[END] Broken Man 'ใจแตก' [Yaoi]
แตกที่ 14.5 …ฝนในตา... (ตอนเสริม)
ตอน
ปรับแต่ง
สารบัญ
ตอนนิยาย ()

ปรับแต่งการอ่าน

พื้นหลังการอ่าน
รูปแบบตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
ระยะห่างตัวอักษร
แตกที่ 14.5 …ฝนในตา... (ตอนเสริม)

 

 

 

แตกที่ 14.5

ฝนในตา...

 

 

 

ผมเชื่อว่าทุกคนเคยได้ยินประโยคที่ว่า ความดีซื้อความรักไม่ได้

 

ผมก็เคยได้ยินครับ แต่ผมเพิ่งเข้าใจมันก็วันนี้เอง...

 

 

 

“ปูน มาขนเหล้าตรงนี้ให้พี่หน่อย”

 

เด็กหนุ่มที่กำลังพะวงอยู่กับโทรศัพท์ในมือหลุดจากความคิดของตัวเองแล้วรีบปรี่ไปทำงานตามที่หัวหน้าทีมสั่ง เขาส่งยิ้มให้ผู้คนรอบข้างแม้แต่ป้าแม่บ้านที่เดินผ่านโดยไม่สนใจว่าผู้คนเหล่านั้นจะยิ้มรับหรือว่าทำหน้าแบบไหน ปูนแค่ยิ้มแล้วหวังว่าเรื่องทุกอย่างจะผ่านไป เขายินดีทำทุกอย่างเพียงขอให้งานนี้มันเสร็จเร็วขึ้นแค่สักชั่วโมงก็ยังดี

 

“วันนี้ดูมึงรีบๆนะ”

 

บอยที่แอบหลบมาสูบบุหรี่ในช่วงพักเอ่ยกับปูนซึ่งเป็นบาร์เทนเดอร์รุ่นน้องที่เขาชักชวนให้มาทำงานพิเศษในครั้งนี้ด้วยกัน ร่างเล็กหันมาหาคนถามแต่กลับเห็นว่าบอยเอาแต่จ้องไปยังโทรศัพท์ในมือไม่ได้มองมาทางเขาเลยสักนิด ด้วยความสงสัยปูนเลยถือวิสาสะชะโงกดู แต่พอเห็นว่าสิ่งที่ดึงความสนใจจากรุ่นพี่ของเขาไปได้ทั้งหมดคือรูปของใครคนหนึ่ง ปูนก็ได้แต่เบ้ปากอย่างหมั่นไส้

 

“ถามผมน่ะ มองหน้าผมหน่อยสิครับ”

 

“เสียสายตา...ว่าแต่จะตอบได้รึยัง ว่าทำไมวันนี้มึงทำงานลวกๆตลอด”

 

“มีปัญหาหรอ?”

 

“ก็ไม่ กูแค่แปลกใจเท่านั้นแหละ”

 

บอยว่าพลางขยี้บุหรี่ที่ไหม้ไปจนเกือบถึงก้นกรองทิ้ง แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้จุดตัวใหม่ ปูนก็แย่งเอาบุหรี่ทั้งซองมาถือไว้เอง

 

“สูบเยอะไปแล้วพี่ เดี๋ยวก็ตายเข้าจริงๆหรอก”

 

“เลิกเสือกเรื่องของกูสักทีเถอะน่า ตอบมาเร็วเข้า เวลาพักจะหมดแล้ว”

 

ร่างเล็กทำท่าจะดื้อดึงต่อแต่พอโดนบอยใช้ดวงตาคมกริบนั้นจ้องมาดุๆก็ได้แค่ยอมยื่นบุหรี่ซองนั้นกลับไปให้ผู้เป็นเจ้าของแล้วเล่าไปตามความจริง

 

“วันนี้...เขามาด้วยน่ะ”

 

“เขา?”

 

“อืม...คนที่ผมเลยเล่าให้พี่ฟังไง”

 

พอได้นึกถึงคนคนนั้นผิวแก้วของปูนก็ร้อนผ่าวขึ้นมามือไม้ก็ชักจะเกะกะไม่รู้จะเอาไปวางไว้ตรงไหน ในขณะที่บอยไม่ต้องใช้ความพยายามมากมายในการหาคำตอบ เพราะถึงแม้ปูนจะเป็นพวกแอบปลื้มคนนั้นคนนี้ไปทั่ว แต่กลับมีอยู่เพียงคนเดียวเท่านั้น ที่เด็กหนุ่มใช้คำว่า รักแทนความรู้สึกที่มีต่อชายคนนั้น...

 

 

รัตติกาล

 

 

“แล้วมึงจะรีบทำไมวะ เดี๋ยวยังไงก็ได้เที่ยวด้วยกันต่ออยู่แล้วนี่”

 

“ก็อยากให้เป็นอย่างนั้นอยู่หรอกพี่...แต่เดี๋ยวพวกผมก็ต้องกลับแล้ว”

 

บอยขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ ถ้าจำไม่ผิดก่อนหน้านี้ปูนยังโทรมาอวดเขาอยู่เลยว่าชายหนุ่มที่ตัวเองกำลังมีความสัมพันธ์ด้วยยอมตกลงจะอยู่เที่ยวที่ชลบุรีกับมันต่อจนเขาต้องทนฟังปูนเพ้อนานเกือบครึ่งชั่วโมง

 

“ไหนทีแรกบอกว่าจะกลับวันอาทิตย์?”

 

“ก็...ทีแรกไงพี่”

 

“...”

 

“แต่ตอนนี้...ไม่ได้แล้ว”

 

ร่างใหญ่มองรอยยิ้มฝืนของคนข้างกายอย่างไม่สบอารมณ์นัก เขาเก็บบุหรี่ที่ยังไม่ได้จุดกลับเข้าไปในซองพลางใช้สายตาคาดคั้นมองปูนไปด้วย

 

“ทำไมไม่ได้ มีปัญหาอะไรอีก”

 

“...”

 

“ไอ้ปูน กูเป็นพี่มึงนะ”

 

ความหวังดีที่ถูกแสดงออกอย่างห่ามๆทำให้คนที่พยายามแบกรับมันไว้คนเดียวหัวเราะออกมาพร้อมกับดวงตาที่มีน้ำเอ่อคลอ ปูนไม่ได้ร้องไห้เป็นเผาเต่ามันเป็นแค่สะเก็ดความรู้สึกเล็กๆที่หลุดออกมาเท่านั้น นอกจากเรื่องชงเหล้าทำเครื่องดื่มที่เขาถนัด ก็มีการเก็บความรู้สึกของตัวเองนี่แหละที่ปูนมั่นใจว่าเขาทำมันได้เก่งกว่าใคร...

 

“พรุ่งนี้พี่เขาต้องพาลูกไปเที่ยวน่ะ เลยอยู่ต่อกับผมไม่ได้”

 

“...!!!

 

“แต่จริงๆแค่มาส่งผมได้ก็ดีแล้วนะ แถมเขาสัญญาแล้วด้วยว่าหลังจากทำงานเสร็จจะพาผมไปกินอาหารทะเลก่อนกลับกรุงเทพกัน ยังว่าจะถามพี่เนี่ยว่ามีร้านไหนแนะนำบ้าง เอาเป็นแบบบรรยากาศดีๆหน่อย...”

 

“ทำไมมึงโง่อย่างนี้วะปูน”

 

“...”

 

 

“ทำไมมึงไม่บอกกูว่ามันมีลูกมีเมียแล้ว”

 

 

บอยไม่อยากพูดขัดแต่เขาทนเห็นมันต่อไปไม่ได้จริงๆ ใบหน้าที่มีแต่รอยยิ้มซึ่งปูนประดิษฐ์มันให้สวยงามแต่ดวงตานั้นกลับดูเศร้าจนบอยทนฟังไม่ไหว ส่วนคนที่ถูกตราหน้าว่าโง่ก็หยุดนิ่งก่อนจะยิ้มให้บอยอีกครั้งแม้ว่ามันไม่มีประโยชน์อันใด แต่จะให้ทำยังไงได้ล่ะ...

 

เขาไม่อยากร้องไห้ให้ตัวเองน่าสมเพชมากไปกว่านี้

 

 

ปูนพบรัตติกาลครั้งแรกในคลับที่ตัวเองทำงานอยู่ วันนั้นไม่ใช่วันที่พิเศษอะไร มันเป็นแค่วันธรรมดาวันหนึ่งที่หลังจากเลิกเรียนเขาต้องมาทำงานเป็นบาร์เทนเดอร์แล้วควรจะกลับไปนอนอ่านหนังสือที่ห้องหลังจากนั้น เพียงแต่เพราะสายตาและความรู้สึกของปูนถูกหยุดไว้ที่ชายคนหนึ่งซึ่งเป็นลูกค้าที่ร่างเล็กรับหน้าที่ชงเหล้าให้ จริงอยู่ที่ปูนเคยพบคนที่หล่อกว่านี้มามากมาย แต่ไม่รู้ว่าทำไมใบหน้ายามปวดร้าวของรัตติกาลถึงทำให้ปูนไม่อาจละสายตาไปจากมันได้เลย

 

ปูนไม่ได้ไร้เดียงสาจนไม่รู้ว่าสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่คืออะไร แม้กระทั่งวันที่รู้ว่ารัตติกาลมีครอบครัวอยู่แล้ว เขาก็ไม่ถอยออกมาทั้งที่ควรทำ กลับตรงกันข้ามปูนยอมทำทุกอย่างทั้งเรื่องน่าอายในลานจอดรถวันนั้นหรือการทำตัวเป็นเด็กดีเพียงเพื่อให้รัตติกาลพอใจ เพราะเขารู้ดีว่าเหตุผลหนึ่งเดียวที่รัตติกาลเลือกมาหาเขาในวันที่ล้มลงคืออะไร

 

 

 

ความสบายใจ

 

ถ้าเขาให้มันกับรัตติกาลไม่ได้ทุกอย่างก็คงจะจบลง

 

 

 

“ผมก็ไม่ได้อยากให้เรื่องมันเป็นแบบนี้..แต่ผมรักเขานี่จะทำไงได้”

 

ปูนว่ายิ้มๆแล้วยกคำพูดที่เขาใช้มันปลอบใจตัวเองเสมอมาพูดให้บอยฟัง แต่แทนที่จะเห็นใจบอยกลับเดินมาหาแล้วผลักร่างเล็กเข้าเต็มแรงจนแผ่นหลังของปูนปะทะเข้ากับกำแพงแต่ไม่ยักกะเจ็บ

 

“มึงเรียกมันว่าความรัก แต่สำหรับกูมันคือความงมงาย”

 

“...”

 

“ที่เขาไม่เลือกมึงมันก็เป็นคำตอบที่ชัดเจนอยู่แล้ว...เลิกกับเขาซะปูน”

 

“ไม่ได้”

 

“ไอ้ปูน!

 

“ผมรักเขาว่ะพี่ อีกอย่างเขามีแค่ลูกนะ เมียพี่กาลเขาไม่อยู่แล้ว อีกไม่นานหรอกพี่เชื่อสิ สักวันเขาคงรักผมบ้าง!

 

“มึงอย่าโง่ได้ไหม กูบอกให้มึงตัดใจซะไง!

 

“งั้นพี่ทำให้ผมดูก่อนได้ไหมล่ะ! ถ้าพี่สั่งหัวใจตัวเองได้ก็เลิกรักไอ้เด็กนั่นให้ผมดูก่อนสิ!!!

 

ปูนย้อนกลับมาอย่างเหลืออดจนคนที่ฟังอึ้งไป มือของบอยที่กักปูนไว้คลายออกก่อนร่างใหญ่จะถอยไปข้างหลังโดยที่สายตายังไม่ละไปจากปูนเลยสักนิด ปูนเองก็รู้สึกผิด...แต่เขาคิดว่าหากพูดแบบนี้ไปบอยจะเข้าใจจุดยืนของเขาบ้าง

 

“มัน...ไม่เหมือนกัน”

 

“ไม่เหมือนตรงไหน...ผมกับพี่ก็รักคนที่เขาไม่รักเราทั้งคู่”

 

“...”

 

“ขอร้องล่ะพี่บอย ผมรู้ว่าพี่เป็นห่วงแต่...ขอให้ผมได้พยายามอีกนิดเถอะ”

 

ทันทีที่ปูนพูดจบก็ถึงเวลาที่พวกเขาต้องกลับเข้าไปทำงานพอดี เสียงฝีเท้าของผู้คนมากมายกำลังเดินผ่านมาทางนี้ซึ่งบรรยากาศโดยรอบยังคงเต็มไปด้วยความหนักอึ้งที่บอยและปูนร่วมกันสร้างมันขึ้นมา คนอายุมากกว่าถอนหายใจก่อนจะขยี้หัวของตัวเองแรงๆเพื่อเรียกสติ บอยใช้ดวงตาคมกริบของตัวเองจ้องมาที่ปูนอีกครั้ง เขาเป็นห่วงมัน แต่ก็รู้จักเด็กนี่ดีพอที่จะรู้ว่าหากปูนตัดสินใจไปแล้วต่อให้อธิบายเหตุผลแค่ไหนมันก็ไม่เป็นผล

 

“มึงคิดว่ามีโอกาสแค่ไหนที่เขาจะเลือกมึง”

 

“...ผมไม่รู้”

 

“ไม่รู้จริง หรือมึงไม่อยากยอมรับว่ามันไม่มีทางกันแน่”

 

“...”

 

“มึงรู้ไหมปูน ว่าทำไมกูถึงไม่เคยทำอะไรนอกจากดูคนเขาอยู่ห่างๆ”

 

“...”

 

“เพราะของเดิมพันในเกมนี้มันคือหัวใจ...ถ้าไม่มีโอกาสชนะกูก็จะไม่ลง”

 

คำพูดที่บอยทิ้งเอาไว้ให้ก่อนจะเดินจากไปปูนเข้าใจมันดี แต่ถ้าหัวใจเขามันฉลาดได้แค่ครึ่งหนึ่งของสมอง ปูนคงไม่ต้องคอยทนกินน้ำใต้ศอกคนอื่นเหมือนอย่างตอนนี้หรอก ร่างเล็กพยายามรวมรวบสติทั้งหมดไปไว้ที่งานแม้ว่ามันจะทำได้ยากเต็มที แต่ก็เพราะความไว้ใจของบอยที่เห็นในฝีมือของเขามันก็ทำให้ปูนต้องพยายามสลัดเรื่องของรัตติกาลออกไปจากหัวจนเวลาล่วงเลยมาถึงช่วงเย็นที่วันนี้ท้องฟ้ามันครึ้มผิดปกติ เด็กหนุ่มยืนมองท้องฟ้ากว้างที่มีเมฆสีดำก้อนใหญ่ลอยวนจนแทบมองไม่เห็นพระอาทิตย์ เขามองภาพนั้นพร้อมกับความกังวลใจที่แล่นขึ้นมาในหัวอีกครั้ง

 

“จะเสร็จทันไหมเนี่ย...ไม่อยากให้ฝนตกเลย”

 

ปูนมองเวลาจากนาฬิกาข้อมือของตัวเองแล้วรีบขนไวน์ล็อตสุดท้ายออกไปตามคำสั่งของบอยที่บอกเขาไว้ก่อนหน้า เขารีบทำงานทุกอย่างให้เรียบร้อยในขณะที่คนอื่นยังคงโอ้เอ้เพราะเห็นว่าอีกไม่นานฝนคงตกรีบไปก็เท่านั้น แต่ปูนยังมีความหวังที่อยากจะทำมันให้ทันแล้วรีบปรี่ไปหารัตติกาลที่รอเขาอยู่ในโรงแรมอีกแห่ง แต่ดูเหมือนเสียงฟ้าที่คำรามอยู่ด้านนอกจะดังเกินไป คนบนนั้นเลยไม่ได้ยินความปรารถนาของปูน

 

 “น้องจะฝ่าไปจริงๆหรอ รอให้ฝนซาก่อนไหม”

 

วินมอเตอร์ไซค์คันที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้พูดกับปูนก่อนจะค่อยๆขับออกไปเพราะเห็นว่าการฝ่าพายุตอนนี้มันช่างไม่คุ้มกับค่าจ้างเอาเสียเลย ร่างเล็กมองรถที่เคลื่อนออกไปอย่างร้อนใจ เขานัดกับรัตติกาลไว้ประมานหนึ่งทุ่มแต่ตอนนี้เข็มสั้นของนาฬิกามันเดินไปเกือบถึงเลขสามแล้วปูนก็ยังคงติดแหง็กอยู่ที่เดิม

 

ไม่รู้ว่าโชคร้ายหรืออะไรโรงแรมแห่งนี้ก็ออกจะใหญ่แต่ปูนกลับหาร่มธรรมดาๆสักอันไว้ใช้เดินฝ่าสายฝนไปไม่ได้ ปูนพยายามกดโทรศัพท์หารัตติกาลซ้ำๆแต่ยังไงคนปลายทางก็ไม่รับสายจนเขาทั้งกลัวและท้อไปหมด

 

 “มึงยังไม่ไปอีกหรอวะ”

 

บอยที่เพิ่งสรุปงานเสร็จเดินมาถามปูนที่รีบวิ่งออกมาจากห้องแต่งตัวเป็นคนแรกหลังจากรับค่าตัวเรียบร้อย แต่กลับยังคงไปไม่พ้นประตูหลังของโรงแรมที่แม้แต่ยามก็ยังแอบไปนั่งหลบฝนอยู่ด้านใน ร่างเล็กหันใบหน้าที่เต็มไปด้วยความผิดหวังมามองบอยแล้วถอนหายใจออกมาอย่างคนหมดแรง

 

“จะไปยังไงล่ะฝนตกขนาดนี้ พวกวินก็ไม่ยอมพาไปส่ง”

 

“แล้วคนที่มึงมาด้วยล่ะ โทรบอกให้เขามารับสิ”

 

“พี่เขาไม่รับสาย...อาจจะไม่ได้ยิน”

 

ถึงพูดแก้ตัวไปแบบนั้นแต่ในหัวของปูนกลับคิดไปร้อยแปด คงไม่ใช่ว่าตอนนี้พี่กาลหนีกลับกรุงเทพไปก่อนแล้วนะ...พี่จะไม่ทิ้งผมไว้คนเดียวใช่ไหม

 

แต่ดูเหมือนโชคจะยังเข้าข้าง เพราะหลังจากนั้นแค่ครู่เดียวเสียงเตือนที่ปูนตั้งค่าไว้แค่เฉพาะข้อความของรัตติกาลก็ดังขึ้น เขารีบเลื่อนเปิดโทรศัพท์ของตัวเองด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า แต่แล้วมันก็กลับเลือนหายไปแทบจะทันที...

 

 

 

 

 ‘พี่ต้องกลับกรุงเทพด่วน เดี๋ยวทิ้งรถไว้ให้ใช้

 

ค่าโรงแรมปูนใช้เงินที่พี่ทิ้งไว้ให้เลยก็ได้

 

หาข้าวกินด้วยล่ะ....ไม่ต้องรอพี่แล้ว

 

 

 

ปูนรีบกดโทรศัพท์หารัตติกาลทันที แล้วพยายามข่มอารมณ์ตัวเองไว้ คราวนี้รัตติกาลไม่ปล่อยให้ปูนต้องรอนาน ร่างเล็กจึงกรอกเสียงสั่นๆของตัวเองลงไปโดยมีบอยที่พอจะเดาเหตุการณ์ได้ลางๆยืนมองอยู่ด้วย

 

“พี่กาลจะขับรถไปตอนนี้จริงๆหรอ”

 

เขาถามไปแบบนั้น ทั้งที่ความจริงอยากถามว่า พี่กาลจะทิ้งผมไปอีกแล้วหรอมากกว่าแต่ก็รู้ว่าทำไม่ได้...

 

“อืม ไม่ต้องห่วง ถ้าถึงแล้วพี่จะโทรหา”

 

ปูนยอมรับว่าใจเขาไม่ได้เป็นห่วงสวัสดิภาพของรัตติกาลเลยสักนิด เพราะแรงบีบรัดในอกตอนนี้ทำให้เขาไม่สามารถคิดถึงความสุขของคนอื่นก่อนตัวเองได้ ปูนอยากตะโกนใส่รัตติกาลเป็นพันๆครั้ง ว่าช่วยมารับเขาตอนนี้เลยได้ไหม จะฝ่าพายุหรือลมฝนอะไรก็ได้ขอแค่อย่าทิ้งผมไว้คนเดียวอีก...แต่สุดท้ายคนใจร้ายที่อ่อนโยนที่สุดของปูนก็ไม่เคยฟัง

 

“มารับปูนไปด้วยสิ...นะ ปูนทำงานเสร็จนานแล้วพี่กาลมารับปูนได้เลย”

 

“มันอันตรายนะ”

 

“อันตรายปูนก็ไม่สน...นะพี่กาล มารับปูนได้ไหม”

 

“...”

 

“...”

 

“พี่มีเพื่อนกลับไปด้วย ไม่ต้องห่วงพี่ไม่ฝืนขับกลับคนเดียวแน่”

 

“...!

 

“เชื่อพี่นะ รออยู่ที่นี่แล้วตอนเช้าเราค่อยขับรถกลับ โอเคไหมครับ”

 

 

หลังจากนั้นปูนก็ไม่รู้ตัวเลยว่าได้เอ่ยปากบอกให้อีกฝ่ายขับรถดีๆไปด้วยน้ำเสียงแบบไหน กว่าจะเริ่มรู้สึกว่าอะไรเป็นอะไรก็ตอนที่บอยใช้หมวกกันน็อคสีดำสนิทมาเคาะเบาๆลงบนหัวของเขานั่นแหละ

 

“รถกูไม่มีหลังคา”

 

“พี่...”

 

“แต่อย่างน้อยมันก็พามึงไปส่งถึงที่ได้”

 

ไม่รอช้า ปูนรีบวิ่งตามบอยไปยังรถบิ๊กไบค์คันใหญ่ เขาไม่สนแม้ว่าห่าฝนที่ตกลงมาจะทำให้เจ็บไปทั่วทั้งร่าง บวกกับความเร็วที่ร่างใหญ่ใช้ยิ่งทำให้เม็ดฝนเม็ดเล็กๆสามารถสร้างความเจ็บปวดให้เขาได้ไม่ต่างจากคมมีด แต่ก็เพราะมันนั่นแหละที่ทำให้บอยสามารถพาปูนมาถึงโรงแรมที่หมายได้ในเวลาอันสั้น

 

“ที่จอดรถไปทางนี้!!

 

“ขอบคุณมากเลยพี่!! เดี๋ยวผมจะตอบแทนที่หลังนะ!!

 

ฝนมันตกหนักมากจนพวกเขาต้องตะโกนคุยกัน แต่ปูนก็ไม่มีเวลามากพอที่จะแสดงความขอบคุณอะไรที่ลึกซึ้งกว่านี้ สิ่งเดียวที่เด็กหนุ่มทำได้คือรีบวิ่งไปตามเส้นทางที่บอยบอกแล้วพยายามมองหารถคันใหญ่ที่ควรจะมีเขาและรัตติกาลนั่งมันกลับไปกรุงเทพด้วยกัน

 

 

แต่พายุก็ยังโหดร้ายกับปูนวันยันค่ำ...

 

 

ในขณะที่ปูนกำลังมองหารัตติกาลอย่างเอาเป็นเอาตาย รถโฟล์คเก่าๆคันหนึ่งก็ขับผ่านหน้าเขาไปโดยความเร็วของมันทำให้น้ำซึ่งขังอยู่บนพื้นสาดเข้าที่ตัวของเด็กหนุ่มจนเปียกปอนไปหมด แต่สิ่งที่ทำให้ปูนตัวชาไม่ใช่ความสกปรกที่เกิดขึ้นกับร่างกายของตัวเอง...หากแต่เป็นคนสองคนที่นั่งอยู่ในนั้น

 

 

หนึ่งคือรัตติกาลที่เขารัก

 

และอีกคนชายที่ชื่อว่าอารัณย์ซึ่งกำลังพรากรัตติกาลจากเขาไป

 

 

ภาพของรถคนนั้นถูกลบหายไปด้วยสายฝนที่สัดสาด ทิ้งไว้แต่เพียงคำถามที่ปูนได้แต่ถามรัตติกาลซ้ำๆโดยที่คนใจร้ายคนนั้นไม่มีทางได้ยินมัน

 

 

พี่บอกผมว่าจะกลับกับเพื่อนไม่ใช่หรอ แล้วพี่เป็นเพื่อนกับคนแบบนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ...คนที่พี่บอกกับผมว่าเกลียดนักหนา ทำไมคนแบบนั้นถึงได้อยู่เคียงข้างพี่แทนที่จะเป็นเด็กดีอย่างผม

 

 

พี่กาลครับ...ผมทำอะไรผิด

 

 

ผมทำอะไรพลาดไปอย่างนั้นหรอ

 

 

ผมยังดีไม่พอสำหรับพี่อีกรึไง...

 

 

 

“พี่กาลโกหก”

.

.

.

.

.

.

.

 

 

“คุณครับ เป็นอะไรรึเปล่า”

 

“...”

 

คณิตที่ออกมาตรวจดูความเรียบร้อยรอบๆโรงแรมของตัวเองหลังจากที่ฝนเริ่มซาลงไปบ้างสะดุดตาเข้ากับร่างของใครสักคนที่เขาไม่รู้จัก ซึ่งกำลังนั่งกอดเข่ามองปลายเท้าของตัวเองอยู่ด้านนอกโรงแรมที่ถึงแม้จะมีที่ร่ม แต่คนคนนี้กลับเลือกที่จะตากสายฝนซึ่งยังคงไหลลงมาเรื่อยๆไม่ขาดสาย

 

ผิวกายซีดขาวทำให้เจ้าของสถานที่รู้สึกเป็นกังวล ไม่รู้ว่าเด็กคนนี้มานั่งตากฝนที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่ เขาพยายามก้มลงเพื่อมองใบหน้าของอีกฝ่ายแต่ก็ไม่เห็นอะไรเพราะท่านั่งอมทุกข์ที่เจ้าตัวแสดงออกมาทำให้คณิตเห็นเพียงเสื้อผ้าที่สกปรกไปหมด จนไม่อาจรู้ได้เลยว่าภายใต้ร่างกายที่แปดเปื้อนไปด้วยโคลนนี้มีเด็กผู้ชายคนหนึ่งกำลังนั่งร้องไห้โดยไม่มีแม้แต่น้ำตาให้ไหล

 

 

 

“ไหวไหม อยากได้อะไรรึเปล่า”

 

 

 

“...”

 

 

 

“รับนี่ไป...แล้วก็ลุกขึ้นซะ ผมไม่รู้ว่าคุณเจออะไรมาแต่เชื่อผมเถอะว่าต่อให้คุณนั่งอยู่ตรงนี้ต่อไป อะไรๆก็คงไม่ดีขึ้น”

 

 

“...”

 

 

“ระวังอย่าให้ตัวเองป่วยล่ะ ผมไปนะ”

 

 

เสียงฝีเท้าของผู้มาเยือนจากไปพร้อมกับสายฝนที่หยุดลงแทบจะทันที ปูนที่ยังไม่อาจรวบรวมจิตใจที่แตกสลายให้กลับมาแข็งแกร่งดั่งเดิมได้เงยหน้าขึ้นมองหาแต่กลับพบเพียงความว่างเปล่า แต่ทันทีที่เขาแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้า ปูนก็พบว่าเมฆหนาที่นำพาสายฝนมาสู่ชีวิตของเขามันหายไปแล้ว

 

 

 

 

“สีเหลือง...”

 

 

 

 

ร่มคันโตสีเหลืองถูกกางอยู่เหนือหัวของปูนพร้อมกับผ้าเช็ดหน้าและขนมปังลูกเกดก้อนหนึ่งที่ถูกวางไว้ข้างๆกัน ปูนมองสิ่งของเหล่านั้นด้วยดวงตาที่พร่าเลือนและความรู้สึกที่ถาโถมเกินกว่าจะอธิบายเป็นคำพูดได้

 

 

แม้ว่าฝนภายนอกจะกันไว้โดยร่มคันนี้

 

 

แต่ตอนนี้น้ำฝนในตาของปูนกลับรินไหลด้วยความอัดอั้น

 

 

 

“ขอบคุณครับ”

 

 

 

 

ปูนพูดกับสายฝนที่กำลังไหลผ่านดวงตาของเขาเอง

 

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

คุยกับเช่!!!

ก่อนอื่น ขอโทษแรงๆคับที่หายไปนานเลย TT^TT เช่กำลังผจญกับ Hell weak ของนิสิตปี3 อยู่ จู่ๆก็ต้องทำวิจัยสองเรื่องให้เสร็จภายใจเดือนกุมภาเพราะต้องลงไป try out กับเด็กมัธยมที่จะปิดเทอมกันแล้ว กรีดร้องหนักมากกกกกกกกกกกกกกกกกก นรกของเช่มาตกอยู่ในเดือนหน้าหมดเลย ฮืออออออออออออ ไหนจะปิดรอบพี่กาลอีก โอ้ยยยยยยย ปวดตับๆๆๆๆๆๆๆๆ

ด้วยเพราะเหตุนี้ เช่อาจจะหายไปสักพักนะคับ อาจจะไม่ได้หายไปเลย แต่จะพยายามมาต่ออย่างน้อยอาทิตย์ละตอน ใช้คำว่าพยายามนะ ไม่รู้ว่าเช่จะทำได้ไหม หรือไม่เช่อาจจะต้องมาอัพเป็นเปอร์เซ็นเอา ขอโทษจริงๆนะคับ ขอให้เช่ผ่านวิกฤตไปก่อนนะ มันเป็นอุบัติเหตุจริงๆที่อาจารย์เพิ่งมาบอกเช่เหมือนกัน อยากกระโดดงับหัวเบ็ตตี้มาก (ชื่อที่ใช้เรียกอาจารย์ เด็กๆอย่างเอาเป็นตัวอย่างนะคับ!) เดี๋ยวได้เข้าโรงพยาบาลอีกเชื่อดิ TT

ส่วนตอนนี้ เช่ไม่อยากเรียกมันว่าตอนพิเศษเท่าไหร่คับ มันเหมือนเป็นตอนเติมเต็มเรื่องหลัก เป็นส่วนหนึ่งของทามไลน์ที่หายไปมากกว่า ถ้าคนอ่านไนท์แมร์จะรู้ว่าจะมีอยู่ตอนนึงที่พี่กาลพาปูนมาทำงานแต่สุดท้ายดันกลับกรุงเทพไปกับอารัณย์(พระเอกเรื่องนั้น) ในไนท์แมร์ ปูนจะดูเป็นเด็กแสนดี(หราาาาาาาาาา) คือยอมพี่กาลไปหมด อะไรก็ได้ๆ แต่จริงๆแล้วที่น้องทำแบบนั้นก็เพราะรู้ดีว่าพี่กาลต้องการอะไร ปูนไม่ได้ใจกว้างหรอก แต่แค่ความต้องการมันบังคับ จนเป็นที่มาของการพบกันครั้งแรกของป๋าปูนที่เจ้าตัวเองก็ไม่รู้ สำหรับปูนนี่อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆที่ทำให้น้องยอมเผยความรู้สึกของตัวเองออกมาด้วยการร้องไห้จากตอนแรกที่ฝืนไว้ตลอด ส่วนป๋าก็อบอุ่นมากกกกกกก (แต่เรื่องหลักยังไม่ได้เคลียร์นะคับเฮีย) ใจดีกับน้องตั้งแต่ยังไม่รู้จักกัน ส่วนต่อไปทั้งคู่จะรู้อดีตส่วนนี้กันหรือไม่นั่น ติดตามกันต่อไปนะคับ

ป.ล.ขอบคุณทุกเม้นต์ทุกโหวตเลยคับ ตอนนี้อาจจะสั้นบ้างและค้างกันต่อกับเรื่องหลักเหมือนเดิม แต่รอกันหน่อยนะคับ อยากแต่งต่อให้มาก แต่ภารกิจไม่อำนวยจริงๆ สัญญาว่าถ้าพอว่างเมื่อไหร่จะกลับมา

ส่วนหนังสือพี่กาล ใกล้วันปิดโอนแล้วนะคับ เหลืออีกแค่ 5 วันเท่านั้น ใครจองแล้วยังไม่โอนรีบๆนะคับ ส่วนใครยังไม่ได้จองและโอนก็เร่กันเข้ามา ระวังพลาดนะๆ (แอบบอกว่าในตอนพิเศษที่ไม่ลงในเว็บมีป๋าปูนนิดนึง เน้น! นิดนึง5555)

 

กลับหน้าเรื่อง
ความคิดเห็นทั้งหมด ()
ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็น