facebook-icon

องค์ชายรัชทายาทฮอนจำเป็นต้องอภิเษกสมรสกับซอรยูฮา เพราะต้องการพาหญิงสาวชาวบ้านผู้เป็นคนรักเข้ามาเป็นพระสนม แต่นางในความคิดขององค์ชายคือ ‘ไร้สติ ละเอียดรอบคอบ ฉลาดหลักแหลม เก่งกาจ และไม่มีผู้ใดเหมือน’ เมื่อเวลาผ่านไปองค์ชายรัชทายาทฮอนในฐานะพระสวามีที่ไม่เคยเหลียวแลและมอบความรักให้แก่พระชายาของตนเองเลยนั้น กลับค่อยๆ ให้ความสนใจนางมากขึ้นเรื่อยๆ...

ชื่อตอน : ตอนที่ 3-8

คำค้น : วุ่นรักบุปผาร้อยเล่ห์ นิยายโซซอล นิยายเกาหลี นิยายย้อนยุค

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.1k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 13 ม.ค. 2563 14:58 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 3-8
แบบอักษร

 

ฮอนเรียกรยูฮาเงียบๆ ด้วยสังหรณ์ใจไม่ดี รยูฮาที่กำลังจ้องมองจอกเปล่าอย่างเสียดายหันหน้ามามองฮอนช้าๆ 

ชีพจรที่ข้อมือฮอนซึ่งอยู่ในอุ้งมือนางเต้นเร็วจนรู้สึกจักจี้ที่ฝ่ามือ เป็นเพราะฤทธิ์เหล้าหรือไม่นะ จึงนึกถึงรสจูบอันแสนหวานที่ช่วงชิงมาเมื่อคราวก่อน ริมฝีปากสั่นระริกบนใบหน้าของฮอนที่รยูฮากำลังจ้องมองอยู่นั้น กลายเป็นเชื้อเพลิงโหมให้ความปรารถนาที่ซุกซ่อนไว้ลุกโชติช่วง 

“ทำไมถึงมองเช่นนั้น” 

สายตาของรยูฮาจับจ้องริมฝีปากฮอนจนลุกเป็นไฟ ฮอนพยายามจะถอยไปข้างหลัง แต่รยูฮาไม่ยอมปล่อยให้เขาหนีไป นางยิ่งออกแรงบีบข้อมือของเขาแน่นขึ้น ฮอนวิตกกับสถานการณ์ที่คุ้นเคยแบบนี้ เขาใช้มืออีกข้างที่ไม่ได้ถูกจับไว้คว้าเหล้าที่เหลือไม่ถึงครึ่งจอกกระดกเข้าปาก ในตอนนั้นเอง 

“นั่นมันของข้านะ” 

รยูฮาตาปรือกระซิบเสียงเครือ ร่างกายของเขารับรู้ถึงความหมายของคำพูดนั้นก่อนสมอง เหล้าที่ยังอมอยู่ในปากฮอนถูกดูดออกไปด้วยริมฝีปากของรยูฮาจนหมด ฮอนพยายามผลักรยูฮาออกตามสัญชาตญาณ แต่ก็ไม่สามารถผละออกมาจากนางได้ อันที่จริง นางยิ่งบดขยี้เขาลึกขึ้นกว่าเดิม 

“พอ พอที!” 

ฮอนที่รับจูบอันดุดันทั้งๆ ที่สมองว่างเปล่า ตะโกนออกมาพร้อมกับสะบัดหน้าหนี มือของรยูฮากำลังล้วงเข้าไปในช่องว่างของเสื้อฮอน แล้วลูบไล้ไปบนผิวเปลือยเปล่า 

“ทำไมล่ะ ต้องมีรัชทายาทนะ” 

รอยยิ้มยั่วยวนและน้ำเสียงแปลกประหลาดแทบจะทำลายศีลธรรมของฮอนจนพังราบ เขาคอตก เอามือลูบหน้าไปมา ในช่วงสั้นๆ นั้น เหมือนรยูฮาจะสงบลงเล็กน้อย เขาไม่ยอมพลาดโอกาส คว้าตัวนางมาไว้ในอ้อมกอดแล้วอุ้มไปนอนบนเตียง แต่แล้วเขาก็ต้องตกใจแทบหยุดหายใจ 

“เฮือก!” 

รยูฮาที่นอนแน่นิ่ง จู่ๆ ก็ใช้แขนโอบรอบคอของฮอนราวกับงู แล้วดึงตัวเขาเข้ามา ริมฝีปากใครสักคนแตก กลิ่นคาวเลือดผสมปนเปกับกลิ่นเหล้าภายในปาก 

“พอได้แล้วพระชายา” 

ฮอนคว้ามือที่ล้วงเข้ามาในเสื้อแล้วลูบไล้ไปบนแผงอกเปลือย ก่อนจะกอดนางไว้ในอ้อมอก กลิ่นกายหอมหวานจังหวะเต้นของหัวใจที่รู้สึกได้จากหน้าอกที่สัมผัสกัน อุณหภูมิของร่างกายที่ร้อนผ่าวที่รู้สึกได้จากรยูฮา ทั้งหมดทั้งมวลนี้ล้วนยั่วยวนให้เขาสติกระเจิดกระเจิง ฮอนสูดลมหายใจเข้าสองสามครั้ง ก่อนจะกระซิบเสียงทุ้มต่ำข้างหูรยูฮา 

“ถึงจะทำเพื่อให้มีรัชทายาท แต่ข้าก็ไม่อยากทำทั้งๆ ที่เจ้าเมา ข้าจะหาสิ่งที่เจ้าต้องการมาให้ ถึงตอนนั้นข้าก็ขอหัวใจของเจ้า คืนแรกของเราไว้รอทำให้สมบูรณ์ในวันนั้นเถอะ” 

แม้แต่ตัวเองยังรู้สึกว่าเป็นคำพูดที่ดูดีมาก ฮอนรู้สึกประทับใจตัวเอง เขาปล่อยรยูฮาออกจากอ้อมกอดแล้วค่อยๆ ให้นางนอนลงบนเตียง ทว่าดวงตาที่ควรจะมองเขากลับปิดสนิท ริมฝีปากที่ควรจะส่งยิ้มให้มีเพียงรอยเลือดแห้งติดอยู่ เสียงที่ควรจะเอ่ยชื่นชมว่าพูดได้ดีมากแต่กลับกลายเป็น 

“ฟู่ว...” 

เสียงพ่นลมหายใจออกเบาๆ ดังขึ้นภายในห้อง 

“ฮ่าๆๆ...” 

ฮอนที่หลุดหัวเราะออกมาอย่างอ่อนแรงดึงผ้าห่มขึ้นมาแล้วบรรจงคลุมบนตัวรยูฮา แม้แต่ปอยผมที่ปรกลงมาบนหน้าผากกลมมนเขาก็ช่วยจัดแจงปัดออกให้ ในตอนนั้นเอง 

รยูฮาลืมตาตื่นขึ้น ความรู้สึกปวดแปลบจากข้อมือที่นางออกแรงจับไว้เพิ่มขึ้น 

“ตกใจหมด ตื่นแล้วหรือ” 

เหมือนจะตื่นก็ไม่ใช่ ไม่ตื่นก็ไม่เชิง ฮอนย่นหน้าผากเล็กน้อย ตอนที่เขามองรยูฮาอยู่นั้นรยูฮาปรือตาขึ้นมาเล็กน้อยจ้องตาเขากลับ ทั้งสองมองตากันอยู่อย่างนั้นครู่หนึ่ง อึดใจต่อมารยูฮาก็หลับตาลงอีกครั้ง 

“ฮอนนี่เอง” 

รยูฮาพึมพำพลางปล่อยข้อมือเขาแล้วพลิกตัวนอน 

“นิสัยเวลาเมานี่แย่มาก” 

ฮอนนวดข้อมือที่ปวดพลางขยับตัวออกห่างจากรยูฮาเล็กน้อย แล้วดึงผ้าห่มมาห่มตัว เขาหลับตานอนฟังเสียงลมหายใจของรยูฮา ในตอนนั้นเองที่เขาได้ยินเสียงงึมงำแผ่วเบา 

“ข้าจะปกป้องเจ้าเอง...อย่างที่สัญญาไว้” 

 

* * * 

 

แม้ว่าอากาศจะแห้งเล็กน้อย แต่ก็ถือว่าเป็นวันที่อากาศสดใสมาก ในตำแหน่งที่มองลงไปเห็นสนามตีกยอกกูชัดที่สุด มีการขึงที่บังแดดด้วยผ้าไหมสีเหลืองอร่าม ถัดลงมาเป็นผ้าไหมสีแดง และด้านข้างเป็นผ้าไหมสีขาว พระราชาเซบุนประทับอยู่ด้านบนสุด ด้านล่างเป็นเหล่าเชื้อพระวงศ์ ส่วนที่เหลือเป็นที่ของสนมและนางในตามลำดับ อาหารและเครื่องดื่มที่ถูกนำเข้ามาอย่างไม่ขาดสายทำให้บรรยากาศของงานครึกครื้นยิ่งขึ้น 

เหล่าทหารช่วยกันพรมน้ำในสนามเพื่อให้ฝุ่นตลบน้อยลง บรรดาข้าราชบริพารจับกลุ่มกันเป็นกลุ่มเล็กๆ อีกด้านหนึ่งพวกเจ้าหน้าที่ช่วยกันกุมบังเหียนม้าเดินไปรอบสนามอย่างช้าๆ เพื่อยืดเส้นยืดสาย ทุกคนล้วนมีสีหน้าตื่นเต้น ทั้งงานมีเพียงสองคนเท่านั้นที่ไม่ยิ้ม องค์ชายหนึ่ง และพระสนมเอกมุน 

ในบรรดาองค์ชายทั้งสาม องค์ชายหนึ่งเป็นเพียงคนเดียวที่สืบสายเลือดตรงจากพระมเหสีตามกฎมณเฑียรบาล ใบหน้าของเขาขาวซีดเนื่องจากไม่ค่อยได้ออกมานอกวัง และเขาก็นั่งใกล้ชิดพระมเหสีมาก หากจะว่ากันแล้วเป็นเรื่องที่ผิดธรรมเนียมทว่าไม่มีใครทักท้วงเรื่องนั้น คนที่ใกล้ชิดเขามีเพียงคนเดียวคือพระมเหสี พระมารดาแท้ๆ ของเขานั่นเอง 

“ว่าอย่างไรองค์ชายหนึ่ง ออกมาร่วมงานกับเขาด้วยรึ” 

จะเรียกว่าเป็นเรื่องน่าอัปยศของราชวงศ์ก็ว่าได้ แต่พระราชาก็พูดคุยและยิ้มให้กับเขาไม่แตกต่างจากที่ปฏิบัติกับองค์ชายที่แข็งแรงทั้งสองคน พระมเหสีรู้สึกซาบซึ้งใจพระราชาในเรื่องนี้มาก และยังรู้สึกขอบคุณฮอนที่เดินเข้ามาใกล้และเอ่ยทักทายอย่างอ่อนโยน ใบหน้าที่ส่งยิ้มให้นั้นดูสดใสเฉกเช่นแสงอาทิตย์ที่สาดส่องลงมา 

“เสด็จพี่! ดีใจที่ได้เจอท่าน เสด็จออกมาบ่อยๆ สิพ่ะย่ะค่ะ” 

ฮอนเอ่ย แต่องค์ชายหนึ่งกลับไม่มองหน้า แต่นั่นก็เป็นปฏิกิริยาโต้ตอบที่คุ้นเคยเสียแล้ว ฮอนจึงเพียงแค่ฉีกยิ้มแล้วเลื่อนสายตาไปทางพระมเหสี 

“กระหม่อมจะชนะและเอาถ้วยรางวัลมาให้จงได้ แล้วกระหม่อมจะถวายถ้วยรางวัลให้เสด็จแม่ ทรงเตรียมพรที่จะขอไว้ล่วงหน้าเลยนะพ่ะย่ะค่ะ” 

“ขอบใจมาก องค์รัชทายาท” 

พระมเหสีตบไหล่ฮอนอย่างอ่อนโยนด้วยมือข้างหนึ่ง เป็นภาพที่อบอุ่นราวกับเป็นพระมารดาแท้ๆ ก็ไม่ปาน พระสนมเอกที่กำลังมองท่าทางนั้นกระตุกมุมปากขึ้นอย่างเย็นชาก่อนจะเดินไปที่ที่นั่งของตน 

“พระพันปีเสด็จ!” 

เสียงตะโกนของขันทีดังกึกก้องไปทั่วสนาม ทุกคนในสนามที่กำลังเคลื่อนไหวไปมาวุ่นวาย รวมถึงพระราชาต่างหยุดยืนสงบนิ่งเพื่อรับเสด็จ 

“ถวายบังคมพระพันปี ขอจงทรงพระเจริญหมื่นๆ ปี” 

“ตามสบาย นี่เรามาช้าไปหรือเปล่าเนี่ย” 

พระพันปีเอ่ยพลางนั่งลงข้างๆ พระราชา แล้วส่งยิ้มให้กับรยูฮา รยูฮาส่งยิ้มกลับก่อนจะหันกลับแล้วนั่งลง ที่นั่งของรยูฮาและพระสนมเอกมุนอยู่ใต้ผ้าไหมสีแดง ใต้ผ้าไหมสีขาวที่อยู่ห่างออกไปเล็กน้อย แชยอนและเหล่านางในนั่งรวมกันอยู่ในนั้น 

ช่วงปลายของการฝึกซ้อม สายตาของฮอนมองไปยังเหล่าเจ้าหน้าที่ที่รวมตัวกันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปมองรยูฮา ความจริงแล้วหญิงทั้งสองก็ไม่ได้มีอะไร ทว่าฮอนนั้นรู้สึกไม่สบายใจที่ทั้งสองนางอยู่ด้วยกัน 

“ท่านได้ฝึกขี่ม้ามาบ้างหรือเปล่า เสด็จพี่” 

ฮอนหลบออกมาจากฝูงคนดูอย่างรวดเร็วแล้วขึ้นขี่ม้าสีดำ จากนั้นก็เอ่ยถามชานก่อน ชานยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะตอบรับคำของเขาอย่างชินชา 

“ตอนไปเที่ยวข้าก็ขี่ม้าตลอดนะ แล้วฝ่าบาททรงช่ำชองศิลปะการต่อสู้แล้วหรือยังพ่ะย่ะค่ะ” 

แม้ว่าปากจะยิ้มอยู่ หากแต่แววตาของทั้งสองที่ปะทะกันท่ามกลางฝุ่นที่คละคลุ้งกลับไม่เป็นเช่นนั้น ผ้าคาดหัวสีขาวที่ผูกอยู่ตรงหน้าผากของฮอน และผ้าคาดหัวสีน้ำเงินที่ชานผูกปลิวสะบัดไปตามแรงลม ตึง ตึง ตึง เสียงกลองขนาดใหญ่ดังลั่นขึ้นพร้อมกันกับที่ลูกกยอกกูถูกโยนขึ้นไปกลางอากาศ การแข่งขันเริ่มขึ้นแล้ว 

“ฮี้!” 

เสียงร้องของม้าและเสียงตะโกนโหวกเหวกของเหล่าชายหนุ่ม เสียงฝีเท้าม้าและเสียงโห่ร้องดังผสมปนเปกัน ไม่นานนักเหล่าข้าราชบริพารที่ดูการแข่งขันก็เริ่มยืนแบ่งออกเป็นสองข้าง ทุกครั้งที่ลูกกยอกกูเข้าประตูที่ทำขึ้นมาไม่ว่าจะข้างใดก็ตาม ก็จะได้ยินเสียงโห่ร้องอย่างยินดีจากอีกด้านหนึ่ง และอีกด้านหนึ่งก็จะมีเสียงคำรามออกมา 

“ขี่ม้าเก่งนี่ เสด็จพี่!” 

ฮอนควบม้าผ่านชานไปราวกับสายลมพลางตะโกนออกมา พร้อมกันนั้นก็เหวี่ยงไม้ที่ถืออยู่ในมือออกไป ทว่าชานเร็วกว่าเล็กน้อย ฮอนไม่ไล่ตามลูกกยอกกูที่ลอยออกไปไกล เขาคิดที่จะป้องกันชานซึ่งมีฝีมือที่สุดด้วยตัวเอง 

“จับลูกสิพ่ะย่ะค่ะ!” 

“ไม่ ข้าต้องจับเสด็จพี่นี่แหละ!” 

แม้ว่าในตอนนี้จะไม่ใช่เวลาที่จะมาพูดคุยสนทนากัน แต่ชายหนุ่มทั้งสองคนคงจะคิดว่าหากไม่ตอบกลับจะเป็นฝ่ายแพ้ รยูฮาที่กำลังดูอยู่รู้สึกอึดอัด ไม่รู้หรอกว่าทั้งสองคุยอะไรกัน แต่ลูกกยอกกูกำลังจะเข้าประตูของฮอนอยู่รอมร่อ ถ้าต้องเห็นองค์ชายสองที่นางเหม็นขี้หน้าชนะ สู้ไม่ดูเสียดีกว่า นางพยายามอดกลั้นความรู้สึกที่อยากจะลงไปแข่งเสียเอง และได้แต่กำหมัดแน่น 

“สีน้ำเงินสี่แต้ม!” 

ขันทีตะโกนเสียงดังพลางตีกลอง โดนแย่งไปอีกหนึ่งคะแนนจนได้ สามต่อสี่ ตอนนี้เหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว ฮอนที่ตอนแรกพยายามขวางชานและมัวแต่ต่อปากต่อคำเหมือนจะรู้ตัวแล้ว 

“ขอโทษด้วยพ่ะย่ะค่ะ เสด็จพี่!” 

ม้าดำวิ่งฮ่อตัดสนามแข่งไป กล้ามเนื้อกระเพื่อมอยู่ใต้ขนแผงคออย่างเป็นจังหวะ ไม่มีใครกล้าเข้ามาขวางหน้าพลังของม้าตัวนั้น 

“กรี๊ด!” 

ความคิดเห็น