facebook-icon

องค์ชายรัชทายาทฮอนจำเป็นต้องอภิเษกสมรสกับซอรยูฮา เพราะต้องการพาหญิงสาวชาวบ้านผู้เป็นคนรักเข้ามาเป็นพระสนม แต่นางในความคิดขององค์ชายคือ ‘ไร้สติ ละเอียดรอบคอบ ฉลาดหลักแหลม เก่งกาจ และไม่มีผู้ใดเหมือน’ เมื่อเวลาผ่านไปองค์ชายรัชทายาทฮอนในฐานะพระสวามีที่ไม่เคยเหลียวแลและมอบความรักให้แก่พระชายาของตนเองเลยนั้น กลับค่อยๆ ให้ความสนใจนางมากขึ้นเรื่อยๆ...

ชื่อตอน : ตอนที่ 3-6

คำค้น : วุ่นรักบุปผาร้อยเล่ห์ นิยายโซซอล นิยายเกาหลี นิยายย้อนยุค

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.2k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 11 ม.ค. 2563 14:17 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 3-6
แบบอักษร

 

แม้ว่าจะมีแขกไม่ได้รับเชิญมาขัดจังหวะกลางคัน แต่การหารือกับพระพันปีก็สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี เมื่อรยูฮาปลีกตัวออกมาจากคนโง่ทั้งสองคนได้แล้ว นางก็พาฝูงลูกเจี๊ยบมุ่งตรงไปยังวังจายองที่หมายถัดไปด้วยอารมณ์ที่สดชื่นขึ้นกว่าเดิม หลังจากที่นางเคยไปที่นั่นในวันถัดมาหลังจากพิธีอภิเษกสมรส นี่เป็นครั้งแรกที่นางไปที่นั่นคนเดียว แต่ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกประหม่าแต่อย่างใด 

วังจายองนั้นกว้างใหญ่และดูหรูหราถึงขนาดที่ทำให้รู้สึกว่าวังซึงกอนที่เป็นที่อยู่ของพระชายาจากรุ่นสู่รุ่นนั้นดูเล็กและธรรมดาไปถนัดตาเลย นางในในตำหนักนำทางรยูฮาผ่านประตูหลายต่อหลายชั้น จนกระทั่งได้พบกับพระมเหสีที่ส่งยิ้มราวกับภาพวาดมาจากส่วนที่ลึกที่สุดของใจกลางวังจายอง 

“ถวายบังคมพระมเหสี ขอจงทรงพระเจริญ” 

“นั่งก่อนสิพระชายา มีอะไรถึงได้มาหาเราคนเดียว เรื่องเกี่ยวกับนางในหรือ” 

ในดวงตาของพระมเหสีที่กำลังเอ่ยถามเปี่ยมไปด้วยความมีเมตตา น้ำเสียงนุ่มนวลราวกับรวงข้าวลู่ลม แต่นางก็เป็นถึงพระมเหสีของประเทศนี้ นางวิเคราะห์หาสาเหตุของการมาของรยูฮาแล้วเอ่ยถามก่อน 

“ใช่เพคะ หม่อมฉันมีเรื่องอยากจะปรึกษาเกี่ยวกับจินซึงฮวีเพคะ” 

“ว่ามาสิ” 

“หมู่นี้จินซึงฮวีสุขภาพไม่ค่อยจะแข็งแรงเพคะ องค์รัชทายาทเองก็ทรงเป็นห่วง หม่อมฉันเลยคิดอยู่ว่าควรจะให้กลับไปพักฟื้นที่บ้านดีหรือไม่เพคะ” 

ดูท่าทางพระมเหสีไม่ได้สนใจอะไรจินซึงฮวีเลย นางพยักหน้าอย่างอารมณ์ดีพลางตอบกลับด้วยถ้อยคำที่ดูไม่สนใจ 

“เดิมทีนางก็อ่อนแออยู่แล้ว ยังไงเสียเดี๋ยวองค์รัชทายาทก็จะไม่อยู่ ก็อาศัยช่วงนั้นให้กลับไปฟื้นฟูกำลังวังชาคงจะดี เหนือสิ่งอื่นใด สนมขององค์รัชทายาทก็อยู่ใต้อำนาจการดูแลของพระชายาไม่ใช่หรือ ทำตามที่พระชายาต้องการเถอะ” 

“เพคะพระมเหสี หม่อมฉันจะให้นางออกจากวังในอีกสองอาทิตย์เพคะ” 

“ตามนั้นเลย ต้องขอบใจพระชายาที่ช่วยให้เกิดความกลมเกลียวกันในหมู่นางใน” 

น้ำเสียงที่เอ่ยชื่นชมที่ฟังจนเบื่อนั้นทุ้มต่ำลงเล็กน้อย แม้แต่บนใบหน้าก็ยังปรากฏรอยยิ้มมีเลศนัย 

“ว่าแต่ พระชายา” 

“เพคะ พระมเหสี” 

“ตอนที่กลับมา จะอุ้มท้องรัชทายาทมาด้วยได้หรือไม่” 

เพิ่งจะแต่งงานมาได้ไม่ทันไรเลย รยูฮาคิดอยู่ครู่หนึ่งว่านิสัยใจร้อนของฮอนเหมือนกับพระมเหสี แน่นอนว่ามองเผินๆ ทั้งสองคนเหมือนคู่สามีภรรยาใหม่ที่ยังเคอะเขิน ทำให้ไม่มีใครระแคะระคายว่ามีอะไรอยู่เบื้องหลัง 

“อุ๊ย หม่อมฉันเขินนะเพคะ เรื่องนั้นหม่อมฉันไม่สามารถทำตามอำเภอใจได้หรอกเพคะ” 

“เจ้าทั้งสองคนจะได้ใช้เวลาร่วมกันอยู่แล้วไม่ใช่หรือ ทั้งเราและพระราชาเองก็คาดหวังไว้สูงเชียวนะ พระชายา” 

ยังไม่ได้ทำอะไรที่จะทำให้มีรัชทายาทได้เลย รยูฮาซ่อนคำตอบที่พุ่งขึ้นมาจุกที่ลำคอไว้ด้วยรอยยิ้มเหนียมอาย แววตาของพระมเหสีที่มองนางทำให้นางลำบากใจยิ่งขึ้น 

“น่ารักเสียจริง พระชายาทั้งงดงามและน่ารักถึงเพียงนี้ องค์รัชทายาทจะไปไหนรอด แล้วพอไม่มีจินซึงฮวีคอยเป็นก้างขวางคอแล้ว ยิ่งถือว่าเป็นโอกาสทองเลยทีเดียว” 

เหงื่อกาฬซึมไหลเต็มหลังรยูฮา ในแววตาของพระมเหสีเต็มไปด้วยความคาดหวังที่จะได้มีหลาน รยูฮารีบอาศัยจังหวะนี้ขอตัวกลับก่อนจะออกจากวังจายองมาอย่างรวดเร็ว แต่ท่าทางความวุ่นวายของวันนี้จะยังไม่จบลงง่ายๆ 

“ออกมาแล้วหรือ” 

นางมั่นใจว่าบอกให้เขากลับไปพักที่ตำหนักแล้ว แต่ฮอนที่เดินวนไปวนมาอยู่ด้านหน้าวังจายองราวกับสุนัขรอเจ้าของก็มายืนขวางนางไว้ 

“เพคะ ฝ่าบาท เหตุใดจึงไม่เสด็จกลับตำหนัก ทรงมาทำอะไรที่นี่เพคะ” 

“ใบไม้เปลี่ยนสีสวยดี ข้าอยากจะไปเดินเล่นกับพระชายา ก็เลยมารออยู่ตรงนี้ ไปกันเถอะ” 

อยู่ๆ จะไปเดินชมใบไม้ร่วง ดูไม่ออกเลยว่าเป็นเพียงแค่ข้ออ้าง ทว่ารยูฮารู้สึกอ่อนล้าทางจิตใจมากแล้ว จึงไม่อยากต่อปากต่อคำด้วย ใบไม้แห้งที่ร่วงหล่นลงมาส่งเสียงดังกรอบแกรบอยู่ใต้เท้าของทั้งสองที่กำลังเดินไปเรื่อยๆ 

“คุยเรื่องอะไรกับพระมเหสีงั้นรึ” 

“หม่อมฉันปรึกษาเรื่องที่จะส่งจินซึงฮวีออกไปนอกวังเพคะ พระราชทานอนุญาตให้ทำตามนั้นได้เพคะ” 

แววตาของฮอนดูขุ่นมัวลงเล็กน้อย เมื่อไม่กี่วันก่อนหากมีการพูดถึงแชยอนต่อหน้ารยูฮาเขาก็ไม่ได้รู้สึกอะไร แต่ไม่รู้ว่าทำไมยิ่งนานวันเข้าเวลาเอ่ยถึงประเด็นของแชยอน เขาจะรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ เขาอึดอัดที่ไม่รู้แม้แต่จิตใจของตนเอง 

“เฮ้อ...” 

“ทำไมถึงทรงถอนพระทัยเพคะ” 

“ข้ารู้สึกอึดอัดใจนิดหน่อยน่ะ เอ่อ ว่าแต่” 

“เพคะ ฝ่าบาท” 

นางไม่ไล่เขาทันทีที่เจอหน้า น้ำเสียงที่ตอบก็ไม่ได้บาดหู ฮอนเอ่ยถามอย่างระมัดระวังอย่างมีความหวัง 

“เย็นนี้ข้าไปวังซึงกอนได้หรือไม่” 

ขออนุญาตว่าไปได้หรือไม่อย่างนั้นหรือ เทียบกับครั้งก่อนที่แทบจะพังประตูเข้ามาแล้วนับว่าเป็นพัฒนาการที่รวดเร็วมาก แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยแต่ก็คุ้มค่า รยูฮาพึงพอใจกับการกระทำนั้นแม้ว่าจะเหน็ดเหนื่อยกับเรื่องต่างๆ มามาก 

“ได้สิเพคะ หม่อมฉันมีเรื่องที่จะทูลพอดีเพคะ หม่อมฉันจะกลับไปพักสักหน่อยแล้วจะเตรียมตัวไว้เพคะ เสด็จมาตอนมื้อเย็นนะเพคะ” 

 

* * * 

 

“จูฮวาน ข้าดูเป็นอย่างไรบ้าง” 

ไม่รู้ว่าทำไมพระชายาถึงได้ให้ไปวังซึงกอนง่ายดายนัก ฮอนอารมณ์ดีราวกับจะโบยบิน เขากดดันข้าราชบริพารให้แต่งตัวด้วยชุดใหม่ แต่งผมใหม่อลหม่านวุ่นวายกันไปหมด เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นในช่วงใกล้ถึงเวลานัดหมาย เขาหันไปหันมาอยู่หน้าคันฉ่อง ใบหน้าเปี่ยมด้วยความดีใจ 

“สง่างามมากพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท” 

“พูดมาตามตรงว่าเสด็จพี่ดูดีกว่า หรือข้าดูดีกว่า” 

นัยน์ตาของขันทีละอ่อนสั่นไหวด้วยความคิดหนัก แม้ว่าจะสายเลือดเดียวกันแต่คนละท้อง ทำให้ทั้งสองเหมือนจะคล้ายกันแต่กลับแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว 

ฮอนเป็นผู้ชายที่มีใบหน้าหล่อเหลา ด้วยผิวขาวเนียนละเอียดดุจอิสตรี จมูกโด่งเป็นสัน ตาสองชั้น ขนตาเป็นแพยาว โครงหน้าชัดได้สัดส่วน รูปร่างสูงโปร่ง ปราดเปรียว ทำให้ไม่ว่าจะสวมชุดใดก็ดูสง่างามมีราศี 

ในทางกลับกัน ชานนั้น ไม่ว่าใครเห็นก็รู้ว่าเป็นนักสู้ ด้วยไหล่กว้างและร่างกายกำยำ แววตาคมกริบที่แม้แต่ใครที่ว่าแน่ยังต้องหลบสายตาคู่นั้น นิสัยชอบขบกรามแน่นที่ติดมาตั้งแต่เล็ก ทำให้เห็นสันกรามเป็นเหลี่ยมชัดเจนดูสมเป็นชายชาตรี ทั้งๆ ที่ทั้งสองแตกต่างกันถึงเพียงนั้น แต่ที่น่าแปลกใจคือเมื่อจับมายืนข้างกันแล้วมองดูจะรู้สึกว่าคล้ายกันเป็นอย่างมาก 

ถึงจะต้องครุ่นคิดหนักแค่ไหน แต่ตอนนี้คนที่ถามคือฮอน และจูฮวานก็เป็นมือขวาของฮอนอีกด้วย แม้ว่าจูฮวานจะเป็นขันทีที่อายุยังน้อย แต่ก็เป็นข้าราชบริพารที่มากความสามารถ กินอยู่หลับนอน และโตมาในพระราชวังแห่งนี้เกือบสิบปี  

“...องค์รัชทายาทต้องหน้าตาดีกว่าอยู่แล้วพ่ะย่ะค่ะ” 

“เมื่อครู่ดูเจ้าลังเลอยู่นะ” 

“กระหม่อมชื่นชมความหล่อเหลาของฝ่าบาทอย่างตั้งใจอยู่พ่ะย่ะค่ะ” 

เมื่อได้ฟังคำตอบที่ต้องการจากจูฮวานแล้ว เขาก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ เป็นอันเสร็จการแต่งตัวหลังจากก้าวออกมาจากประตู เขาก็เอ่ยกระตุ้นตัวเองราวกับกำลังจะไปออกรบ 

“ไปหาพระชายากัน” 

ระหว่างวังจงซูขององค์รัชทายาทและวังซึงกอนของพระชายามีทางเล็กๆ ซ่อนเอาไว้ให้สำหรับคู่สามีภรรยาไปมาหาสู่กัน ฮอนเดินนำหน้าจูฮวานที่ถือตะเกียงอยู่ แต่ละย่างก้าวของเขาที่เหยียบไปบนทางเดินนั้นเบาราวกับกำลังลอยไป เขาสาวเท้ายาวไปพร้อมกับฮัมเพลงในลำคอ อึดใจต่อมาก็มายืนอยู่ตรงหน้าประตู เขาหันหลังกลับไปแล้วยื่นมือไปหาจูฮวาน 

“ข้าจะถือเข้าไปเอง ทุกคนออกไปก่อน ส่วนเจ้าไปจัดสำรับกับแกล้มมา” 

สิ่งที่ออกมาจากแขนเสื้อของจูฮวานคือขวดเหล้าสีขาว เหล้าที่รยูฮาดื่มอย่างออกรสในคืนแรกนั้นยังไม่หมด ฮอนชื่นชมในความเฉลียวฉลาดของตัวเอง พลางรับขวดนั้นมากอดไว้อย่างหวงแหน มืออีกข้างหนึ่งรับตะเกียงมาถือ แล้วเดินผ่านทางเดินมืดๆ ไป เสียงฝีเท้าของเขาดังผิดปกติ อึดใจเดียวเขาก็มาหยุดอยู่ที่หน้าห้องของรยูฮาฮอนสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่ เงาของรยูฮาที่มองเห็นผ่านบานประตูกระดาษทำให้หัวใจของเขาเต้นแรง 

“พระชายา ข้ามาแล้ว” 

“เข้ามาสิเพคะ” 

ฮอนประหม่ามากถึงขนาดที่ไม่ทันรู้สึกว่าแม้แต่ประตูนางก็ไม่มาเปิดให้ เมื่อเขาเปิดประตูเข้าไป รยูฮาซึ่งนั่งอยู่คนเดียวในห้องก็หันมามองเขา นางอยู่ในชุดผ้าไหมเนื้อบางสีขาวที่ใส่เป็นประจำแทนที่จะเป็นชุดผ้าไหมหรูหราอย่างก่อนหน้านี้ ฮอนที่เห็นท่าทางนั้นรู้สึกพอใจอย่างบอกไม่ถูก รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา แต่สายตาของรยูฮาไม่ได้หยุดอยู่ที่รอยยิ้มหล่อเหลานานนัก 

“ฝ่าบาท ขวดที่ฝ่าบาทกอดอยู่...ใช่ขวดนั้นหรือไม่เพคะ” 

ในตอนนั้นเองที่ฮอนได้เห็นความบละโมบของรยูฮา ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่เคยได้เห็นเลยแม้แต่ครั้งเดียว ดวงตาของนางเบิกโตเมื่อเจอเข้ากับขวดเหล้าที่ถูกกอดอยู่ในอ้อมแขนของเขาราวกับเด็กแรกเกิด แม้แต่มุมปากก็กระตุกขึ้นเล็กน้อย ถ้อยคำที่เอ่ยถาม ฟังดูก็รู้ว่ากำลังดีใจอยู่ 

แม้ว่าฮอนจะไม่รู้ แต่สิ่งที่รยูฮาชื่นชอบยิ่งไปกว่าศิลปะการต่อสู้และนิยายก็คือเหล้านั่นเอง 

ความคิดเห็น