facebook-icon

ขอบคุณมากค่าที่ติดตามผลงานของไรท์ ถ้าฟินโดนใจ ช่วยกด "ถูกใจ" ให้ด้วยนะคะ จุ๊บๆ

บทที่ 2 คนที่รอ...มาละ

ชื่อตอน : บทที่ 2 คนที่รอ...มาละ

คำค้น : วงล้อแห่งรัก, หัวใจในตะวัน, เอลยา, นิยายโรมานซ์, โรแมนติก, อีโรติก, นายหัว, กรุ่นรักไอปรารถนา, กรุ่นกลิ่นอราบิก้า, #นิยายโรมานซ์ฟินจิกหมอน , #นิยายอีโรติค

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 53.7k

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 11 พ.ค. 2563 00:00 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 200
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 2 คนที่รอ...มาละ
แบบอักษร

บนฟุตบาทริมถนนยามเย็น แสงแดดยังคงส่องสว่างและแผ่รัศมีร้อนแรง จนรู้สึกร้อนตับแลบ ลินินเดินลากเท้าอย่างเชื่องช้า เธอเพิ่งเลิกงานสำหรับวันศุกร์ บัณฑิตจบหมาดๆ ปริญญาตรีสาขาด้านการออกแบบเสื้อผ้าที่คิดว่าน่าจะหางานง่ายเพราะตลาดแฟชั่นเสื้อผ้านั้นเป็นตลาดที่มาแรงตลอดกาลอยู่เสมอ แต่พอเอาเข้าจริงๆ กลับไม่เป็นอย่างที่คิด จำนวนตำแหน่งที่รับกับจำนวนผู้สมัครนั้นสวนทางกัน จนแทบจะสิ้นหวัง 

หญิงสาวใช้หลังมือปาดเหงื่อที่ไหลตามขมับและลำคอ เพราะพรุ่งนี้ได้หยุดจึงไม่รีบร้อนจะกลับคอนโด เดินแค่ยี่สิบนาทีก็ถึง ถือโอกาสชมบรรยากาศอันครึกครื้นของชีวิตยามเย็นของชาวกรุงไปในตัว 

เวลานี้มีรถเข็นมาตั้งขายของกินบนฟุตบาทหลายคัน หน้าตึกแถวที่ยาวเหยียด ผู้คนเดินขวักไขว่เร่งรีบเพราะมันเป็นสไตล์ของคนที่อยู่กรุงเทพฯ เห็นขอทานนั่งซุกมุมตึกแถว มีไม้ค้ำยันวางข้างกาย ขาข้างหนึ่งมีผ้าก็อซพันสีแดงคล้ำเป็นจ้ำๆ ดูกระดำกระด่าง เป็นภาพที่น่าเวทนาเหลือเกินสำหรับคนที่ไม่เคยเดินอยู่แถวนี้  

แต่สำหรับลินิน ผู้ซึ่งใช้ชีวิตอยู่ที่นี่มาสี่ปีกว่าแล้ว จึงรู้ว่าลุงขอทานแกไม่ได้ขาด้วนจริงๆ หรอก แต่แกพับมันซ่อนเอาไว้อย่างชำนาญ เพื่อหลอกคนที่ไม่รู้ให้รู้สึกสงสาร ก็ทำมาหากินแบบนี้มานาน แต่คนแถวนี้รู้ว่าลุงแกมีเมียพิการเป็นผู้ป่วยติดเตียง มีแม่ที่แก่มากเป็นอัลไซเมอร์ เขาจึงทำเป็นไม่รู้ ไม่ไปแจ้งตำรวจ  

ลินินก็ไม่แน่ใจนักว่าถ้าหากสังคมทราบ พวกเขาจะคิดอย่างไรในกรณีเช่นนี้ แต่หญิงสาวเป็นคนขี้สงสารและใจอ่อน ก็จะใส่แบงก์ยี่สิบบาทให้แกทุกวัน เชื่อว่าบางครั้งคนเราก็มีเหตุผลจำเป็นซ่อนอยู่เบื้องหลังการกระทำที่ไม่ควรทำ  

ลินินคิดว่า เอาเถอะ... อย่างน้อยลุงแกก็ไม่ได้ไปจี้ปล้นใคร และคนที่ให้ตังค์แกก็ได้บุญจริง เพราะมีความตั้งใจเช่นนั้นตั้งแต่แรกอยู่แล้ว การเสียสละทรัพย์เพียงเล็กน้อยที่ให้ได้เพื่อเป็นทานโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ย่อมเกิดกุศลต่อผู้ให้อย่างไม่ต้องสงสัย 

ลินินถอนหายใจ อย่างน้อยชีวิตเธอก็ไม่ได้แย่ถึงขนาดลุงคนนี้ จะมัวมาเดินถอนหายใจเฮือกๆ ด้วยความท้อแท้ไปไย มันไม่ใช่วิสัยของคนที่มุ่งมั่นบากบั่นเรียนจนจบปริญญาตรีด้วยต้นทุนแสนต่ำอย่างเธอ เธอมีธาตุแกร่งอยู่ในตัว และเป็นคนรุ่นใหม่ ควรคิดบวกเข้าไว้ให้มากๆ เชื่อว่าเมื่อถึงเวลาที่เบื้องบนสงสารเห็นใจ งานที่อยากได้ก็คงจะเข้ามาหาเอง 

ลินินเชื่อเรื่องการคิดบวกและเชื่อเรื่องพลังงานที่มองไม่เห็นอย่างสุดจิตสุดใจ โลกนี้ไม่มีความบังเอิญ ทุกอย่างถูกจัดสรรมาให้ตามดวงและวาสนา...  

ว่าแล้วก็... ซื้อพวงมาลัยไปไหว้พระและศาลพระพรหมหน้าคอนโดเสียหน่อย ลินินไหว้พระสวดมนต์เป็นประจำ และถ้าวันไหนเป็นวันพระก็จะถวายพวงมาลัยพระที่โต๊ะบูชาขนาดเล็กในห้องด้วย รวมทั้งไหว้ศาลพระพรหมที่หน้าคอนโด คนเราต้องมีที่ยึดถือและยึดเหนี่ยวจิตใจเอาไว้บ้าง เพื่อไม่ให้หลงทางในชีวิต หญิงสาวหยุดเท้าเมื่อเดินผ่านรถเข็นขายดอกไม้และพวงมาลัยสด 

"พวงมาลัย 2 พวงจ้ะป้านอม" 

ลินินบอกแม่ค้าอย่างคุ้นเคย เพราะเป็นลูกค้าขาประจำ ป้านอมยิ้มกว้างให้อย่างเคย เห็นฟันหลอตรงมุมปากทั้งสองข้าง 

"ไม่ไปถือศีลเรอะหนูนิน" 

ป้านอมถามเพราะเคยเจอกันที่วัดในซอยนี้เอง ลินินไปวัดบ้างในวันพระที่ไม่ตรงกับวันทำงาน แต่งานที่โรงงานต้องตื่นเช้ามากและทำยาวนานสิบสองชั่วโมง ก็ทำให้เหนื่อยเหมือนกัน ดังนั้นถ้าลุกไม่ไหว ลินินก็จะสวดมนต์ไหว้พระที่บ้านเอา 

"ขอดูก่อนค่ะป้า ถ้ามีบุญก็คงจะได้ไป"  

หญิงสาวตอบอย่างแบ่งรับแบ่งสู้ เพราะรู้สึกเหนื่อยและเพลียจากการทำโอทีทั้งอาทิตย์ พรุ่งนี้หยุดก็คิดว่าอยากจะนอนตื่นสายๆ หรือนอนทั้งวันเลย 

"เออ หนูนิน ป้าลืมบอกไปว่า ที่ข้างวัดมีหมอดูดวงมาอยู่ใหม่ เขาว่าแม้นแม่นแน่ะ!" 

ป้านอมทำท่ากระซิบบอก เพราะรู้ว่าลินินชอบดูดวงและเชื่อเรื่องบุญกรรมดังเช่นคนพุทธส่วนใหญ่ ซึ่งก็ทำให้คุยถูกคอกัน ลินินทำตาโตทันที 

"จริงเหรอจ๊ะ... อยู่แถวไหน ป้าบอกพิกัดนินหน่อยสิ" 

พอพูดเรื่องหมอดูก็รู้สึกหายเหนื่อยไปครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว หูผึ่งอย่างช่วยไม่ได้ การได้ดูหมอ ลินินถือว่าเป็นเอ็นเทอร์เทนเมนต์อย่างหนึ่ง ชอบฟังและคิดตาม บางครั้งก็ไปเพื่อจับผิดบ้างอะไรบ้าง 

"ก็บ้านเช่าหลังใหญ่ตรงกันข้ามวัดไง" 

"บ้านคุณนายไขแขน่ะเหรอจ๊ะ มีคนมาเช่าแล้วเหรอ"  

ลินินถาม คุณนายไขแขมีบ้านเช่าอยู่หลายแห่ง ลินินไม่เคยเห็นตัวจริงหรอก ได้ยินป้านอมนั่นแหละที่เล่าให้ฟัง เห็นว่าเป็นเศรษฐีนีร่ำรวยมาก บ้านอยู่ย่านสุขุมวิทย์โน่น บ้านหลังนี้มีคนดูแลอยู่คนหนึ่ง มีคนเช่าเป็นรายปีเพิ่งย้ายออก ค่าเช่าก็คงจะแพงหูฉี่เพราะเป็นบ้านหลังใหญ่ถึงห้าห้องนอน เห็นว่าเป็นบ้านเดิมของครอบครัว ก่อนที่คุณนายจะย้ายไปอยู่บ้านหลังปัจจุบัน 

"ก็เห็นติดป้ายว่า หมอดูแม่นๆ สาขา 2 ... คนเขาไปดูกันตรึมเมื่อวันก่อน ยัยจันทร์ก็ไป เอามาคุยฟุ้งว่าแม่นยิ่งกว่าแม่น แกไม่เปิดทุกวันนะ เปิดเฉพาะวันเสาร์กับอาทิตย์เท่านั้น"  

ป้านอมบอก ฟังดูแล้วเหมือนจะมีมาตรฐานสูงและดูมีระบบดี แถมมีสาขามากกว่าหนึ่งราวกับร้านขายก๋วยเตี๋ยวหรือข้าวมันไก่ก็ไม่ปาน 

"อย่างนี้นินต้องหาโอกาสไปลองหน่อยแล้วล่ะ ขอบคุณนะคะป้าที่บอก" 

ลินินกล่าว รับกระทงใบตองที่ป้านอมใส่พวงมาลัยมาถือ เพราะรัฐบาลรณรงค์งดให้ถุงพลาสติก ป้านอมก็เลยพลอยอินเทรนด์ไปกับเขาด้วย เห็นว่าสวนหลังบ้านมีต้นกล้วยน้ำว้าอยู่เต็ม ป้านอมจึงใช้ใบตองทำกระทงอย่างเก๋ไก๋สำหรับใส่พวงมาลัยและทำกรวยห่อดอกไม้ขาย แถมยังขายใบตองสดได้ด้วย ป้านอมถือเป็นคนระดับรากหญ้าที่มีจิตสำนึกเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างน่านิยมยกย่องเป็นอย่างยิ่ง 

ลินินเดินไปถึงหน้าคอนโดก็ตรงไปไหว้ศาลพระพรหมประจำคอนโด จากนั้นก็ขึ้นลิฟต์ไปห้องของตัวเอง คอนโดหนึ่งห้องนอนที่มารดาตัดสินใจซื้อด้วยเงินก้อนสุดท้ายไม่เป็นหนี้เป็นสิน ทำให้ลินินรู้สึกขอบคุณอย่างที่สุด ถือเป็นบุญที่ไม่ต้องเดือดร้อนเรื่องที่อยู่  

หญิงสาวคิดถึงแม่มาก แต่คุยกันทางโซเซียลประจำ ซึ่งก็พอช่วยได้ คืนนั้น ลินินไหว้พระสวดมนต์เช่นเคย ไม่ได้ไปวัด เพราะเหนื่อยจริงๆ อาศัยนอนสวดมนต์จนหลับไป พระท่านว่า การนอนสวดมนต์จนหลับถือเป็นการหลับในสมาธิฌาณ ถ้าหากตายในขณะหลับ ก็จะไปเกิดเป็นพรหมทันที... ก็เชื่อเอาไว้ก่อน ความเชื่อที่ทำให้คนคิดดีแบบนี้ไม่ได้เสียหายอะไร และก็ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อนด้วย 

เมื่อจิตดิ่งเข้าสู่การหลับอย่างนิทรารมย์อันสงบอยู่ไม่รู้ว่านานเท่าไร ลินินก็รู้สึกตัวว่าได้ตื่นขึ้นมา... 

"มาแล้วเน้อ คนที่เจ้ารอเขาอยู่น่ะ..."  

เสียงดังจากมุมสลัว ลินินเพ่งตามองด้วยความรู้สึกตกใจที่มีร่างตะคุ่มของคนนุ่งโจงกระเบนสีขาว พาดไหล่ด้วยผ้าสีขาว ผมขาวโพลนถือไม้เท้า 

"ใคร! เข้ามาได้ยังไง" 

เสียงสั่นเอ่ยถามออกไป... เสียงหัวเราะหึๆ ดังก้องในห้อง ลินินขนลุกซู่ด้วยความกลัว 

"กลัวทำไมนังหนู ก็เห็นเดินผ่านก็ไหว้ข้าทุกวัน เรียกข้าว่าปู่ๆ นี่นะ... แถมยังท้าว่าถ้ามีจริงให้มาหาไม่ใช่เรอะ เอาล่ะโว้ย... ไม่ต้องตกใจ พรุ่งนี้ไปเถอะ ไอ้ที่คิดจะไปน่ะ...มีคนรออยู่...ข้ามาบอกแค่นี้แหละ ไปล่ะ" 

ชายชราพูดเสร็จก็หายวับไปต่อหน้าต่อตา ลินินกรี๊ดออกมาสุดเสียง แล้วก็ผวาสะดุ้งตื่น ลุกขึ้นนั่ง ยกมือลูบหน้าตัวเอง... 

"ฝันไปหรือนี่..." 

หญิงสาวพึมพำกับตัวเองอย่างไม่อยากเชื่อ เพราะภาพชัดใสแจ๋วยังคงติดตาและเสียงก็ยังคงติดก้องในโสตประสาทอยู่... ลินินรีบก้มกราบพระและสวดมนต์ทันที 

นอนคลุมโปง นึกทบทวนความฝันอย่างกล้าๆ กลัวๆ ... ลินินเคยอธิษฐานต่อหน้าศาลพระพรหมจริงๆ ตอนที่ออกจากกรรมฐานใหม่ๆ เมื่อไม่นานมานี้ เพราะจิตยังแข็งแกร่งจึงได้อธิษฐานแบบใจกล้ามากออกไป ว่าถ้าหากท่านมีจริงให้มาหาหน่อย... 

แล้วใครกันคนที่มาแล้ว... คนที่ลินินรออยู่อย่างนั้นเหรอ? ก็ไม่ได้รอใครนี่นา...  

แล้วลินินคิดจะไปไหน? ลืมไปแล้วว่าคิดว่าจะไปไหน...  

แล้วทำไมท่านว่ามีคนรออยู่ที่นั่น... ที่นั่นมันคือที่ไหนกัน? 

หญิงสาวคิดวนเวียนอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งหลับไหลไปอีกครั้งในที่สุด 

ความคิดเห็น