดังสนั่นลั่นป่า 

"หึ … มิคาดคิดเลยว่าจะมิได้ผลเช่นนี้" 

"ร่างกายเล็กๆนั่นจะหาแรงที่ไหนมาทำอะไรชั้นได้ล่ะ?" 

คุโระปัดมือของโครวทิ้งแล้วเตะสวนกลับโครวไปอย่างรวดเร็ว และก็ถูกหลบได้ง่ายๆตามที่คิดไว้ 

"แต่ตัวเตี้ยแบบเธอก็น่ารำคาญใช่ย่อยเลยนะ โจมตียากจริงๆ" 

"... ข้าขอถอนคำพูด คราวนี้ข้าจะฆ่าเจ้าทิ้งซะ" 

คำพูดยั่วยุของคุโระท่าทางจะส่งผลต่อโครวเป็นอย่างมาก เขาคาดเดาเธอได้จากกระแสเวทมนตร์ที่พวยพุ่งออกมาจากร่างกายของเธอ 

"แม้นเจ้าจะขอขมาข้า ก็อย่าได้หวังที่จะรอดไปได้เชียวล่ะ!" 

"ไร้สาระ ไม่มีทางที่เธอจะทำอะไรชั้นได้อยู่แล้ว" 

"... เจ้าจะปากดีได้เพียงแค่เวลานี้เท่านั้นแล!" 

โครวสะบัดมือ กระแสของพลังเวทก็รุนแรงและก่อตัวเป็นรูปร่าง 

"เพลิงนรก!" 

เปลวเพลิงสีแดงสดถาถมเข้าใส่คุโระ ความรุนแรงของเวทมนตร์นี้นั้นมากพอที่จะทำให้รอบข้างได้รับผลกระทบไปด้วย 

ร่างของคุโระถูกปกคลุมไปด้วยเปลวเพลิง โครวแสยะยิ้มกับการกระทำของตัวเองด้วยสีหน้าที่มั่นอกมั่นใจอย่างแน่นอนแล้ว ว่าเธอชนะคุโระอย่างง่ายดาย 

โครวยืนท้าวเอวมองคุโระที่กำลังจะตายในไม่ช้า … อย่างน้อยก็ในความคิดของเธอ 

"ไม่เลว … สมกับเป็นจอมเวทย์ แม้ว่าชั้นจะไม่รู้จักก็เถอะ" 

คุโระสะบัดมือ เปลวเพลิงก็ถูกพัดหายไปจนแทบจะทั้งหมด คุโระใช้แรงอันมหาศาลของตนปัดไฟที่ยังคงติดอยู่ที่ร่างกายออก 

แม้ว่าชุดจะมีรอยเผาไหม้ แต่ร่างกายของคุโระนั้นแทบจะไม่ได้รับความเสียหายเลยแม้แต่น้อย 

(บ้าน่า! สิ่งนั้นน่ะ … คือมหาเวทย์ซึ่งน้อยคนนักที่จะสามารถใช้ได้เชียวนะ หากเป็นพลังทำลายระดับนี้ แม้นจะเป็นมังกรก็มิสามารถรับการโจมตีได้ตรงๆเสียด้วยซ้ำ) 

แม้จะไม่ถึงตาย แต่กับมังกรแล้ว พลังระดับนี้ก็ย่อมส่งผลต่อสิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกอยู่ดี แม้นั่นจะเป็นเพียงนิยามเรียกสิ่งมีชีวิตที่น่ากลัวที่สุดไว้ก็ตาม 

"หึ … ดูเหมือนที่คุยโม้โอ้อวดจะมิใช่เพียงลมปากสินะ" 

“เดี๋ยวเธอก็รู้เอง ว่ามันเป็นเรื่องโกหก หรือความจริง” 

*ตู้ม!* 

พื้นดินที่เท้าแตกออก มีจุดศูนย์กลางเป็นรอยเท้าของคุโระที่ยังเหลือเอาไว้เพียงอย่างเดียว 

ร่างของคุโระถูกส่งมาข้างหน้า เป้าหมายคือเข้าประชิดโครว และเขาก็ทำมันได้อย่างไม่ยากเย็น 

(ม...มองมิเห็นเลย!) 

ความเร็วของคุโระเมื่อสักครู่นั้นมากเกินกว่าสายตาเปล่าๆของมนุษย์และอมนุษย์บางจำพวกจะมองตามทัน 

ร่างของคุโระที่เข้ามาประชิดตัวนั้นยังไม่ตกลงถึงพื้น จึงมีช่องให้โครวกระโดดไปทางด้านหลังเพื่อหลบหลีกการโจมตีของคุโระ 

แม้ว่าเหมือนจะหลบได้พ้น แต่ความจริงแล้วไม่ใกล้เคียงเลย 

หมัดของคุโระที่ชกเข้ามา จริงอยู่ที่ไม่โดนตัว แต่เพราะเขาเหวี่ยงแขนเต็มแรงในท่วงท่าที่เหมาะสม เพียงแค่นั้นบวกกับพลังที่มหาศาลของเขา ก็มากพอที่จะสร้างความเสียหายได้ไม่ยาก 

แรงกระแทกจากการชกอากาศอย่างเต็มแรงของคุโระ ส่งผลให้โครวที่กระโดดไปข้างหลังและยังไม่ถึงพื้นถูกกระแทกปลิวไปจนชนเข้ากับซากศพนั้นอย่างรุนแรง 

*ตู้ม!* 

เสียงดังกึกก้องราวกับระเบิดขนาดเล็กชวนหวาดผวา หากไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ คงไม่ทราบได้เลยว่า แท้จริงแล้วนั่นคือเสียงของร่างกายมนุษย์ที่เข้ากระแทกกับอะไรบางอย่างที่มีความแข็งด้วยแรงและความเร็วในระดับหนึ่ง 

"อั่ก!" 

"ท่านโครว!" 

เหล่าทหารรอบๆต่างกรูเข้าไปหาโครวอย่างเป็นห่วง บ้างก็หันดาบเข้าหาคุโระ บ้างก็เข้าไปในป่าเพื่อตามหาตัวเด็กคนก่อนหน้านี้ที่มาด้วยเพื่อจับมาเป็นตัวประกัน 

และแน่นอนว่าคุโระนั้นเห็น แต่เขาก็ยังเลือกที่จะเมินเฉยไปก่อน เพราะเขาต้องตั้งสมาธิกับคนที่อยู่ตรงหน้า 

"ชั้นชนะ" 

"แก! กล้าดียังไงมาทำแบบนี้!?" 

"ในการต่อสู้ที่วางชีวิตเป็นเดิมพัน จะถึงตายก็ไม่ใช่ความผิดของชั้น นี่คือเรื่องของชั้นและยัยนั่น คนนอกอย่างแกไม่มีสิทธิ์เข้ามายุ่ง" 

"แก!" 

"อย่าทำให้ชั้นต้องลงมือฆ่าพวกแกทิ้งจะดีกว่า" 

แม้จะไม่มากมายอะไร แต่ก็เป็นจิตสังการที่รุนแรง เพียงนิดเดียวก็ทำให้พวกทหารหน้าโง่พวกนั้นก็แสดงท่าทีหวาดกลัวออกมา 

"คุณคุโระคะ!" 

"เอวา? ออกมาทำไม?" 

"! เห้ย! จับเด็กเป็นตัวประกันสิวะ!" 

จบคำพูดของมัน คุโระก็เหลือบสายตากลับมา 

...หนัก ความรู้สึกหนักอึ้งถาถมเข้ามา ราวกับแรงดึงดูดของโลกเพิ่มขึ้นสิบเท่า อย่าว่าแต่จะขยับมือเลย แม้แต่กระดิกนิ้วก็ไม่สามารถทำได้ ในที่นี้ผู้ใดไม่ล้มลงไปก่อนก็นับว่าน่าแปลกมากแล้ว 

กับบุคคลตรงหน้าที่อันตรายกว่าสัตว์ประหลาดที่ไม่เคยพบ คำพูดของไอ้ทหารหน้าโง่นั่นทำให้คุโระฟิวส์ขาด  

"... เมื่อกี้แกว่าไงนะ?" 

น้ำเสียงที่เย็นชา ราวกับอุณหภูมิลดลงไปหลายสิบองศา แค่ประโยคเดียวก็ทำให้ทุกคนในที่นี้มองเห็นถึงความตายได้อย่างชัดเจน 

"พอได้แล้ว … ครานี้ข้าเป็นฝ่ายปราชัย … ข้าจะยอมบอกเจ้าก็ได้ เพราะฉะนั้นพอได้แล้ว" 

"... เธอน่าจะทำแบบนั้นตั้งแต่แรก" 

"เพราะข้ามิคิดว่าเจ้าจะเป็นสัตว์ประหลาดเช่นนี้ … คราหน้าข้าจะฆ่าเจ้าให้ได้" 

"ไร้สาระ ถ้าเธอฆ่าชั้นได้ เธอจะมีผู้กล้าไปทำไม?" 

"เจ้าว่าไงนะ?" 

คุโระเมินคำถามของโครวทิ้งแล้วเดินไปตรงหน้าของเธอ 

"ได้เวลาตอบคำถามของชั้นแล้ว ผู้กล้าที่เธออัญเชิญมามีรูปร่างที่ผอมสมส่วน ผมสั้นเงางาม ใบหน้าน่ารักน่าเอ็นดู แข็งแกร่ง มีแววตาที่มั่นคง เธอคนนั้นชื่อฮินาตะ ฮินะใช่รึเปล่า?" 

"... เป็นดังที่เจ้าว่ามาทุกประการ" 

"ตอนนี้ยัยนั่นอยู่ที่ไหน?" 

"... ความจริงข้าจะตอบเจ้าเพียงคำถามเดียว แต่ข้าจะบอกเจ้าก็ได้ … ท่านผู้กล้าพักอยู่ที่ปราสาท ณ เมืองหลวงของเมอร์ล็อคแห่งนี้ หากเจ้าจะเดินทางแล้วล่ะก็ เจ้าจะต้องใช้เวลาเดินทางสามวันด้วยรถม้า เนื่องจากเจ้าเป็นนักผจญภัย เจ้าสามารถเดินทางไปยังเมืองหลวงได้ด้วยการรับภารกิจคุ้มกัน แต่ถึงเจ้าจะไปหาผู้กล้าแต่ก็เปล่าประโยชน์ ผู้กล้าจะต้องทำภารกิจการกำจัดจอมมาร และอาจจะต้องแต่งงานกับเจ้าชายเพื่อสืบทอดสายเลือดที่แข็งแกร่งสืบไปอีกด้วย" 

สิ้นสุดประโยคสุดท้าย แรงกดดันของคุโระก็ถูกปล่อยออกมาอีกครั้ง และความรู้สึกก็แตกต่างจากเดิม 

ไม่ใช่ความรู้สึกที่ต้องการจะฆ่า แต่เป็นความโมโหที่สามารถทำลายได้ทุกสิ่ง เพียงไม่กี่คำของคนพวกนี้ก็ทำให้คุโระแสดงความโกรธออกมาได้หลายครั้ง คนใจเย็นอย่างเขา มีเพียงแค่เรื่องคนใกล้ตัวและคนสำคัญเท่านั้นที่จะทำให้เขาแสดงอารมณ์โกรธนี้ออกมาได้ 

"อึ่ก … แรงกดดันนี่มันอะไรกัน..." 

"แก … พูดอีกครั้งสิ" 

"อ...อะไรงั้นรึ?" 

"ชั้นไม่ปล่อยให้ฮินะแต่งงานกับใครทั้งนั้น ต่อให้ต้องเป็นศัตรูกับพวกแกและทั้งราชอาณาจักรนี้ก็ตามที" 

"เจ้า … คิดจะทำอะไรกันแน่!?" 

“เธอคงไม่พาชั้นไปที่ที่ฮินะอยู่ใช่มั้ยล่ะ? เพราะงั้นชั้นจะไปหาเอง ชั้นจะไปพาฮินะกลับมา ไม่ว่าอะไรก็ขวางทางชั้นไม่ได้ทั้งนั้น” 

คุโระหันกลับโดยไม่สนใจเสียงที่เรียกตามหลังของโครว 

“เจ้าควรจะตัดใจซะ ไม่มีทางที่นางจะหันกลับมามองเจ้าหรอก!” 

“หนวกหูชะมัด ยัยคนขี้แพ้อย่างแกไม่มีสิทธิ์มาสั่งอะไรชั้นทั้งนั้น” 

“การปรากฏตัวของเจ้าจะทำให้โลกนี้ล่มสลาย!” 

“นั่นไม่ใช่ธุระของชั้น เพราะที่ชั้นดั้นด้นมาถึงที่นี่ ก็เพื่อพาตัวฮินะกลับไปใช้ชีวิตปรกติของเธอเท่านั้น คนนอกอย่างแกน่ะไม่มีสิทธิ์มาออกความเห็น ถ้าไม่หุบปาก ชั้นจะฉีกปากของแกทิ้งซะ” 

ไม่ใช่แค่คำขู่ แต่แรงกดดันที่ปล่อยออกมาเล็กน้อยนั่นก็บ่งบอกได้ว่า ความโกรธที่เขามีสามารถทำได้ทุกอย่างที่เขาต้องการ และไม่มีใครหยุดเขาได้แม้แต่คนเดียว 

ลำพังแค่การเข้ามายุ่งเกี่ยวกับฮินะก็มากพอที่จะทำให้เขาระเบิดอารมณ์ความโกรธนี้ได้แล้ว แค่ใช้งานเธอในการกำจัดสัตว์ร้ายก็ทำให้คุโระโกรธมากพอที่จะทำลายชีวิตของพวกมันทุกคนแล้ว แต่เมื่อเข้ามายุ่งย่ามเสียขนาดนี้ เขาย่อมไม่พอใจอย่างเป็นที่สุด 

… แต่ถ้าเกิดฮินาตะ ฮินะ หญิงสาวที่คุโระรักยิ่งกว่าชีวิตของตนยอมรับในการแต่งงานนั้นจริงๆ หรือไปรักคนอื่นที่ไม่ใช่ตนจริงๆ คุโระจะทำเช่นไรกัน? 

… แบบนั้นแล้ว ไอ้โลกพรรค์นี้ก็ไม่จำเป็นใดๆ เขาคงทำลายทุกสิ่งแล้วหายไปอย่างไร้ร่องรอยเป็นแน่แท้ 

“พี่คุโระคะ...” 

เอวาเข้ามาดึงเสื้อที่มีรอยไหม้เล็กน้อยของคุโระ จนทำให้เขาได้สติกลับมา 

แม้จะอยากถามว่าจะออกมาทำไม แต่เขาก็อุ้มเอวาขึ้นมาในอ้อมแขนของตนเอง 

"กลับกันเถอะ" 

"อ … เอ่อ … ค่ะ!" 

. 

. 

. 

"... นายนี่มันจริงๆเลย!" 

"อะไร? ชั้นก็มีธุระของชั้นเหมือนกัน นี่คือชีวิตของชั้น ชั้นต้องรับผิดชอบมันด้วยตัวของชั้นเองอยู่แล้ว" 

"ก็ใช่อยู่ แต่มันก็ต้องมีขอบเขตนะ … ยังไงก็ตาม ปลอดภัยกลับมาก็ดีแล้ว … แล้วสามคนนั้นคือ?" 

ฮารุชี้ไปยังกลุ่มของเอวาที่ตามหลังคุโระมาด้วย เธอสงสัยตั้งแต่ที่เข้ามาในอาคารแล้ว แต่เธอให้ความสนใจไปที่คุโระเสียมากกว่าด้วยความเป็นห่วง 

"ชั้นเจอสามคนนี้ระหว่างทาง หมู่บ้านโดนทำลายไปแล้วน่ะ ก็เลยพากลับมา" 

"...เอาเถอะ เดี๋ยวฉันจะเตรียมเอกสารอะไรไว้ให้ รอแป๊บนึงนะ" 

ฮารุเคลื่อนไหว ความเร็วของเธอนั้นช่างน่าอัศจรรย์ ไม่นาน เธอก็วางเอกสารตรงหน้าทั้งสามคนแล้ว 

"เขียนเองได้รึเปล่า?" 

ฮารุแสดงความเป็นพี่สาวพนักงานแสนสวยออกมามากเสียจนคนรู้จักถึงกับทำสีหน้าขยะแขยง เธอได้รับความเลื่อมใสจากเด็กๆทั้งสาม แต่เธอกลับได้ความสงสัยจากคุโระไปเต็มๆ 

"ข...เขียนได้ค่ะ" 

ทั้งสามลงมือกรอกข้อมูลที่จำเป็นลงในเอกสารอย่างรีบเร่ง นี่เป็นเพียงเอกสารยืนยันตัวตน จึงไม่จำเป็นจะต้องมีการเขียนอาชีพหรือทดสอบความสามารถ หากทั้งสามต้องการเช่นนั้นน่ะนะ 

“เอ่อ … หนูอยากจะ … เป็นนักผจญภัยเหมือนพี่คุโระน่ะค่ะ...” 

“ผมกับพูริก็เหมือนกัน แต่พวกเราไม่มีความสามารถอะไรเลย ถ้าจำไม่ผิด ที่นี่มีระบบการฝึกฝนอยู่ใช่ไหมครับ? พวกเราต้องการแบบนั้น” 

“ส่วนหนูใช้เวทมนตร์ได้ หนูจะเข้ารับการทดสอบดูค่ะ” 

ทั้งสามคนแสดงความตั้งใจออกมา โดยบาลุคกับพูรินั้นเป็นมือใหม่ที่ต้องฝึกฝนและเรียนรู้ ในขณะที่เอวานั้นต้องการเป็นนักผจญภัยอย่างเต็มตัว นั่นทำให้คุโระประหลาดใจไม่น้อย 

“...โอเค ฉันจะจัดการให้ ส่วนเอวาจัง มาทางนี้เลยจ่ะ” 

คุโระได้แต่ยิ้มเจื่อนแล้วมองส่งทั้งสามคน เขาหัวเราะเบาๆแล้วเดินไปยังจุดซื้อขายวัตถุดิบ เพราะเขาส่งมอบส่วนที่ต้องการของภารกิจไปแล้ว เขาจึงมาขายส่วนที่เหลือได้อย่างไม่ติดปัญหาอะไร 

เขาเก็บเงินที่ได้รับมาจำนวนสองแสนโดระเอาไว้ในเวทมิติของตน แล้วนั่งรอทั้งสามจนเวลาล่วงเลยไปพักใหญ่ๆ 

"ส...เสร็จแล้วล่ะค่ะ" 

เอวาชูบัตรสมาชิกกิลด์นักผจญภัยให้คุโระดู แล้วเมื่อเขามองเข้าไป ก็เห็นระดับที่น่าแปลกใจอยู่บนบัตรนั้น 

"ระดับC? น่าเหลือเชื่อมากเลยนะนี่น่ะ" 

"หวังว่าหนูจะไม่ถ่วงแข้งถ่วงขาของพี่นะคะ" 

แม้คุโระจะอยากปฏิเสธการเดินทางร่วมกันไป แต่เขาก็ต้องใจอ่อนเมื่อเห็นใบหน้าของเธอ 

"... ไม่เป็นอะไรหรอก หวังว่านะ" 

คุโระลุกขึ้นแล้วบ่นเบาๆว่า “กลับกันเถอะ” แล้วเดินออกไปจากกิลด์โดยมีทั้งสามคนเดินตามหลังมาติดๆ 

และที่ซึ่งเป็นเป้าหมายคือโรงแรมของพวกลิลลี่ และเมื่อมาถึงก็ได้รับการต้อนรับที่ดูจะไม่เป็นมิตรเล็กน้อยจากทั้งคู่ 

"... ฉันเป็นห่วงมากเลยนะ อย่าทำอะไรแบบนั้นสิ" 

"ชั้นแค่ออกไปทำธุระของชั้นก็แค่นั้น ไม่จำเป็นต้องมากังวลอะไร" 

แม้จะพูดแบบนั้น แต่ลิลลี่ก็ไม่รู้สึกดีขึ้นเลย เธอถอนหายใจแล้วถามเกี่ยวกับเด็กทั้งสามคน และได้รับรู้เรื่องที่เกิดขึ้นจากคุโระ 

"ลำบากเลยนะเนี่ย … ทางนี้มีห้องให้อยู่พอดี สำหรับเด็กตัวแค่นี้ด้วยล่ะนะ แต่มีแค่สองห้องนี่สิ ถ้าจะให้พูริจังกับเอวาจังอยู่ด้วยกันมันจะแคบหน่อยน่ะนะ..." 

"คือว่า … หนูจะนอนกับคุณคุโระเอาน่ะค่ะ" 

คุโระหันไปมองเอวาด้วยความประหลาดใจ แต่ที่ตกใจกว่านั้นคือลิลลี่และรูบี้ ถึงขั้นที่แสดงความไม่เป็นมิตรออกมาราวกับตัวละครสาวในมังงะฮาเร็มไม่มีผิด 

"ชั้นไม่คิดว่านั่นเป็นความคิดที่ดีหรอกนะ" 

"ถึงจะเพิ่งรู้จักกันได้ไม่นานก็เถอะค่ะ แต่สำหรับฉันน่ะ เหมือนกับว่าชีวิตนี้ฉันเกิดมาเพื่อคุณเลยนะคะ!" 

ราวกับคำบอกรัก ใบหน้าที่แดงก่ำของเอวากำลังทำให้รูบี้และลิลลี่เริ่มรู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย 

"เอวาน่ะเสียความทรงจำมาน่ะ เธอมาโผล่อยู่ใกล้หมู่บ้าน พวกเรารู้จักกันมาได้ห้าเดือนเท่านั้นเอง ต้นกำเนิดหรืออะไร พวกเราไม่รู้เกี่ยวกับเธอเลยน่ะ" 

"เกิดที่ไหน ฉันเป็นใคร พ่อกับแม่ล่ะ? ทำไมฉันถึงใช้เวทมนตร์ได้ มีหลายคำถามเกิดขึ้นแต่ฉันก็ไม่รู้อยู่ดีว่าตนเองเป็นใคร ฉันจำได้แค่เพียงชื่อของฉันคือเอวาเท่านั้น" 

เด็กอายุสิบสองผู้สูญเสียความทรงจำที่ยืนอยู่ตรงหน้าคุโระนั้นทำให้เขารู้สึกเอ็นดูมากกว่าใคร เขาเองก็รู้ตัวแต่ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงมีความรู้สึกแปลกๆกับเด็กคนนี้กันแน่ 

"ฉันรู้สึกคุ้นเคย สัมผัสได้ถึงคุณ รู้สึกโหยหาคุณค่ะ" 

เอวาพูดด้วยสีหน้าที่แดงระเรื่อ และเพราะสีหน้าแบบนั้นก็ทำให้ทั้งสี่ผงะไป 

นับเป็นความโชคดีที่วันนี้ไม่มีลูกค้าอยู่ คุโระถอนหายใจแล้วตอบตกลงในเรื่องที่เอวาจะเข้ามาพักที่ห้องของตน พร้อมกับสั่งอาหารขึ้นไปทานในห้องอีกด้วย 

"ไปกันได้แล้ว ถ้าจะอยู่ต่อก็ได้ ไว้ให้ใครก็ได้สองคนนี้พามาที่ห้องของชั้นก็ได้" 

"ไม่เป็นไรหรอกค่ะ หนูรู้สึกไม่ค่อยมีแรงแล้วด้วย ไว้เราค่อยเจอกันวันพรุ่งนี้นะบาลุค พูริ" 

"โอ้" 

"พักผ่อนเยอะๆนะเอวาจัง" 

เอวาจากลากับทั้งสองคนแล้วเดินตามคุโระไป คุโระเองพอรับถาดอาหารจำนวนสองคนมาแล้วก็ใส่มันเข้าไปในเวทมิติแล้วเดินขึ้นบันไดทันที แน่นอนว่าเอวานั้นตามมาติดๆ 

เมื่อเอวาเดินผ่านรูบี้ที่ยืนส่ง รูบี้ก็กระซิบพูดอยู่ที่ข้างหูของเธอด้วยน้ำเสียงที่ชวนหลอนและเต็มไปด้วยแรงอิจฉา 

"ขอให้สนุกนะ ยัยแมวขี้ขโมย" 

"ค...ค่ะ" 

คุโระเมินคำพูดนั้นแม้จะได้ยินแล้วพอจะเข้าใจสิ่งที่รูบี้จะสื่อ แต่เขาก็ทำเป็นไม่สนใจและไม่คิดถึงมันในทันที แตกต่างจากเอวาที่เหงื่อตกแล้วรีบวิ่งอย่างไม่คิดชีวิตเพื่อไปหลบอยู่ในรัศมีของคุโระ 

เมื่อมาถึงที่ห้อง คุโระก็พาเอวาเข้าไปในห้อง แล้วพยายามจะแยกที่นอนโดยจะให้เอวานอนที่เตียง แล้วตนไปนอนที่พื้น 

"ไม่ต้องทำอย่างนั้นหรอกค่ะ" 

"ไม่เป็นไร" 

ดูเหมือนคุโระจะไม่เข้าใจความหมายที่เอวาจะพูดถึง ในเมื่อเขาเผลอ เอวาก็ไม่ปล่อให้โอกาสนั้นหลุดมือไปได้ 

เธอแสดงความสามารถออกมาด้วยการเสริมพลังเวทกับร่างกายของตนเอง เธอมีพลังเวทมากพอที่จะเสริมพลังเวท แล้วสามารถผลักคุโระที่มีแรงต้านที่เหนือกว่าอย่างมากจากอะไรก็ไม่รู้ให้ล้มลงนอนอยู่บนเตียงได้ด้วยร่างกายเล็กๆของเธอ 

"...เธอทำอะไรของเธอน่ะ?" 

คุโระหรี่ตามองเอวาอย่างสงสัย เอวากลืนน้ำลายแล้วพูดขึ้น 

"จริงอยู่ที่ฉันเสียความทรงจำค่ะ แต่เพราะคุณคุโระ ฉันเลยได้ความทรงจำกลับมาเล็กน้อย และสิ่งที่ฉันรู้สึกก็เช่นกัน ไม่ใช่สิ่งที่เรียกว่าความประทับใจแรกพบ แต่เป็นสิ่งที่เรียกได้ว่า ฉันเกิดมาเพื่อคุณ อยู่เพื่อคุณ และสามารถตายเพื่อคุณได้ค่ะ เราต่างมีแรงดึงดูดกันทั้งคู่ และคุณคือสิ่งที่ฉันใฝ่หา แม้ว่าฉันจะไม่รู้ก็ตามว่าเพราะอะไร" 

เอวายิ้มเจื่อนแล้วใช้มือน้อยๆของเธอลูบไล้ไปตามร่างกายของคุโระ นี่เป็นการลวนลามที่ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมใดๆทั้งสิ้น 

“ปล่อยมือแล้วลุกไปได้แล้ว” 

“ไม่ค่ะ ฉันเกิดมาเพื่อคุณ มีชีวิตอยู่และตายเพื่อคุณ สิ่งที่ฉันปรารถนาลึกๆในจิตใจ คือการที่ได้มอบทุกสิ่งให้คุณค่ะ” 

เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ เด็กขี้อายกลายเป็นซัคคิวบัสน้อยที่เย้ายวนชวนหลงใหล นั่นเป็นอิมเมจที่คุโระมองเห็นแต่ก็ไม่ได้คิดจะสนใจมันแต่อย่างใด 

“สิ่งที่ปรารถนาลึกๆงั้นเหรอ … เธอต้องการอะไรกันแน่” 

เอวายิ้มออกมาแล้วกระซิบอย่างแผ่วเบาด้วยน้ำเสียงที่ทรงเสน่ห์ 

"สิ่งที่หนูต้องการ … คือการที่ได้มีเซ็กซ์กับคุณค่ะ" 

 

. 

. 

. 

ตอนต่อไปที่จะลง ตอนที่37.5 (Full NC) ตอนรีไรท์จะมาเมื่อพร้อมลงแล้ว 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว