facebook-icon

องค์ชายรัชทายาทฮอนจำเป็นต้องอภิเษกสมรสกับซอรยูฮา เพราะต้องการพาหญิงสาวชาวบ้านผู้เป็นคนรักเข้ามาเป็นพระสนม แต่นางในความคิดขององค์ชายคือ ‘ไร้สติ ละเอียดรอบคอบ ฉลาดหลักแหลม เก่งกาจ และไม่มีผู้ใดเหมือน’ เมื่อเวลาผ่านไปองค์ชายรัชทายาทฮอนในฐานะพระสวามีที่ไม่เคยเหลียวแลและมอบความรักให้แก่พระชายาของตนเองเลยนั้น กลับค่อยๆ ให้ความสนใจนางมากขึ้นเรื่อยๆ...

ชื่อตอน : ตอนที่ 3-2

คำค้น : วุ่นรักบุปผาร้อยเล่ห์ นิยายโซซอล นิยายเกาหลี นิยายย้อนยุค

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.6k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 07 ม.ค. 2563 14:58 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 3-2
แบบอักษร

 

“ทรงให้หม่อมฉันไปที่นั่นด้วยหรือเพคะ” 

รยูฮาทวนคำพูดอย่างไม่อยากจะเชื่อ ฮอนพยักหน้าหงึกๆ 

“ทรงปรึกษากับเสด็จพี่แล้ว และมีพระราชโองการออกมาแบบนั้น ทรงบอกว่าเราเพิ่งอภิเษกสมรสกัน พระชายาเองอีกหน่อยก็ต้องช่วยงานราชการ จึงจำเป็นต้องรู้จักราษฎร เลยมีพระราชโองการให้ไปด้วยน่ะ” 

ในขณะที่กำลังกินอาหารกลางวัน รยูฮาก็นึกถึงองค์ชายทั้งสอง กลัวคนไม่รู้หรืออย่างไรว่าเป็นพี่น้องกัน ถึงได้ทำหน้าซื่อบื้ออ้าปากค้างเวลาเห็นตนเหมือนฮอนไม่มีผิด เขาต้องเก็บความไม่พอใจเรื่องที่เกิดขึ้นที่วังร้างไว้อย่างแน่นอน แล้วไปพูดอะไรกับพระราชา เขาเองก็เป็นถึงผู้รั้งตำแหน่งองค์รัชทายาทที่มีอำนาจพอตัว ไม่ใช่คนที่จะดูถูกได้ 

“ไปกันแค่สองคนหรือเพคะ” 

“เสด็จพี่ก็ไปด้วย” 

ไม่ใช่ข่าวดีเลย ในที่สุดรอยยับย่นก็ปรากฏบนหน้าผากของรยูฮาด้วยความไม่พอใจ 

ถอดแบบกันมากับองค์รัชทายาทไม่เว้นแม้แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เลย คงจะรู้สึกไม่ยุติธรรมที่ตัวเองถูกกระทำอย่างไร้ทางป้องกัน เลยคิดจะสู้กันสักตั้งล่ะสิ 

รยูฮาที่กำลังคิดว่าจะต้องทำให้เขายอมสิโรราบภายใต้ดาบของตนให้ได้นั้น มีภาพของผู้หญิงคนหนึ่งแวบเข้ามาในสมอง ตามรายงานของโฮจินเมื่อคืนนี้ จะต้องมีการลอบสังหารเกิดขึ้นอย่างที่ตนกังวลอย่างแน่นอน ถ้าหากนางทิ้งพระราชวังไปแบบนี้ เหตุอันตรายจะต้องเกิดขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อนเป็นแน่ 

“แล้วจินซึงฮวีล่ะเพคะ” 

“ทำไมพระชายาต้องเป็นห่วงจินซึงฮวีด้วยเล่า” 

เดิมทีรยูฮาก็ไม่สบายใจอยู่แล้ว พอมาเจอคำพูดทิ่มแทงแบบนั้น ยิ่งทำให้นางรู้สึกไม่สบายใจยิ่งขึ้นไปอีก นางพยายามสงบจิตใจด้วยการถอนหายใจเล็กๆ เมื่อสงบลงบ้างแล้ว นางจึงเอ่ยต่ออย่างนิ่งๆ 

“หากฝ่าบาทเสด็จออกจากพระราชวัง จินซึงฮวีก็จะต้องอยู่ตามลำพังที่นี่เป็นระยะเวลานาน และถ้าหากมีคนที่ไม่พอใจนางอยู่ ก็จะเป็นจังหวะที่ดีที่จะกำจัดนางนะเพคะ เมื่อฆ่านางแล้ว พอฝ่าบาทกลับมาก็จะทรงทนความคิดถึงไม่ได้ตรอมใจจนประชวร และสิ้นพระชนม์ ทุกอย่างก็จะจบเพคะ” 

แม้น้ำเสียงจะราบเรียบ แต่เนื้อหาที่พูดออกมากลับไม่เป็นเช่นนั้น ฮอนรู้สึกเย็นวาบขึ้นในอก 

“ใครกันจะมาแตะต้องผู้หญิงที่อ่อนแอเช่นนั้น” 

“หากหม่อมฉันเป็นผู้ใหญ่ในราชวงศ์ก็คงจะทำเพคะ พระชายาที่เกิดจากตระกูลสูงศักดิ์ถูกปล่อยทิ้งไว้ แล้วไปมีรัชทายาทจากนางสนมสามัญชน เชื้อสายวงศ์ตระกูลก็จะสับสน แล้วเลือดราชวงศ์ก็ต้องมีมลทินอีก” 

“พูดแรงเกินไปแล้ว!” 

“แรงอย่างนั้นหรือเพคะ ในพระราชวังนี่ เรื่องแค่นั้นเป็นแค่ขี้ผงนะเพคะ ทรงใช้ชีวิตอยู่ในพระราชวังมาตลอด จะทรงไม่รู้จักโลกของราชวงศ์ดีไปกว่าหม่อมฉันหรือเพคะ” 

ฮอนที่กำลังเดือดดาลได้แต่ปิดปากเงียบเมื่อได้ฟังคำพูดโต้แย้งที่เฉียบคมนั้น เรื่องเล่าของวิญญาณนางสนมที่ร้องไห้คร่ำครวญทุกคืนในวังซออันซึ่งกลายเป็นวังร้าง ตัวเอกของข่าวลือนั้นคือมารดาผู้ให้กำเนิดตน หลังจากนั้นพระราชาก็ไม่รับนางสนมอีก เขาเป็นคนที่รู้ดียิ่งกว่าใคร 

มารดาของเขาที่แม้แต่เขาเองยังจำแทบไม่ได้เป็นชนชั้นกลาง ถึงจะได้เป็นสนมแต่ก็ไม่ต่างอะไรกับสามัญชน เช่นเดียวกับจินซึงฮวี 

ใครๆ ต่างก็บอกฮอนว่านางสู้กับโรคร้ายไม่ไหวจึงจากไป แต่ก็แว่วมาว่ามีเบื้องลึกเบื้องหลังซ่อนอยู่ และนั่นอาจทำให้เขายิ่งโมโหมากขึ้น เพราะคำพูดของรยูฮาทำให้ความรู้สึกเกี่ยวกับการตายอันน่าเวทนานั้นกลับมาอีกครั้ง 

“เอาเป็นว่า หม่อมฉันพูดตรงเกินไป ขอประทานอภัยเพคะ” 

รยูฮารู้ตัวว่าถูกอารมณ์พาไปทำให้ทำผิด แม้ว่านางจะเอ่ยขอโทษ แต่ในสายตาของฮอนนั้นสิ่งที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่รยูฮา แต่เป็นการเหม่อมองไปยังที่ไกลแสนไกล ความเงียบเชียบเข้ามาคั่นกลางระหว่างคนทั้งสอง หลังจากที่ฮอนคิดอะไรอยู่ครู่ใหญ่ เขาก็ตอบกลับคำของรยูฮา 

“พระชายามีความคิดอะไรดีๆ บ้างหรือไม่ เราไม่สามารถขัดราชโองการโดยการพาจินซึงฮวีไปด้วยได้หรอกนะ” 

“แน่นอนเพคะ เพราะฉะนั้นเราจะต้องส่งนางออกไปจากพระราชวังเพคะ” 

ดวงตาของฮอนที่มีแต่ความขมขื่นค่อยกลับมามีประกายอีกครั้ง หากเป็นรยูฮาล่ะก็จะต้องช่วยแชยอนได้แน่ เพื่อไม่ให้เป็นเหมือนอย่างแม่ที่จากไปโดยไม่เหลือความทรงจำอะไรไว้ให้กับเขาเลย 

“อย่างไรเสียหน้าที่ของจินซึงฮวีก็คือการปรนนิบัติฝ่าบาทมิใช่หรือเพคะ และในเมื่อคนที่จะต้องปรนนิบัติไม่อยู่ ในระหว่างนั้นก็ให้กลับไปพักผ่อนที่บ้านก็น่าจะได้นะเพคะ เรื่องนั้นหม่อมฉันจะใช้สิทธิ์ของพระชายาเห็นชอบเพคะ หากไปในวันที่ใกล้กันเกินไปอาจจะดูน่าสงสัย ต้องส่งจินซึงฮวีออกไปนอกวังก่อนประมาณหนึ่งอาทิตย์น่าจะดีเพคะ แล้วพอพ้นเมืองหลวงก็ค่อยพบกันที่บริเวณที่ไม่ค่อยมีคนผ่านไปมาเพคะ” 

“จะส่งจินซึงฮวีไปไกลขนาดนั้นคนเดียวอย่างนั้นรึ” 

“หม่อมฉันจะให้องค์รักษ์ที่ไว้ใจได้ติดตามไปด้วยเพคะ ปิดบังใบหน้าไว้แล้วปลอมเป็นชายก็น่าจะปลอดภัยขึ้นอีกหน่อยเพคะ” 

“องครักษ์...อย่างนั้นหรือ จินซึงฮวีต้องเดินทางกับผู้ชายสองต่อสองอย่างนั้นน่ะรึ” 

เรื่องนั้นมันสำคัญหรืออย่างไรในสถานการณ์เช่นนี้ รยูฮารู้สึกผิดที่ตนเองใจอ่อนเมื่อเห็นใบหน้าเจ็บปวดของเขา 

“ถ้าเช่นนั้นไม่ต้องก็ได้นะเพคะ ไม่รู้เหมือนกันว่าศพจะได้รับการฝังเป็นอย่างดีหรือเปล่านะเพคะ” 

“มะ...ไม่ใช่อย่างนั้น แต่ว่าเรื่ององครักษ์ข้าจะเลือกจากคนของข้าเอง” 

“คนของฝ่าบาทไม่ใช่คนของพระราชวังหรอกหรือเพคะ จะแอบออกจากพระราชวัง แต่จะให้คนของพระราชวังติดตามไป ทรงตรัสอะไรงี่เง่าเสียจริง!” 

ในที่สุดรยูฮาก็หมดความอดทน ฮอนคิดว่าเขาคงจะไม่มีเรื่องอะไรให้ต้องตกใจอีกแล้ว แต่เมื่อได้ฟังประโยคสุดท้ายของหญิงสาว เขารู้สึกตกตะลึงเหมือนกับถูกฟาดเข้าที่ท้ายทอย พูดงี่เง่าอย่างนั้นหรือ 

เมื่อไม่กี่วันก่อน เหมือนพระชายาจะเคยพูดว่าหมา...อะไรสักอย่าง อย่าบอกนะว่านั่นก็... 

รยูฮาที่พลั้งปากพูดไปโดยไม่รู้ตัว นางรีบหุบปาก แล้วชำเลืองมองฮอน ทีแรกนางคิดว่าเขาจะต้องโมโหมากเพราะเสียศักดิ์ศรีขององค์รัชทายาท แต่ก็ไม่เป็นเช่นนั้น ท่าทางเขาคงจะสติหลุดลอยเหมือนสุนัขที่ตกใจอย่างรุนแรงเช่นเดียวกับในคืนแรก 

“ฝ่าบาท” 

เสียงของรยูฮาที่เอ่ยเรียกอย่างระมัดระวังลอยเข้ามาในหู แต่ฮอนไม่ตอบ อันที่จริงต้องบอกว่าตอบไม่ได้น่าจะเหมาะสมกว่า 

“ฝ่าบาท” 

รยูฮายื่นมือออกไปจับมือของฮอนที่ทิ้งลงอย่างคนสติเลื่อนลอยด้วยไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี เมื่อสัมผัสอุ่นปะทะกับเนื้อ ฮอนจึงได้สติแล้วหันมาสบตานาง 

“เมื่อครู่เจ้าว่าอะไรนะ” 

“ไม่ได้พูดอะไรเพคะ” 

รยูฮาปั้นยิ้มอย่างอ่อนโยน รอยยิ้มของพระชายาที่เขาต้องการมาตลอด พร้อมกันนั้นนางก็ไม่ลืมที่จะลูบไปบนหลังมือของเขาอย่างทะนุถนอมเพื่อดึงความสนใจของเขาไปที่อื่น 

การกระทำนั้นได้ผลดีเกินคาด เนื่องจากหลังจากจูบกันแล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่รยูฮาสัมผัสร่างกายของเขา ความสนใจของฮอนไปจดจ่ออยู่ที่หลังมือ หูของเขาเริ่มแดง 

“อย่าทำแบบนั้นเลย” 

“อะไรนะเพคะ” 

ตอนนี้แม้แต่คอของฮอนก็แดงเป็นลูกแอปเปิ้ล เขาดึงมือออกช้าๆ 

“พระชายาเป็นคนบอกเองไม่ใช่หรือว่า ข้าต้องการเจ้า แล้วเจ้ามาแตะข้าแบบนี้...” 

เขาไม่สามารถพูดต่อจนจบได้ ฮอนพยายามหายใจให้เป็นจังหวะด้วยการถอนหายใจยาว พลางเอามือลูบหน้า 

“เพราะฉะนั้น ได้โปรด อย่าเข้ามาใกล้ข้า เราคุยกันถึงไหนแล้วนะ” 

“เรื่ององครักษ์ที่ไว้ใจได้เพคะ เขาถูกเรียกว่าเป็นนักดาบมือหนึ่ง อายุยังน้อย แต่เชี่ยวชาญศิลปะการต่อสู้ทุกแขนง ต่อให้มีนักรบห้าสิบคน เขาก็สามารถฟันจนราบเป็นหน้ากลองได้คนเดียวสบายๆ เพคะ” 

“พระชายารู้จักเขาได้อย่างไรกัน” 

“เป็นสัตว์เลี้ยงของหม่อมฉันด้วยเพคะ” 

“นั่น...สัตว์เลี้ยงอย่างนั้นหรือ” 

เป็นผู้หญิงที่ยิ่งรู้จักยิ่งมีอะไรโผล่ออกมาเรื่อยๆ ทั้งที่ตัวเองเป็นคนบอกว่าเป็นถึงนักดาบมือหนึ่ง แต่กลับบอกว่าเขาเป็นสัตว์เลี้ยงเนี่ยนะ 

“พระชายาก็รู้ศิลปะการต่อสู้ด้วยหรือไม่” 

“นิดหน่อยแค่พอป้องกันตัวเองได้เพคะ เอาเป็นว่าตกลงตามนี้นะเพคะ หม่อมฉันจะกราบทูลพระมเหสีด้วยเพคะ” 

หลังจากสรุปแผนการเสร็จเรียบร้อย และส่งฮอนกลับไปแล้ว นางทิ้งตัวลงนั่งบนเตียง ฝุ่นที่กระจายขึ้นมาส่องประกายระยับภายใต้แสงแดดที่เล็ดลอดเข้ามาในห้อง 

อาการของฮอนยิ่งนานวันยิ่งแย่ลง แม้ว่าเขาอาจจะไม่รู้ตัว และนั่นก็ไม่ใช่เรื่องปกติ แต่ชัดเจนว่าเขาเริ่มมีใจให้กับตนแล้ว เรื่องนั้นไม่ใช่ปัญหา แต่กลับเป็นเรื่องดีเสียด้วยซ้ำ 

แต่จะทำอย่างไรกับจินซึงฮวี ภาพนิ้วมือขาวของนางที่ยกยาพิษขึ้นดื่มเพื่อให้ได้ฮอนมาปรากฏขึ้นตรงหน้า มีความเป็นไปได้ไม่กี่อย่างที่น่าจะเกิดขึ้น ฆ่าตัวตาย หรือไม่ก็ลอบฆ่าฮอน แต่ไม่ว่าจะเป็นทางไหน ก็ล้วนแล้วแต่ส่งผลเสียต่อฮอนทั้งนั้น 

“เฮ้อ...” 

รยูฮาเอนตัวลงบนเตียงพลางถอนหายใจยาว ฮอน เขาเป็นทั้งเป้าหมายและคำมั่นสัญญาของรยูฮา ชีวิตที่อยู่เพื่อเป็นพระชายา และปกป้ององค์รัชทายาท นางไม่เสียใจเลยกับชีวิตของนางที่ต้องวิ่งไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดหย่อน แต่ว่า 

“ไม่ได้คำนวณไว้ว่าองค์รัชทายาทงี่เง่าจะมีนางสนมโง่นี่นา...” 

ตัวแปรใหญ่ที่นางเพิ่งจะรู้ก็เมื่อหลังจากที่ได้เป็นพระชายาแล้ว รยูฮาที่ครุ่นคิดว่าจะรับมือกับเรื่องนี้อย่างไร เริ่มรู้สึกง่วงและผล็อยหลับไปในที่สุด 

ความคิดเห็น