facebook-icon

องค์ชายรัชทายาทฮอนจำเป็นต้องอภิเษกสมรสกับซอรยูฮา เพราะต้องการพาหญิงสาวชาวบ้านผู้เป็นคนรักเข้ามาเป็นพระสนม แต่นางในความคิดขององค์ชายคือ ‘ไร้สติ ละเอียดรอบคอบ ฉลาดหลักแหลม เก่งกาจ และไม่มีผู้ใดเหมือน’ เมื่อเวลาผ่านไปองค์ชายรัชทายาทฮอนในฐานะพระสวามีที่ไม่เคยเหลียวแลและมอบความรักให้แก่พระชายาของตนเองเลยนั้น กลับค่อยๆ ให้ความสนใจนางมากขึ้นเรื่อยๆ...

ชื่อตอน : ตอนที่ 3-3

คำค้น : วุ่นรักบุปผาร้อยเล่ห์ นิยายโซซอล นิยายเกาหลี นิยายย้อนยุค

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.4k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ม.ค. 2563 15:10 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 3-3
แบบอักษร

 

ทันทีที่ความมืดมิดปกคลุมท้องฟ้า โฮจินก็ขึ้นไปนั่งอยู่บนหลังคาวังคยองอุน หลังจากที่รยูฮาเข้าวัง เขาจึงได้เป็นองครักษ์ไปโดยปริยาย มีหน้าที่คอยเฝ้าระวังพระราชวังเช่นนี้ทุกวันเผื่อมีเหตุลอบปลงพระชนม์ และแน่นอนว่าด้วยความที่เขาก็เป็นมุนษย์คนหนึ่งจึงมีบ้างที่จะรู้สึกเบื่อหน่าย หน้าที่ใหม่ที่เขาได้รับมอบหมายจึงเปรียบเสมือนฝนที่ตกในยามแล้ง 

แม้ว่าจะเป็นหลังคาเดียวกัน แต่คนที่อยู่ภายใต้หลังตาซึ่งเป็นคนละคนนั้นทำให้รู้สึกแตกต่างออกไป โฮจินเพ่งความสนใจไปยังใต้หลังคา และเมื่อจับความเคลื่อนไหวของนางสนมผู้เลอโฉมได้เขาก็ฉีกยิ้มอย่างพึงพอใจ 

“จะมีนักฆ่ามาอีกไหมนะ” 

โฮจินพึมพำเบาๆ พลางเอนตัวไปข้างหลังใช้มือข้างหนึ่งยันพื้นหลังคาไว้ เขายกมือข้างที่พันด้วยแถบผ้าขึ้นมารับแสงจันทร์ ทำให้เห็นรอยเลือดสีแดงชัดขึ้น เขาจ้องมองสิ่งนั้นอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะขยับเข้ามาใกล้ๆ ใบหน้าเพื่อดมกลิ่นของนาง แต่นอกจากกลิ่นคาวเลือดแล้วก็ไม่มีกลิ่นอะไรออกมาจากแถบผ้าที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลนั้น โฮจินเดาะลิ้นทำเสียงจิ๊จ๊ะอย่างเสียดายแล้วลดมือลง 

“มินอารึ” 

โฮจินที่มองขึ้นไปบนท้องฟ้าอยู่ครู่ใหญ่ยันตัวขึ้นแล้วหันหลังกลับไปมอง ในจุดที่สายตามองไป เงาดำที่ปรากฏขึ้นโดยไร้เสียงก้มหัวลง หญิงสาวในชุดคลุมแบบเดียวกับโฮจินปิดหน้าไว้ครึ่งหนึ่ง นางใช้มือล้วงเข้าไปในอกเสื้อแล้วดึงจดหมายเล็กๆ ออกมาส่งให้ 

“กินน้ำในวังแล้วดูสวยขึ้นนะ” 

มือของโฮจินเลื่อนผ่านจดหมายไปหมายจะจับข้อมือที่โผล่ออกมาเล็กน้อย แต่การตอบโต้ด้วยการใช้สันมือฟาดมือของเขาอย่างรวดเร็วราวสายฟ้าของมินอา ทำให้เขาไม่สามารถทำอย่างที่ตั้งใจไว้ได้ 

“ท่านก็กินน้ำในวังเหมือนกัน น่าจะแก้นิสัยนั่นเสียที” 

“หากมีหญิงคนใดเข้ามาอยู่ในหัวใจข้า เดี๋ยวก็แก้ได้เองแหละ ส่งจดหมายมาสักที” 

โฮจินและมินอาอายุห่างกันเพียงสี่ปี แต่โฮจินได้รับสมญานามว่าเป็นนักดาบมือหนึ่งในวัยเพียงสิบหกปี ทำให้มินอาเอาแต่เรียกเขาว่าท่านอาจารย์ อาจารย์หนุ่มที่มีใบหน้างดงามราวกับดอกไม้ ขัดกับพรสวรรค์และความสามารถที่มีอย่างล้นเหลือ 

แต่ว่านางก็ไม่เคยรู้สึกหวั่นไหวให้กับเขาเลยแม้แต่ครั้งเดียว เดิมทีเจ้าตัวก็ไม่ได้สนใจเรื่องพวกนั้นอยู่แล้ว และผู้ที่ทำให้มินอาเป็นแบบนั้นตั้งแต่แรกก็คือโฮจิน เพราะใช้ชีวิตโดยลืมตาตื่นมาก็เจอกับผู้ชายอยู่แบบนั้นมาเป็นสิบปี จึงทำให้นางไม่มีความรู้สึกตื่นเต้นเกี่ยวกับผู้ชายเลยแม้แต่นิดเดียว 

“ชอบหรือ” 

มินอาย่นหน้าผากเล็กน้อยพลางเอ่ยถาม ความพึงพอใจที่ปรากฏบนริมฝีปากของโฮจินเมื่อได้อ่านจดหมายโดยอาศัยแสงจันทร์นั้นช่างขัดใจเหลือเกิน 

“จะให้ไม่ชอบได้อย่างไร ได้ไปเที่ยวสองต่อสองกับผู้หญิงที่งดงามปานนั้น เป็นครั้งแรกเลยที่ข้ารู้สึกว่าคิดดีแล้วที่ติดตามพระชายามา” 

“ข้าพูดเผื่อไว้เฉยๆ นะท่านอาจารย์” 

นางจ้องมองอาจารย์ของตนเองด้วยแววตาคมกริบ 

“ลองเอานิ้วมือนิ้วเดียวไปแตะจินซึงฮวีดูสิ นางต้องวิ่งมาหาอาจารย์ทันทีแน่นอน” 

บุคคลเพียงผู้เดียวที่นักดาบมือหนึ่งผู้ซึ่งไม่เกรงกลัวอะไรใต้ฟ้าผืนนี้ยอมก้มหัวให้คือมหาเสนาบดีซอดู แน่นอนว่าไม่ใช่เพราะเขามีอำนาจมาก แต่เพราะซอดูเป็นทั้งบิดาของรยูฮา เป็นปรมาจารย์ดาบขั้นสูง และยังเป็นอาจารย์ที่เลี้ยงดูโฮจินและมินอามาอีกด้วย  

“รู้แล้วๆ กลัวตายล่ะ” 

โฮจินบ่นอุบพลางพยักหน้าอย่างหงุดหงิด 

“ข้าเชื่อใจท่านนะ ท่านอาจารย์” 

มินอาพูดย้ำอีกครั้งนัยว่าอย่างไรก็ไม่เชื่อ ก่อนจะกระโดดพรวดลงไปจากหลังคาอย่างเงียบเชียบไร้ซึ่งเสียงอันใด เรื่องการปกปิดอำพรางตัวนางไม่เป็นสองรองใคร แม้แต่โฮจินเองก็ยากที่จะจับความเคลื่อนไหวที่ห่างออกไปนั้นได้ โฮจินที่กำลังนอนอยู่บนหลังคากระตุกมุมปากข้างหนึ่งขึ้นเล็กน้อย 

คงเห็นหมดแล้วสินะ แล้วจะให้ทำอย่างไรล่ะ 

ภาพเรือนร่างขาวนวลของจินซึงฮวีที่ปรากฏตรงหน้าเมื่อครั้งก่อนลอยขึ้นมาอย่างเลือนราง ทว่ามีสิ่งอื่นที่ทำให้เขาแทบคลั่งยิ่งกว่าเนื้อนวลนั้น ทั้งใบหน้าที่ชุ่มไปด้วยน้ำตา และเสียงกรีดร้อง ร่างเล็กและบอบบางที่กำลังสั่นเทา ทุกสิ่งเหล่านี้รวมกันจนเป็นความงดงาม 

“อยากได้เหลือเกิน...” 

โฮจินรำพึงรำพันกับตัวเอง ในความรู้สึกนั้น โฮจินรีบมุ่งหน้าไปยังวังคยองอุน แล้วจับความเคลื่อนไหวของคนที่อยู่โดยรอบ หนึ่ง สอง สาม...ทั้งหมดสิบหกคน ไม่มีการอำพรางตัว และไม่มีจิตสังหาร ความเคลื่อนไหวที่กำลังใกล้เข้ามาอย่างรวดเร็วด้านหน้าสุดเป็นความเคลื่อนไหวที่เขารู้จักเป็นอย่างดี และเป็นความเคลื่อนไหวที่ทำให้เขาไม่เป็นสุขเสียยิ่งกว่านักฆ่าที่ลอบเข้ามากำจัดหญิงสาวที่ตนปกป้องอยู่ตอนนี้เสียอีก 

องค์รัชทายาทมานี่เอง 

ความรู้สึกเบาหวิวราวกับบินได้นั้นหายวับไปในพริบตา โฮจินทำเสียงจิ๊อย่างขัดใจพลางมองไปบนท้องฟ้ายามค่ำคืนโดยไม่ไหวติง 

 

* * * 

 

“เขตชายแดนทางตะวันตกเฉียงเหนือหรือเพคะ” 

คำพูดนั้นเหมือนกับฟ้าผ่าตอนกลางวัน แชยอนหน้าซีดพูดทวนคำอย่างไม่รู้ตัว ต้องไปถึงชายแดน แล้วยังเป็นทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือที่อยู่ไกลที่สุดอีกต่างหาก การจะไปที่ชายแดนยังต้องใช้เวลานานเป็นเดือน แล้วยังต้องเดินทางต่อไปยังสุดชายแดนอีกครึ่งเดือน 

มันจะกินเวลานานแค่ไหนกัน หนึ่งปี หรืออาจจะสองปี หรือนานกว่านั้น กว่าองค์รัชทายาทจะเสด็จกลับมา ตนจะยังมีลมหายใจอยู่หรือไม่ ความคิดมากมายหลั่งไหลเข้ามาในหัวที่กำลังสติหลุดลอย แต่นางก็ดึงสติกลับมาเมื่อได้ยินเสียงอ่อนโยนของฮอน 

“เป็นเช่นนั้นแหละ ข้าก็อยากจะพาเจ้าไปด้วยนะ แต่ครั้งนี้ไปงานราชการ หากพานางสนมไปด้วยจะเป็นที่ครหาเอาได้ และจะขัดพระราชโองการไม่ได้” 

“เพิ่งจะเสร็จพิธีอภิเษกสมรสได้ไม่ถึงเดือนเลยนะเพคะ จะให้ไปถึงชายแดน ถึงจะบอกว่าไปดูงานราชการก็เถอะ แต่นี่มันไม่เกินไปหน่อยหรือเพคะ” 

“เรื่องนั้น เอ่อ...” 

ท่าทางเลิ่กลั่ก พูดไม่จบประโยคของฮอน กระตุ้นความรู้สึกไม่สบายใจของแชยอน หรือว่า... 

“ทรงเสด็จไปกับพระชายาหรือเพคะ” 

แทนคำตอบ ฮอนยกแขนขึ้นช้าๆ แล้วโอบไหล่ของแชยอนที่สั่นน้อยๆ ไว้ 

“แชยอน” 

ความไม่สบายใจที่ไม่รู้ว่าคืออะไรกันแน่เริ่มเป็นรูปเป็นร่างชัดเจน พระชายาเป็นคนมีเสน่ห์ที่สามารถทำให้ผู้คนคล้อยตามได้ภายในพริบตา ขนาดตนซึ่งเป็นผู้หญิงด้วยกันยังเป็นเช่นนั้น แล้วกับผู้ชายจะไม่หนักยิ่งกว่าหรือ แม้แต่ในตอนนี้ความรักของฝ่าบาทก็กำลังสั่นคลอน หากกลับมาจากชายแดน ถึงตอนนั้นเขาคงมอบความรักให้กับอีกฝ่ายไปจนหมด แชยอนพยายามสงบจิตใจที่กำลังเจ็บปวดแล้วกล้ำกลืนความรู้สึกนั้นลงไป 

“หม่อมฉันไม่เป็นอะไรเพคะ ขอให้ทรงเดินทางโดยสวัสดิภาพเพคะ” 

คำพูดของแชยอนที่ตอบกลับมานั้นไม่คุ้นหูเอาเสียเลย นึกว่าจะร้องไห้คร่ำครวญพลางพร่ำบอกว่าอย่าไปเลย จะทิ้งตนไปเช่นนั้นหรือ แต่กลับอวยพรให้เดินทางอย่างปลอดภัย แล้วยังไม่มีน้ำตาแม้แต่หยดเดียวอีก ฮอนใช้ปลายนิ้วไล้ไปที่แก้มนวลใสไร้เส้นเลือด 

“ไม่เสียใจหรือ” 

“หม่อมฉันจะรอให้ฝ่าบาทเสด็จกลับมาเพคะ” 

ฮอนมองนางสนมตรงหน้าด้วยความแปลกใจ นางเป็นผู้หญิงที่อ่อนแอและไร้เดียงสาเสมอ แต่ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่นางเข้มแข็งขึ้น เงาของรยูฮาฉายวาบขึ้น ฮอนคิดว่าตนเองตาฝาด 

“แต่ไม่ได้จะทิ้งเจ้าไปเฉยๆ หรอกนะ พระชายาบอกให้พาเจ้าไปด้วย” 

แชยอนตาโตด้วยความตกใจเมื่อได้ยินสิ่งที่ไม่คาดคิด ฮอนยิ้มน้อยๆ รู้สึกว่าคนรักที่ตนรู้จักกลับมาแล้ว เขาอุ้มแชยอนขึ้นเพื่อจะพาไปนอนบนเตียง น้ำหนักของนางดูเหมือนจะเบาลง แม้เรื่องนี้จะสะกิดใจเขา แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา 

“นางให้เหตุผลว่าเจ้ากลับไปพักผ่อนที่บ้าน และจะส่งเจ้าออกนอกวังไปก่อนหน้าเราหนึ่งอาทิตย์ เมื่อพ้นจากเมืองหลวงโดยปลอดภัยแล้ว จึงจะพาเจ้าไปด้วยกัน” 

‘เรา’ ถ้อยคำที่ฮอนเอ่ยออกมาทิ่มแทงใจของแชยอน 

“หม่อมฉันคนเดียวหรือเพคะ” 

“พระชายาจะให้ยอดฝีมือที่นางรู้จักเป็นองค์รักษ์ติดตามเจ้าไป เห็นว่าเป็นถึงนักดาบมือหนึ่งหรืออะไรสักอย่าง พระชายาพูดถึงขนาดนั้น ก็คงจะเป็นคนที่ไว้ใจได้” 

ฮอนพูดอย่างอ่อนโยนพลางวางแชยอนลงบนเตียง ส่วนตนก็เอนตัวลงนอนข้างๆ ความขมขื่นปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของแชยอน ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่คนรักของตนเอาแต่พูดถึงเรื่องของพระชายาไม่ยอมหยุด 

“จะทรงบรรทมที่นี่เหรอเพคะ” 

“ถ้าไม่อยากให้ข้านอนที่นี่ ข้าไปก็ได้” 

“อย่าไปเลยนะเพคะ” 

ความคิดเห็น