facebook-icon

องค์ชายรัชทายาทฮอนจำเป็นต้องอภิเษกสมรสกับซอรยูฮา เพราะต้องการพาหญิงสาวชาวบ้านผู้เป็นคนรักเข้ามาเป็นพระสนม แต่นางในความคิดขององค์ชายคือ ‘ไร้สติ ละเอียดรอบคอบ ฉลาดหลักแหลม เก่งกาจ และไม่มีผู้ใดเหมือน’ เมื่อเวลาผ่านไปองค์ชายรัชทายาทฮอนในฐานะพระสวามีที่ไม่เคยเหลียวแลและมอบความรักให้แก่พระชายาของตนเองเลยนั้น กลับค่อยๆ ให้ความสนใจนางมากขึ้นเรื่อยๆ...

ชื่อตอน : ตอนที่ 3-9

คำค้น : วุ่นรักบุปผาร้อยเล่ห์ นิยายโซซอล นิยายเกาหลี นิยายย้อนยุค

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.6k

ความคิดเห็น : 9

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ม.ค. 2563 15:03 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 3-9
แบบอักษร

 

เหล่านางในที่ให้กำลังใจฮอนส่งเสียงกรีดร้องแหลมสูง ฮอนปล่อยมือจากบังเหียน มือของเขาทำท่าเหมือนจะยันบนหลังม้า ในตอนนั้นเองที่ร่างของเขาลอยขึ้นไปในอากาศ เขาต้องร่วงลงมาแน่ๆ ทุกคนไม่สามารถทนดูได้จึงพากันหลับตาปี๋ ทว่ารยูฮานั้นจ้องมองฮอนตาไม่กะพริบ เขาใช้ความสามารถที่น่าตื่นตาตื่นใจในการดีดตัวขึ้นไปตีลูก แล้วกลับลงมาบนหลังม้าอย่างปลอดภัย 

“สีขาวสี่แต้ม!” 

เสียงโห่ร้องดังลั่นไปทั่วสนาม แม้แต่พระพันปีที่โดยปกติจะไม่แสดงความรู้สึกออกมาให้เห็นยังเอนตัวไปข้างหน้าอย่างลุ้นระทึก ตอนนั้นเองที่รยูฮารับรู้ความจริงที่ว่าตัวเองกำลังกลั้นหายใจอยู่ 

สายตาของฮอนที่กำลังยิ้มหน้าบานพลางแตะมือกับฝ่ายเดียวกันประสานเข้ากับสายตาของรยูฮาที่รู้สึกโล่งอก ฮอนชูไม้ตีกยอกกูขึ้นแล้วโบกไปทางนาง รยูฮาโบกมือกลับโดยไม่รู้ตัวก่อนจะหยุดชะงัก พลางหันไปมองทางแชยอน ไม่รู้ว่านางหายไปตั้งแต่ตอนไหน ตรงที่ที่นางนั่งอยู่ในตอนแรกนั้นกลับว่างเปล่า รยูฮาหันกลับไปทางสนามอีกครั้ง แล้วก็ต้องตกใจตาเบิกโพลง 

“จับไว้! จับไว้!” 

“อ๊ากกก!” 

ภาพที่นางเห็นคือม้าตัวหนึ่งพยศอย่างบ้าคลั่ง ทำให้เจ้าหน้าที่ที่ขี่ม้าตัวนั้นอยู่ตกลงมากระแทกพื้น ทุกคนรีบลุกหนี แต่รยูฮาไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ ด้วยม้าตัวนั้นกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้ ในช่วงเวลาสั้นๆ ความคิดต่างๆ ผุดขึ้นมาในหัว ทว่าการกระทำนั้นไวกว่า ในวินาทีที่ม้าพยศพังรั้วกั้นออกมา ร่างกายของรยูฮาพุ่งเข้าไปโอบพระพันปีและองค์ชายหนึ่งไว้ในอ้อมกอด ในขณะที่พระพันปีพยายามดึงองค์ชายหนึ่งซึ่งกำลังสติหลุดให้วิ่งหนี 

“พระชายา!” 

ท่ามกลางเสียงหวีดร้องมากมายนั้น นางได้ยินเสียงของฮอนที่ร้องเรียกนางดังลั่นอย่างชัดเจน สิ้นเสียงนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างก็ค่อยๆ มืดลง และนางก็หมดสติ 

 

ทำถึงขนาดนี้แล้วพระชายาที่ว่าเย่อหยิ่งก็คงไม่สามารถต้านทานเสน่ห์ของฮอนไปได้ ก่อนหน้านี้ฮอนที่รื้อฟื้นความสามารถในการตีกยอกกูขึ้นมาได้เหลือบมองทางรยูฮา เขาเห็นสีหน้าตกใจของรยูฮาที่นางไม่สามารถซ่อนเอาไว้ได้ผ่านฝุ่นที่ตลบอบอวล เขาจึงฉีกยิ้มพลางชูไม้กยอกกูขึ้นโบกให้ รยูฮาก็โบกมือกลับ 

ปฏิกิริยาโต้ตอบเพียงเล็กน้อยนั้นทำให้อารมณ์ของเขาล่องลอย ฮอนกลับมามองตรงหน้าอีกครั้ง แล้วรีบกุมบังเหียนไว้แน่น 

“ฝ่าบาท! อย่าเข้าไปใกล้พ่ะย่ะค่ะ!” 

ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ที่แตะมือฮอนตะโกนอย่างร้อนใจ ม้าที่เขาขี่อยู่พ่นลมหายใจฟืดฟาดและพยายามสะบัดผู้ที่นั่งอยู่บนหลังให้ตกลงมา 

“หยุด! หยุด!” 

เจ้าหน้าที่คนนั้นจับบังเหียนสุดแรง และพยายามปลอบม้า แต่ก็ไม่เป็นผล เจ้าหน้าที่หนุ่มน้อยตกลงมาจากหลังม้าที่กำลังดีดไปมาราวกับโดนผึ้งต่อย ม้าที่หลุดจากการควบคุมวิ่งตรงไปยังปลายสุดของสนามราวกับรอจังหวะนี้มานาน และแน่นอนว่าตรงนั้นคือที่นั่งซึ่งมีผ้าไหมสีแดงกางไว้อยู่ 

“อย่าไปนะพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท!” 

“ฝ่าบาท!” 

เสียงของชานและเหล่าเจ้าหน้าที่ร้องเรียกเขาจากด้านหลังอย่างตกใจ ทว่าเขาไม่สามารถหยุดได้ รั้วกั้นต่ำๆ พังราบใต้ฝีเท้าดุดันของม้าคลั่ง ม้าตัวนั้นเหยียบบนหลังรยูฮาที่โอบกอดพระพันปีที่กำลังออกแรงดึงแขนขององค์ชายหนึ่งสุดกำลัง 

“พระชายา!” 

พร้อมกันกับเสียงตะโกน บังเหียนของม้าสีดำก็ลอยละล่องไปในอากาศ ร่างของฮอนลอยขึ้น ชายเสื้อสีแดงของเขาสะบัดอย่างรุนแรง พร้อมกับเสียงกรีดร้องแหวกอากาศ ในจังหวะที่อุ้งเท้าม้าที่สวมเกือกแข็งกระแทกลงบนหลังของรยูฮา ฮอนก็ขึ้นไปนั่งบนหลังม้าคลั่งจับบังเหียนไว้แล้วกระชากกลับสุดแรง 

 

* * * 

 

ปลายนิ้วของรยูฮาเริ่มขยับ นางกะพริบตาและลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ สิ่งแรกที่มองเห็นคือแสงไฟจากตะเกียงริบหรี่ เสียงร้องที่ฟังดูเศร้าสร้อยของจั๊กจั่นลอยแว่วมาจากนอกหน้าต่างเช่นเดียวกับแสงจันทร์ที่ส่องเข้ามาอย่างเลือนลาง กลางคืนอย่างนั้นหรือ รยูฮาพยายามลุกขึ้นมานั่งจึงรู้ตัวว่ามือข้างหนึ่งนั้นถูกใครบางคนกุมไว้อยู่ 

“ฝ่าบาท?” 

เป็นเสียงที่แผ่วเบายิ่งกว่าเสียงของจั๊กจั่น ทว่านั่นก็ทำให้ฮอนตกใจลุกขึ้นยืนทันที 

“พระชายา?” 

ในทีแรกนั้น ฮอนมองลงมายังรยูฮาด้วยใบหน้าที่ไม่อยากจะเชื่อ แต่แล้วเขาก็รีบทรุดตัวลงนั่ง ตาของเขาเบิกกว้าง ริมฝีปากของเขาขยับราวกับว่าต้องการจะพูดอะไร อากัปกิริยานั้นทำให้รู้ว่าเขาเป็นห่วงนางมากแค่ไหน แสงไฟจากตะเกียงไหวไปมาเมื่อต้องลม ทำให้เกิดเป็นเงาครึ่งหนึ่งบนใบหน้า 

“ทรงเป็นห่วงหม่อมฉันหรือเพคะ” 

“มาก” 

ฮอนตอบพลางซุกหน้าในอุ้งมือทั้งสองข้าง เฮ้อ...เสียงถอนหายใจยาวลอดผ่านระหว่างนิ้วออกมา 

“ขอประทานอภัยเพคะ” 

“ข้าต่างหากที่ต้องเป็นฝ่ายขอโทษ หากข้าจับม้าได้ไวกว่านั้นอีกสักนิด...” 

รยูฮายกมือที่ยังขยับไม่ค่อยได้ยื่นออกไปทางฮอน ก่อนจะลูบไปมาบนไหล่ของเขาอย่างยากลำบาก ฮอนกล่าวโทษตัวเองด้วยสีหน้าเจ็บปวด 

“คราวหลังก็ทรงจับให้ไวขึ้นสิเพคะ” 

แม้จะเป็นการพูดหยอกเย้า แต่น้ำเสียงของนางยังไม่ค่อยดีนัก ฮอนเก็บความจริงนั้นไว้ลึกภายในใจ นางปลอดภัยแล้ว ชีพจรทั่วร่างกายค่อยผ่อนคลายลง และเค้นเสียงหัวเราะออกมา 

“หม่อมฉันหลับไปนานไหมเพคะ” 

“หนึ่งวัน” 

การแข่งตีกยอกกูเริ่มช่วงเช้า แสดงว่านางหมดสติไปตั้งแต่เมื่อวาน ขณะที่นางคิดทบทวนเรื่องเวลาอยู่นั้นเองนางสังเกตเห็นว่าฮอนยังสวมชุดสีแดงชุดเดียวกันกับที่ใส่ตอนแข่งอยู่ แม้แต่ปลอกแขนก็ยังผูกไว้อยู่เหมือนเดิม มีเพียงแค่ผ้าคาดหัวที่ถูกถอดออก ทำให้ปอยผมตกลงมาระหน้าผาก 

“บรรทมบ้างหรือยังเพคะ” 

“นิดหน่อย” 

โกหก เสื้อผ้ายังไม่ได้เปลี่ยนเลยด้วยซ้ำ รยูฮานอนกะพริบตาพลางเพ่งประสาทสัมผัสรับรู้ไปที่หลังมือ ซึ่งตอนนี้ฮอนกำลังลูบอยู่อย่างระมัดระวัง 

“ข้าจะไปตามหมอหลวงมา” 

ฮอนเอ่ยพลางปล่อยมือรยูฮา ในตอนนั้นเองประตูที่อยู่ข้างหลังก็ถูกเปิดออก มินอาพุ่งตัวเข้ามาโดยไม่กล่าวทักทาย เมื่อเห็นรยูฮาลืมตาอยู่ นางก็ทรุดตัวลงบนเตียงราวกับจะเป็นลมล้มลง 

“พระชายา ทรงรู้ไหมเพคะว่าหม่อมฉันตกใจแค่ไหน”  

“ขอโทษนะ” 

“วุ่นวายกันไปหมดทั้งพระราชวัง ทั้งที่บ้านเลยนะเพคะทรงดูแลตัวเองหน่อยสิเพคะ”  

“ก็บอกแล้วไงว่าขอโทษ” 

นี่มันสถานการณ์อะไรกัน ฮอนเรียบเรียงความคิดของตัวเองขณะที่มองมินอาตำหนิรยูฮา ส่วนรยูฮาก็ยอมรับผิด อ๊ะ หมอหลวง ต้องเป็นเพราะไม่ได้นอนมาหนึ่งวันเต็มๆ ก็เลยไม่ค่อยมีสติเมื่อคิดได้ เขาก็เดินออกไปจากห้อง รยูฮาที่มองเขาจากทางด้านหลังลดเสียงลงกระซิบถามมินอา 

“ทรงอยู่แบบนั้นทั้งวันเลยหรือ” 

“ทรงเฝ้าอยู่แบบนั้นตั้งแต่เมื่อวานแล้วเพคะ พระมเหสีกับองค์ชายหนึ่งเสด็จมาแล้วก็เสด็จกลับไปแล้ว ส่วนพระพันปีทรงตกพระทัยมากจนประชวร ตอนนี้รักษาพระองค์อยู่เพคะ” 

“ตั้งแต่เมื่อวาน...ยาวเลยหรือ” 

“ทรงไม่บาดเจ็บไปมากกว่านี้ก็เพราะองค์รัชทายาทนะเพคะ” 

“ไม่บาดเจ็บไปมากกว่านี้?” 

คำพูดคลุมเครือนั้นทำให้หน้าผากของรยูฮาย่นเล็กน้อย 

“ฝ่าบาททรงจับม้าไว้เพคะ ทรงขี่ม้าดำมาอยู่ แล้วกระโดดจากหลังม้าตัวนั้นขึ้นคร่อมหลังม้าพยศ ถ้าไม่อย่างนั้นคงเกิดเรื่องใหญ่กว่านี้แน่เพคะ เพราะฉะนั้นทรงระวังตัวหน่อยนะเพคะ” 

“หนอนน้อยก็ม้วนตัวกับเขาเป็นเหมือนกันหรือเนี่ย” 

“ในเวลาแบบนี้ต้องตรัสว่าทรงพระปรีชาสามารถสิเพคะ” 

“อ้อ...ทรงพระปรีชาสามารถจริงๆ” 

รยูฮารีบแก้คำพลางนึกถึงฮอนที่กล่าวโทษตัวเอง ทั้งการกระโดดขึ้นไปแล้วกลับลงมาขณะที่ม้าวิ่งอยู่ และการกระโดดข้ามไปยังม้าอีกตัวท ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่อันตรายมาก หากผิดพลาดขึ้นมาอาจจะเป็นอันตรายถึงชีวิต 

“แล้วเจอสาเหตุที่ทำให้ม้าตัวนั้นคลั่งแล้วหรือยัง” 

สีหน้าของมินอานิ่งขึงขึ้นเมื่อรยูฮาถาม แววตาที่ผ่อนคลายด้วยความโล่งใจเมื่อครู่กลับมาคมกริบอีกครั้ง 

“เรื่องนั้นแปลกมากเลยเพคะ ม้าพยศตัวนั้นเป็นม้าชั้นเลิศสูสีกับม้าขององค์รัชทายาท ทีแรกก็จะให้องค์ชายสองทรงม้าตัวนั้น แต่ว่าม้าของพระราชาฟื้นฟูพละกำลังกลับมาได้เร็วกว่าที่คิด องค์ชายสองเลยทรงม้าของฝ่าบาท แล้วม้าตัวนั้นก็เลยให้เจ้าหน้าที่คนอื่นขี่แทนเพคะ” 

“ม้าชั้นเลิศ...พยศงั้นรึ” 

รยูฮาพึมพำทวนคำพูด คิ้วขมวดเป็นปม ถ้าแค่มีฝีเท้าดีก็ยังไม่นับว่าเป็นม้าชั้นเลิศ แต่จะต้องสามารถสื่อสารเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับมนุษย์ได้ ฉลาด และที่สำคัญต้องสุขุมไม่ว่าจะเจอเรื่องอะไร นั่นถึงจะเรียกว่าม้าชั้นเลิศ 

“แล้วม้าเป็นอย่างไรบ้าง” 

“ถูกเชือดคอตรงนั้นเลยเพคะ” 

“คนที่ดูแลม้าล่ะ” 

“เช่นเดียวกันเพคะ” 

“ฆ่าคนบริสุทธิ์ทิ้งเสียแล้วสิ ข้าน่าจะฟื้นเร็วกว่านี้อีกหน่อย” 

“แค่นี้ก็ถือว่าทรงฟื้นเร็วแล้วเพคะ” 

ความคิดเห็น