facebook-icon

องค์ชายรัชทายาทฮอนจำเป็นต้องอภิเษกสมรสกับซอรยูฮา เพราะต้องการพาหญิงสาวชาวบ้านผู้เป็นคนรักเข้ามาเป็นพระสนม แต่นางในความคิดขององค์ชายคือ ‘ไร้สติ ละเอียดรอบคอบ ฉลาดหลักแหลม เก่งกาจ และไม่มีผู้ใดเหมือน’ เมื่อเวลาผ่านไปองค์ชายรัชทายาทฮอนในฐานะพระสวามีที่ไม่เคยเหลียวแลและมอบความรักให้แก่พระชายาของตนเองเลยนั้น กลับค่อยๆ ให้ความสนใจนางมากขึ้นเรื่อยๆ...

ชื่อตอน : ตอนที่ 3-5

คำค้น : วุ่นรักบุปผาร้อยเล่ห์ นิยายโซซอล นิยายเกาหลี นิยายย้อนยุค

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.3k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 10 ม.ค. 2563 14:59 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 200
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 3-5
แบบอักษร

 

ไม่นานนักรยูฮาที่อยู่ในชุดผ้าไหมสีชมพูอ่อนดูสง่างามก็ออกมาจากวังซึงกอน เป็นเช้าของช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงที่อากาศค่อนข้างเย็น แต่ก็ทำให้สดชื่นไม่แพ้กัน เมื่อคืนฝันดี ทำให้ทุกย่างก้าวของรยูฮาเบาหวิวราวกับเดินไปบนปุยเมฆ เสียงพูดคุยปนเสียงหัวเราะอย่างสดใสของรยูฮาและเหล่านางในดังลอยขึ้นไปบนฟากฟ้าสีฟ้าสดใส 

วังจางชุนที่พระพันปีประทับอยู่ห่างออกไปจากวังซึงกอนพอสมควร หากเป็นพระชายาจะสามารถเดินทางโดยใช้เกี้ยวได้ แต่รยูฮาชอบที่จะเดินเอาแบบนี้มากกว่า 

“ถวายบังคมพระพันปี ขอจงทรงพระเจริญหมื่นๆ ปี” 

นางมีพระนัดดาสามคนจากพระโอรส แต่นางไม่เคยเห็นเด็กคนไหนน่ารักขนาดนี้มาก่อนเลย ในสายตาของพระพันปีนั้นเอ็นดูรยูฮาราวกับเป็นเด็กน้อยน่ารักอายุสิบขวบ เมื่อพระชายาขององค์รัชทายาทที่แต่งตัวมาอย่างสวยงามกล่าวทักทายอย่างสุภาพ พระพันปีจึงเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้ม 

“หลานสะใภ้ดูแลดีเสียขนาดนี้ ต้องสบายดีอยู่แล้ว เมื่อคืนหลับสบายดีไหม” 

เป็นการทักทายที่อ่อนโยนราวกับย่าแท้ๆ รยูฮายิ้มแย้มนั่งลงข้างๆ พระพันปีแล้วกุมมือที่เหี่ยวย่นเอาไว้ 

“เมื่อคืนหม่อมฉันฝันว่าได้เจอแม่เพคะ พอตื่นก็เลยนึกถึงพระพันปี เลยตั้งใจจะมาขอกินมื้อเช้าด้วยเพคะ หลังจากเสร็จแล้ว ถ้าทรงไปเดินเล่นด้วยก็จะยิ่งดีเพคะ เสด็จย่าก็ทรงบรรทมสบายดีใช่หรือไม่เพคะ” 

“ก็ต้องสบายสิ ถ้าเจ้าไม่อยู่ในพระราชวังคงเหงาแย่” 

“มีคนกราบทูลแล้วหรือเพคะ หม่อมฉันจะเขียนจดหมายมาบ่อยๆ นะเพคะ” 

“พระชายาน่าเป็นห่วงกว่าย่าเสียอีก ส่งคนน่าทะนุถนอมแบบนี้ไปในที่อันตรายแบบนั้น พระราชานี่ก็เหลือเกินจริงๆ...” 

พระพันปีลูบใบหน้าของพระชายาอย่างแผ่วเบาด้วยความโศกเศร้า ใครกันหนอที่มาเรียกคนๆ นี้ว่าพยัคฆ์น้ำแข็งแห่งวังจางชุน รยูฮาคิดเช่นนั้น ก่อนจะพูดเข้าเรื่อง 

“หม่อมฉันมีเรื่องอยากจะทูลขอเพคะ เสด็จย่าพระราชทานเงินติดตัวให้หม่อมฉันไว้ใช้ระหว่างทางหน่อยสิเพคะ” 

“เงินติดตัวรึ พระชายาของย่าขอก็ต้องให้สิ ต้องใช้เท่าไหร่กันล่ะ” 

นานเท่าไหร่แล้วที่ไม่ได้ให้เงินแบบนี้กับใคร รอยยิ้มอ่อนหวานปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอย 

“พระราชทานตามที่เสด็จย่าทรงต้องการเลยเพคะ ราษฎรในพื้นที่ที่หม่อมฉันไปยากจน และอดอยากกันมาก แน่นอนว่าพระราชาก็จะพระราชทานทรัพย์สินส่วนพระองค์เพื่อช่วยบรรเทาทุกข์ยาก แต่การดูแลเด็กและผู้หญิงจำเป็นต้องใช้เงินพอสมควร ทีแรก หม่อมฉันตั้งใจจะใช้เงินส่วนตัว แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ หากได้รับความช่วยเหลือจากพระพันปีด้วยต้องเป็นพระมหากรุณาธิคุณต่อราษฎรอย่างหาที่เปรียบมิได้แน่นอนเพคะ” 

ฟังแล้วช่างเป็นความคิดที่ดีมาก พระพันปีสางผมนุ่มสลวยของรยูฮาด้วยปลายนิ้วอย่างอ่อนโยน 

“ย่าก็พอมีทรัพย์สมบัติกับทองคำที่สะสมไว้อยู่บ้าง ไม่รู้จะเอาไปทำอะไรเหมือนกัน ย่าจะเอาของพวกนั้นให้แล้วกัน ระหว่างทางไปเจ้าก็เอาไปแลกเป็นเงิน แล้วเอาไปช่วยบรรเทาทุกข์ยากของราษฎรแล้วกัน สะใภ้ของย่าเพิ่งจะแต่งงานมาได้ไม่ทันไร จะมีสมบัติมากมายเท่าไหร่กันเชียว” 

ให้มันได้อย่างนี้สิ รยูฮาอารมณ์ดีขึ้นมาอีกหน่อยเมื่อทำภารกิจบรรลุเป้าหมายได้อย่างง่ายดาย นางซบไหล่พระพันปีเล็กน้อยพลางฉอเลาะด้วยเสียงหวานมดแทบขึ้น 

“เสด็จย่ายอดเยี่ยมที่สุดเลยเพคะ ตอนที่หม่อมฉันแต่งงานเข้าวังมานั้นหม่อมฉันกลัวมากเลยเพคะ แต่พอได้เจอเสด็จย่า หม่อมฉันก็สบายใจเพคะ” 

ในตอนที่การสนทนาอันแสนอ่อนโยนระหว่างย่าหลานกำลังได้ที่ ก็ถึงเวลาที่อาหารเช้าจะออกมาพอดี ทว่าคนที่ปรากฏขึ้นภายในห้องไม่ใช่นางในถือถาด หากแต่เป็นใบหน้าที่รยูฮาไม่รู้สึกยินดีเลยแม้แต่น้อย 

“ถวายบังคมพระพันปี ขอจงทรงพระเจริญหมื่นๆ ปี” 

องค์ชายสองที่แสนชังมาทำอะไรแต่เช้า รยูฮาพยายามบังคับกล้ามเนื้อแต่ละมัดบนใบหน้า จนกระทั่งสามารถปั้นรอยยิ้มของพระชายาได้อย่างสมบูรณ์แบบไม่นับหางตาที่กระตุกเล็กน้อย 

“นั่งสิ แขกเยอะแต่เช้าเลย” 

ใบหน้าของพระพันปีกลับมาดูนิ่งสง่าอีกครั้ง แต่ชานมองเห็นรอยยิ้มที่ยังหลงเหลือระหว่างริ้วรอยนั้นได้ ได้ยินมาว่าพระพันปีดูสดชื่นขึ้นและเสวยได้มากขึ้นตั้งแต่พระชายาเข้ามา ท่าทางจะไม่ใช่เรื่องโกหก 

“กระหม่อมเพียงแค่จะมาถวายบังคมเฉยๆ พ่ะย่ะค่ะ ไม่รู้เลยว่าพระชายาเสด็จมาก่อน” 

“พระชายาของย่ากลัวคนแก่จะเหงา เลยมาคุยเล่นด้วยบ่อยๆ โชคดีของคนแก่อย่างย่า” 

แม้แต่แววตาที่มองพระชายายังเปี่ยมไปด้วยความอบอุ่น เท่าที่ชานจำได้ ครั้งสุดท้ายที่เห็นสีหน้าแบบนั้นคือตอนที่เขาและฮอนจับมือกันมาที่วังจางชุนสมัยยังเด็ก ทรงเป็นคนอบอุ่นแบบเดียวกับที่เป็นในตอนนี้ 

“กระหม่อมเองเห็นว่าพระพันปีทรงดูสดชื่นขึ้นกว่าแต่ก่อนมากพ่ะย่ะค่ะ ที่เขาว่ากันว่ามีลูกชายสิบคนก็ไม่สู้มีลูกสะใภ้ที่ดีคนเดียวไม่ได้ เห็นท่าจะจริงพ่ะย่ะค่ะ” 

“พระราชาก็ตรัสเช่นนั้นเหมือนกัน หลังจากกินมื้อเช้าเสร็จแล้ว ย่าจะไปเดินเล่นกับพระชายา องค์ชายสองเสด็จด้วยกันสิ” 

ด้วยเหตุนี้ รยูฮาและชานจึงต้องกินอาหารเช้าด้วยกัน ไม่เพียงแค่นั้น หลังจากจบมื้ออาหารที่ชวนปวดท้องแล้ว ยังต้องไปเดินเล่นด้วยกันให้ต้องกระอักกระอ่วนใจอีก สำหรับทั้งสองแล้วต่างก็อยากจะอยู่ห่างๆ กัน แต่เพื่อความสบายใจของหญิงชรา จึงไม่สามารถเอ่ยปฏิเสธออกมาได้ 

เมื่อออกมาจากวังจางชุน ระหว่างทางเดินไปยังสวนดอกไม้เป็นภาพบรรยากาศของช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วง ทั้งใบไม้แห้งที่ปลิดปลิวและร่วงลงมาทุกครั้งที่ลมพัด ทั้งนกกางเขนที่มาเกาะกิ่งไม้ กลางทางเดิน มีพระพันปีเดินนำหน้าขบวนมาหนึ่งก้าวตามประเพณีของพระราชวัง ทั้งสองข้างมีชานและรยูฮาเดินตามหลังมา 

จะทนไม่ไหวอยู่แล้ว ในตอนที่รยูฮารู้สึกได้ว่าแม้แต่มุมปากก็เริ่มกระดกไม่ขึ้นแล้วนั้นเอง ศาลาเก่าหลังหนึ่งก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าอย่างน่ายินดี 

“เสด็จย่าเพคะ ประทับตรงด้านโน้น เสวยชาสักหน่อยไหมเพคะ หม่อมฉันพอจะชงชาเป็นอยู่บ้างเพคะ” 

“มีอะไรที่พระชายาของย่าทำไม่ได้บ้างเนี่ย เอ้า ชงให้ย่าคนนี้ดื่มหน่อยแล้วกัน” 

ก้าวเดินที่กระชุ่มกระชวยของพระพันปีมุ่งหน้าไปยังศาลาตามคำของรยูฮา ด้านหลังชายกระโปรงของพระพันปีที่ก้าวขึ้นบันไดไปก่อน มีพระชายาและชานตามขึ้นไป เมื่อขึ้นมาจนถึงช่วงกลางของบันได รยูฮาหันไปมองรอบๆ ทุกกระเบียดนิ้วประหนึ่งว่ากำลังดื่มด่ำกับทัศนียภาพเพื่อไม่ให้เป็นที่น่าสงสัย ทว่าสิ่งที่นางมองนั้นไม่ใช่ทิวทัศน์แต่อย่างใด 

พระพันปีที่ยังมองเห็นด้านหลังอยู่ ขึ้นไปจนถึงด้านบนสุดของศาลาแล้ว เหล่าข้าราชบริพารก็ยืนก้มหน้ากันอยู่ด้านล่างของศาลา และเมื่อหันกลับมา มุมปากของรยูฮาก็ยกขึ้นเล็กน้อย พลางยื่นเท้าเล็กๆ ออกมาจากใต้กระโปรง 

“อ๊าก!” 

เท้าของนางยื่นออกไปขัดขาของชานอย่างรวดเร็วราวสายฟ้า การจู่โจมเข้ามาแบบฉับพลันอย่างไม่ทันตั้งตัวนี้ ทำให้ชานอยู่ในสภาพไร้ทางป้องกัน เขาหงายไปข้างหลัง แต่ด้วยมือของรยูฮาที่ยื่นออกไปจับข้อมือของเขาไว้อย่างรวดเร็ว ทำให้เขาไม่ตกบันได 

ยัย...ผู้หญิงเสียสติ! 

“มูยองวัง ไม่เป็นอะไรใช่ไหมเพคะ ประชวรตรงไหนหรือไม่เพคะ” 

คาดการณ์เอาไว้แล้วว่านางจะต้องไม่พอใจที่ส่งนางไปชายแดน แต่ไม่คิดเลยว่าจะใจกล้าถึงขนาดโจมตีเขาต่อหน้าพระพันปีได้ ชานเงยหน้าขึ้นมองหน้าพระชายาที่กำลังจับข้อมือของตนอยู่จากข้างบน ท้ายทอยของเขาขนลุกชัน เนื่องจากบนหน้าของนางมีรอยยิ้มบูดเบี้ยวที่ต้องมองใกล้ๆ เท่านั้นถึงจะเห็น เขารีบดึงมือของตนกลับมา พร้อมกับที่ได้ยินเสียงพระพันปีลอยมาด้วยความห่วงใย 

“โธ่ องค์ชายสองไม่ระวังเลย ดีนะที่พระชายาช่วยไว้ ไม่อย่างนั้นเป็นเรื่องแน่ๆ” 

“กระหม่อมเหยียบชายผ้าน่ะพ่ะย่ะค่ะ ขอประทานอภัยที่ทำให้ตกพระทัยพ่ะย่ะค่ะ” 

ชานพูดพลางยกชายผ้าขึ้นดูก็เห็นรอยเท้าสีแดงๆ ของพระชายาอยู่ข้างใน อีกเดี๋ยวคงจะเป็นรอยฟกช้ำ นางจงใจอย่างแน่นอน นี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่โดนนางเล่นงานอย่างไร้ทางสู้ ชานพยายามสงบสติอารมณ์ที่กำลังเดือดดาล ก่อนจะขึ้นไปบนศาลาและนั่งลงฝั่งตรงข้ามรยูฮา 

 

และที่สุดทางเดินนั้น ฮอนหยุดฝีเท้ามองดูเหตุการณ์ทั้งหมด  

“จูฮวาน” 

“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท” 

“เมื่อครู่เกิดอะไรขึ้น” 

“ที่กระหม่อมเห็น...องค์ชายสองทรงก้าวพลาด แต่พระชายาช่วยจับไว้พ่ะย่ะค่ะ” 

“อืม จับไว้สินะ เต็มๆ ตาเลย” 

หลังจากมั่นใจว่าตนไม่ได้มองผิดไป ก็รู้สึกเหมือนพลุระเบิดออกภายในอก เขาเพิ่งจะสั่งห้ามไม่ให้ยิ้มให้ผู้ชายหน้าตาดีได้ไม่กี่วัน แต่นี่กลับจับข้อมือผู้ชายหน้าตาดีนั่นกลางวันแสกๆ ฮอนที่เพิ่งออกมาจากวังคยองอุน ภายในหัวของเขาไม่เหลืออะไรอยู่เลยนอกไปจากความหึงหวง 

“องค์รัชทายาทเสด็จมานี่” 

รยูฮาที่เห็นเขาก่อนจึงเอ่ยขึ้น พระพันปีและชานได้ยินจึงหันไปมองที่สุดทางเดิน ด้วยเหตุนั้นฮอนจึงไม่สามารถเดินผ่านไปเฉยๆ ได้ และต้องขึ้นมาถวายบังคมพระพันปีบนศาลา พระพันปีพยักหน้ารับ รยูฮาและชานโค้งตัวลงอยู่ข้างๆ นาง 

เป็นคู่ที่เหมาะสมกันดีนี่ ฮอนคิดถึงสิ่งที่หากรยูฮารู้คงจะตกใจแน่ๆ ก่อนจะฝืนยิ้มออกไป 

“ทั้งสามคุยอะไรกันอยู่ใช่ไหมพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมขอร่วมด้วยได้หรือไม่” 

“ได้สิ องค์รัชทายาทก็นั่งเถอะ กำลังให้คนเอาอุปกรณ์ชงชามาพอดี” 

หน้าผากของชานยับย่นอย่างไม่พอใจ แต่ครั้งนี้ไม่ใช่เพราะพระชายา แต่เป็นเพราะฮอนที่จับจองที่นั่งข้างๆ นั่นเอง เขาหลบสายตาของพระพันปีแล้วจ้องมาที่ชานอย่างเย็นชา สายตาที่ประหนึ่งมองชู้ของภรรยาตัวเองนั้นทำให้ชานแทบสติแตก แต่จะแก้ตัวว่าอย่างไร ไม่สิ ไม่มีอะไรให้ต้องแก้ตัว และน่าขันด้วยที่จะต้องแก้ตัว 

เสียสติทั้งคู่เลย เหมาะสมกันดีราวกับผีเน่าและโรงผุ 

ชานคิดถึงช่วงที่ได้เดินทางไปท่องเที่ยวคนเดียว เขาจ้องมองท้องฟ้าที่เห็นเลยหลังคาออกไปอย่างเงียบๆ พอดีกับที่เมฆรูปร่างกลมสวยกำลังลอยเอื่อยเฉื่อยอย่างอิสระบนท้องฟ้าฤดูใบไม้ร่วง เขายิ้มอย่างขมขื่นน้อยๆ จิตใจที่หลุดลอยไปตามก้อนเมฆนั้น ทำให้ความสงบกลับคืนมาในใจอีกครั้ง 

 

* * * 

ความคิดเห็น