facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

เด็กเสี่ย 29 (รีไรท์แล้ว)

ชื่อตอน : เด็กเสี่ย 29 (รีไรท์แล้ว)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 116.6k

ความคิดเห็น : 119

ปรับปรุงล่าสุด : 18 ส.ค. 2564 17:06 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
เด็กเสี่ย 29 (รีไรท์แล้ว)
แบบอักษร

เด็กเสี่ย 29 

ผลัก! 

แรงถีบทำให้คนหนึ่งคนตกเตียงได้ส่งมาจากเท้าของใครอีกคนที่ยืนตื่นเต็มตาอยู่ นาฬิกาที่ข้อมือบอกเวลาสิบโมงกว่าแล้ว ซึ่งได้เวลาที่พวกเขาต้องกลับกรุงเทพฯ เสียที 

“ตื่นได้แล้วเว้ยไอ้ภีม! มึงจะนอนไปถึงไหน กลับก็กลับมาก่อนพวกกูเสือกนอนยาวอีก” เม่นบ่นพลางหยิบข้าวของที่มีไม่มากนักกวาดลงกระเป๋า ภีมที่ลงไปนอนกองกับพื้นสะลึมสะลือตื่นขึ้นมาพร้อมหัวที่ปวดจี๊ดเนื่องจากอาการเมาค้าง 

“เมื่อคืน...กู...” สติที่ยังตื่นไม่เต็มที่ในตอนสายทำให้เขานั่งนึกอยู่สักพัก “เดียว! เดียวล่ะ! เดียวอยู่ไหน!” ภีมถามหาคนที่เขาจำได้ว่านอนกอดกันอยู่เมื่อคืนนี้ แต่ตอนนี้บนเตียงนี้ว่างเปล่า 

“เดียวห่าไรมึงล่ะ เขาก็อยู่กับไอ้นัทสิ” 

“แต่เมื่อคืน...” แม้สติจะไม่ครบร้อยแต่เขาก็จำใบหน้าของอีกฝ่ายยามสุขสมได้ หรือว่าเขาจะฝันไป แต่ก็ไม่น่าใช่เพราะรอยเล็บที่รู้สึกแสบๆ กลางหลังเป็นตัวบ่งบอกได้ดีว่าเมื่อคืนเป็นเรื่องจริง 

“กูต้องไปหาเดียว!” ภีมรีบลุกไปอาบน้ำ ก่อนจะฝากเม่นเก็บของใส่กระเป๋าของตนเองให้ด้วยแล้วพุ่งออกจากที่พักไปพร้อมกับโทรศัพท์และกระเป๋าตังค์ติดตัว 

เขาโทรหาเดียวอีกครั้งเพื่อจะได้ถามว่าตอนนี้อยู่ไหน เขาไม่อยากให้เดียวคิดว่าเมื่อคืนเป็นอารมณ์เพียงชั่ววูบและเขาไม่รับผิดชอบ มันเป็นความผิดเขาจริงๆ ที่คิดอกุศลแบบนั้นแต่จะทำไงได้เมื่ออีกฝ่ายก็สมยอม 

“ฮัลโหลเดียว! มึงอยู่ไหนน่ะ ทำไมไม่รอกูเลย!” ภีมถามด้วยน้ำเสียงร้อนรน ตอนนี้ใจเขาสั่นรัวเต้นไม่เป็นจังหวะกลัวไปต่างๆ นานา กลัวอีกฝ่ายจะเปลี่ยนไป กลัวว่าอะไรหลายๆ อย่างจะแย่กว่าเดิม 

[ตอนนี้เหรอ ผมกำลังจะกลับกรุงเทพฯน่ะ ภีมจะกลับด้วยกันเหรอ] เดียวถามกลับมาด้วยน้ำเสียงฟังดูปกติไม่มีผิดแปลกไปจากเดิม 

“กูอยากเจอมึงตอนนี้ มึงออกจากบางแสนแล้วเหรอ” 

[ยังหรอก แต่ถ้าภีมจะกลับพร้อมพวกเราก็ได้ เดี๋ยวผมให้นัทวนรถไปรับนะ ภีมยังอยู่ที่ที่พักใช่ไหม] 

“อืม” ภีมตอบรับสั้นๆ ก่อนจะวางสายตามอีกฝ่ายไป 

“ไอ้ภีม! ตกลงจะกลับกับพวกกูไหมวะ” เม่นตะโกนถามภีมจึงเดินเข้าไปหาแล้วบอกจะรอกลับพร้อมเดียว 

ปี๊นๆ 

ครึ่งชั่วโมงต่อมารถยนต์ก็มาจอด นัทบีบแตรเรียกภีมก่อนจะเลื่อนกระจกลงโบกมือให้เม่นกับคนอื่นๆ พวกเขามีเบอร์และไลน์กันแล้วหากจะนัดพบกันที่กรุงเทพฯก็คงไม่ยาก 

“ไอ้เม่น! ไม่กลับกับพวกกูวะ” นัทตะโกนถามพร้อมรอยยิ้มสดใสเพราะเมื่อคืนเขาโดนเพื่อนรักปรามเรื่องดื่มเลยไม่แฮงค์อย่างเคย เม่นที่อยากจะไปกับเพื่อนใหม่หันมาถามน้องร่วมทริปว่ากลับกันเองได้ใช่ไหม อีกฝ่ายพยักหน้าบอกว่าได้เขาจึงย้ายตัวเองมานั่งรถนัทเหมือนกัน 

“เมื่อคืนพวกมึงเสือกกลับก่อนวงสุดท้ายเล่น มึงรู้ไหมโคตรมันเลย ฝรั่งถอดเสื้อเหวี่ยงเสื้อในกันมันโคตร!” พอขึ้นรถมาได้แล้วเม่นก็เล่าเหตุการณ์เด็ดที่เดียวกับนัทไม่ได้อยู่ดูให้ฟังทันที 

“เอ้า! ไม่ให้กูกลับก่อนได้ไง แม่กูดุสาดดด” นัทล้อเลียนเหลือบสายตาไปมองเดียวก่อนจะเข้าเกียร์ขับเคลื่อนรถออกไป เดียวเลยได้แค่ทำตาดุใส่ก็จะไม่ให้เขาดุได้อย่างไรก็เมื่อเพื่อนตัวดีของเขาเมาค้างมายังไม่ทันสร่างดีแถมยังมีอาการไข้ด้วย ถ้าเกิดดื่มเข้าไปอีกมันจะแย่เอา 

“เออไอ้ภีม แล้วมึงเป็นไงบ้างวะ เมาพับไปคนแรกเลยนะ” นัทมองทางกระจกหลังแล้วเอ่ยถามคนที่นั่งหน้านิ่งอยู่เบาะหลังคู่กับเม่น ภีมไม่ตอบแต่กลับมองมายังเดียวไม่ละสายตา 

“อย่าไปยุ่งกับมันเลย ไอ้เหี้ยนี่เวลาเมาค้างแม่งชอบเหวี่ยง” เม่นตัดบทก่อนจะบอกให้นัทเปิดเพลงให้ฟังเอาแบบร๊อคเหมือนเมื่อคืนซึ่งเจ้าของรถก็จัดให้ตามคำขอ 

พวกเขาหยุดแวะปั๊มน้ำมันเพื่อเข้าห้องน้ำและแวะซื้อของทานเล่น เดียวปลีกตัวไปเข้าห้องน้ำระหว่างที่นัทกับเม่นไปซื้อกาแฟ ภีมที่เดินตามเดียวมายืนรออยู่หน้าห้องน้ำหวังเพื่อจะได้คุยกับอีกฝ่ายให้รู้เรื่อง 

“ไอ้เดียว” ภีมเรียกทันทีเมื่อร่างบางเดินออกมา เดียวหันมองหน้าเขาก่อนจะเลิกคิ้วหน่อยๆ เป็นเชิงถาม 

“มีอะไรกับผมรึเปล่า ภีมมองหน้าผมตั้งหลายครั้งผมอึดอัดเหมือนกันนะ” เดียวบอกออกไปตามตรง เพราะตั้งแต่ภีมขึ้นรถมาก็มีอาการแปลกๆ ไปแถมยังจ้องเขาไม่วางตาอีก 

“มึง...ไม่รู้สึกขัดๆ เลยเหรอ เจ็บรึเปล่า” คำถามแรกถามออกไปถึงอาการที่เขารู้ว่ามักจะเกิดขึ้นแน่นอนกับการมีอะไรกัน เขาไม่รู้ว่าเดียวที่ผ่านมือเสี่ยกานต์มาหลายครั้งแล้วจะเป็นอย่างไรแต่เขาดูพวกกระทู้เกย์ต่างก็บอกว่าถ้าไม่ได้เตรียมพร้อมหรือตัวช่วยก็เจ็บได้เหมือนกัน แต่เหมือนเดียวจะไม่เข้าใจในคำถามเขาเพราะหน้าตานั้นติดจะสงสัย 

“รู้สึกขัดๆ อะไร? เจ็บ? ก็ไม่นะผมสบายดี” เดียวตอบพร้อมหน้าที่ฉงน ไม่เข้าใจว่าภีมสื่อถึงอะไร 

“กูทำมึงเจ็บเมื่อคืน” ภีมขยายความอีกเพื่อให้อีกฝ่ายได้เข้าใจในสิ่งที่เขาพูด อยากจะพูดตรงๆ เหมือนกันแต่ก็กลัวกระทบใจอีกฝ่าย แต่นั่นทำให้เดียวยิ่งงงหนัก เขาไม่เข้าใจคำพูดของภีมรวมไปถึงท่าทางประหม่าและกังวลของคนตรงหน้า 

“เดียว... มึงอย่าทำไม่รู้ไม่เห็นแบบนี้ดิ กูจะบ้าเอานะที่มึงทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแบบนี้” ภีมพูดออกมาอย่างคนที่อดทนต่อไปไม่ไหว อยากให้เดียวแสดงออกสักหน่อยว่ารู้สึกกับบทรักที่เขามอบให้อย่างไรบ้าง 

“นายพูดอะไร ผมไม่เข้าใจ” 

“ไอ้เดียว! ไอ้ภีม! มาขึ้นรถได้แล้ว” นัทตะโกนเรียก ใช้มือข้างที่ถือขนมจากร้านสะดวกซื้อที่มีอยู่ทั่วประเทศราวดอกเห็ดผุดกวักเรียก เดียวจึงเดินไปหาอย่างไม่รีรอ จังหวะที่เดินผ่านหน้าภีมไปกลิ่นหอมอ่อนๆ ทำให้เขาเผลอสูดดมไปด้วย และแน่นอนว่ามันไม่ใช่กลิ่นเดียวกับเมื่อคืน คงเพราะเดียวอาบน้ำและใช้สบู่ของโรงแรมก็เป็นได้ 

ตลอดทางที่นั่งรถมาจนกระทั่งถึงกรุงเทพฯ เดียวกับภีมก็ไม่ได้คุยอะไรกันอีก อดจะแปลกใจไม่น้อยกับท่าทีแปลกๆ ของภีมแต่เขาก็ไม่ได้เอ่ยถามออกไปเพราะสีหน้าของภีมดูไม่รับแขกเหลือเกิน 

“บ้านพวกมึงอยู่แถวไหนอ่ะกูจะได้ไปส่ง” เมื่อเข้าสู่กรุงเทพฯแล้วนัทจึงถามขึ้นอีกครั้ง เม่นบอกว่าให้ภีมลงที่เดียวกับเขาจะได้ไม่ต้องวนส่งไปส่งมา เดียวที่ยังคงนั่งเงียบไม่ออกความเห็นแต่แล้วมือถือในมือที่กำลังเล่นอยู่ก็ดังขึ้น 

“ครับ” เดียวป้องปากพูดเสียงเบา นัทเหลือบมองเล็กน้อยแต่เขาไม่รู้ว่าปฏิกิริยาคนที่นั่งอยู่ด้านหลังเป็นอย่างไร 

[ยังไม่ถึงกรุงเทพฯ อีกรึไง] 

“ถึงแล้วครับ กำลังจะไปส่งเพื่อนเดี๋ยวจะกลับคอนโดฯ ครับ” เดียวยังคงตอบปลายสายเสียงค่อย พูดต่ออีกไม่กี่ประโยคก็วางสาย ภีมที่เงียบฟังได้แค่ถอนหายใจออกมาอย่างคนทำอะไรไม่ได้ 

เขายังไม่มีโอกาสได้คุยกับเดียวจริงๆ จังๆ ไม่ได้ถามถึงความเป็นไปเมื่อคืน ยอมรับว่าผิดที่ปล่อยให้ความเมาของตัวเองเอาเปรียบอีกฝ่าย แต่เดียวกลับดูไม่ทุกข์ร้อนหรือพูดให้ดีคือไม่สนใจเรื่องเมื่อคืนที่เกิดขึ้นเสียด้วยซ้ำ เขาไม่อยากปล่อยเดียวไปและอยากจะรับผิดชอบในสิ่งที่ตนเองทำ เมื่อคืนความรู้สึกแรกที่แล่นเข้ามาในหัวคือเขาพึงพอใจที่ได้ครอบครองเป็นเจ้าของร่างนี้ อย่างน้อยๆ ตอนนี้เขาก็มีแต้มตีตื้นเสี่ยมาได้ล่ะนะ เพราะเขาได้ฉกชิมร่างบางนี้แล้ว แต่ทำไมตื่นมาทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม เดียวยังคงเป็นเดียวที่ทิ้งระยะห่างไว้กับเขาเหมือนเดิม 

“จอดนี้แหละ ขอบใจนะเว้ย เย็นวันศุกร์ค่อยนัดเจอกัน” เม่นว่าก่อนจะเปิดประตูลงรถไปโดยไม่ลืมลากเพื่อนตัวเองลงไปด้วย แม้อีกฝ่ายจะดูไม่อยากลงจากรถของนัทเลยก็ตาม 

“ไอ้ภีมแปลกๆ ไปว่ะ มันจ้องมึงตลอดเวลาจนกูขนลุกแทน” นัทพูดพลางส่งสายตามองไปยังกระจกมองหลังที่ยังเห็นว่าภีมมองตามหลังรถเขามาจนเลี้ยวขึ้นถนนใหญ่ 

“ไม่รู้สิ” เดียวตอบ นัทไม่ได้พูดอะไรต่อ เขาทำหน้าที่เป็นสารถีที่ดีพาเพื่อนไปส่งที่คอนโดฯก่อนตนเองจะขับรถกลับบ้านไป 

:::::::::::: 

เสียงเครื่องมือสื่อสารดังขึ้นเป็นการแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชั่นที่ไว้ใช้สื่อสารยอดฮิต เดียวรีบเก็บของบนโต๊ะกวาดใส่กระเป๋าโดยไม่ได้จัดให้เป็นระเบียบของอย่างเคยด้วยความเร่งรีบ วันนี้เขานัดกับภีมไว้ว่าจะไปสมัครงานพาร์ทไทม์ทำเพื่อหาเงินให้ตัวเองได้ใช้จ่าย ภีมที่คอยรับหน้าที่หางานให้โทรมาหาเขาเมื่อคืนบอกว่าหางานให้ได้แล้วและจะพาไปสมัครวันนี้ 

‘เพิ่งเลิกเรียน กำลังไป’ 

เดียวพิมพ์ตอบกลับคนที่ส่งข้อความมาถามว่าอยู่ไหนแล้วเพื่อที่อีกฝ่ายจะได้ไม่ต้องห่วง เขาโบกมือให้นัทเชิงบอกลาซึ่งอีกฝ่ายแค่พยักหน้า ตอนแรกนัทรั้นพยายามจะมาส่งให้ได้แต่เพราะโดนที่บ้านตามตัวเลยต้องปล่อยเดียวให้ไปหาภีมเอง 

“รอนานไหม ขอโทษทีนะวันนี้อาจารย์มีควิซท้ายคาบเลยช้าไป” เดียวรีบวิ่งกระหืดกระหอบมาหาภีมที่รออยู่หน้าร้านคาเฟต์ ประเด็นคือร้านนี้อยู่ระหว่างทางไปคอนโดฯเขากับมหา’ ลัยด้วย ภีมบอกว่าเลือกที่นี้ให้เพราะมีคนที่พี่ชายรู้จักเป็นเจ้าของและกำลังหาคนอยู่พอดี 

“ไม่เป็นไร แล้วนี่มึงพร้อมนะ” ภีมถาม ก่อนหน้านี้เขายอมรับว่ายังตัดใจจากเรื่องคืนนั้นไม่ได้ แต่เพราะไม่มีโอกาสได้คุยเขาเลยเก็บเงียบเอาไว้ก่อน จัดการเรื่องหางานทำให้เดียวก่อนดีกว่า 

“พร้อมครับ” เดียวตอบพร้อมยิ้มอ่อนๆ บนใบหน้า มือกำสายกระเป๋าสะพายข้างของตนเองแน่น ภายใต้คำว่าพร้อมเขากลับมีความกังวลเล็กๆ ซ่อนอยู่ ไม่รู้เจ้าของร้านจะเป็นอย่างไร จะใจดีหรือดุ เขาเป็นลูกคุณหนูหยิบจับงานบ้านงานครัวไม่เป็นเท่าไหร่นัก คงมีแต่คำว่าพร้อมเรียนรู้ที่จะมอบให้ ขอให้เจ้าของร้านรับเขาไว้ด้วยเถอะ 

ภีมเปิดประตูร้านเข้าไปมีเสียงกระดิ่งดังคลอมาด้วยเมื่อประตูไหวเอนตามแรงผลัก เด็กหนุ่มร่างบางเดินตามเพื่อนเข้าไปด้านในถึงส่วนที่เป็นเคาเตอร์ มีผู้หญิงอายุราวๆ 27 – 28 ยืนอยู่หลังเคาเตอร์กำลังยืนจดอะไรบางอย่างลงบนกระดาษโน้ตแผ่นเล็ก เมื่อฝ่ายนั้นเห็นภีมก็ส่งยิ้มหวานมาให้เหมือนคนที่คุ้นเคยกันดี 

“มาแล้วเหรอ พี่กำลังรออยู่เลย” จ๋าที่พ่วงตำแหน่งเจ้าของร้านเอ่ยทักก่อนจะมองเลยมายังเดียว หญิงสาวชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นรอยยิ้มหวานบนใบหน้าว่าที่พนักงานใหม่ของตน ‘สวยเกินชาย’ คำนี้เห็นทีจะไม่ห่างไกลจากใบหน้านี้นัก 

“มานั่งนี่ก่อน เดี๋ยวพี่เอาอันนี้ไปให้พี่โอ๊ตแป๊บนะเดี๋ยวมา” จ๋าว่าแล้วผละออกไปหาแฟนตัวเองที่ทำงานอยู่ชั้นบน 

ร้านนี้เป็นร้านอาหารกึ่งคาเฟต์ เมนูอาหารที่ติดอยู่ตรงฝาผนังเป็นเมนูที่ทานง่ายไม่ได้เป็นร้านอาหารเต็มตัวแต่อย่างใด ส่วนใหญ่จะเน้นพวกเครื่องดื่มเสียมากกว่า บรรยากาศตกแต่งสไตล์ Loft มีมุมให้ถ่ายรูปและพักผ่อนเอาใจทั้งวัยเรียนและวัยทำงาน เนื่องด้วยระแวกนี้มีออฟฟิศของหลายบริษัทอีกทั้งเป็นทางผ่านไปมหา’ ลัยด้วย เป็นร้านที่เขาเห็นบ่อยๆ ตอนเดินทางไปมหา’ ลัยแต่ไม่ได้แวะเข้ามา 

เดียวรู้สึกเกร็งขึ้นมาด้วยความตื่นเต้นเพราะนี่จะเป็นครั้งแรกที่เขาจะออกบินด้วยตัวเอง มันจะเป็นครั้งที่สองที่เขาจะทำอะไรด้วยตัวเองแบบสามัญชนธรรมดาทั่วไปอีกครั้ง มันจะเป็นการใช้น้ำพักน้ำแรงและกำลังของตนเองที่มีแลกเงินมาด้วยความสุจริต เขาบีบมือเข้าหากันแน่นก่อนจะหายใจเข้าลึกๆ แล้วผ่อนลมหายใจออกช้าๆ เพื่อรวบรวมสมาธิไว้ หากพี่จ๋าถามอะไรเขาจะได้ตอบได้ฉะฉานทุกคำถาม อย่างที่คำแนะนำเกี่ยวกับการสมัครงานในเว็บไซต์ทั่วไปบอกไว้ 

“สวัสดีจ้า พี่ชื่อจ๋านะ น้องใช่ไหมที่ภีมบอกว่าจะพามาทำพาร์ทไทม์ที่นี่” จ๋าลงมาจากชั้นบนนั่งลงแล้วเอ่ยถาม มองพินิจพิจารณาหน้าเดียวให้ชัด อดชื่นชมในใจไม่ได้ว่าเด็กคนนี้ผิวพรรณดีเหลือเกิน แต่ก็อดคิดแย้งไม่ได้ว่าคนลักษณะแบบนี้จะมาทำงานกับตนได้จริงๆ หรือ 

“สวัสดีครับพี่จ๋า ใช่ครับ ผมจะมาสมัครทำงานพาร์ทไทม์ที่นี่ ผมชื่อเดียวนะครับ เรียนอยู่ที่ม.xxx ปี 2 แล้วครับ” เดียวรายงานตัวทันทีไม่ต้องรอให้อีกฝ่ายได้ถามเพิ่ม จ๋าอึ้งไปเล็กน้อยกับความจริงจังของเดียวก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ 

“มึงไม่ต้องเกร็งขนาดนั้นก็ได้เดียว แค่มาสมัครงานพาร์ทไทม์ แล้วนี่พี่จ๋าจะรับเข้าทำงานเลยป่ะ” 

“ไม่ภีม...เอ่อ... ผมอยากได้งานก็จริงแต่หากคุณสมบัติของผมไม่ผ่านสามารถบอกได้เลยครับ” เดียวแย้งเมื่อเห็นภีมทำท่าจะใช้สิทธิ์ในทางมิชอบทำให้เขาได้งานนี้ 

“โอ๊ย! คุณสมบัติอะไรเล่าน้องเดียว ร้านพี่ขอแค่อดทนทำงานแค่นี้พอแล้ว” จ๋าบอกเพื่อให้อีกฝ่ายคลายความกังวลใจ ก่อนนี้ภีมโทรมาอ้อนวอนบอกว่าขอจองตำแหน่งพนักงานให้เพื่อนสักหนึ่งตำแหน่งเพราะเพื่อนไม่มีตังค์จ่ายค่าเทอม เธอจึงล็อกที่ไว้ให้เพราะที่ร้านยังขาดคนช่วยอยู่ แม้จะมีเจ้าต๊ะทำประจำอยู่แล้วแต่ก็ต้องหาคนมาช่วยงานเพิ่มเพราะงานล้นมือเกินไป เธอกลัวลูกน้องจะถอดใจลาออกไปเสียก่อน 

จากนั้นพวกเขาก็พูดคุยเรื่องรายละเอียดการทำงานกัน เดียวออกจะมึนงงเล็กน้อยว่านี่เขาถูกรับเข้าทำงานที่นี่แล้วหรือ และเพราะความเป็นกันเองของพี่จ๋าทำให้เขาหายเกร็งไปได้บ้าง ส่วนภีมขอตัวไปหาพี่โอ๊ตรุ่นพี่ของพี่ชายเขาที่ชั้นบน 

“ร้านเปิด 10 โมงปิด 2 ทุ่ม ค่าจ้างจะจ่ายรายวันตามจำนวนชั่วโมงที่เรามาทำ” เดียวพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ 

“ที่ร้านมีพนักงานประจำอยู่หนึ่งคนคือต๊ะ อายุน่าจะรุ่นราวคราวเดียวกันแต่ต๊ะไม่ได้เรียนแล้วพี่เลยดึงมาทำงานด้วยกัน เดี๋ยวพี่จะให้ต๊ะคอยสอนงานเรานะ พอดีมันออกไปส่งอาหารพอดีเลยไม่ได้อยู่เจอกัน ส่วนวันหยุดถ้าจะหยุดวันไหนก็บอกล่วงหน้าพี่จะได้เตรียมตัวสักนิด เดียวมีอะไรสงสัยหรือจะแย้งไหมจ๊ะ” จ๋าถามพร้อมรอยยิ้มหวานประจำตัว สาวสวยใจดีทำให้เดียวไม่กล้าปฏิเสธใดๆ เนื่องจากแค่นี่ก็รู้สึกเป็นพระคุณอย่างสูงแล้ว 

“ไม่ทราบพี่จ๋าจะให้ผมเริ่มงานวันไหนครับ” 

“พรุ่งนี้เลยแล้วกัน หรือเราว่าไง” 

“ได้ครับ พรุ่งนี้ผมเลิกเรียน 4 โมง หากรถไม่ติดจะพยายามมาให้ได้ภายใน 4 โมง 15 นะครับ” 

“โอเคได้ งั้นตกลงกันตามนี้เลยเนอะ” จ๋าลุกขึ้นเมื่อเห็นว่าตกลงอะไรกันเรียบร้อยแล้ว 

“ขอบคุณพี่จ๋ามากนะครับที่รับผมเข้าทำงาน ผมจะพยายามทำให้ดีที่สุด งั้นผมลากลับนะครับ สวัสดีครับ” เดียวยกมือขึ้นไหว้ลาเป็นจังหวะที่ภีมลงมาจากชั้นบนหลังจากคุยกับแฟนเจ้าของร้านเสร็จพอดี 

“ไปก่อนนะพี่จ๋า ขอบคุณมากพี่” 

จ๋าโบกมือให้แล้วเดินกลับไปที่เคาเตอร์ ภีมเดินตามเดียวออกมานอกร้าน เห็นร่างบางกำลังจะเดินไปที่ป้ายรถเมล์เขาก็ฉุดแขนเรียวไว้ 

“กลับกับกู เดี๋ยวไปส่ง” ภีมบุ้ยใบ้ไปทางรถของเขาซึ่งจอดอยู่ตรงที่จอดรถข้างร้าน 

“ไม่เป็นไร ผมกลับเองก็ได้ภีมกลับเถอะ” 

“ไม่ต้องปฏิเสธหรอกน่ะ กูเต็มใจและตั้งใจจะไปส่งมึง” ไม่พูดเปล่าเขายังออกแรงดึงให้เดียวเดินตาม 

“สำหรับวันนี้ขอบคุณมากนะ ถ้าไม่ได้ภีมผมคงแย่” 

เดียวพูดเมื่อภีมจอดรถที่หน้าคอนโดฯของเขา ภีมพยักหน้ารับก่อนจะหันไปมองหน้าอีกฝ่าย เดียวที่เห็นว่าอีกคนจ้องอยู่จึงยิ้มให้ด้วยรู้สึกขอบคุณที่เพื่อนใหม่คนนี้คอยช่วยเหลือตนตลอดมา ภีมที่เหมือนตกในภวังค์กับรอยยิ้มนั้นและวันคืนที่ยังตรึงใจเขาไม่ไปไหนทำให้เคลื่อนหน้าเข้าไปใกล้เพราะอยากใกล้ชิด อยากจะสัมผัสเหมือนอย่างวันนั้นที่เขาได้ทำอย่างใจนึก ไม่ว่าจะเคลื่อนกายไปทางไหนอีกฝ่ายก็ตอบรับทุกทางจนเขาแทบคลั่ง ความมึนเมาจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทำให้รู้สึกฮึกเหิมและรู้สึกดีที่ได้ครอบครองร่างนี้จนอยากจะหยุดเวลาตอนนั้นไว้ 

“ภีม!! จะทำอะไร!” เดียวถามเมื่อคนที่กำลังเคลื่อนตัวมาคร่อมเขาไว้ไม่ยอมตอบ 

“กูคิดถึงมึงให้กูจูบมึงเหอะ ขอจูบเถอะว่ะ” ภีมยื่นหน้าเข้ามาใกล้อีก และคราวนี้ถือเป็นการกระทำที่ไม่ชอบใจสำหรับเดียว เพื่อนใหม่เขาคนนี้ปกติไม่เป็นคนฉวยโอกาสแบบนี้นี่ ภีมไม่ลวนลามเขาง่ายๆ หรือขออะไรโต้งๆ แบบนี้ เขารู้สึกสบายใจในนิสัยของภีมก่อนหน้านี้มาก แต่ตอนนี้มันคืออะไร แต่เดียวคงไม่มีทางรู้ว่าการกระทำของภีมมันได้รับความมั่นใจมากจากคืนนั้น เจ้าตัวคิดไปแล้วว่าเขามีสิทธิ์ในร่างนี้ 

“ถอยออกไป” เดียวพูดโดยที่ยันอกอีกฝ่ายออกไปด้วยแต่เหมือนภีมจะรั้นไม่น้อย นั่นเพราะ ‘คิดว่า’ ตน 'เคยได้ครอบครอง' คนคนนี้ทำให้ย่ามใจที่จะทำอะไรก็ได้ เขายังใช้กำลังขืนตัวเอาไว้เพื่อจะได้ทำอย่างใจนึก มือหยาบกร้านข้างหนึ่งล็อกท้ายทอยอีกฝ่ายไว้ส่วนอีกข้างรวบมือเดียวที่กำลังดันเขาออกสุดพลัง 

“ภีม!! เป็นอะไรของนายเนี่ย! ปล่อยผมนะ! อย่ามาทำแบบนี้นะ” เดียวปฏิเสธเสียงแข็ง ขนาดรูปร่างที่บางกว่าทำให้แรงที่มีก็น้อยกว่าไปด้วย เขายกเท้าขึ้นยันตัวภีมไว้ช่วยอีกแรงเพื่อไม่ให้ภีมได้เข้าใกล้เขาไปมากกว่านี้ เบี่ยงหน้าหลบใบหน้าที่โน้มเข้าหาหวังให้ปลายจมูกได้ใกล้ชิดแก้มเขา 

ความรู้สึกหวาดกลัวเกิดขึ้นในใจ พละกำลังที่มีก็ดูจะขัดใจเหลือเกินที่สู้แรงภีมไม่ได้ ใจเต้นรัวแทบหลุดจากอก ภีมยังดึงดันที่จะคุกคามเขาต่อ ได้ยินเสียงสูดดมความหอมจากตัวเขาไปฟอดใหญ่ ปลายจมูกแตะเฉียดผ่านแก้มเขาไปเพียงนิดแต่ภีมกลับสูดดมเสียงดัง มือและตัวเขาเริ่มสั่นเพราะหากภีมไม่หยุดและยังขืนทำต่อเขาแย่แน่ๆ 

“อย่านะ! ออกไป! ถ้านายเข้าใกล้อีกนิดเดียว ผมจะไม่ยุ่งด้วยอีกต่อไป และรู้ไว้ว่าผมไม่ได้พูดเล่น!” 

คนพูดจ้องเข้าไปในดวงตาที่ดูหื่นกระหายปนเว้าวอนสื่อให้รู้ว่าเขาเอาจริงแน่ๆ เขาไม่ชอบเลยที่ภีมมาทำตัวรุ่มร่ามแบบนี้ เหมือนไม่ใช่ภีมที่เขารู้จัก เหมือนคนคนนี้คือใครก็ไม่รู้ที่กำลังกระหายอยากจะกลืนกินเขา และนั่นมันทำให้เขากลัว จริงอยู่ที่กับเสี่ยก่อนหน้านี้ฉกฉวยโอกาสลวนลามเขาได้ แต่กับภีมที่มาในสถานะแรกเจอที่ต่างกันมันทำให้เขาแบ่งแยกความรู้สึกว่าภีมไม่ควรทำแบบนี้เลย 

“กะ...กู...กูขอโทษ” ภีมได้สติกล่าวละล้ำละลักเมื่อโดนเดียวขึ้นเสียงใส่ “กูแค่อยากจะแกล้งเฉยๆ น่ะ มึงลงรถไปเถอะ” ภีมยอมผละออกกลับมานั่งในที่ตัวเองเหมือนเดิม ปล่อยให้ผู้โดยสารจำเป็นที่รีบเปิดประตูลงจากรถไป 

การปฏิเสธเสียงแข็งสื่อให้รู้ว่าห้ามลุกล้ำเจ้าตัวเกินกว่านี้ทำให้เขาได้แต่คิดไม่ตก ในคืนนั้นเขาจำได้แม่นว่าคนคนนั้นคือเดียว แต่หากว่าไม่ใช่ล่ะคนคนนั้นจะเป็นใคร 

::::::::::::: 

หนึ่งอาทิตย์ผ่านไปแล้วหลังจากที่เขาได้เริ่มทำงาน ชีวิตของคุณหนูเดียวแห่งตระกูลศาศวัตพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือหลังจากพ่อแท้ๆ เฉดหัวออกจากบ้าน ความพลิกผันที่ตอนแรกเหมือนคนจับต้นชนปลายไม่ถูกแต่ตอนนี้เขาเริ่มเรียนรู้ชีวิตที่ตนเองไม่เคยสัมผัสทีละน้อย การทำงานที่หนักเพื่อให้ได้เงินมาปะทังชีวิตในแต่ละวันทำให้เขาต้องเจียดเก็บไว้เป็นส่วนๆ 

มันไม่ง่ายเลยกับการเริ่มต้นเรียนรู้ชีวิตในด้านนี้ ความสะดวกสบายตั้งแต่เด็กไม่มีค่าอะไรเลยกับชีวิตความเป็นอยู่ของเขาในตอนนี้ จริงอยู่ที่ภีมคอยมาช่วยเหลือ แนะนำ และคอยนั่งเป็นกำลังใจที่ร้านในบางครั้ง หลังจากที่หายหน้าหายตาไปหลายวันเพราะเจ้าตัวรู้สึกผิดที่แกล้งเขาในวันนั้น เขาไม่ถือโทษโกรธเพราะยังไงนั่นก็คือเพื่อนแต่ก็คงไม่สนิทใจเหมือนเดิมเพราะไม่รู้ว่าภีมคิดจะแกล้งพิเรนๆ แบบนั้นอีกเมื่อไหร่ ส่วนพี่จ๋ากับพี่โอ๊ตก็ดีกับเขามาก ทั้งสองคนเป็นเจ้าของร้านที่เข้าใจลูกน้อง เขาหยิบจับอะไรพลาดไปก็กล่าวเตือนแต่ยังให้โอกาส 

“เดียว เดี๋ยวเอาผงโกโก้ ผงคอฟฟี่เมท แล้วก็ผงโอวัลตินที่หลังร้านมาเติมด้วยนะ” ต๊ะพนักงานประจำของร้านอายุมากกว่าเดียว 2 ปีและพ่วงตำแหน่งคนสอนงานของเดียวบอก ส่วนเจ้าตัวกำลังชงเครื่องดื่มให้ลูกค้าอยู่ เดียวได้ยินดังนั้นเลยรีบเช็ดโต๊ะให้เสร็จก่อนจะเดินเข้าหลังร้านไปจัดการตามที่บอก 

วันนี้คนเยอะเหมือนหลายวันที่ผ่านมา แม้ในหนึ่งวันเขาจะทำงานเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมงแต่เพราะต้องเรียนด้วยจึงทำให้เหนื่อยร่างแทบแหลก วันไหนไม่มีเรียนเช้าเขาก็มาทำงานก่อน จากนั้นค่อยไปเรียนและกลับมาทำต่อ นัทพยายามให้เงินเขาใช้หลายครั้งเพื่อที่เขาจะได้มีเวลาพักบ้างแต่เขาก็ปฏิเสธไป ส่วนเสี่ยกานต์ไม่ได้โทรมาหาหรือส่งใครมาเจอเขาเลย เขาไม่รู้ว่าเสี่ยหายไปไหนและไม่ได้โทรไปหา เพราะชีวิตตอนนี้เท่าที่เป็นอยู่ก็แทบไม่มีเวลาพักผ่อนแล้วเลยไม่มีเวลาไปตามหาใครอีกคนที่หายหน้าหายตาไปอีก 

สองวันมานี้ภีมสอนเขาหลายอย่าง จากที่กวาดพื้นถูพื้นไม่ค่อยถนัดแต่ตอนนี้เขาทำได้คล่องขึ้นมาก เขาออกเสิร์ฟทุกครั้งที่มีคนเข้าร้าน ในช่วงที่เขาทำงานก็ได้ต๊ะคอยสอนให้ไม่ห่าง สลับกับชงเครื่องดื่มและเก็บโต๊ะ ยอมรับว่าเหนื่อยแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในชีวิตแต่ก็ต้องทำเพราะหากไม่ทำเขาก็จะไม่มีอะไรกิน 

“อ๊ะ!” เดียวร้องด้วยความตกใจเมื่อจู่ๆ คนที่มานั่งดูเขาทำงานก็ยื่นมือมาหา เขาถอยออกห่างเล็กน้อยด้วยความหวาดระแวงเพราะยังจำความรู้สึกตอนนั้นได้ดี ก่อนจะเห็นว่าในมืออีกฝ่ายมีกระดาษทิชชู่อยู่ 

“เหงื่อมึงจะหยดลงไปบนเขียงแล้ว ซับเหงื่อซะบ้าง” เขายื่นทิชชู่มาให้ตรงหน้าขณะที่เดียวกำลังหั่นสตรอเบอรี่เตรียมไว้ใช้ในวันถัดไป เดียวพยักหน้ารับมาก่อนจะซับไปพอให้เหงื่อหายจากนั้นก็ทำงานตรงหน้าต่อ 

ฉึก! 

“โอ๊ย!!” แรงเฉือนตรงนิ้วชี้บาดลงไปจนเลือดปริ่มขึ้นมาในทันที 

“เห้ย! ไปล้างน้ำก่อนๆ” ภีมจัดการพาคนตัวเล็กไปล้างแผลด้วยน้ำสะอาด สั่งให้เจ้าตัวกดแผลไว้ให้แน่นเพื่อห้ามเลือด เขารื้อหากล่องพลาสเตอร์ยาเพื่อมาใช้ปิดแผลก่อนจะไล่ให้เดียวไปรับลูกค้าส่วนตัวเองขอทำหน้าที่หั่นสตรอเบอรี่ต่อเอง 

กว่าเดียวจะเลิกงานก็สามทุ่มแล้วเพราะอยู่ช่วยต๊ะเก็บร้าน ภีมกลับไปก่อนแล้วเพราะต้องไปทำงานที่อาจารย์สั่งมา กว่าเดียวพาร่างตัวเองที่แสนล้ากลับมายังห้องได้สำเร็จก็ใช้เวลาไปเกือบชั่วโมง เขาฟุบหน้าลงกับโซฟาตัวใหญ่ ถอนหายใจกับความเหนื่อยล้าเล็กน้อยก่อนจะเอาเงินค่าจ้างที่ได้มาวันนี้ไปเก็บใส่กล่อง แบ่งไว้เป็นสองส่วนคือค่าน้ำค่าไฟและค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน คาดไว้ว่าปิดเทอมใหญ่คงต้องไปหางานตามสถานบันเทิงกลางคืนทำเพราะเคยได้ยินนัทพูดว่าคนทำงานเหล่านี้จะได้ทิปด้วย คงช่วยให้เขาได้เงินมากกว่าที่เป็นอยู่นี้ 

เด็กหนุ่มนั่งพักพอให้หายเหนื่อย ระหว่างนั้นก็หยิบโทรศัพท์ออกมาเข้าแอปพลิเคชั่นที่ตนเองชอบมากที่สุด ก่อนจะกดเปิดกล้องเพื่อถ่ายตัวเองในสภาพหัวเกือบฟูเนื่องจากวิ่งตามรถเมล์และนิ้วที่มีพลาสเตอร์ยาปิดแผลอยู่ และแน่นอนว่าเขาไม่มองกล้องเช่นเดิม 

แชะ 

กดถ่ายเสร็จก็ปรับแสงอีกเล็กน้อยให้เข้ากับสีภาพก่อนหน้านี้แล้วกดอัปโหลดไปทันทีพร้อมคำบรรยายใต้ภาพว่า ‘เหนื่อย...แต่มันคือการเรียนรู้...’ เขายิ้มให้กำลังใจตัวเองเพราะตอนนี้สิ่งที่เขาเป็นแม้ไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการแต่มันคือชีวิตที่เขาเลือกเดิน 

เดียวทิ้งมือถือไว้บนโซฟาก่อนจะลุกเดินเข้าไปในห้องนอนเพื่ออาบน้ำชำระคราบเหงื่อไคลที่สะสมมาทั้งวัน แช่น้ำสักนิดให้ร่างกายได้ผ่อนคลายกล้ามเนื้อลงบ้าง ไม่คิดว่าการเรียนไปด้วยและทำงานไปด้วยจะทำให้เขาเหนื่อยได้ถึงเพียงนี้ 

Rrrrr 

เขาใช้เวลาในห้องน้ำไปเกือบชั่วโมงเพราะมัวแต่แช่น้ำอุ่นจนเพลิน เมื่อออกมาก็เห็นโทรศัพท์ที่ดังขึ้นก่อนสายจะตัดไปแล้วดังขึ้นใหม่อีกครั้ง เมื่อดูเบอร์ที่โทรมาก็ต้องตกใจว่าปลายสายโทรมาทำไมในเวลานี้ 

“ฮะ...” ยังไม่ทันที่เดียวจะได้เอ่ยคำทักทายออกไปอีกฝ่ายก็ชิงพูดขึ้นก่อนทันที 

[เกิดอะไรขึ้นเธอเป็นอะไร ทำไมโทรไปหลายสายถึงไม่รับ!] 

เสียงตวาดถามด้วยความหงุดหงิดใจที่คนตัวเล็กไม่ยอมรับสายตนง่ายๆ เขาเพิ่งกลับมาจากงานเลี้ยงพอเข้าห้องว่าจะพักเลยเปิดโทรศัพท์กดเข้าไปใน IG เพื่อจะได้เห็นความเคลื่อนไหวของคนที่ทำให้ตนเองใจเต้นไม่เป็นจังหวะเสียหน่อย แต่พอได้เห็นรูปล่าสุดที่ร่างบางอัปโหลดเท่านั้นแหละ เขาแทบจะกระโจนเข้าจอมือถือเพื่อถามไถ่อาการ 

ช่วงนี้เขาไม่ได้ให้ลูกน้องตามตัวเดียวเพราะว่าแค่ตัวเขางานก็ยุ่งพอสมควรจนต้องหอบผู้ติดตามไปเป็นสิบ มีการลอบยิงผู้มีอิทธิพลกันเป็นรายวันซึ่งแน่นอนว่าเขาก็ต้องระวังตัวแจทำให้ไม่ได้รู้เรื่องเดียวในช่วงเวลานี้มากนัก ใจเขากระตุกวูบเมื่อเห็นสภาพกึ่งโทรมของเดียวที่ดูเหมือนไม่ใช่เจ้าตัวเลยสักนิด แล้วยังแผลที่นิ้วนั่นอีก ไม่รู้ไปโดนอะไรมาจึงติดแผลไว้อย่างนั้น ความร้อนรุ่มที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วงสุมอยู่ในอก ยิ่งพอโทรมาแล้วเจ้าตัวไม่รับเขาก็ยิ่งร้อนใจ 

“อ๋อ ผม...” 

[หยุด] เสี่ยกานต์สั่งก่อนจะกดตัดสายกวักมือเรียกโชคให้เดินเข้าไปหา 

“คุยแบบให้เห็นหน้าต้องกดตรงไหน” ปกติมีเลขาฯ คอยจัดการเรื่องคุยงานทางไกลตลอดจึงไม่ต้องมากดเปิดปิดอะไรเหล่านี้ด้วยตัวเอง เขาไม่ได้เดินตามเทคโนโลยีสมัยนี้เท่าไหร่นักแต่ก็พยายามเมื่อเห็นว่าตนเองกำลังจะมี ‘แฟนเด็ก’ 

ด้วยเพราะมารยาทที่ฝึกมาอย่างดี ลูกน้องคนสนิทจึงแนะนำไปแต่ก็แอบยิ้มอยู่ในใจที่เจ้านายเขาทำตัวเหมือนวัยรุ่นกำลังมีความรัก หากแท้จริงแล้วปาเข้าไปจะ 40 แล้ว เป็นห่วงเขาแทบคลั่งแต่ก็ทำอะไรไม่ได้มากเพราะคำว่าต้องอดทนรออย่างใจเย็น 

“กดตรงนี้ครับ” โชคชี้จุดก่อนผู้เป็นนายจะใช้นิ้วจิ้มกดแอปพลิเคชั่นที่มาพร้อมโทรศัพท์และอีกฝ่ายก็มีเช่นกัน 

“เสี่ยใจเย็นๆ นะครับ” โชคบอกทิ้งท้ายไว้ก่อนจะออกจากห้องไปปล่อยให้เสี่ยกานต์ได้มีเวลาส่วนตัว 

ฝ่ายเดียวงงไม่น้อยที่เสี่ยกานต์โทรมาโวยวายแล้วตัดสายไปเสียดื้อๆ หรือว่าจะโกรธอะไรเขาขึ้นมาอีก แต่เท่าที่จำได้เขายังไม่ได้ทำอะไรให้เลยนะ แต่ยังไม่ได้จะคิดอะไรต่อเสียงเตือนเรียกเข้ามาว่ามีคนต้องการคุยวิดีโอคอลกับเขาและก็เป็นคนเดียวกับที่วางสายไปเมื่อครู่ 

“ครับ” เขารับสาย หน้าจอมือถือแสดงใบหน้าคมคายของชายหนุ่มที่อยู่ในเสื้อเชิ้ตสีครีมปลดกระดุมเผยให้เห็นแผงอก ทรงผมถูกเซ็ตเป็นอย่างดีคาดว่าคงไปออกงานมา 

“ทำอะไรอยู่” น้ำเสียงผิดกับก่อนหน้านี้ลิบลับ คนที่กำลังเปลือยแผงอกถามเสียงนุ่ม 

“เพิ่งอาบน้ำเสร็จครับ” 

“แล้วนิ้วไปโดนอะไรมา” 

“โดนมีดบาดครับ” 

“ทำยังไงถึงมีดบาด ไม่เคยทำอาหารแล้วไปจับมีดได้ยังไง” รู้สึกหงุดหงิดที่เดียวตอบคำถามแบบถามคำตอบคำ เขาอยากฟังเหตุผลและการอธิบายที่ชัดเจนกว่านี้ 

“ผมไปสมัครทำงานพาร์ทไทม์ที่คาเฟ่ต์แถวมหา’ ลัยครับ ตอนหั่นสตรอเบอรี่ไม่ระวังเลยพลาดโดนบาดเอาครับ” เดียวที่จับจุดถูกว่าเสี่ยคงจะหงุดหงิดที่เขาตอบได้มีชัดเจนจึงอธิบายให้ละเอียด เหมือนเมื่อก่อนที่เขายังคงเป็นเด็กเสี่ยไม่มีผิด แต่เอาเข้าจริงๆ ตอนนี้ก็ไม่ได้หนีห่างจากเดิมสักเท่าไหร่หรอกนะ 

“ทำไมต้องไปทำ” พอได้ฟังเรื่องราวของเดียวที่เปลี่ยนชีวิตตัวเองไม่มากโขก็รู้สึกตกใจไม่น้อย เด็กน้อยของเขากำลังยืนด้วยขาของตัวเองมันคือเรื่องที่ดีแต่เขาก็เป็นห่วง 

“ผมไม่มีเงินก็ต้องทำงานสิครับ” 

“ทำไมไม่บอกฉัน ไปลาออกซะแล้วพรุ่งนี้ตอนเย็นมาหาฉันที่โรงแรม” 

“ผมจะทำงานที่นั่นครับ” เดียวย้ำชัดทุกคำพูดชัดเจน สื่อว่ายังไงเขาก็จะไม่แบมือขอเงินเป็นเด็กเสี่ยเหมือนเมื่อก่อนที่รอรับจากเสี่ยอย่างเดียว ในเมื่อเขายกเลิกสถานะนั้นเขาก็ต้องทำงานเพื่อหาเงิน จริงอยู่ที่ค่าแรงที่ได้รับในแต่ละวันมันน้อยนิดแต่เขาก็อยากทำ 

“เดียว!” เสี่ยกานต์ที่ระงับอารมณ์ไว้ทำท่าจะระเบิดออกมาที่อีกฝ่ายขัดใจ เดียวจะคิดได้บ้างไหมนะว่าเขาเป็นห่วงขนาดไหน ตัวก็แค่นั้น หน้าตาก็ไม่ใช่พื้นๆ เสียหน่อย เกิดโดนแทะโลมจากลูกค้าขึ้นมาจะทำไง คนร้อยพ่อพันแม่มันไม่เหมือนกันหรอกนะ 

“ลาออกจากร้านนั้นซะ ในโรงแรมมีร้านคอฟฟี่ชอปอยู่ตั้งมาก มาสมัครทำที่นี่” ในเมื่อเจ้าตัวเขายืนยันว่าจะหาเงินด้วยตนเองเขาก็ต้องโอนอ่อนผ่อนตามให้ โดยการเสนอให้มาทำที่ใต้โรงแรมเขาเอง อย่างน้อยๆ ก็ให้อยู่ในสายตาก็ยังดี ดีกว่าต้องไปตกอยู่ในสายตาคนอื่นโดยที่เขาทำอะไรไม่ได้ 

“ผมเพิ่งทำที่นี่ได้แค่ไม่กี่วันคงออกไม่ได้หรอกครับ เกรงใจพี่เจ้าของร้าน” 

เสี่ยกานต์กัดฟันกรอด ชักอยากจะใช้อำนาจในทางมิชอบโดยการสั่งรื้อร้านนั้นเสียจริงๆ 

“ถ้ามีปัญหาอะไรที่ทำงานต้องโทรหาฉันทันที” 

“ไม่เป็น...” 

“ไม่เข้าใจคำว่าเป็นห่วงรึไง หรือว่าฉันยังแสดงออกไปไม่มากพอ” พูดไปก็แทบจะหยิบปืนมายิงหัวตัวเองทิ้ง อาการที่เรียกว่าเขินเริ่มแสดงชัดบนใบหน้าจนต้องเสหลบ เขาไม่มีอาการแบบนี้มานานมากแล้ว เท่าที่จำได้ก็น่าจะหลายสิบปีก่อนโน่นแหละ 

“ก็ได้ครับ” เดียวยอมตามใจ เขาคุยกับเสี่ยกานต์ต่ออีกสักพักก็โดนไล่ให้ไปแต่งตัว แต่ห้ามปิดกล้องให้เปิดไว้อย่างนั้น เดียวทำตามจนแต่งตัวเสร็จก็ยังเห็นอีกฝ่ายมองเขาผ่านจออยู่ แต่ร่างกายเขาเหนื่อยเกินกว่าจะฝืนแล้ว ตาเรียวสวยปรือเล็กน้อยเมื่อรู้สึกง่วง 

“พักผ่อนเถอะครับ” เป็นการปฏิเสธสายที่นุ่มนวลและชัดเจนที่สุด เดียวตาปรือระหว่างนอนรอให้หน้าที่ชโลมครีมบำรุงแห้ง ปกติเขาเป็นคนชอบนอนตะแคงจึงทำให้ต้องรอหน้าแห้งสนิทถึงจะนอนท่าที่ถนัดได้ 

“เธอก็นอนสิ” เสี่ยกานต์ว่าอย่างนั้นซึ่งเดียวก็ไม่ขัดเพราะความง่วงเข้าครอบงำหนักเหลือเกิน หนังตาค่อยๆ ปิดลงจนสนิท ดีที่มือถือเขาตั้งไว้บนโต๊ะข้างเตียงโดยใช้ที่วางมือถือเป็นฐาน หากเสี่ยกานต์จะวางสายก็สามารถทำได้เลย 

เมื่ออีกฝ่ายหลับไปแล้วเสี่ยกานต์จึงจูบลงไปบนหน้าจอโทรศัพท์ของตนเองที่มีเดียวนอนหลับอยู่ ตอนนี้เขาก็ทำได้แค่นี้ แต่หากเดียวตกลงคบกับเขาเมื่อไหร่คงจะได้กอดฟัดก่อนนอนจนหนำใจแน่ๆ ก่อนจะกดแคปหน้าจอเอาไว้แล้วอัปโหลดลง Instagram ช่องทางเดียวที่ตอนนี้เขาจะติดตามชีวิตของเด็กหนุ่มได้ ยอด follow มีเพียงเดียวคนเดียวเท่านั้นที่เขาเปิดรับและเขาก็ฟอลโลวเดียวเพียงคนเดียวเช่นกัน แม้จะมีคนกดขอติดตามเข้ามาเกือบร้อยเพราะรูปประจำตัวที่น่ามองซึ่งเป็นรูปของคนที่กำลังหลับแต่เขาก็ปล่อยผ่านไป 

‘ฝันดี’ 

คำบรรยายสั้นๆ พร้อมรูปใบหน้าเดียวที่นอนหลับตาพริ้มอยู่บนเตียงและมีใบหน้าเขาอยู่ในกรอบเล็กๆ มุมล่าง 

 

 

 

โปรดติดตามตอนต่อไป 

ขอบคุณทุกความเห็นค่ะ 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว