Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : เดินเกมส์ 1

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 324

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 13 ม.ค. 2563 14:29 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เดินเกมส์ 1
แบบอักษร

วันรุ่งขึ้นเมธัสเดินทางเข้ามาที่โรงงานอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของผู้เป็นบิดาที่ล่วงลับ เพื่อเข้ามาหาหลักฐานเพิ่มเติม ทั้งในส่วนของเอกสารการทุจริตเรื่องการซื้อขาย และเรื่องการตายของนายเอกสิทธิ์ที่เกิดขึ้น เมธัสขอให้ทางตำรวจปิดเรื่องที่รู้แล้วว่าผู้ตายเป็นใครไม่ให้สื่อรู้ เพราะไม่อยากให้ฝ่ายตรงข้ามอ่านการเคลื่อนไหวของเขาออก

 

ดังนั้นการมาที่โรงงานในวันนี้ เขาจึงทำเหมือนมาตรวจงานปกติ ทั้งที่ขณะที่เขาทำเป็นตรวจงานอยู่บนตึกสูงที่อาคารสำนักงานบริหารนั้น ก็ส่งทั้งลูกน้องตัวเองและตำรวจทีมสืบสวนของพสุธากระจายไปทั่วโรงงานเพื่อหาเบาะแสของเรื่องทั้งหมด

 

ระหว่างที่อ่านเอกสารสรุปงานที่เลขาบิดทำขึ้นมาเสนอโดยที่ชายหนุ่มปฏิเสธที่จะประชุมผู้บริหารทุกฝ่าย โดยให้เหตุผลว่าเขายังไม่มีอะไรที่ต้องการทำหรือชี้แจงกับเหล่ากรรมการท่านอื่นๆของบริษัท แม้จะได้รับสายตาแปลกใจจากเลขามากฝีมือของผู้เป็นพ่อ ที่เป็นอดีตประธานกรรมการผู้จัดการ บริษัท อิเล็กติกพี.วาย.โอ ส่งมาให้ชายหนุ่มก็เลือกที่จะเมินเสีย ปั้นสีหน้าอารมณ์บูดเต็มที่ ราวกับว่าโกรธใครมาทั้งชาติ ทั้งที่ความจริงเขาอยากจะหัวเราะออกมาดังๆให้กับท่าทางของ แม่เลขาสาวของพ่อนี่เหลือกำลัง

 

เสียงโทรศัพท์ดังเบาสั่นให้ความรู้สึกจั๊กจี้อยู่ที่กระเป๋ากางเกงราคาแพงที่สวมอยู่ ทำให้เมธัสต้องรีบล้วงเอามันออกมาดูว่าใครโทรมา หน้าจอแสดงชื่อของบอดี้การ์ดตัวดีที่เขาเป็นคนหย่อนเอาไว้เฝ้าน้องสาว หลังจากที่ไม่ยอมโทรหาเขาเลยตั้งแต่วันที่เขากลับกรุงเทพ เมธัสจึงรีบรับสายราวกับว่าเบอร์นี่เป็นเบอร์แจ๊คพอตเงินล้านต้องรีบรับ

 

“ว่าไงธานินทร์ ทางโน้นเป็นไงบ้าง” ไม่ว่าอีกฟากจะเอ่ยอะไรออกมาบ้าง แต่มันมีผลให้ใบหน้าหล่อคมนั้น เครียดขึงขึ้นมาทันตาเห็นโดยไม่แสร้งทำเหมือนก่อนหน้านี้สักนิด

 

“แล้วตอนนี้เขาทำอะไรอยู่” ชายหนุ่มถามหาตัวปัญหาที่ไม่ค่อยจะให้ความร่วมมือกับใครในเรื่องของการแก้ปัญหา

 

“แล้วเขาว่าไงบ้าง” ถ้าคำตอบของประโยคก่อนหน้าทำให้ชายหนุ่มรู้สึกเครียด ประโยคนี้คำตอบที่ได้รับทำให้เครียดยิ่งกว่า

 

สังเกตได้จากสีหน้าซีดเผือด แววจากหวั่นเกรงสั่นไหว ดวงหน้าที่มีเงาของความเครียดทั้งปวงอาบลงอย่างกับใส่หน้ากาก กรามแข็งนั้นถูกบดนั้น มือเกร็งกำโทรศัพท์แทบจะแตกเป็นเสี่ยงๆ สถบออกมากมายจนคนที่เดินเข้ามาในห้องโดยไม่ทันได้เคาะประตูชะงักกึก อยู่ที่หน้าประตูอย่างกับถูกดึงเอาไว้ อย่างพสุธาละคนสนิทอีกคนของเขาอีกคนอย่างเพทายนิ่งไปตามๆกัน

 

เมธัสเห็นผู้มาใหม่จากห่างตา จึงเดินเลี่ยงไปอีกทางเพื่อสั่งงานธานินทร์ ขณะที่พสุธากับเพทาย เดินเข้ามากลางห้อง แล้วตรงไปนั่งที่ชุดรับแขกหรูที่ตั้งอยู่หน้าโต๊ะทำงานตัวใหญ่ของชายหนุ่ม เมธัสสั่งธานินทร์ไว้หลายอย่างก่อนจะหันมาหาเพื่อนและคนสนิทที่นั่งหน้าเครียดไม่ต่างกันนักอยู่ที่โซฟา

 

“ได้เรื่องว่าไงบ้าง” เมื่อเห็นแต่ละคนทำหน้าเหมือนเจอค้อนปอนด์ทุบหัวมา จึงได้ถามอย่างหวังคงเป็นเรื่องสำคัญพอควร ไม่งั้นทั้งสองคนนี่คนไม่เข้าห้องมาโดยหรือที่จะเคาะประตู แต่จากหน้าตาบุคคลที่เข้ามาหานั้นแล้วเพทายนั้นเขาค่อนข้างมั่นใจว่ามันคงลืมเพราะรีบมาก แต่ไอ้ตำรวจหน้าดุอีกคนนี้สิไม่แน่ใจนัก เพราะปกติมันก็ใช่ว่าจะเป็นจำพวกชื่นชอบมารยาททางสังคมนัก

 

“ก็หลายอย่างครับนาย ผมเจอเอกสารที่ผิดปกติเพิ่มเติมอีก ในขณะที่คนของเราบางคนสืบรู้มาว่า นายเอกสิทธิ์ บังคับให้พนักงานบางคนทำเรื่องทุจริตเรื่องเงินเดินพนักงานฝ่ายการผลิต เลยทำให้พนักงานเหล่านั้นได้รับเงินไม่ตรงตามค่าแรงที่ระบุในการว่าจ้างตอนที่เข้ามา เห็นพนักงานบางคนบอกว่า ตอนที่เข้ามาทำงานใหม่ๆนั้นทุกอย่างก็ปกติดีอยู่หรอก แต่เมื่อประมาณครึ่งปีหลังมานี้ล่ะครับที่เริ่มผิดปกติไปจากเดิม” เพทายรายงานพร้อมส่งแฟ้มเอกสารที่ถือติดมือมาให้เจ้านาย

 

“ส่วนคนของฉันเจอว่า คืนก่อนที่นายเอกสิทธิ์จะหายตัวไป เขามีท่าทีร้อนร้น อย่างกลับจะรีบหนีใครก็ไม่รู้ ขนาดผู้ช่วยที่เข้าขากันดี ยังโดนเล่นงานเสียยกใหญ่ แต่มีบางคนบอกว่า เมื่อคืนสุดท้ายที่เขาเห็นนายเอกสิทธิ์ มีคนมาหาเขาที่ห้องทำงานในช่วงดึก พนักงานบางคนยังถึงกับสงสัยเพราะโดยธรรมดาแล้ว หมอนั้นไม่เคยทำงานช่วงเวลานานขนาดนั้น กับมีบางคนบอกว่าวันนั้นเอกสิทธิ์ ออกไปพร้อมชายกลุ่มหนึ่ง ไม่แน่ใจนักว่าเป็นพวกเดียวกัน เพราะไม่มีใครเห็นเหตุการณ์ตลอดเวลา” พสุธาเล่าในส่วนที่ได้มาจากลูกน้อง

 

“สรุปคือถึงจะมีคนเห็นหลายคนแต่ไม่ได้ประติดประต่อกันนัก เห็นกันคนล่ะช่วงสองช่วงสินะ”

 

“แถมคืนนั้นกล้องวงจรปิดตรงจุดต่างๆที่หน้าจะมองเห็นนั้นก็กลับเสียทั้งหมดตั้งแต่ช่วงเย็น ตัวกล้องไม่ได้เสียหาย แต่หน้าจะเป็นจากสายส่งสัญญาณมากกว่า แต่นั้นก็เย็นมากแล้วไม่มีช่างที่จะมาดูแล หัวหน้ารปภ. เลยเลื่อนเวลาไปกะจะรีบแจ้งซ่อมบำรุงในตอนเช้า”

 

“แต่ว่าพอเช้ากล้องกลับมาทำงานปกติ เหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นสักนิด” พสุธาแจ้งอาการกล้อง ที่ป่วยการเมือง

 

“แล้วทางโน้นมีอะไรหรือเปล่าครับ ได้ยินว่าธานินทร์โทรมา” เพทายถามถึงคู่หูที่ถูกปล่อยป่า ให้เฝ้าน้องสาวเจ้านาย

 

“ทางโน้นเข้าได้เอกสารแปลกๆมาซองหนึ่ง”

 

“เอกสารอะไร” ผู้กองถามน้ำเสียงสงสัย

 

“เป็นประวัติอย่างละเอียดของมุกตาภา กับใบสั่งฆ่า!!” ไอ้ของอย่างนั่งทำให้ชายอีกสองคนในห้องนิ่งไปด้วยความคาดไม่ถึง

 

“อย่างน้อยที่สุดมันก็ทำให้รู้ว่ามีคนอยากเก็บน้องสาวฉันจริงๆ” เสียงแหบเครียดที่แสดงออกมานั้น พสุธามองเพื่อนอย่างเข้าในความรู้สึก เป็นเขาก็คงแทบบ้าเหมือนกันนั้นล่ะ

 

“อย่างนั้นแกก็ต้อง รีบเอาน้องแกให้มาอยู่ในความดูแลของเราแล้วล่ะ” อยู่อย่างนั้นอาจไม่ปลอดภัย” นายตำรวจเสนอ

 

“ถ้ามันจะยอมมาง่ายๆอย่างแกว่า ฉันคงไม่ต้องทิ้งไอ้ธานินทร์ไว้ที่นั้นหรอกนะ” เมธัสบอกอย่างปลงสังเวช เพราะตนก็เกือบจะมั่นใจว่าหากบังคับพาตัวมาด้วย อาจเกิดการบาดเจ็บ เลือดตกยางออกกันเป็นแถวแน่ หลังจากฟังคำบอกเล่าถึงฤทธิ์เดชของแม่น้องน้อยจากปากหมอปัณและปาจรีย์แล้ว เขามั่นใจแทบเต็มร้อยว่ามุกตาภาเป็นจำพวกพิษสงรอบกาย และร้ายกาจเอาเรื่อง เพียงแต่ไม่แน่ใจว่าในเรื่องใดบ้างเท่านั้นเอง

 

พสุธาก็แทบจะทึ้งหัวตัวเองอย่างหงุดหงิด มีที่ไหนที่รู้อยู่แล้วว่าตัวเองจะถูกฆ่า แทนทีจะหายทางหนีและป้องกัน ดันหาทางตอบโต้มันสะงั้น ตั้งแต่รับปากจะช่วยเรื่องนี้กับเพื่อน เมธัสก็ค่อยเล่าเรื่องราวของน้องสาวให้ฟังตลอดเวลา จนเขาเองก็อยากเห็นตัวจริงของมุกตาภาไม่น้อย แต่ถึงอย่างนั้นชายหนุ่มก็วาดภาพของเจ้าตัวปัญหาเอาไว้ในใจเรียบร้อยแล้ว

 

“ฉันอาจจะต้องไปที่นู้นภายในวันสองวันนี้ล่ะ ระหว่างนี้คงต้องให้นายเป็นคนจัดการ”

 

“ไปคราวนี้ก็ลากแม่จอมยุ่งนั้นติดมือกลับมาด้วยให้ได้ล่ะ”

 

“เราคงต้องรีบหน่อยนะครับ ถ้าทางนั้นเล่นแบบนี้แสดงว่าพวกมันน่าจะเริ่มรู้จักคุณมุกเป็นอย่างดีแล้ว ไม่รู้ว่ามันจะลงมือจริงเมื่อไหร่” เพทายว่าหลังจาหลังมองนายกับเพื่อนคุยกันอยู่พักหนึ่ง

 

“ฉันก็ว่างั้นแหละ...ถ้าเราลงมือก่อนก็ย่อมได้เปรียบ”

 

“แล้วเราจะไปลงมือกับใคร ในเมื่อยังหาเป้าหมายจริงๆไม่เจอเลย”เมธัสว่า แย้งสิ่งที่เพื่อนเสนอ แม้จะเห็นด้วยก็ตามที แต่เขาไม่รู้ว่าจะไปลงมือกับใครนี่สิ เกิดทะสุ่มสี่สุ่มห้าถูกคนที่ไม่รู้เรื่องแล้วจะแย่เอา

 

“แล้วแกสงสัยใครบ้างล่ะ”

 

“บอกตามตรงฉันมืดแปดด้านวะ ถึงสงสัยก็เหมือนสงสัยผิดคน อยากจะบ้าอยู่แล้วนี่”

 

“บางที คนที่ไม่หน้าสงสัยเลย อาจจะเป็นคนที่แกควรสงสัยมากที่สุดนะ” เมธัสไม่ได้ตอบโต้ความคิดนี้มากนักเพราะเขาเองก็คิดว่าไม่ว่าใดก็เป็นไปได้เหมือนกันหมด

 

ยังไม่ทันที่ทั้งสามคนจะพูดอะไรต่อ ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นร่างของเลขาบิดาเดินเข้ามาในห้อง

 

“คุณอรุณฤดีมาขอพบค่ะท่าน” หญิงสาวรายงานนอบน้อม จากนั้นร่างของสตรีสูงวัยผิวขาว หน้าตาเหลือเคล้าโคลงความสวย เรือนผมถูกรวบและมวยต่ำเอาไว้ด้านหลังเรียบร้อย ร่างนั้นอยู่ในสูททำงานแบบสตรีสีเทาควันบุหรี่ ใบหน้าอาบรอยยิ้มใจดี เดินผ่านร่างของเลขาสาว เข้ามาหาชายหนุ่มที่ลุกขึ้นยืนตอนรับ

 

“สวัสดีครับอารุณ”เมธัสพนมมือไหว้ยิ้มกว้างรับท่าทางยินดี

 

“ไม่เจอกันนานนะเมธ เป็นไงบ้างล่ะ น้องสาวเรา ได้ยินว่าเมธเข้ามาที่นี้ อาเลยรีบมาอยากเจอหน้าหลานสาว” น้ำเสียงตื่นเต้นนั้น ทำให้หลานชายยิ้มแห้งๆส่งให้

 

“เอ่อ ยัยมุกไม่ได้มาหรอกครับ”

 

“อ้าว แล้วกัน นึกว่าจะได้เจอ” ผู้เป็นอากล่าวอย่างเสียดาย

 

อรุณฤดีเป็นนองสาวบุญธรรมของบิดาของเมธัสโดยบิดาของคุณพศินปู่ของเขา เป็นคนพาเธอเข้ามาอยู่ในบ้าน เลี้ยงดูเคียงคู่มาพร้อมกับคุณพศิน

 

เมื่อแรกนั้นคุณอรุณฤดีขอแยกตัวออกไปตอนที่เรียนจบแล้ว ด้วยเพราะตนไม่ใช่ลูกแท้ๆของครอบครัว หากแต่ว่าปู่ของเขารั้งเอาไว้ด้วยรักเหมือนลูกแท้ๆไม่ต่างจากคุณพศิน ทำให้เมธัสขับถืออรุณฤดีมากที่สุด ในหมู่เครือญาติ เพราะเธอเป็นเพียงคนเดียวที่อยู่ตรงกลางอย่างเที่ยงธรรมเสมอ ไม่ว่าจะในเรื่องใดๆของครอบครัวก็ตาม

 

คุณพศินเองก็รักใคร่เอ็นดูน้องคนนี้ยิ่งกว่าคนที่มีสายเลือดร่วมกัน อย่างลูกพี่ลูกน้องคนอื่นๆ

 

“แล้วนี่มีอะไรกันหรือ ทำไมมารวมตัวกันได้ล่ะเนี้ย” คุณอรุณฤดีถามหลานชายเสียงใส ออกจะแปลกใจที่เห็นพสุธาที่นี่

 

“ไอ้ดินมาชวนผมไปดริ้งน่ะครับอา พอดีว่ามันใกล้จะย้ายแล้ว เลยกะจะมาล่ำลากันเสียหน่อย” เมธัสเลี่ยงไม่บอกเรื่องคดีให้อาผู้หญิงฟัง แต่ว่าไปอีกทาง จนตำรวจที่อยากดื่มเลิกคิ้วสูง ออกจะงงอยู่ไม่น้อย เขานี่นะจะมาชวนมันดื่มเหล้าตั้งแต่ตะวันยังไม่ตรงหัวแบบนี้

 

“เอ่อ ครับ ใช่ครับ”แม้จะงงแต่พสุธาก็ยังอุตสาห์รับมุขเพื่อนได้อยู่

 

“อ้าว จะไปอยู่ที่ไหนเสียล่ะ”

 

“ก็เป็นที่....”พสุธาบอกชื่ออำเภอที่จะไปประจำการแห่งใหม่

 

“ไกลนะนั้น ที่ย้ายนี่หนีอะไรไปหรือเปล่า” อรุณฤดีล้อเลียนผู้กองรูปหล่อ เพราะรู้เรื่องราวของพสุธาดีพอควร

 

“อารุณล่ะก็ มันก็มีบางนิดหน่อยล่ะครับ” พสุธายิ้มหัวเราะแหะๆ ด้วยรู้กันดีว่าเพราะอะไร พสุธาถึงหาเรื่องย้ายตัวเองออกจาเมืองเข้าไปอยู่ป่า

 

“อาไม่กวนล่ะ ตั้งใจว่าจะมาดูหน้าหลานคนใหม่ซะหน่อย แต่ดันมาเจอแต่หน้าเดิมๆ เบื่อแล้วกลับดีกว่า เที่ยงนี้ อามีนัดทานข้าวกับลูกค้าที่มาจากจีนน่ะ” หญิงสูงวัยขยับจะออกจากห้อง ถ้าไม่ได้ยินเสียงโอดครวญจากคน”หน้าเดิมๆ”

 

“โธ่อาล่ะก็ กำลังจะได้ใหม่ แล้วทำท่าว่าจะลืมเก่าเลยนะครับ” เมธัสพูดเสียงออดอ้อน

 

“อ้าวก็จริงนิ เก่าๆหน่ะมันก็เป็นสนิท ใหม่ๆหน้าก็จุ๋มจิ๋ม นี่หน่า” อรุณฤดีล้อเลียนหลานชายแล้วเดินหายออกไปจากห้องนั้นทันที…

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว