facebook-icon

องค์ชายรัชทายาทฮอนจำเป็นต้องอภิเษกสมรสกับซอรยูฮา เพราะต้องการพาหญิงสาวชาวบ้านผู้เป็นคนรักเข้ามาเป็นพระสนม แต่นางในความคิดขององค์ชายคือ ‘ไร้สติ ละเอียดรอบคอบ ฉลาดหลักแหลม เก่งกาจ และไม่มีผู้ใดเหมือน’ เมื่อเวลาผ่านไปองค์ชายรัชทายาทฮอนในฐานะพระสวามีที่ไม่เคยเหลียวแลและมอบความรักให้แก่พระชายาของตนเองเลยนั้น กลับค่อยๆ ให้ความสนใจนางมากขึ้นเรื่อยๆ...

ชื่อตอน : ตอนที่ 3-7

คำค้น : วุ่นรักบุปผาร้อยเล่ห์ นิยายโซซอล นิยายเกาหลี นิยายย้อนยุค

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.3k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 12 ม.ค. 2563 11:59 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 3-7
แบบอักษร

 

ตอนที่อยู่บ้านนั้น นางมักจะสั่งให้โฮจินหรือไม่ก็มินอาแอบขโมยเหล้าของบิดามาดื่ม แต่ในพระราชวังการจะหาเหล้าสักขวดนั้นเป็นไปไม่ได้เลย แม้แต่มินอาที่ไปหาเรื่องเล่าพื้นบ้านมาให้ยังออกปากปฏิเสธเลยว่ามีแค่เหล้าเท่านั้นที่ไม่สามารถเอามาให้ได้ และนั่นก็ทำให้นางเศร้าใจมาก แต่แล้วจู่ๆ ขวดเหล้าก็ปรากฏขึ้นราวกับอัญมณีล้ำค่า จะไม่ให้ดีใจได้อย่างไร

“ข้ามีเหล้าดีอยู่ขวดหนึ่ง กำลังคิดอยู่ว่าจะดื่มกับใครดี แล้วก็นึกถึงพระชายา ก็เลยเอามาด้วย อีกเดี๋ยวจะมีคนเอากับแกล้มมาให้”

ฮอนพูดพลางวางขวดเหล้าลงบนโต๊ะ หน้าของเขาเบิกบานด้วยความดีใจ รยูฮายังคงยิ้มแย้มเอ่ยชมเขาไม่หยุด

“ดีมากเพคะ ทำไมถึงทรงฉลาดหลักแหลมเช่นนี้ ในชีวิตการแต่งงานของสามีภรรยา การได้ดื่มเหล้าด้วยกันถือเป็นการกระชับความสัมพันธ์ที่ดีมากเพคะ”

เป็นปฏิกิริยาตอบรับที่ดูตื่นเต้นกว่าที่คิดไว้มาก มันก็น่าดีใจอยู่ที่นางชม แต่ก็ไม่ชินและเขาเองก็ปรับตัวไม่ทัน

“...พระชายา รู้จักสิ่งนั้นด้วยหรือ”

“หมายถึงอะไรเพคะ”

“ตั้งแต่ที่ข้ารู้จักพระชายามา ตอนนี้เจ้าดูร่าเริงมากที่สุด”

“นั่นเป็นเพราะว่าฝ่าบาทไม่เคยทำอะไรให้หม่อมฉันร่าเริงได้เลยอย่างไรเล่าเพคะ”

พูดอะไรไม่ออกอีกแล้ว เพราะแม้แต่ตัวเองก็ยังนึกไม่ออกเลย ฮอนตีหน้าซื่อทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นด้วยสีหน้าขมขื่น ในตอนนั้นเองสำรับกับแกล้มที่ดูเรียบง่ายแต่ปราณีตก็ถูกยกเข้ามาวางบนโต๊ะ รยูฮาที่นั่งฝั่งตรงข้ามดูมีความสุขยิ่งกว่าตอนไหนๆ

“ข้ารินให้เอง”

ฮอนเห็นท่าทางนั้นของรยูฮาก็ยิ่งดีใจ เขาหยิบขวดเหล้าที่หนักพอสมควรขึ้นมารินใส่จอกของรยูฮา เหล้าใสในจอกขาวกระเพื่อมไปมาเหมือนจะหก แสงจากตะเกียงที่สะท้อนในนั้นเต้นระบำไปมาและส่องให้เห็นบรรยากาศยามค่ำคืนอยู่ในนั้น

“หม่อมฉันก็ขอรินถวายฝ่าบาทเพคะ”

รยูฮายิ้มแย้มยกขวดเหล้าขึ้น ทว่าหลังจากนางรินเหล้าแล้ววางขวดลง ตอนนั้นเองที่ฮอนรู้สึกขมขื่นอีกครั้ง

“นี่มัน...ไม่น้อยไปหน่อยหรือ”

ในจอกเหล้าของฮอนไม่มีไฟตะเกียงเต้นระบำอยู่ นอกเสียจากต้องเอาไฟมาจ่อคงจะพอเห็นได้บ้าง ในจอกของเขามีเหล้าส่องประกายอยู่ที่ก้นจอก

“หม่อมฉันเห็นว่าฝ่าบาททรงดื่มเหล้ามากไปเพคะ เพราะฉะนั้นอย่างน้อยๆ เวลาอยู่กับหม่อมฉันก็ทรงดื่มแต่เพียงเล็กน้อยเพื่อพระพลานามัยนะเพคะ”

“ไม่ใช่ว่าเจ้าเสียดายที่ข้าดื่มหรอกหรือ”

รยูฮาไม่ตอบอะไร นางยกจอกขึ้นช้าๆ ขึ้นมาถึงปลายจมูก มาตรฐานของเหล้าชั้นดี อย่างแรกเลยคือสี อย่างที่สองคือกลิ่น อย่างที่สามคือสัมผัสเวลาลงคอ การดื่มด่ำกับสีและกลิ่นของเหล้าก่อนดื่ม ถือเป็นมารยาทในการดื่มเหล้า

“ใสราวกับน้ำเปล่า กลิ่นหอมหวานแต่ก็ไม่แรงจนเกินไปนัก”

รยูฮาวิจารณ์ความประทับใจแรกที่มีต่อเหล้าตรงหน้าอย่างตั้งอกตั้งใจ จากนั้นนางก็เงยหน้าเล็กน้อยเพื่อให้เหล้าไหลผ่านริมฝีปากแดง เอื๊อก ลำคอขาวผ่องเคลื่อนเป็นระลอกจากล่างขึ้นบนเพื่อให้เหล้าไหลลงไป ฝ่ายฮอนที่กำลังมองอย่างเหม่อลอยกลืนน้ำลายลงคอตาม ดวงตาของรยูฮาหลุบต่ำ นางกำลังรับความรู้สึกของเหล้าที่ไหลผ่านคอลงไป ช่างมีเสน่ห์เหลือเกิน

“ค่อนข้างแรงเหมือนจะไหม้คอ แต่เมื่อผ่านลงไปแล้วกลับนุ่มนวลมาก ไร้ที่ติ ทรงเลือกได้ดีมากเพคะ”

ผู้หญิงอะไรกันทำไมถึงได้วิจารณ์เหล้าเอาจริงเอาจังถึงเพียงนั้น ฮอนมองรยูฮาแล้วฉีกยิ้มด้วยความรู้สึกทึ่ง แต่นั่นก็ไม่ได้นานเท่าไหร่ เพราะรยูฮาหันมามองฮอน นางยิ้มตาหยีให้หนึ่งทีก่อนจะยกจอกเหล้าขึ้นดื่มอย่างจริงจัง

เอื๊อก เอื๊อก

แม้แต่เสียงเหล้าที่ไหลลงคอยังมีเสน่ห์ หรือจะเป็นลำคอที่เคลื่อนไหวขึ้นลงๆ เวลากลืนเหล้า หรืออาจจะเป็นริมฝีปากแดงที่สัมผัสกับจอกเหล้า หรือเพราะขนตายาวที่กะพริบอย่างช้าๆ เส้นเลือดที่ข้อมือซึ่งโผล่ออกมาให้เห็นวับๆ แวมๆ ใบหน้าด้านข้างที่ไฟตะเกียงส่องให้เห็น ใช่แล้ว ทุกสิ่งที่ฮอนได้ดู ได้ฟัง และได้รู้สึกในตอนนี้เกี่ยวกับนางล้วนมีเสน่ห์ชวนหลงใหล

ในที่สุดเขาก็เบือนหน้าหนีแล้วจัดการเหล้าส่วนของตัวเองจนหมด แต่ด้วยความที่ปริมาณที่รยูฮารินให้นั้นน้อยนิด อย่าเรียกว่าหนึ่งจอกเลย เรียกว่าหนึ่งจิบได้หรือเปล่าก็ยังไม่รู้

“พระชายา อีกสองสามวันข้าจะเอาเหล้ามาให้อีกสองขวด เพราะฉะนั้นรินให้ข้าเต็มๆ จอกหนึ่งเถอะ”

รยูฮามองขวดเหล้าด้วยสีหน้าครุ่นคิดครู่หนึ่ง อึดใจต่อมานางก็หยิบขวดเหล้าขึ้นมาอย่างอ้อยอิ่งราวกับตัดสินใจได้แล้ว นางคำนวณแล้วว่าหากให้หนึ่งจอก จะได้คืนมาอีกสองขวด เป็นการค้าขายที่ไม่ขาดทุน

“ทรงรับปากนะเพคะว่าจะทรงเอาของที่ดีแบบนี้มาให้”

แววตาที่มองฮอนพลางร้องขอคำมั่นสัญญานั้นดูเอาจริงเอาจังเหมือนกับก่อนหน้านี้ ฝ่ายฮอนก็สบตานางด้วยสีหน้าจริงจังแล้วพยักหน้ารับ

“ข้าจะเอาที่ดีกว่านี้มาให้อีก แล้วก็จะเอาเหล้าส่วนของข้ามาต่างหาก พระชายาดื่มคนเดียวได้เลยสองขวด”

เท่านั้นเองรยูฮาก็ยอมรินเหล้าให้อย่างช้าๆ ฮอนคิดว่าต้องดื่มในตอนที่จำเป็นเท่านั้น จึงวางเอาไว้ก่อน

“อ๊ะ เดี๋ยวข้ารินให้”

ฮอนแย่งขวดเหล้ามาจากมือของรยูฮาที่กำลังจะรินให้ตัวเอง ตอนนั้นเองที่นิ้วมือของทั้งสองเฉียดกันอย่างแผ่วเบา ขนอ่อนทั่วทั้งร่างลุกชัน ความสนใจพุ่งไปที่บริเวณที่สัมผัสเมื่อครู่ จะได้ยินเสียงโครมครามหรือไม่ ฮอนพยายามทำให้หัวใจของตนสงบลงอย่างยากลำบาก พลางรินเหล้าให้รยูฮา

“ว่าแต่ ฝ่าบาทจะตรัสอะไรหรือเพคะ”

รยูฮาเอ่ยถามโดยไม่ได้คิดอะไรก่อนจะกระดกจอกเหล้า จอกเหล้าว่างเปล่าถูกวางลงบนโต๊ะ ส่งเสียงกระทบกันอย่างนุ่มนวล ปลายลิ้นที่ออกมาระหว่างริมฝีปากเลียเหล้าที่ติดอยู่ตรงปาก ครั้งนี้เขาไม่สามารถละสายตาออกไปได้

เป็นอะไรของเขา ทันทีที่รยูฮารับรู้ได้ถึงแววตาของฮอนที่เปลี่ยนไป นางจึงรีบยกจอกเหล้าขึ้นดื่มอีกครั้งอย่างรวดเร็ว แล้วใช้หลังมือเช็ดริมฝีปาก กริยานั้นทำให้ฮอนได้สติกลับมา เขาจึงตอบกลับตะกุกตะกัก

“อืม...เรื่องนั้น...”

เขาคิดไว้ว่าอันดับแรกต้องให้เหล้าก่อน จากนั้นถึงค่อยพูดห้ามไม่ให้อยู่ใกล้เสด็จพี่ ทว่าบรรยากาศในตอนนี้กำลังไปได้ดี เขาจึงไม่อยากสนทนาเรื่องของชายอื่น

“เอาไว้อีกสักพักค่อยคุยก็ได้ พระชายาเองก็มีอะไรจะพูดไม่ใช่หรือ”

“อ๊ะ จริงสิ วันนี้พระมเหสีตรัสถึงเรื่องรัชทายาทเพคะ”

เหล้าที่เก็บไว้เมื่อครู่ถูกกระดกเข้าปากฮอนอย่างช่วยไม่ได้

“ระ ระ รัชทายาท...อย่างนั้นรึ”

“กว่าจะมีพระชายาได้ก็แสนจะยากลำบาก แน่นอนอยู่แล้วว่าจะต้องทรงคอยรัชทายาท เหตุใดถึงทรงตกพระทัยขนาดนั้นเพคะ”

รยูฮาดื่มเหล้าอีกหนึ่งจอก แล้วจิบน้ำตาม กับแกล้มเหล้าที่ดีที่สุดก็คือน้ำเปล่านี่แหละ รยูฮาคิดแล้วพยักหน้าคนเดียว ทว่าใบหน้าของฮอนที่เริ่มแดงราวกับลูกพลับก็เตะตานาง

“ประชวรตรงไหนหรือเพคะ ทรงมีไข้หรือเพคะ”

รยูฮาเอนตัวไปหาฮอนพลางเอียงคอถามด้วยความสงสัย นางวางจอกเหล้าลงแล้วใช้มือนั้นยื่นเข้ามาใกล้หน้าผากของฮอน แต่ก่อนที่มือนั้นจะถึงจุดหมาย ก็ถูกมืออื่นสะกัดเอาไว้อย่างรวดเร็ว

“วะ...เวลาดื่มเหล้าหน้าข้าก็จะแดงเช่นนี้แหละ อย่าใส่ใจเลย”

รยูฮายอมรับข้ออ้างนั้นอย่างง่ายดายแล้วดึงมือกลับคืน ในตอนนั้นเองข้อมือของนางที่โผล่ออกมาก็ถูกจับไว้อีกครั้ง

ทั้งๆ ที่ตนเป็นคนจับข้อมือ แต่กลับไม่สามารถปล่อยมือได้ ฮอนออกแรงมือข้างที่จับแล้วดึงมาหาตนเอง

“จะไม่ทรงปล่อยหรือเพคะ”

“จับเอาไว้แบบนี้สักพักเถอะ ทีมือเสด็จพี่เจ้ายังจับเสียแน่นเลย”

คนที่พูดสิ่งที่อยู่ในใจตัวเองออกมาโดยไม่ทันรู้ตัวกลับเป็นฝ่ายชะงัก แล้วสำรวจสายตาของฝั่งตรงข้าม เขาเตรียมใจไว้ที่จะเจอสายตาเวทนา ทว่าใบหน้าของรยูฮานั้นกลับเปื้อนยิ้มน้อยๆ ผิดจากที่คิดไว้

“อย่าบอกนะเพคะว่าสิ่งที่จะตรัสคือเรื่องนี้”

รยูฮานึกถึงตอนที่ตนขัดขาองค์ชายสอง แล้วคว้าข้อมือของเขาไว้เพื่อไม่ให้ตกบันได ตอนนี้น่าจะเริ่มบวมปูดเป็นรอยช้ำแล้ว แสดงว่าฮอนจะต้องเห็นฉากนั้นจากที่ไกลๆ ในใจคงจะกำลังเดือดดาลอยู่เป็นแน่

น่ารักเหมือนกันนะ

นางคิดพลางใช้มือข้างที่ไม่ได้ถูกจับรินเหล้าดื่ม

“จะพูดว่าอย่างนั้นก็ได้...ไหนๆ แล้วก็พูดเสียเลยแล้วกัน เป็นสาวเป็นนางเหตุใดจึงเที่ยวจับข้อมือชายอื่นกลางวันแสกๆ ได้หน้าตาเฉย”

ท่าทางคงจะไม่ยอมง่ายๆ แน่ รยูฮาฉีกยิ้มพลางดึงมือที่ถูกจับไว้ออก แล้วเปลี่ยนมาคว้าข้อมือของฮอนแทน

“ถ้าเช่นนั้นหม่อมฉันจะจับข้อมือของพระสวามีกลางค่ำกลางคืนเพคะ พอพระทัยไหมเพคะ”

“...อืม”

รยูฮารู้สึกตาพร่าน้อยๆ มือข้างที่เหลือหยิบขวดเหล้าขึ้นมา หลังจากนางรินเหล้าใส่จอกของตัวเองแล้ว นางจึงตัดใจรินให้ฮอนด้วย แต่ยังไม่ทันถึงครึ่งจอก เหล้าหยดสุดท้ายก็หยดติ๋งลงมาจากปากขวด เกิดเป็นคลื่นกระเพื่อมในจอกของฮอน

“ดื่มหมดแล้วหรือเนี่ย”

แน่นอนว่าเป็นเหล้าชั้นดี แต่ความแรงของเหล้าก็เพิ่มขึ้นตามตัว เดิมทีเหล้าในวังไม่ได้มีไว้เพื่อดื่มเยอะ พิษของเหล้าจึงสูงพอสมควร แม้แต่ชายที่แข็งแรงดื่มคนเดียวเกินครึ่งขวดยังลำบาก แต่นางกลับดื่มจนหมดขวดต่างน้ำ ฮอนตกใจหันไปมองนาง ตอนนี้นางจัดการเหล้าจอกสุดท้ายหมดภายในพริบตาและวางจอกลงบนโต๊ะ

“พระชายา...”

ความคิดเห็น