facebook-icon

องค์ชายรัชทายาทฮอนจำเป็นต้องอภิเษกสมรสกับซอรยูฮา เพราะต้องการพาหญิงสาวชาวบ้านผู้เป็นคนรักเข้ามาเป็นพระสนม แต่นางในความคิดขององค์ชายคือ ‘ไร้สติ ละเอียดรอบคอบ ฉลาดหลักแหลม เก่งกาจ และไม่มีผู้ใดเหมือน’ เมื่อเวลาผ่านไปองค์ชายรัชทายาทฮอนในฐานะพระสวามีที่ไม่เคยเหลียวแลและมอบความรักให้แก่พระชายาของตนเองเลยนั้น กลับค่อยๆ ให้ความสนใจนางมากขึ้นเรื่อยๆ...

ชื่อตอน : ตอนที่ 3-1

คำค้น : วุ่นรักบุปผาร้อยเล่ห์ นิยายโซซอล นิยายเกาหลี นิยายย้อนยุค

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.8k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ม.ค. 2563 15:04 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 3-1
แบบอักษร

 

เช้าตรู่ก่อนที่จะเริ่มว่าราชการ ชานและพระราชานั่งประจันหน้ากันอยู่ในส่วนที่ลึกเข้าไปในพระตำหนัก สายตาจับจ้องที่มักจะรายล้อมทั้งสองคนอยู่เสมอถอยออกไปจนหมด บรรยากาศโดยรอบเหมาะแก่การปรึกษาราชการเป็นที่สุด 

“ข้าดูเอกสารที่เจ้าเอามาคร่าวๆ แล้ว” 

น้ำเสียงตึงเครียดเอ่ยขึ้น ชานก้มหัวลงเล็กน้อยแล้วเงยขึ้น 

“ยังเป็นเช่นเดิมพ่ะย่ะค่ะ ฝ่ายจัดการแถบชายแดนจะมีสักกี่คนกันที่คิดถึงราษฎรจริงๆ มีแต่พวกที่จ้องจะขูดรีดภาษีจากชาวบ้านเข้ากระเป๋าตัวเอง ราษฎรต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำเพื่อมาจ่ายภาษี แต่ก็ไม่สามารถเอาชนะความแร้นแค้นได้ ต้องต้มหญ้ากินต่างข้าว และพื้นที่ที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วนคือทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือ ยิ่งขยับออกไปใกล้สุดชายแดนสภาพยิ่งเลวร้ายพ่ะย่ะค่ะ เมืองที่อยู่ติดชายแดนถูกพวกอนารยธรรมข้ามแดนมาแย่งชิงแม้กระทั่งหญ้าที่ต้มกินพ่ะย่ะค่ะ” 

“เฮ้อ...” 

แต่ความเป็นจริงมักเกินกว่าที่คาดเดาเสมอ สถานการณ์ของชายแดนที่ชานถ่ายทอดออกไปอย่างตรงไปตรงมานั้นแตกต่างจากสิ่งที่พระราชาได้รับรายงานมาอย่างสิ้นเชิง สิ่งที่ยากคือแม้ว่าพระราชาจะรู้เรื่องนี้อยู่แล้ว แต่ไม่เคยคิดเลยว่าสถานการณ์จะเลวร้ายถึงเพียงนี้ ความวิตกกังวลของพระราชายิ่งหนักขึ้น 

การท่องเที่ยวของชานในครั้งนี้ไม่ได้เป็นการเที่ยวพักผ่อนธรรมดาๆ ประเทศมีอาณาเขตกว้างใหญ่ แต่ก็มีภูเขาสูงอันตรายอยู่มากมาย ต่อให้เป็นพระราชาที่ปรีชาสามารถเพียงใด การดูแลจัดการพื้นที่ชายแดนอย่างทั่วถึงก็ยังเป็นเรื่องสาหัสเอาการอยู่ดี พระราชาคิดว่าจำเป็นต้องมีการสำรวจลงพื้นที่จริงจึงหาคนที่สามารถไว้ใจได้ และชานก็เป็นคนที่อาสารับหน้าที่นั้น 

“เราจะกำจัดคนฝ่ายบริหารแถบชายแดนออกไปทั้งหมดไม่ได้หรอก ถึงจะลองดู แต่คนพวกนั้นก็มีทางเอาตัวรอดอื่นอยู่ดี องค์ชายสอง เจ้าว่าอย่างไร” 

“กระหม่อมเพียงแค่รับพระราชโองการให้ไปสำรวจพื้นที่ชายแดนเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ ส่วนเรื่องการแก้ไขปัญหา ทรงปรึกษากับองค์รัชทายาทจะดีกว่าพ่ะย่ะค่ะ” 

และอีกเช่นเคย คำตอบของชานไม่ยืดหยุ่นและน่าอึดอัดใจ เขายังคงเรียกตัวเองว่ากระหม่อมแทนลูก และขีดเส้นแบ่งที่มองไม่เห็นขึ้นมา พระราชารู้ว่าเขาเป็นคนที่ไว้ใจได้ แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ไม่สามารถซ่อนความรู้สึกเจ็บปวดไว้ได้เช่นกัน 

เขาเป็นลูกชายคนที่สองที่เฉลียวฉลาดและสง่าผ่าเผยตั้งแต่เล็ก แน่นอนว่าพระราชาทรงหมายตาไว้แล้วว่าจะให้เขาเป็นผู้สืบราชบัลลังก์ต่อ ทว่าหลังจากที่พระสนมเอกยอนจากโลกไปได้ไม่นานนัก ชานก็มาหาตนพร้อมกับปฏิเสธที่จะเป็นองค์รัชทายาท หากแต่งตั้งเขาเป็นองค์รัชทายาท เขาก็จะละทิ้งการเรียนทั้งหมด และจะทำตัวสำมะเลเทเมา 

หลังจากที่แต่งตั้งฮอน น้องเล็กสุดที่เป็นคนโผงผางและดูไม่เป็นผู้ใหญ่ให้ดำรงตำแหน่งองค์รัชทายาท ชานก็ยังแบ่งหน้าที่ที่องค์ชายต้องทำ และหน้าที่ที่องค์รัชทายาทต้องทำอย่างชัดเจน และไม่มีทางที่เขาจะล้ำเส้นที่ตนแบ่งไว้ 

“ตัวพ่อเสียใจเป็นอย่างยิ่ง หากเจ้าได้อยู่ตรงนั้น คงจะได้เป็นคู่ครองกับพระชายาแล้ว และหากเป็นเช่นนั้น จะมีอะไรที่ไม่เพียงพอต่อการนำพาประเทศไปสู่การฟื้นฟูอีกหรือ” 

พระราชาทอดถอนใจด้วยความรู้สึกประทับใจระคนเสียดาย คิ้วของชานที่ฟังอยู่ขมวดเล็กน้อย พระชายา พระชายาของเจ้าบ้านั่น เหตุใดจึงมีชื่อพระชายาโผล่ออกมาที่นี่ 

“ฝ่าบาททรงไว้พระทัยพระชายาหรือพ่ะย่ะค่ะ” 

เป็นคำถามที่สุ่มเสี่ยงเล็กน้อย แต่พระราชาไม่รู้สึกถึงความผิดปกติ แถมยังหัวเราะออกมาเมื่อนึกถึงลูกสะใภ้ที่แสนน่ารัก 

“แน่นอน ไว้ใจสิ ภายนอกนางอาจจะดูอ่อนแอ หน้าตางดงาม แต่มีความมุ่งมั่นเหมือนกับมหาเสนาบดีนั่นแหละ” 

“อ่อนแอ แล้วก็งดงาม...หรือพ่ะย่ะค่ะ” 

ชานพูดทวนคำที่ตนได้ยินเมื่อครู่ ภาพของหญิงสาวอ่อนแอคนนั้นกำลังถือดาบดำเล่มเขื่องไว้ในมือข้างเดียว พลางกวัดแกว่งเสมือนว่าดาบนั้นเบามากแล่นเข้ามาในหัวอย่างชัดเจน 

“เจ้าเองก็รู้นี่ว่าองค์รัชทายาทยังไม่รู้ประสีประสา แต่นางก็ไม่เคยแสดงท่าทีเหนื่อยอกเหนื่อยใจ แล้วยังให้ความเคารพ ปรนนิบัติผู้ใหญ่ในราชวงศ์เป็นอย่างดี ต้องขอบใจนางเสียด้วยซ้ำ มหาเสนาบดีพาลูกสาวที่น่าทะนุถนอมมาเผชิญความลำบากแบบนี้ คงจะเจ็บปวดใจไม่น้อย” 

“ลำบากใจอย่างนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ” 

ดูแล้วไม่น่าจะเป็นเช่นนั้นเลยสักนิด ลูกสาวที่น่าทะนุถนอม ความหมายของคำนั้นที่ชานรู้ไม่ได้เหมาะกับพระชายาเลยแม้แต่น้อย 

“คืนเข้าหอ องค์รัชทายาทก็มัวแต่ขลุกอยู่กับนางสนมสามัญชนคนนั้น พระมเหสีเลยส่งคนไปลากเข้าหอ ตั้งแต่คืนที่สอง พอค่ำลง พระชายาก็ให้ข้าราชบริพารออกไป แล้วร้องไห้อยู่คนเดียว ไม่น่าสงสารและน่าเวทนาหรอกรึ” 

ถ้าฟังจากสิ่งที่พระราชาเล่า คงจะไม่มีผู้หญิงคนไหนในโลกที่น่าสงสาร และจิตใจงดงามใสซื่อไปกว่านี้อีกแล้ว การประเมินพระชายาที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงจากความจริงที่ชานรู้ ทำให้เขากระอักกระอ่วนจนลืมสิ่งที่จะพูด สีหน้าเหม่อลอยนั้นทำให้พระราชาเข้าใจผิดคิดว่าเขาเห็นอกเห็นใจพระชายาผู้น่าสงสาร พระราชาที่กำลังเศร้าใจถึงกับเดาะลิ้นทำเสียงจิ๊จ๊ะ พลางพูดสิ่งที่อยู่ในใจออกมา 

“แต่ตั้งแต่ที่เด็กคนนั้นอภิเษกสมรสเข้ามา พระพันปีก็ทรงร่าเริงสดใสขึ้น เสวยกระยาหารได้มากขึ้น เรารู้สึกคลายกังวลไปเปราะหนึ่ง องค์รัชทายาทเองอาจจะรู้อะไรมาบ้าง เพราะหลังจากที่ไปตำหนักของนางสนมแล้ว ก็จะกลับไปนอนที่วังซึงกอน ยิ่งไปกว่านั้น พระชายายังเรียกนางสนมมาดื่มชาด้วยกัน แล้วยังมอบกระถางดอกไม้ล้ำค่าให้ และให้คนสนิทตามไปส่งถึงตำหนัก ความจริงนางเป็นผู้หญิงที่จิตใจงดงามแล้วยังมีไหวพริบดี หากได้เป็นคู่ครองของเจ้าล่ะก็...” 

ท้ายประโยคของพระราชาขาดหายไปด้วยความเสียดาย ชานนึกถึงตนในวัยเยาว์ที่ปฏิเสธตำแหน่งองค์รัชทายาท ในตอนนั้นเอง จู่ๆ ชานมีความคิดอันแสนปราดเปรื่องแวบเข้ามาในสมอง 

“การบ้านที่จะต้องแก้ไขในตอนนี้คือการตัดตอนฝ่ายบริหารชายแดน และช่วยเหลือพระชายาผู้น่าสงสารใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมมีความคิดดีๆ พ่ะย่ะค่ะ” 

ฟังแล้วเป็นเรื่องที่น่ายินดียิ่ง แล้วยังเป็นคำพูดของโอรสคนที่สองผู้ชาญฉลาดตั้งแต่ยังเล็ก พระราชาที่กำลังดีใจเร่งให้เขาพูดออกมา 

“เจ้าหมายความว่าสามารถแก้ไขทั้งสองเรื่องได้อย่างนั้นรึ รีบว่ามาสิ” 

“ทรงมอบหมายให้องค์รัชทายาทไปที่ชายแดนเพื่อแก้ไขปัญหาทางการเมืองสิพ่ะย่ะค่ะ แล้วก็ทรงมีพระราชโองการให้พระชายาเสด็จตามไปด้วย โดยทรงให้เหตุผลว่าคู่องค์รัชทายาทเพิ่งอภิเษกสมรส ไม่ควรจะอยู่แยกกัน แต่นางสนมตามไปถึงนั่นไม่ได้อยู่แล้ว และในเมื่อตัวห่างกัน ใจจะไม่ห่างตามไปด้วยหรอกหรือพ่ะย่ะค่ะ ทางฝ่ายองค์รัชทายาทเองก็เป็นหัวหอกในการลงมือลงแรง ส่วนพระชายาก็ฉลาดหลักแหลม ให้ทั้งสองคนร่วมมือกัน เพียงเท่านี้ก็สามารถแก้ไขปัญหาทั้งสองเรื่องได้แล้วพ่ะย่ะค่ะ” 

ฟังแล้วเป็นความคิดที่น่าเหลือเชื่อ พระราชาตบมือกับหัวเข่าพลางครุ่นคิด หากทำแบบนั้นแล้วก็จะสามารถแยกนางสนมออกมาได้อย่างแนบเนียน แล้วให้พระชายาคอยประกบ ก็จะสามารถแก้ไขปัญหาที่ชายแดนได้จริงหรือ 

“ที่เจ้าพูดมาก็ถูก เขวี้ยงหินก้อนเดียวได้นกสองตัว ไม่สิ เขวี้ยงหินก้อนเดียวได้นกสามตัวต่างหาก! ข้าจะมีพระราชโองการออกไป เจ้าจงไปเตรียมการเพื่อออกเดินทางภายในหนึ่งเดือน เจ้าเพิ่งจะกลับมาจากการเดินทางได้ไม่เท่าไหร่ ขอโทษเจ้าด้วย” 

ฟังดูดีในตอนแรก แต่ทำไมตอนท้ายถึงได้ดูแปลกๆ เตรียมตัวอย่างนั้นหรือ มุมปากของชานนิ่งค้างด้วยความงุนงง 

“ทรงให้กระ...กระหม่อมไปด้วยหรือพ่ะย่ะค่ะ” 

“หากเจ้าอยู่ในพระราชวังระหว่างที่องค์รัชทายาทไม่อยู่ จะเป็นที่ครหาใหญ่โตได้ และถึงแม้ว่าพระชายาจะฉลาดหลักแหลมแค่ไหน แต่ก็ต้องมีส่วนที่คิดไม่ถึงบ้าง เพราะฉะนั้นเจ้าตามไปคอยช่วยคู่องค์รัชทายาทอีกแรงเถอะ ดำเนินการตามหน้าที่ที่ข้ามอบหมายให้ เมื่อเจ้ากลับมาข้าจะมอบตำแหน่งชินวังให้เจ้า” 

ชินวัง การที่มอบตำแหน่งนั้นให้ นอกจากจะเป็นการยอมรับในฐานะองค์ชายอย่างแท้จริงแล้ว พร้อมกันนั้นยังทำให้ห่างจากตำแหน่งของผู้สืบราชสมบัติออกไปอีก 

สมญานามที่ชานได้รับในปัจจุบันคือมูยองวัง 

ภายใต้พระอาทิตย์ ทุกสรรพสิ่งจะต้องมีเงา มีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่ไม่มีเงา นั่นก็คือตนเองผู้ซึ่งเป็นพระอาทิตย์ ถ้าหากสมญานามนี้ไม่ได้ถูกพระราชทานโดยพระราชาแล้วล่ะก็ จะต้องถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฎอย่างแน่นอน ทั้งในสถานการณ์ที่พระราชา หรือแม้กระทั่งองค์รัชทายาทต้องรักษาตำแหน่ง สมญานามนั้นเป็นเหมือนกับหนทางที่เต็มไปด้วยขวากหนาม ที่แม้จะหายใจยังลำบาก 

ทว่าหากได้รับสมญานามชินวัง สถานการณ์ก็จะเปลี่ยนไป ตั้งแต่วินาทีนั้นเขาก็จะหลุดจากแรงกดดันทั้งหมด และสามารถใช้ชีวิตได้อย่างอิสระเสรีในฐานะองค์ชายได้ สำหรับชานที่ไม่เคยต้องการสิ่งใด สิ่งนั้นเป็นความหวังเพียงหนึ่งเดียวและเป็นเป้าหมายในชีวิตของเขา 

“กระหม่อม มูยองวัง น้อมรับพระราชโองการพ่ะย่ะค่ะ” 

ไม่มีทางเลือก เขาไม่อยากออกเดินทางไกลไปกับพระชายาเสียสติ แต่อย่างน้อยก็มีฮอนซึ่งเป็นพระสวามีประกบไปด้วย คงไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรอก หากตนได้รับพระราชทานตำแหน่งชินวัง พระสนมเอกมุนซึ่งเป็นพระมารดาแท้ๆ จะทำหน้าเช่นไร แค่คิดก็สนุกแล้ว 

 

* * * 

ความคิดเห็น