ทั้งที่รู้สึกเกลียดตั้งแต่ยังไม่เคยเจอหน้า แต่สวรรค์กลับนำพาให้ทั้งคู่พานพบกัน

ชื่อตอน : ตัดครั้งที่ 8

คำค้น : ทำไมข้าต้องอยากตัดแขนเสื้อท่าน ตัดแขนเสื้อ ฟิคป๋อจ้าน อ้ายหมิง หานตง ซือเป่า 18+ นิยายวาย นิยายจีนย้อนเวลา

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.3k

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ก.ค. 2563 19:39 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตัดครั้งที่ 8
แบบอักษร

ตัดครั้งที่ 8 

“ฝ่าบาทมีรับสั่งให้องค์รัชทายาทเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ” สิ้นรับสั่งที่ถูกถ่ายทอดโดยขันทีคนสนิทขององค์จักรพรรดิ พู่กันในมือชายหนุ่มก็ถูกวางลงในทันที

“ลำบากท่านแล้ว” องค์รัชทายาทโค้งศีรษะเล็กน้อยแทนคำขอบคุณพร้อมเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้มก่อนจะลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้ที่นั่งอยู่

“รบกวนหวังกงกงนำทางเราด้วย” องค์รัชทายาทผู้นอบน้อมเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงชวนเคลิบเคลิ้ม ตราตรึงใจทั้งเหล่าขันทีและนางกำนัลให้ฝันหวานไปตามๆ กัน

“องค์รัชทายาทช่างงดงามทั้งพระวรกายและพระราชหฤทัย”  

“ดั่งเทพเซียนมาจุติ พระองค์งดงามยิ่งนัก”  

“พระองค์ทรงพระปรีชาสามารถ และอ่อนโยนเหลือเกิน”  

“ช่างสมกับที่เป็นหน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์ ผู้ที่จะมาสืบต่อบัลลังก์มังกร”  

เหล่าขุนนางและข้ารับใช้ในวังหลวงต่างชื่นชมพระบารมีขององค์รัชทายาท ไม่มีผู้ใดรู้สึกกระด้างกระเดื่องหากพระองค์ได้ขึ้นครองราชย์ต่อจากจักรพรรดิองค์ปัจจุบัน

องค์รัชทายาทวางตัวเหมาะสม สง่างามตั้งแต่ก้าวเท้าเข้าวังหลวง ชื่อเสียงของบุรุษรูปงาม ผู้อ่อนน้อมและฉลาดปราดเปรื่องแห่งเมืองติ้งเถาเป็นเช่นไร ได้ประจักษ์ต่อสายตาทุกคนในทันที เมื่อได้พบเจอ

 

“ถวายพระพรฝ่าบาท ทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นหมื่นปี” องค์รัชทายาทประสานมือค้อมกายถวายพระพรองค์จักรพรรดิที่ประทับอยู่บนพระแท่นที่บรรทมด้วยความนอบน้อม

“ไม่ต้องมากพิธี แค่ก แค่ก” จักรพรรดิผู้มีร่างกายทรุดโทรมเอ่ยก่อนจะไอโขลกใหญ่ จนองค์รัชทายาทต้องรีบรินน้ำชามาถวาย

“เสวยพระสุธารสชาก่อนพ่ะย่ะค่ะ” เล่าขันทีที่ยืนอยู่ก็รีบเข้ามาช่วยในทันทีเช่นกัน

“พวกเจ้าออกไปก่อน” องค์จักรพรรดิออกคำสั่งให้เหล่าขันทีและนางกำนัลที่คอยรับใช้ออกไปรอด้านนอกเพราะต้องการอยู่เพียงลำพังกับองค์รัชทายาท

“เจ้าเข้ามาอยู่ในวังเป็นอย่างไรบ้าง”

นี่คงเป็นครั้งแรกตั้งแต่เข้ามาอยู่ในวังที่องค์รัชทายาทได้มีโอกาสพูดคุยกับองค์จักรพรรดิผู้มีศักดิ์เป็นเสด็จลุงเพียงลำพัง

“ด้วยพระบารมีของฝ่าบาท กระหม่อมสบายดีพ่ะย่ะค่ะ” องค์รัชทายาทยังคงความนอบน้อมเฉกเช่นทุกครั้ง

“เหมือน...เจ้าช่างเหมือนน้องรองไม่มีผิด” องค์จักรพรรดิเอื้อนเอ่ยก่อนจะยื่นมือมากุมมือขององค์รัชทายาทด้วยความห่วงหา

“ฝ่าบาททรงมีพระเมตตายิ่งนัก” องค์รัชทายาทตอบคนตรงหน้าด้วยความปีติยินดีที่พระองค์ยังคงคิดถึงบิดาของตน

“เจ้ารู้หรือไม่ ความจริงแล้วผู้ที่ควรอยู่ตรงนี้คือบิดาของเจ้ามิใช่เรา” น้ำเสียงขององค์จักรพรรดิเศร้าหมองลงในทันที เมื่อเอ่ยถึงชะตากรรมของน้องชายต่างมารดา

“ฝ่าบาทอย่าทรงตรัสเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ เป็นมติสวรรค์ต่างหาก” องค์รัชทายาทรีบตอบกลับเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ

การขึ้นครองราชย์ของจักรพรรดิฮั่นเฉิงนั้น ทุกคนต่างรู้ดีว่าเป็นเพราะสิ่งใด

หากไม่มี ‘หวังฮองไทเฮา’ พระราชมารดาที่คอยสนับสนุนมีหรือจักรพรรดิฮั่นเฉิง ซึ่งในยามนั้นคือองค์รัชทายาทที่จักรพรรดิพระองค์ก่อนปริวิตกเกี่ยวกับความสามารถ จนถึงขั้นจะปลดออกจากตำแหน่งองค์รัชทายาท แล้วแต่งตั้งจางคังพระโอรสที่เกิดจาก ‘ฟู่เจาอี๋’ หนึ่งในพระมเหสีรองที่ทรงโปรดปรานขึ้นมาแทน

จางคังพระโอรสองค์รองหรือบิดาของจางเหว่ยนั้น มีคุณลักษณะหลายประการที่คล้ายคลึงจักรพรรดิพระองค์ก่อน เช่น ความชื่นชอบด้านดนตรี โดยเฉพาะการเล่นกลองและยังแสดงความปราดเปรื่องอยู่เนือง ๆ แตกต่างจากองค์รัชทายาทจางอ้าวที่เอาแต่ร่ำสุราเคล้านารี

ในยามนั้นตำแหน่งองค์รัชทายาทของจางอ้าวสั่นคลอน จนขุนนางในราชสำนักแบ่งออกเป็นสองฝ่าย

ยิ่งเมื่อจักรพรรดิพระองค์ก่อนประชวรลง พระองค์มักเรียก 'ฟู่เจาอี๋' กับจางคังเข้าไปถวายการรับใช้ใกล้ชิดถึงพระแท่นที่บรรทม

ส่วน ‘หวังฮองไทเฮา’ หรือ ‘หวังฮองเฮา’ ในยามนั้นกับจางอ้าว พระโอรส นานครั้งจะรับสั่งหาและเมื่อประชวรหนักก็ยิ่งดำริเกี่ยวกับการเปลี่ยนองค์รัชทายาท มีพระประสงค์จะให้จางคังพระโอรสที่เกิดจาก ‘ฟู่เจาอี๋’ ขึ้นแทน

แต่ก็ต้องเลิกล้มพระทัยเมื่อฉื่อตานขุนนางผู้ใหญ่ในเวลานั้น ถวายคำแนะนำว่าไม่บังควร

จางอ้าวจึงได้เป็นองค์รัชทายาทต่อและขึ้นครองราชย์สืบต่อบัลลังก์มังกร เมื่อพระราชบิดาสวรรคต

เมื่อจักรพรรดิฮั่นเฉิง ขึ้นครองราชย์ก็ส่งจางคังหรือบิดาของจางเหว่ย ไปปกครองเมืองติ้งเถาเป็น ‘ติ้งเถาอ๋อง’ แล้วแต่งตั้ง ‘หวังฮองเฮา’ พระราชมารดาขึ้นเป็นพระจักรพรรดินีชนนีพันปีหลวงเรียกว่า ‘หวังฮองไทเฮา’

ซึ่งเหตุการณ์ทุกอย่างนั้นทุกคนต่างก็รู้ดีว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังก็คือ สตรีจากสกุลหวัง ‘หวังฮองไทเฮา’ ผู้มีอำนาจล้นเหลือจนมาถึงทุกวันนี้

 

“เจ้าช่างฉลาดปราดเปรื่องไม่ต่างจากบิดา” องค์จักรพรรดิเอ่ยชมก่อนจะเริ่มเล่าถึงเรื่องราวในวัยเยาว์ โดยมีองค์รัชทายาทรับฟังอย่างไม่มีท่าทีเบื่อหน่าย

“ฝ่าบาท จ้าวฮองเฮาและจ้าวเจาอี๋ ขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”

การสนทนาหยุดลงเมื่อหวังกงกงเอ่ยพระนามจักรพรรดินีและพระมเหสีรอง สตรีสองพี่น้องจากสกุลเจ้า

“ให้พวกนางเข้ามา” มีหรือที่องค์จักรพรรดิจะปฏิเสธทั้งสตรีอันเป็นที่รักเพื่อหลานชายอย่างเขา

“กระหม่อมขอทูลลา” องค์รัชทายาทลุกขึ้นยืนเต็มความสูงก่อนจะประสานมือค้อมกายทำความเคารพอย่างนอบน้อม

“วันหลังมาคุยกับเราอีกนะองค์รัชทายาท” ผู้ถูกเคารพพยักหน้ารับก่อนจะเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้ม

“พ่ะย่ะค่ะ” องค์รัชทายาทน้อมรับก่อนจะถอยหลังเดินออกมา

“หยุดก่อนองค์รัชทายาท” ผู้ถูกเรียกหยุดข้อเท้าที่กำลังก้าวเดินในทันที ก่อนจะหันไปน้อมรับพระดำรัส

“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท”

“ต่อไปเรียกข้าว่าเสด็จพ่อ ตั้งแต่บัดนี้เจ้าคือลูกชายของข้า” น้ำเสียงอ่อนโยนเอ่ยบอกผู้เป็นหลานซึ่งเปรียบเสมือนตัวแทนของน้องชายที่ไม่มีวันได้พบเจอกันอีก

“เป็นพระมหากรุณายิ่งนักพ่ะย่ะค่ะ” องค์รัชทายาทคุกเข่าคำนับองค์จักรพรรดิด้วยความซาบซึ้งในทันที

“เจ้าต้องเรียกข้าว่าเช่นไร”

“...เสด็จพ่อ” องค์รัชทายาทเอ่ยตอบพร้อมเงยหน้าขึ้นสบตากับองค์จักรพรรดิด้วยความรู้สึกที่ยากเกินบรรยาย

“ดีมาก เจ้าไปพักผ่อนเถอะ ลูกชายข้า”

องค์รัชทายาทจางเหว่ยโค้งคำนับบุคคลตรงหน้าอีกครั้งก่อนจะก้าวเดินออกมา

จนเมื่อถึงประตูพระตำหนัก เขาก็พบกับสองสตรีผู้กุมหัวใจขององค์จักรพรรดิ

“ถวายพระพรฮองเฮาและจ้าวเจาอี๋พ่ะย่ะค่ะ” องค์รัชทายาทประสานมือคำนับสองสตรีผู้มีศักดิ์เป็นพระราชมารดาเลี้ยงของตนด้วยความเคารพ

“ผิดแล้ว องค์รัชทายาทต้องเรียกข้าว่าเสด็จแม่ต่างหากถึงจะถูก” สตรีสูงศักดิ์ มารดาแห่งแผ่นดินภายใต้แพรพรรณสีสดที่ทั้งประณีตและแสนงดงาม เข้ามารับการคำนับก่อนจะเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้มแสนอ่อนโยน

“ส่วนจ้าวเจาอี๋ องค์รัชทายาทก็ต้องเรียก เสด็จแม่รองจ้าว เข้าใจหรือไม่” พระนางเอ่ยพร้อมหันไปส่งยิ้มให้น้องสาวที่ยืนอยู่ข้างกาย

“เมื่อฝ่าบาทรับองค์รัชทายาทเป็นพระโอรส ต่อไปข้าและฮองเฮาก็คือเสด็จแม่ขององค์รัชทายาทเช่นกันเพคะ” จ้าวเจาอี๋ในชุดแพรพรรณแสนงดงามไม่ต่างพี่สาว เอ่ยด้วยน้ำเสียงหวานหยดย้อย

“พวกข้าไร้ซึ่งความสามารถ ไม่สามารถมีพระโอรสให้ฝ่าบาทได้ แต่สวรรค์ก็ยังทรงเข้าข้าง ส่งองค์รัชทายาทที่ทั้งฉลาดปราดเปรื่องและรูปงามมาให้”

“ต่อไปคงต้องลำบากองค์รัชทายาทแล้ว”

สองสตรีรับส่งกันอย่างคล่องแคล่วด้วยน้ำเสียงหวาดหยดประดุจดังน้ำผึ้ง แต่ใครจะรู้ความหวานนี้อาจกลายเป็นยาพิษที่คร่าชีวิตใครต่อใครมาแล้วนักต่อนัก

“ได้แบ่งเบาภาระของฝ่าบาท หม่อมฉันซาบซึ้งในพระเมตตาของพระองค์ยิ่งนักพ่ะย่ะค่ะ” องค์รัชทายาทยังคงถ่อมตัวไม่มีการวางท่าหรือถือตนเหนือใคร

“ฝ่าบาทเลือกคนไม่ผิดจริงๆ” จ้าวฮองเฮาเอ่ยก่อนจะก้าวเท้าสวนเข้าไปในพระตำหนักโดยมี ‘จ้าวเจาอี๋’ เดินตามไม่ห่าง

องค์รัชทายาทน้อมส่งสตรีทั้งสองก่อนจะก้าวเดินออกมา แต่ยังไม่ทันจะไปถึงตำหนักของตน เขาก็พบกับอีกหนึ่งสตรีที่มีอำนาจสูงสุดในฝ่ายใน ‘หวังฮองไทเฮา’

“ถวายพระพรฮองไทเฮา ทรงพระเจริญพันปี พันพันปี” องค์รัชทายาททำความเคารพผู้มีศักดิ์เป็นย่าของตนด้วยความนอบน้อมเฉกเช่นผู้อื่น

“องค์รัชทายาทตามสบายเถิด” สุรเสียงราบเรียบแต่เต็มไปด้วยอำนาจเปล่งออกมาพร้อมมือที่เข้ามาประคองรับการคำนับ

“องค์รัชทายาทไปเข้าเฝ้าฝ่าบาทมาหรือ” พระนางเอ่ยถามอย่างเป็นกันเอง

“พ่ะย่ะค่ะ” องค์รัชทายาทจางเหว่ยก็ยังคงน้อมรับด้วยความอ่อนน้อมเช่นเคย

“ดีแล้ว ต่อไปองค์รัชทายาทต้องเข้าเฝ้าฝ่าบาทบ่อยๆ คอยช่วยแบ่งเบาภาระของฝ่าบาท จะได้เรียนรู้ราชกิจต่างๆ ไปด้วย เข้าใจหรือไม่” พระนางสอนสั่งองค์รัชทายาทประหนึ่งหลานชายของตน

“หม่อมน้อมรับพระราชเสาวนีย์พ่ะย่ะค่ะ”

“คำสั่งอะไรกัน เรียกว่าเป็นคำสอนจากผู้ใหญ่คนหนึ่งจะดีกว่า” หวังฮองไทเฮาเอ่ยก่อนจะก้าวเดินต่อ

“น้อมส่งเสด็จพ่ะย่ะค่ะ” องค์รัชทายาทค้อมกายทำความเคารพผู้ซึ่งเดินจากไปก่อนจะตรงกลับไปยังตำหนักของตน

...หวังว่าข้าจะไม่เจอใครระหว่างทางอีกนะ

 

คำอธิษฐานขององค์รัชทายาทเป็นผล แต่ก็เพียงครึ่งเดียวเพราะเมื่อกลับถึงตำหนักของตน เขาก็พบอีกหนึ่งสตรีที่มีความสำคัญไม่ต่างจากทั้งสามคนที่พบเจอ

“ท่านย่า” องค์รัชทายาทประสานมือค้อมกายคำนับสตรีผู้ให้กำเนิดบิดาของตน ‘ฟู่เจาอี๋’

“มาแล้วหรือหลานย่า” พระนางรีบตรงมารับการคำนับด้วยรอยยิ้ม

“เหลากงกงบอกว่าฝ่าบาทเรียกพบเจ้า ฝ่าบาทตรัสสิ่งใดกับเจ้าหรือหลานรัก” ผู้เป็นย่าที่มีตำแหน่งเพียงพระมเหสีรองของอดีตจักรพรรดิ เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น

“ไม่ได้ตรัสอะไรขอรับ ฝ่าบาทเพียงแค่เล่าเรื่องราวในวัยเยาว์ให้หลานฟังเท่านั้น” องค์รัชทายาทจางเหว่ยตอบกลับไปตามความเป็นจริง

“เพียงเท่านั้นหรือ” คนตรงหน้าดูท่าจะผิดหวังไม่น้อยกับคำตอบของเขา

“มีอีกเรื่องขอรับ ฝ่าบาทตรัสว่า ต่อไปนี้หลานคือพระโอรสของพระองค์และต้องเรียกพระองค์ว่าเสด็จพ่อ” องค์รัชทายาทที่พึ่งนึกขึ้นได้รีบบอกผู้เป็นย่าในทันที

“ดี เป็นเช่นนั้นดีแล้ว” และคำตอบนี้ก็เป็นที่พอใจของอีกคนเป็นอย่างมาก

“ต่อไปนี้หลานต้องไปถวายพระพรฝ่าบาททุกเช้า เข้าใจหรือไม่” มือของชายหนุ่มถูกกุมเอาไว้ด้วยความหวัง

“หลานจะทำตามที่ท่านย่าสอนสั่งขอรับ” องค์รัชทายาทน้อมรับในทันที

“จำเอาไว้จักรพรรดิองค์ต่อไปคือหลาน สิ่งที่ย่าลงมือลงแรงไปก็เพื่อหลาน เพื่อบิดาและมารดาของเจ้า หลานอย่าทำให้ย่าผิดหวังเด็ดขาด” ถึงผู้เป็นย่าจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงแสนอ่อนโยน แต่จางเหว่ยกลับรับรู้ถึงแรงกดดันที่อีกคนส่งมา

หากจะกว่าวว่าอีกหนึ่งกำลังที่ทำให้เขาได้รับแต่งตั้งเป็นองค์รัชทายาทนั้นคือ ‘ฟู่เจาอี๋’ ก็คงมิผิด

หลังจากที่จักรพรรดิฮั่นเฉิงผู้ไร้ซึ่งทายาทมีพระประสงค์จะแต่งตั้งพระญาติสายพระโลหิตใกล้ชิดขึ้นรับตำแหน่งองค์รัชทายาท

พระองค์สองจิตสองใจระหว่างจางซิ่งผู้ดำรงตำแหน่ง ‘จางชานหวัง’ น้องชายต่างมารดา กับ 'จางเหว่ย' หลานชายซึ่งเป็นโอรสของ ‘ติ้งเถาอ๋อง’ ผู้ที่ทำให้ในใจของจักรพรรดิฮั่นเฉิงมีบาดแผลจนมาถึงทุกวันนี้

หลังจากทราบพระประสงค์ขององค์จักรพรรดิ ‘ฟู่เจาอี๋’ จึงมอบของกำนัลมากมายให้แก่คนสกุลจ้าวและสกุลหวัง เพื่อที่เขาเหล่านั้นจะได้ไปชื่นชมจางเหว่ยผู้เป็นหลานต่อหน้าพระพักตร์

ด้วยอำนาจและกำลังทรัพย์ที่ยังพอมี บวกกับชื่อเสียงที่ดีงามของหลานคนนี้ทำให้แผนของ ‘ฟู่เจาอี๋’ สำเร็จไปด้วยดี

แม้ในตอนนี้จางเหว่ยได้รับแต่งตั้งขึ้นเป็นองค์รัชทายาทสืบต่อบัลลังก์ทอง แต่ถึงอย่างนั้นนางก็ยังไม่วางใจ หากหลานของตนยังไม่ได้ขึ้นครองราชย์ทุกอย่างย่อมเปลี่ยนแปลงได้เสมอ

 

“ขอรับท่านย่า” องค์รัชทายาทรับคำก่อนจะถูกผู้เป็นย่าจูงมือไปนั่งยังเก้าอี้

“มาๆ นั่งลง ดื่มน้ำแกงนี่เสียก่อน ย่าตุ๋นเองกับมือ” ถ้วยน้ำแกงถูกส่งมาให้พร้อมคำเชื้อเชิญ

“หลานขอบพระคุณท่านย่า” องค์รัชทายาทรับถ้วยน้ำแกงมาดื่มในทันที

“หลานย่า ต่อไปเจ้าต้องวางตัวให้ดี ไม่ว่าจะทำอะไร เจ้าจงจำเอาไว้ สายตาทุกคู่กำลังจับจ้องที่เจ้า หากเจ้าสะดุดล้มจะไม่มีใครช่วยเจ้า มีแต่จะซ้ำเติมให้จมธรณี” ผู้เป็นย่ายังคงสอนสั่งหลานชายที่ยังไม่รู้ว่าในวังหลวงนี้น่ากลัวเพียงใด

“มีแต่ย่าเท่านั้นที่หวังดีต่อเจ้า จงจำเอาไว้”

“ขอรับ” องค์รัชทายาทรับคำก่อนจะกลืนน้ำแกงแสนฝืดเคืองลงไปในลำคอ

 

“องค์รัชทายาทถึงเวลาบรรทมแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เหลากงกงผู้ดูแลตำหนักอี่หลัน เอ่ยบอกเจ้าของตำหนักที่ยังคงยืนเหม่อมองพระจันทร์เต็มดวงบนท้องนภา

“เรายังไม่ง่วง”

เมื่อผู้เป็นนายเอ่ยเช่นนั้นมีหรือข้ารับใช้อย่างเขาจะขัดได้ เหลากงกงจึงทำได้แค่เพียงถอยออกไปยืนรอรับใช้อยู่ไม่ไกล

“จิตใจของสตรี ช่างน่ากลัวยิ่งนัก” จางเหว่ยพึมพำกับตัวเองก่อนจะทรุดนั่งลงกับพื้น เพื่อหย่อนขาลงไปในสระบัวเบื้องหน้า ส่งผลให้เหลากงกงต้องรีบกุลีกุจอนำเบาะรองนั่งมาให้ประทับ

เหลากงกงต้องกลับไปยืนที่เดิมอีกครั้งเมื่อผู้เป็นนายส่งสัญญาณให้เขาถอยออกไป ปล่อยให้องค์รัชทายาทได้กลับมาอยู่ในห้วงความคิดของตัวเอง

จะไม่ให้จางเหว่ยรู้สึกเช่นนั้นได้อย่างไร สตรีแต่ละนางที่เขาพบเจอนั้นช่างน่ากลัวยิ่งนัก ความงามภายนอกปิดบังทุกอย่างที่พวกนางกำลังคิดได้อย่างดี

แม้แต่ผู้เป็นมารดาที่อยู่เมืองติ้งเถาก็เช่นกัน ท่านทั้งเข้มงวดและเจ้าระเบียบ สร้างแรงกดดันให้กับเขาตั้งแต่จำความได้

“หมิงจือ ห่วงกู่ ซุนเทียน...หานตง พวกเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง” จางเหว่ยทำได้แค่คะนึงหาเหล่าสหายที่เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา

ในยามนั้นไม่มีใครรู้ว่าเขาเป็นใคร สิ่งที่แสดงออกมามีแต่ความจริงใจต่อกัน

โดยเฉพาะคนสุดท้าย เด็กหนุ่มที่ทำให้เขาเกิดความสับสนบางอย่างขึ้นมาภายในใจ

“ข้ายังไม่ได้คำตอบเลย” จางเหว่ยรำพึงรำพันถึงสิ่งที่เขาต้องการพิสูจน์ในคืนนั้น ก่อนจะสะบัดหัวไปมาเมื่อเผลอยกมือขึ้นมาแตะยังริมฝีปากของตน ถึงแม้จะผ่านมาหลายเดือน เขาก็ยังไม่สามารถลืมสัมผัสในคืนนั้นได้เสียที

“หากพวกเจ้าอยู่ข้างกายข้า ข้าคงรู้สึกปลอดภัยมากกว่านี้” มองข้ามความรู้สึกที่มีต่อเด็กหนุ่ม แล้วหันไปเอื้อนเอ่ยกับสายลมและแสงจันทร์

ในตอนนี้เขายังไม่มีอำนาจพอที่จะทำสิ่งใด เขาเป็นเพียงแค่หมากตัวหนึ่งที่ต้องเดินตามเกมให้ผู้อื่นคอยชักใยเท่านั้น

แต่จะทำอย่างไรได้ในเมื่อเขาเองก็เต็มใจก้าวขึ้นมาอยู่ในจุดนี้ นอกเสียจากเล่นตามเกม แล้วรอเวลาเพียงเท่านั้น......

.......................................................................

 

“งึมๆ เปี๋ยงเปี๋ยงเมี่ยนขอข้า เอามาให้ข้าอีก งึมๆ”

“คุณชายรองต่ง คุณชายรอง ต่งหานตง!”

โป๊ก!

“โอ๊ย! ใคร! ใครกล้ามากวนข้า!” เสียงดังลั่นพร้อมหนังสือที่ปลิวมากระทบหัว ทำให้ชายหนุ่มที่กำลังฝันหวานถึงเมนูสุดโปรดสะดุ้งตื่นในทันที

“ข้าเอง” นักพรตในอาภรณ์เรียบง่ายตอบด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก มือหนึ่งลูบหนวดเคราสีขาวช้าๆ ส่วนอีกมือไพล่หลัง ซึ่งหานตงมิอาจรู้ได้ว่าในมือของอีกคนนั้นว่างเปล่าหรือกำลังซ่อนสิ่งใด

“แฮะๆ ท่านอาจารย์เองหรือ” หานตงฉีกยิ้มกว้างพร้อมนั่งตัวตรง มือไม้ก็จัดแจงสิ่งของบนโต๊ะให้เข้าที่ เหลือบเห็นน้ำลายที่หยดเป็นดวงก็รีบใช้แขนเสื้อเช็ดหรือหาอะไรมาปิดบังเอาไว้

“ข้าสั่งให้เจ้าทำสิ่งใด” คนถามก้าวเท้าเข้ามาหาช้าๆ ทีละก้าว

“เออ...คัดตำราขอรับ” หานตงตอบกลับไปก่อนจะรีบปิดสมุดตรงหน้าที่ยังคงว่างเปล่า

“เสร็จหรือยัง” น้ำเสียงเย็นยะเยือกส่งผลให้ขนอ่อนตามตัวของหานตงลุกชัน

“ใกล้เสร็จแล้วขอรับ ศิษย์ขอเวลาอีกนิด” ชายหนุ่มขยิบตาพร้อมจรดปลายนิ้วชี้และนิ้วโป้งเข้าหากันให้อาจารย์ของตนดูว่าเขาต้องการเวลาเพียงเท่านั้นจริงๆ

“เจ้านี่มัน ช่างแตกต่างจากพี่ชายลิบลับ” ผู้เป็นอาจารย์ทำได้เพียงแค่ถอดถอนหายใจ เขาคิดถูกหรือผิดที่รับเจ้าเด็กนี่เป็นศิษย์

“ท่านอย่าเอ่ยเช่นนั้นสิขอรับ ศิษย์ก็คือศิษย์ พี่ใหญ่ก็คือพี่ใหญ่” หานตงตอบกลับไปก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง

“ไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก ท่านอาจารย์เคยได้ยินหรือไม่ขอรับ” หานตงวางท่าประหนึ่งบัณฑิตผู้มีความรู้

“ข้าไม่เคยได้ยิน บทกวีของใคร ประหลาดยิ่งนัก” ผู้เป็นอาจารย์เอ่ยถามด้วยความไม่เข้าใจ

“หากท่านไม่เคยได้ยิน ศิษย์จะยกตัวอย่างให้ท่านอาจารย์ฟัง” หานตงกระแอมไอเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยต่อ

“ตัวศิษย์เปรียบเสมือนไม้อ่อน ดัดให้เป็นรูปร่างใดก็ง่ายดายไม่หักงอ”

“ส่วนท่านอาจารย์เปรียบเสมือนไม้แก่ ดัดให้เป็นรูปร่างใดก็มีแต่จะแตกหัก ไร้ประโยชน์ ไร้ความสวยงาม อีกไม่นานก็ถูกนำไปทำฟืน...”

“ว้าก! ท่านอาจารย์อย่าตีศิษย์!” หานตงเหวลั่นพร้อมกระโดดหลบตำราไม้ที่ถูกขว้างมาเต็มแรง

“เจ้า! เจ้ามันศิษย์ทรพี!” คนถูกหลอกด่า ชี้หน้าลูกศิษย์ตัวดีด้วยความโมโห

“ศิษย์ทรพีตรงไหนขอรับ ศิษย์แค่อธิบายให้ท่านอาจารย์ฟัง” หานตงตอบกลับไปก่อนจะเบี่ยงตัวหลบอีกครั้ง เมื่อตำราอีกเล่มถูกขว้างมา

“ท่านอาจารย์อย่านะท่าน แจกันนั้นแพงนะขอรับ” หานตงรีบยกมือห้าม เมื่ออาจารย์ของตนหันไปคว้าแจกันใบใหญ่มา

“เจ้า! เจ้า!” คนที่โมโหจนเลือดขึ้นหน้า สั่นเทิ้มด้วยความโกรธสมองประมวลผลหาคำด่าไม่ทันกันเลยทีเดียว

“ไอ้หยา ยามเว่ย (13:00 – 14:59 น.) แล้วหรือ มิน่าถึงหิวเพียงนี้ ศิษย์ต้องขอลาท่านอาจารย์” ชายหนุ่มประสานมือค้อมกายคารวะท่านอาจารย์ก่อนจะรีบวิ่งออกมาด้วยความเร็วเหนือแสง ไม่ทันได้ยินคำด่าที่ลอยตามมาด้วยซ้ำ

“คุณชาย ท่านหนีอะไรมาขอรับ?” เสี่ยวกวงที่นั่งรออยู่ด้านนอกเอ่ยถามด้วยความสงสัย

“กลับกันเถอะเสี่ยวกวง วันนี้ท่านอาจารย์ใจดี ปล่อยข้าก่อนเวลา” หานตงบอกบ่าวคนสนิทด้วยรอยยิ้มก่อนจะกอดคออีกคนเดินออกมาจากสำนัก

 

“วันนี้เจ้ามู่ทู่จะมาไหมนะ” หานตงที่กำลังเดินทอดน่องพึมพำถึงชื่อเหยี่ยวที่เขาเป็นคนตั้งให้

กี่เดือนแล้วที่เจ้านกส่งสารนั่นไม่โผล่หัวมา จากที่เคยมาอาทิตย์ละสองครั้งในตอนนี้กลับไม่เห็นแม้เงา

เขาอุตส่าห์อ่านออกเขียนได้ไม่ต้องใช้รูปวาดสื่อความหมาย แต่ใครอีกคนกลับเลิกส่งข่าวคราวซะงั้น

“ท่านกำลังยุ่งหรือไม่อยากคุยกับข้า” ชายหนุ่มพึมพำกับท้องนภาเบื้องบนไปพร้อมการมองหาเจ้าวิหคตัวใหญ่นั่น

“หรือไม่ท่านก็ลืมข้าเสียแล้ว” คงไม่แปลกหากใครอีกคนลืมเลือนเขา ตั้งแต่จากกันในวันนั้น นับเวลาดูแล้วก็เกือบปีเห็นจะได้

...เด็กหนุ่มผู้อ่อนแอในตอนนั้น เติบโตเป็นชายหนุ่มรูปงาม ร่างกายแข็งแรงพร้อมจะปกป้องท่านแล้ว ท่านจะรู้หรือไม่

 

“คุณชายพูดกับใครขอรับ” เสี่ยวกวงที่เดินอยู่ไม่ห่างขัดขึ้น เมื่อเห็นเจ้านายของตนพึมพำไม่เลิก

“นั่นสิ ข้ากำลังพูดกับใคร” หานตงตอบกลับไปพร้อมก้าวเท้าเข้าไปในจวนของผู้เป็นบิดา ก่อนดวงตาของชายหนุ่มจะหรี่ลงด้วยความสงสัย เมื่อเห็นความวุ่นวายของบ่าวไพร่ภายในบ้าน

“เสี่ยวกวง เกิดอะไรขึ้นหรือ” หานตงหันไปถามบ่าวคนสนิทด้วยความอยากรู้ จะจัดงานอะไรถึงได้ขนข้าวของกันวุ่นวายแบบนั้น

“นั่นสิขอรับ” แต่บ่าวคนสนิทของเขานั้นกลับไม่ได้ช่วยไขข้อสงสัยแม้แต่เพียงนิดเดียว

“เจ้าก็ไปหาคำตอบมาให้ข้าสิ” หานตงส่งยิ้มให้บ่าวคนสนิท เจ้านี่มันใสซื่อหรือจะเรียกว่าซื่อบื้อดีนะเสี่ยวกวง

“ขอรับ คุณชายกลับไปรอที่เรือนก่อนนะขอรับ” เสี่ยวกวงกุลีกุจอไปหาข่าวมาให้ผู้เป็นนายในทันที

“เฮ้อ...จะได้เรื่องไหม” หานตงส่ายหน้าไปมาก่อนจะก้าวเดินกลับเรือนของตน แต่ระหว่างทางเขากลับหันไปเห็นซุนเทียนกำลังเข้าไปยังเรือนของบิดาด้วยความรีบร้อน

“เหมือนจะมีอะไรให้ใส่ใจ” หานตงกระตุกยิ้มก่อนจะแอบย่องเข้าไปด้านข้างเรือนของบิดา จนเมื่อหามุมเหมาะๆ ใกล้กับหน้าต่างได้ ชายหนุ่มก็แนบใบหูเพื่อแอบฟัง

“ที่ท่านพ่อกล่าวมาเป็นความจริงหรือขอรับ”

“อืม พ่อฝากฝังเจ้ากับใต้เท้าหลิงเรียบร้อยแล้ว พรุ่งนี้เจ้าเดินทางไปยังเมืองหลวงได้ในทันที”

“ขอบคุณท่านพ่อที่ช่วยเหลือ”

“เจ้ามากความสามารถเช่นนี้ ไยข้าผู้เป็นพ่อจะไม่สนับสนุน”

หานตนที่พอจะปะติดปะต่อเรื่องราวได้รีบเดินอ้อมกลับมายังหน้าประตูเรือนในทันที

“คุณชายขอรับ ข้ารู้แล้วขอรับ!” เสี่ยวกวงที่พึ่งสืบข่าวมาได้วิ่งกระหืดกระหอบมาหาเขาในทันทีเช่นกัน

“ข้ารู้แล้ว” หานตงตอบกลับไปเพียงเท่านั้นก่อนจะก้าวเท้าเขาไปใกล้บานประตูมากกว่าเดิม

...คิดจะเข้าเมืองหลวงเพื่อไปหาองค์รัชทายาทงั้นเหรอ ฝันไปเถอะ

 

“ท่านพ่อ ข้าหานตงขอเข้าไปนะขอรับ” คนภายในห้องยังไม่ทันอนุญาต ชายหนุ่มก็พาตัวเองเข้าไปอยู่ด้านในเสียแล้ว

“ข้าไปด้วย” หานตงบอกความต้องการของตัวเองต่อคนทั้งสองในทันที

“ไปที่ใด?” ผู้ที่เอ่ยถามกลับมาคือซุนเทียน

“ข้าได้ยินมาว่าพี่ใหญ่จะไปอยู่เมืองหลวง ข้าอยากไปด้วย” หานตงยังคงตั้งมั่นในความคิด

“ข้าไม่อนุญาต” ใต้เท้าต่งปฏิเสธเสียงแข็งในทันทีเช่นกัน

“ทำไมขอรับ ทำไมข้าถึงไปด้วยไม่ได้” หานตงหันไปถามผู้เป็นบิดาด้วยความสงสัย

“น้องรอง” ซุนเทียนเอ่ยห้ามเมื่อหานตงเผลอใช้น้ำเสียงไม่เหมาะสมกับผู้เป็นบิดา

“ไม่ได้ก็คือไม่ได้ เจ้าออกไปได้แล้ว” ผู้เป็นบิดาเอ่ยคำขาดก่อนจะลุกออกจากวงสนทนา

“ท่านพ่อช่างไร้เหตุผล” หานตงหันหลังเดินออกมาจากห้องด้วยความไม่พอใจเมื่อถูกปฏิเสธ

...ในเมื่อข้าอยากไป ใครจะห้ามข้าได้

 

 

“ท่านแม่ ต่อไปท่านต้องดูแลสุขภาพนะขอรับ” ชายหนุ่มเอ่ยบอกมารดาเมื่อช่วยประคองอีกคนไปนั่งที่เตียง

“อาตง เจ้าจะไปไหนหรือ” ผู้เป็นมารดาเอ่ยถามด้วยความสงสัย

ในตอนนี้สุขภาพมารดาของเขาดีขึ้นมาก ถึงจะล้มป่วยบ้างแต่ก็นานๆ ครั้ง ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่สามวันดีสี่วันไข้ หานตงจึงวางใจจากอีกคนไปได้

“ข้าไม่ได้ไปไหนขอรับ ข้าแค่เป็นห่วงท่านแม่” ชายหนุ่มเข้าไปกอดเอวผู้เป็นมารดาอย่างออดอ้อน

“เจ้าลูกคนนี้” ผู้เป็นมารดาลูบหัวลูกชายสุดที่รักด้วยความเอ็นดู

“ข้ารักท่านแม่นะขอรับ” ชายหนุ่มเอ่ยก่อนจะกระชับผู้เป็นแม่แน่นขึ้น

“อาตง เจ้ามีเรื่องอะไรไม่สบายใจหรือ” ผู้เป็นแม่ที่เห็นท่าทีของบุตรชายเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง

“ข้าไม่เป็นอะไรขอรับ” ชายหนุ่มตอบก่อนจะพลิกตัวขึ้นไปนอนหนุนตักของผู้เป็นมารดา

“ข้าชอบให้ท่านแม่ลูบหัว ท่านแม่ลูบหัวข้านะขอรับ” หานตงเอ่ยพลางจับมือมารดาขึ้นมาวางบนหัวของตัวเอง

“อาตง ลูกรักของแม่” ผู้เป็นมารดาพึมพำชื่อลูกชายด้วยความรักก่อนจะลูบหัวด้วยความเอ็นดู

เมื่อมารดายอมทำตามที่ขอ ชายหนุ่มก็หลับตาลงซึมซับความอบอุ่นนี้เอาไว้ให้เต็มที่เท่าที่จะทำได้

...ข้าขอโทษที่ต้องจากท่านไป แต่พลังอันยิ่งใหญ่ย่อมมาพร้อมกับความรับผิดชอบอันใหญ่ยิ่ง

...ข้าต้องหาทางตามต่งซุนเทียนไปเมืองหลวงให้ได้ ไม่ว่าจะต้องใช้วิธีใด ข้าก็จะตามไปขัดขวางความรักของสองคนนั้น!

 

 

>>> เสียงจากคนแต่ง 

จ๊ะเอ๋ หายไปนานเลย กลับมาแล้วจ้า 

เรื่องนี้ต้องไปทำการบ้านพอสมควรก็เลยแต่งช้าหน่อย ต้องขอโทษทุกคนด้วยนะคะ 

เรามาลุ้นกันว่าหานตงจะได้เจอจางเกอของเขาไหม และเขาจะสามารถเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ได้หรือไม่ 

มาลุ้นกันต่อไปจ้า 

คอมเม้นเป็นกำลังใจให้คนแต่งบ้างนะจ๊ะ 

หากเมาส์มอยนิยายเรื่องนี้อย่าลืมติดแท็ก 

#ทำไมข้าต้องอยากตัดแขนเสื้อท่าน  

#หานตงอ้ายหมิง 

ติดตามการอัปเดตข่าวคราวได้ที่  

Facebook : Fic BY Pucca_ww 

TWITTER : @pucca_ww 

ความคิดเห็น