facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

เด็กเสี่ย 27 1/2 (รีไรต์แล้ว)

ชื่อตอน : เด็กเสี่ย 27 1/2 (รีไรต์แล้ว)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 117.4k

ความคิดเห็น : 90

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ม.ค. 2563 07:48 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
เด็กเสี่ย 27 1/2 (รีไรต์แล้ว)
แบบอักษร

เด็กเสี่ย 27 

 

“ปล่อยผมได้แล้ว” เด็กหนุ่มพูดออกมาทันทีเมื่อเสี่ยกานต์วางสาย แค่ได้ยินเสียงจากโทรศัพท์แม้ไม่ชัดนักแต่ก็รู้สึกขยะแขยงจนอยากจะอาเจียน เสียงที่ดัดจนหวานเลี่ยนเล็ดลอดออกมาฟังยังไงก็ดูไม่จริงใจ 

 

“จะเกลียดอะไรอิมนักหนา เธอบอกเหตุผลฉันมาสิว่าทำไมต้องเกลียดต้องไม่ชอบ ถ้าเธอไม่บอกฉันก็ไม่รู้” 

 

“คุณแน่ใจเหรอว่าอยากฟัง มันไม่ใช่เรื่องน่ารู้หรอกนะครับ” น้ำเสียงเย้ยหยันที่ไม่เคยได้ยินจากเดียวทำเสี่ยกานต์นิ่งไป แม้คำพูดคำจาจะกระด้างแต่น้ำใสที่เอ่อคลอเต็มหน่วยตานั่นทำเขาเป็นห่วงไม่น้อย 

 

“มีเหตุผลหน่อยสิ” เสี่ยกานต์ปรามเมื่ออีกฝ่ายทำท่าจะสาดไฟใส่เขาอีกแล้ว จากคนที่เคยใจเย็นแต่พอได้ยินชื่ออิมเมจก็ร้อนดั่งไฟเผา 

 

“คุณคิดว่าผมควรรู้สึกยังไงกับไอ้ชั่วที่มันทำให้บ้านผมแปดเปื้อน คนที่เลี้ยงผมมาตั้งแต่เกิดโดนมันทำร้ายในบ้านแต่ผมกลับทำอะไรไม่ได้เลย” ความทรงจำที่กักเก็บไว้ให้ลึกที่สุดค่อยๆ เผยออกมา 

 

“ชีวิตผมป่นปี้ตั้งแต่มีมันสองแม่ลูกเข้ามา โลกของผมพังทลายเพราะพวกมัน คุณย่าไม่เคยสอนให้ผมมองโลกในแง่ร้าย ทุกอย่างย่อมมีเหตุมีผล แต่คุณรู้ไหม ผมหาเหตุและผลให้สองแม่ลูกนั่นไม่เจอ อึก...ผมเกลียดพวกมัน ผมอยากจะฆ่ามันด้วยซ้ำตอนที่เห็นว่ามันทำอะไรกับที่เก็บกระดูกของคุณย่า แม้แต่คนที่ตายไปแล้วมันก็ยังไม่เว้น” 

 

น้ำตาที่ไหลลงอาบแก้มราวทำนบแตกนั้นเหมือนกับสิ่งที่ย้ำเตือนเรื่องราวในอดีตได้เป็นอย่างดีว่ามันเลวร้ายมากแค่ไหน เถ้ากระดูกของคุณย่าที่อยู่ในอัฐิโดนมันเอามาโปรยเป็นปุ๋ยใส่ต้นไม้ ดีที่เขากลับมาจากโรงเรียนจึงเห็นเสียก่อน จากบ้านที่เคยเป็นสวรรค์กลับกลายเป็นนรกไปในชั่วพริบตา ระยะเวลาหลายปีที่ต้องทนเพราะคำว่าเหตุผลและการให้อภัย แต่ทุกอย่างไม่มีอะไรดีขึ้นมีแต่เลวร้ายกว่าเดิม เขาไม่ยุ่งเกี่ยวกับสองแม่ลูกนั่นแม่แต่จะร่วมโต๊ะทานอาหารก็ไม่อยากทำ เขาใช้ชีวิตอยู่ที่คอนโดฯ มากกว่าจะกลับบ้าน ถ้าไม่ใช่เพราะที่บ้านมีพ่ออยู่เขาก็ไม่คิดเหยียบเข้าไป 

 

“คุณถามผมว่าคุณจำเป็นต้องเกลียดมันด้วยเหรอเพียงเพราะผมเกลียด คำตอบของผมคือไม่ แต่ช่วยปล่อยผมไปเสียที จะรั้งผมเอาไว้เพื่อให้มาดูคุณกับมันเจริญความสัมพันธ์กันทำไม ผมไม่อยากอยู่รับรู้อะไรเกี่ยวกับตัวมันแม้แต่ร่วมเอาอากาศหายใจก็ไม่อยากทำ” 

 

“ใจเย็นๆ สิเดียว เธอโกรธจนพูดเสียงแข็งกับฉันหลายทีแล้วนะ” เพราะเห็นว่าคนในอ้อมกอดร้อนดั่งไฟเขาเลยไม่อยากสุมไฟเพิ่มจึงได้แค่ทำตัวเย็นเหมือนน้ำเพื่อปลอบประโลม กอดเดียวเอาไว้เพื่อให้รู้ว่าเขาไม่ใช่ใครอื่น 

 

“เธอจะบอกว่าอิมเมจกับแม่ของเขาทำให้ครอบครัวเธอแตกแยกงั้นเหรอ” เสี่ยถามขึ้นอีกครั้งหลังจากเงียบไปพักใหญ่ ความจริงที่ลูกน้องเขาไม่มีวันสืบเสาะหาได้เพราะมันถูกปิดปากเงียบกริบไว้กับคนในบ้าน คงมีแต่เด็กหนุ่มคนนี้ที่กำลังพูดถึงสิ่งที่อัดอั้นอยู่ในใจราวกับระเบิดออกมา เขานั่งอยู่ตรงนี้ได้แค่สัมผัสน้ำตาที่กลิ้งหยดจากตาสวยลงมาบนเสื้อ เดียวไม่ได้สะอื้นเหมือนผู้หญิงติดจะเก็บเสียงไว้มิดชิด แต่น้ำตานั้นอาบไหลราวไม่ขาดสาย 

 

“พวกมันเหมือนสัตว์นรกมาเกิด ถ้าแค่เงินที่คุณพ่อให้พวกมันเป็นเงินเดือนผมยังพอเข้าใจได้ แต่อะไรคือการขอเพิ่มทุกเดือนอ้างว่าไปช่วยเหลือมูลนิธินั่นนี่เพื่อจะได้เป็นหน้าเป็นตาให้คุณพ่อ ทั้งที่จริงไม่ใช่เลยลุงชิดบอกว่ามันเอาไปเล่นการพนันหมดทีเป็นแสนๆ” 

 

คำพูดที่หยาบคายที่สุดของเดียวถูกเอ่ยออกมาพร้อมหมัดที่กำแน่น เสี่ยกานต์คลายอ้อมกอดลงให้หลวมแต่ก็ยังคงลูบหัวลูบหลังไว้อยู่ เขาไม่รู้ว่าคนตัวเล็กเจออะไรมากบ้างแต่เชื่อว่าคงสาหัสพอดู สมองคงอัดแน่นไปด้วยความทรงจำที่เลวร้ายจนเมื่อเห็นคนที่ทำให้ตนต้องมีความทรงจำเหล่านี้ถึงกับปรอทแตกทุกที 

 

“เธอไม่ได้ตัวคนเดียว เธอยังมีเพื่อนที่ชื่อนัทคนนั้นและยังมีฉัน ถ้าอยากระบายอะไรก็พูดออกมาเถอะ อย่าเก็บไว้เลย” นิ้วโป้งคลึงกลีบปากบางเบาๆ เพราะมันโดนเจ้าตัวกัดไว้จนเขากลัวมันช้ำ “เธอไม่ชอบที่ฉันไปคุยกับอิมเมจ เธอหวงฉันกลัวจะเสียฉันไปเหมือนที่เสียพ่อเธอให้กับพวกเขาใช่ไหม” เมื่อพอปะติดปะต่อเรื่องได้จึงไล่จี้ถาม 

 

“เปล่า เปล่าครับ” 

 

“ปกติคนแบบเธอจะไม่หลบตาเวลาตอบคำถามฉัน” เสี่ยกานต์ต้อนจนอีกฝ่ายเริ่มจนมุม ตาที่หลุบมองไหล่กว้างเริ่มอยู่ไม่สุขเริ่มหาทางหนีทีไล่ให้กับตนเอง 

 

“เธอก็ชอบฉันเหมือนกันข้อนี้ฉันเข้าใจถูกไหม” 

 

คำถามคราวนี้ทำร่างบางชะงัก ใจเต้นรัวอย่างบ้าคลั่งจนปิดบังไม่ได้ เพิ่งฟันธงในใจตัวเองว่าชอบเสี่ยกานต์ก็วันนี้แต่ไม่ใช่ว่าเขาจะยอมรับต่อหน้าเสี่ยตรงๆ ได้หรอกนะ 

 

แก้มใสขึ้นสีระเรื่อเมื่ออีกฝ่ายใช้จมูกคลอเคลียอีกครั้ง หัวของเสี่ยกานต์ที่มีผมดำหนาปกคลุมเป็นทรงไซ้ไปตามไหล่และหัวของเดียว มันเหมือนสิงโตอ้อนชัดๆ เลย 

 

“เปล่าครับ” 

 

“โกหก!” เสี่ยกานต์เถียงขึ้นมาทันที โชคและชาญบอกเขาจนมั่นใจว่าเดียวมีความรู้สึกดีๆ กับเขาแน่ๆ เขาจึงกล้าบอกว่าชอบอีกฝ่ายไป แต่ทำไมเจ้าตัวถึงได้ปากแข็งแบบนี้ 

 

“อย่ามาลอบทำคะแนนแบบนี้สิครับ มันเอาเปรียบอีกฝ่ายนะ” เดียวเฉไฉเอียงตัวหลบสัมผัสจากคนตัวโตกว่า เขานั่งบนตักเสี่ยกานต์ดิ้นหนีจะลงก็หลายครั้งแต่ก็ไม่สำเร็จจนต้องปล่อยไป เพราะรู้ว่าอ้อมกอดที่แข็งแกร่งนี้ไม่ปล่อยให้เขาได้หลุดออกไปง่ายๆ 

 

“ฉันเดินนำเด็กนั่นมาหลายก้าวแล้วเธอไม่รู้เหรอ” น้ำเสียงมั่นใจของคนที่มีอำนาจจนเคยตัวทำให้เดียวนึกฉุน แม้ลึกๆ แล้วจะรู้สึกอย่างนั้นก็ตาม 

 

“งั้นผมจะทำให้ภีมได้เดินขึ้นมาเท่ากับคุณดีไหม” 

 

แม้จะบอกภีมไปแล้วว่าตนไม่ได้รู้สึกอย่างที่ภีมรู้สึก แต่เขาก็ไม่ปฏิเสธความรู้สึกที่อีกฝ่ายมอบให้ อีกทั้งภีมดึงดันจะเดินหน้าเรื่องเขาต่อเขาก็ยอม ใช่...เขาคือคนเห็นแก่ตัว แต่ในเมื่อมีโอกาสเลือกได้เขาก็ขอเลือกให้ตัวเองเจ็บน้อยที่สุดได้ไม่ใช่เหรอ 

 

“ถ้าคิดว่าทำได้ก็ลองดู ฉันบอกเธอแล้วว่าเธอต้องมีฉันเพียงคนเดียว” 

 

“นั่นตอนที่เป็นเด็กเสี่ยครับ แต่ตอนนี้ผมไม่มีตำแหน่งนั้นแล้วย่อมมีอิสระ” 

 

“แล้วไม่อยากมีอิสระไหมล่ะ ฉันจะขังเธอไว้ไม่ให้เห็นเดือนเห็นตะวันเห็นแต่หน้าฉันคนเดียว” พูดไปปลายจมูกโด่งก็ปัดแก้มใสเบาๆ 

 

ลูกกวางน้อยไม่รู้อะไรเสียแล้ว ตราบใดที่พญาราชสีห์ได้จับจ้องยังไงก็ไม่มีทางหลุดพ้นกรงเล็บนี้ไปได้หรอก 

 

“คนเป็นเสี่ยเขาพิสูจน์ความรู้สึกกับคนที่บอกว่าชอบโดยการข่มขู่แบบนี้เหรอครับ” 

 

“เดียว! ยอกย้อนเก่ง” ชายหนุ่มบีบปลายจมูกคนในอ้อมกอดเบาๆ “รู้ไหมว่าฉันต้องห้ามใจตัวเองมากแค่ไหนที่จะไม่กินเธอก่อนที่เธอจะตกลงคบกับฉัน” ความคิดถูกถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูด ที่จริงวันนี้เขาไม่จำเป็นต้องอดทนหลายชั่วโมงเพื่อรอเดียว ไม่ต้องข่มใจตัวเองเพื่อไม่ให้ทำอะไรเดียว ไม่จำเป็นเลยแต่เขาก็ยังทำ คงเพราะ... 

 

‘เสี่ยลองเอาน้ำเย็นเข้าลูบสิครับ คุณเดียวไม่ได้ใจแข็งขนาดที่เสี่ย...เอ่อ...อ้อน แล้วจะไม่ใจอ่อน’  

 

‘ความอดทนในทางธุรกิจเอามาปรับใช้กับเรื่องนี้ได้ครับ หากเสี่ยอดทนรอผมเชื่อว่าคุณเดียวจะต้องเห็นใจ’  

 

‘ถ้ามึงใจเย็นกว่านี้ เข้าใจความรู้สึกรักมากกว่านี้มึงจะรู้เลยว่าคำว่าทะนุถนอมของรักของหวงเป็นยังไง แต่ประเด็นคือ...มึงรักสิ่งนั้นแล้วดิ? หึหึ...’  

 

คำแนะนำจากทั้งสามบุคคล คนแรกคือชาญ คนต่อมาคือโชคและคนสุดท้ายคือเพื่อนรักเขาที่วันนี้ต่อสายตรงไปหาเจ้าตัวที่กำลังจะเดินทางไปสิงคโปร์ ทุกคนลงความเห็นเหมือนกันหมดคือให้เขาอดทนรออย่างใจเย็นและเขาก็คิดว่าตัวเองทำสำเร็จ 

 

ตลกดีเหมือนกันนะที่คนอย่างเสี่ยกานต์ไปไม่เป็นกับเรื่องง่ายๆ แบบนี้... 

 

Rrrrrrrr Rrrrrrr 

 

โทรศัพท์เดียวสั่นรัวอยู่บนโต๊ะข้างโซฟาเพราะเขาวางทิ้งไว้ตั้งแต่กินข้าว ชื่อที่โชว์อยู่เป็นชื่อของนัทเขาจึงกดรับอย่างไม่ลังเล เสี่ยกานต์ปล่อยอ้อมกอดแต่ไม่วายมือใหญ่สอดเข้าเสื้อไปลูบไล้ผิวลื่นมือตรงบั้นเอวของเดียวเบาๆ ดวงตาสวยของชายหนุ่มจับจ้องเด็กบนตักอย่างหลงใหล 

 

[ไอ้เดียวววว กูจะร้องไห้แล้วนะ!! ] เสียงนัทตะโกนมาพร้อมกับเสียงดังโหวกเหวก คาดว่าคงออกไปหาอะไรกินอย่างที่บอกในตอนแรก 

 

“นัท! เออๆๆ โทษๆ กูจะไปเดี๋ยวนี้แหละ” เขากดตัดสายทันที นี่เขาลืมเพื่อนตัวเองไปเสียสนิท เดียวปาดคราบน้ำตาบนแก้มลวกๆ ก่อนจะลุกขึ้นแล้วพุ่งไปหยิบถุงเสื้อผ้าของตนเตรียมออกไปหาเพื่อนรัก แต่เสี่ยกานต์ก็กระโจนมาคว้าร่างบางเอาไว้ได้ 

 

“จะไปไหน” 

 

“ผมนัดกับนัทไว้ ผมทิ้งเขามานานแล้ว ผมไปนะครับ” 

 

“ฉันไปด้วย” 

 

“...? ...” 

 

“เพราะคืนนี้เธอต้องอยู่กับฉัน” 

 

เดียวไม่อยากเสียเวลาเถียงกับเสี่ยจึงยอมนั่งรถเสี่ยกานต์ที่ขับด้วยตัวเองมาจอดยังสถานที่ที่นัทแชร์โลเคชั่นมาให้นั่นคือร้านอาหารริมทะเลไม่ไกลจากโรงแรมที่พวกเขาพัก หมึกไข่นึ่งมะนาวเป็นหมันเมื่อเขาลืมไว้ที่ห้องพักของเสี่ย แต่ใครจะสนตอนนี้ขอเจอหน้าเพื่อนก่อนเถอะ ขณะเดียวกันเขาก็ส่งไลน์หาภีมเพื่อถามว่าอยู่ส่วนไหนของหาด เมื่อได้คำตอบก็รีบไปหานัทเพื่อจะได้ไปหาพวกของภีมต่อ 

 

“นัท!” เดียวจะรีบตรงไปหาทันที ไม่สนใจคนที่พาตนมาเสียด้วยซ้ำ เพราะตอนนี้ความรู้สึกผิดเกาะกุมจิตใจเกินกว่าจะสนสิ่งอื่นใด นัทที่ทันทีที่เห็นเดียวได้แค่ถลึงตาใส่ในมือถือถุงหมึกย่างที่ใส่น้ำจิ้มสีจัดจ้านมาเกือบครึ่งถุง นัทเคี้ยวสิ่งที่อยู่ในปากจนแก้มป่อง 

 

“กูคิดว่ามึงทิ้งกูแล้วไอ้ห่า เนี่ย! ลืมเพื่อน พออยู่กับผะ...อ่าว” คำพูดยังไม่ทันจบประโยคคนพูดก็ต้องชะงักไปเมื่อเห็นเสี่ยกานต์เดินตามหลังเดียวมาด้วย เขารีบกลืนสิ่งที่อยู่ในปากก่อนจะยกมือไหว้ทักทาย 

 

“สวัสดีครับเสี่ย” เขาคิดไว้แล้วว่าเสี่ยกานต์คงไม่ปล่อยเพื่อนเขามาแน่ แต่ไม่คิดว่าจะตามติดมาขนาดนี้ สายตาคมกริบนั้นจ้องมองเขาเรียบนิ่งเหมือนน้ำแต่เขาไม่รู้ว่าในจิตใจของหนุ่มผู้นี้คิดอะไร แต่เสี่ยกานต์กลับรั้งแขนเรียวเอาไว้เสียก่อนจนเจ้าตัวต้องหันมอง 

 

“ฉันให้แค่หนึ่งชั่วโมงนะ วันนี้เหนื่อยอยากพัก” 

 

“งั้นคุณก็กลับเลยสิครับ ที่จริงไม่ต้องมากับผมก็ได้ ผมคิดว่าวันนี้คง...อุ๊บ!” 

 

ไม่ทันได้พูดจบประโยคดีปากอีกฝ่ายก็ประกบปิดกลืนคำพูด เดียวดิ้นขลุกขลักแต่ก็โดนอ้อมกอดแข็งแรงรัดตัวไว้แน่น เมื่อตักตวงจนพอใจอีกฝ่ายจึงผละปากออกเหลือแค่การคลอเคลียที่ทำเอาจั๊กจี้เป็นบางคราว 

 

“อย่าดื้อนะขอแค่นี้เอง อยากนอนกอดจริงๆ” 

 

เสียงกระซิบเบาๆ ข้างหูกับท่าทีอ้อนๆ ที่ดูเหมือนเด็กนั่นทำให้ใจเริ่มอ่อน หากแค่นอนเขาไม่มีปัญหาแต่ก็กลัวว่าเสี่ยกานต์คิดจะทำอะไรตนนี่สิ แต่เท่าที่สังเกตเสี่ยกานต์มักจะหยุดทุกครั้งที่เขาห้าม จะถือเอามาเป็นเหตุผลที่จะยอมได้ไหมนะ 

 

“ไว้ค่อยคุยกันนะครับ ตอนนี้ผมขอเวลาส่วนตัว” คำปฏิเสธอย่างเย็นชาของเดียวทำเสี่ยหงุดหงิดไม่น้อย ก่อนนี้คิดว่าจะสงบแล้วเชียวแต่ตอนนี้กลับมาดื้ออีกแล้ว แต่เขาทำอย่างไรได้เมื่อไม่อยากเสียคะแนนของตนเองไป จำต้องยอมในนาทีนี้ 

 

“ขอโทษที่มาช้านะ ขอโทษจริงๆ หมึกไข่นึ่งมะนาวของมึงกูลืมไว้ที่ห้องเสี่ยไม่ได้หยิบมาด้วย ให้กูไถ่โทษเป็นการพามึงไปเจอเพื่อนใหม่ได้ไหม แล้วมึงอยากกินอะไรระหว่างทางก็กินได้เลยเดี๋ยวกูเลี้ยง” ไม่รู้จะแก้ตัวอย่างไรดีเลยจึงได้แค่บอกขอโทษไป เดียวทำสีหน้ารู้สึกผิดเพราะกลัวเพื่อนรักจะโกรธ แต่นัทกลับไม่ได้สนใจเขาแม้แต่นิด ยังคงให้ความสนใจกับเสี่ยกานต์ที่เดินกลับไปที่รถแล้ว 

 

“เสี่ยเขาดูหลงมึงมากนะ สายตาที่เขามองมึงเขาไม่มีวันปล่อยมึงแน่ๆ” 

 

“ไปกันเถอะ” 

 

“กูพูดจริงนะเดียว เขาไม่ปล่อยมึงแน่ๆ” นัทย้ำสิ่งที่ตนเองคิด แค่การแสดงความเป็นเจ้าของกลางที่สาธารณะแบบนี้ก็พอเดาได้แล้วว่าใครคิดมายุ่งกับเดียวคงไม่รอดพ้นตีนของลูกน้องเสี่ยแน่ๆ แล้วแต่ละคนก็เบอร์รองเท้าคงไม่ต่ำกว่าเบอร์ 45 รูปร่างสูงใหญ่หน้าตาเรียบนิ่งไม่บ่งบอกอารมณ์ทำตัวปะปนไปกับฝูงชนเก่ง เกิดมีเรื่องสักทีคงช้ำในไปหลายวัน 

 

“ไปเถอะ ภีมรอแย่แล้ว” 

 

“ใครคือภีม” 

 

“เดี๋ยวเจอก็รู้เอง ไปได้แล้ว” เดียวลากนัทออกเดินไปตามริมถนนเพราะร้านที่ภีมบอกเขาเห็นผ่านๆ ตาแล้วว่าอยู่ไม่ไกลจากนี้เท่าไหร่นัก เสี่ยกานต์เห็นดังนั้นจึงขับรถตามมา 

 

ปี๊น! 

 

“จะไปไหน” ชายหนุ่มลดกระจกลงถามคนที่กำลังเดินคู่กับเพื่อนที่หุ่นไล่เรี่ยกัน 

 

“ผมบอกแล้วไงครับว่านี่คือเวลาส่วน...” 

 

“ฉันจะไปส่ง ไม่ได้จะกวนเวลาส่วนตัวเธอหรอกน่ะ” คนฟังอึ้งไปกับสิ่งที่เสี่ยพูดไม่น้อย เขายิ้มหน่อยๆ เพราะเสี่ยดูจะเข้าใจอะไรๆ ได้ดีขึ้น ก่อนจะบอกให้นัทขึ้นนั่งข้างหลังส่วนเขานั่งข้างหน้าพร้อมบอกทางเสร็จสรรพจนเสี่ยมาจอดหน้าร้านอาหารซีฟู้ดร้านหนึ่ง เป็นร้านอาหารกึ่งบาร์มีนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติอยู่ในร้านจำนวนหนึ่ง เมื่อมองเข้าไปก็เห็นกลุ่มใหญ่ของภีมนั่งอยู่ริมร้านติดกับส่วนที่ยื่นออกไปทางทะเล 

 

“ขอบคุณครับเสี่ย” นัทยกมือไหว้ก่อนจะเปิดประตูรถลงไป แต่เดียวยังนั่งอยู่เหมือนเดิมเพราะโดนเสี่ยรั้งข้อมือไว้ 

 

“เธอนัดกับเด็กช่างนั่นไว้เหรอ!” เพราะมองสำรวจเข้าไปด้านในเห็นเด็กภีมนั่นนั่งอยู่กับกลุ่มเพื่อน แสงไฟไม่สว่างนักตามแบบร้านนั่งชิลริมทะเลยามค่ำคืน แต่มันก็ไม่ได้มืดถึงขนาดมองไม่ออกว่าใครอยู่ในร้านบ้าง มือใหญ่บีบข้อมือเล็กไม่เบานักจนเดียวนิ่วหน้า 

 

“เสี่ยครับ ผมเจ็บ! ปล่อยก่อน” 

 

“เธอนัดกับมัน” 

 

“ก็แค่กินข้าวด้วยกัน ผมจะพานัทมาเจอภีมด้วยจะได้รู้จักกันไว้” เดียวชี้แจงทั้งที่เขาไม่จำเป็นต้องทำแบบนี้ก็ได้ แต่เพราะเสี่ยกานต์ไม่ยอมปล่อยมือเขาง่ายๆ จึงจำเป็นต้องอธิบายเพิ่มเติม 

 

“เธอไม่ให้เวลาฉันเลยแต่กลับมานั่งสังสรรค์กับเด็กนั่น!” ยิ่งพูดยิ่งโกรธเมื่อเห็นว่าเขาต้องตามเดียวเกือบทั้งวันแต่เด็กคนนั้นเดียวแทบจะวิ่งเข้าหา 

 

“แล้วที่ผมโดนคุณหิ้วไปที่ห้องพัก อาบน้ำ ทานอาหารด้วยกัน รวมไปถึงที่คุณกอดจูบผมมันยังไม่พออีกเหรอครับ ผมอยากให้เราห่างกันเพื่อคิดทบทวนความรู้สึกให้แน่ชัดกว่านี้ ระยะห่างที่มีมากขึ้นอาจทำให้คุณและผมคิดอะไรๆ ได้มากขึ้นและมีสติกว่านี้ แบบนี้มันจะดีทั้งตัวคุณและผมนะครับ ให้ผมได้เรียนรู้ความรู้สึกของคนอื่นบ้างอย่าให้ผมรับรู้ของคุณฝ่ายเดียวสิ” เดียวตอบเหตุผลด้วยความใจเย็น 

 

เสี่ยกานต์ที่ทั้งชีวิตตั้งแต่เกิดและทำงานจนสร้างธุรกิจหลายร้อยล้านขึ้นมาเป็นของตนเองได้ก็ยอมฟัง เพราะเขาได้ทุกอย่างมาด้วยการจัดการและควบคุมทุกอย่างเอง แต่เขาจะใช้อำนาจกับสิ่งที่เรียกว่าความรู้สึกไม่ได้ เขาจะยึดครองเดียวมาเป็นของตัวเองโดยบังคับขู่เข็นไม่ได้ เขายอมปล่อยมือเขาในที่สุดแต่กระนั้นก็ไม่วายหันมาสั่ง 

 

“ฉันให้ถึงแค่ห้าทุ่ม อย่าดื่มหนักและอย่าอยู่ดึกนัก” 

 

“ผม...” 

 

“เธอต้องมีสติและดูแลตัวเองด้วย ฉันเป็นห่วง เข้าใจไหมครับหนึ่งเดียว” น้ำเสียงไร้การข่มขู่หรือตะคอกแต่เป็นโทนเสียงที่อ่อนโยนกว่าเดิมมาก สายตาคมดุที่เอาแต่กดดันอ่อนลงเป็นความห่วงใย เขามองอดีตเด็กเสี่ยตรงหน้าแล้วถอนหายใจ ขนาดยังไม่ได้เป็นอะไรกันยังห่วงขนาดนี้ หากเดียวเข้ามาอยู่ในหัวใจเขาทั้งใจคงหวงจนไม่อยากให้เจอแสงตะวันเลย 

 

ใครๆ ก็รู้ว่าสถานที่เที่ยวกลางคืนไม่ได้มีแต่คนดี หากเด็กของเขาเจอคนไม่ดีเข้าล่ะจะทำยังไง และถ้าเกิดเดียวขาดสติไปพูดกับใครอื่นเหมือนที่คุยกับเขาครั้งแรกในผับนั่นเล่าเขาจะทำอย่างไร 

 

“ครับ” เดียวอึ้งไปกับความอ่อนโยนนั้นหลายวินาที แก้มใสขึ้นสีระเรื่อแต่เพราะความมืดภายในรถทำให้เสี่ยกานต์ไม่เห็น ก่อนจะตอบรับแล้วยกมือไหว้ขอบคุณและลงจากรถ จากนั้นรถคันสีดำเงาวับก็ขับออกไป 

 

เดียวพานัทเดินเข้าร้านตรงมายังโต๊ะของกลุ่มภีมที่สั่งของกินมาเต็มโต๊ะอีกทั้งเหล้าเบียร์อีกหลายขวด คาดว่าคงเริ่มกินกันไปได้สักพักแล้ว แน่นอนว่าไม่ลืมแนะนำนัทกับคนอื่นๆ ด้วย 

 

“เอาเพียวๆ หรือผสมโซดาเพ่!” โย่งเด็กหนุ่มร่างสูงที่พูดเก่งกว่าใครเพื่อนถามนัท 

 

“จัดมาแบบผสมโซดาพอ ไม่อยากเมากลัวเพื่อนโดนฉุด” นัทว่าติดตลก 

 

“เออ ห่วงกันก็ดีเพราะดูท่าไอ้เดียวไม่น่าจะรอดจากเสือจากตะเข้ มึงดูสายตาฝรั่งโต๊ะนั้นมองสิ” เม่นบอกก่อนจะบุ้ยใบ้ไปทางอีกฝั่งของร้าน ซึ่งมีกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาตินั่งอยู่และคงเมาได้ที่ 

 

“เดี๋ยวกูดูแลเอง” ภีมบอกก่อนจะเทเหล้าพรวดๆ ใส่แก้วของนัทและผสมโซดาลงไปเพียงนิด 

 

“แหม รีบออกตัวเลยนะมึง กลัวเขาไม่รู้เหรอว่าชอบน่ะ” เพราะเม่นรู้ดีไม่ว่าจะการแสดงออกทางสายตาที่ภีมเอาแต่มองหาเดียวและท่าทางที่ออกจากมากเกินปกติของเพื่อนรักนั่นอีก อีกทั้งได้ยินจากไอ้พวกรุ่นร้องเหล่านี้ว่าภีมชอบไปส่งเดียวที่มหา’ ลัยก็เลยพอจะเดาได้ไม่ยากว่าเพื่อนเขาคงตกหลุมรักหนุ่มหน้าสวยคนนี้เข้าแล้ว ตอนแรกก็ตกใจที่มันชอบผู้ชาย แต่เมื่อเห็นผู้ชายที่มันชอบแล้วก็เข้าใจได้ว่าทำไมถึงชอบ ก็ดูดีขนาดนี้ 

 

“คนอื่นไม่รู้กูไม่สนแต่กูไม่อยากให้เจ้าตัวเขาไม่รู้ว่ากูอยากดูแลเขาจริงๆ” 

 

ฮริ้ววววว 

 

เสียงโห่แซวจากพวกรุ่นน้องที่สนิทกันทำเอาภีมยิ้มไม่หุบ ยิ่งแรงกระแซะเบียดให้ภีมเขยิบเข้าไปนั่งใกล้เดียวนั่นอีก แต่กลับกันคนที่โดนพาดพิงถึงยกแก้วเครื่องดื่มมึนเมาขึ้นจิบเท่านั้น เขาไม่ได้เอออออะไรกับคำแซวนั่นติดจะเงียบตอบด้วยซ้ำ 

 

“เอาแก้วใหม่ไหม กูเห็นไอ้โย่งชงให้มึงแบบที่กูชงให้ไอ้นัทเลย” 

 

“ผมดื่มแบบนี้ได้ เห็นแบบนี้ผมไม่ได้คออ่อนนะครับ” ยิ้มกว้างส่งไปให้จนภีมอดใจไม่ได้ผลักหัวคนโอ้อวดเบาๆ ก่อนจะนั่งเท้าคางมองใบหน้าหวาน รู้สึกโล่งใจที่เสี่ยกานต์ถอยห่างออกไปแล้ว เพราะรู้สึกไม่ดีนักหากมีสายตาคมกริบพร้อมจะเฉือนร่างเขาเป็นชิ้นๆ จ้องมองอยู่ 

 

“มึงหน้าสวยกว่าผู้หญิงบางคนอีกว่ะเดียว” มองไปสักพักก็เริ่มวิจารณ์ออกมา คนที่โดนจ้องได้แค่ยกเหล้าขึ้นจิบ 

 

“ไม่คิดว่าผมหล่อบ้างเหรอ” 

 

“ถ้าอย่างมึงหล่ออย่างไอ้เม่นก็เทพบุตรล่ะ” 

 

ภีมชวนเดียวคุยอีกหลายเรื่อง ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องทั่วไปซึ่งอีกฝ่ายก็ทำหน้าที่เป็นผู้ฟังที่ดี จนลืมคิดไปเลยว่าระยะห่างของพวกเขาทั้งสองคนเขยิบกันเข้ามาใกล้กว่าเดิมมาก แม้เดียวจะบอกว่าตัวเองดื่มได้แต่ดื่มเข้มๆ หลายแก้วก็ทำเอามึนได้เหมือนกัน ร่างกายเริ่มจะเอนหน้าเอนหลังจนภีมต้องถือวิสาสะโอบเอวประคองไว้เพราะกลัวอีกฝ่ายจะล่วงหล่นจากเก้าอี้ 

 

“ไหนว่าดื่มได้ไงวะ” ภีมว่าโดยที่ใบหน้าหวานเกือบจะซบลงกับอกตน 

 

“มันมึนเฉยๆ สงสัยเมาทะเลด้วยมั้ง” เดียวบอกปลายเสียงหัวเราะเล็กน้อยเหมือนตลกกับมุขที่ตัวเองปล่อยมา ฤทธิ์ของน้ำเมาและความเหนื่อยเพลียจากการเล่นทั้งวันเริ่มออกฤทธิ์ ความใกล้ชิดที่แทบเท่ากับศูนย์ทำให้คนที่ยังมีสติมากกว่าเริ่มเผลอใจอยากจะสัมผัสริมฝีปากของคนตัวเล็กในอ้อมกอดบาง ปากเล็กสีเชอรี่นั่นดูสุขภาพดีจนน่าขบกัดละเลียดชิม คู่แข่งเขาได้ชิมไปหลายครั้ง แต่เขายังไม่เคยจนอยากจะฉวยโอกาสนี้ไว้เพื่อครอบครอง 

 

 

 

โปรดติดตามตอนต่อไป 

ตอนนี้ค่อนข้างยาวต้องแบ่งเป็นสองตอนย่อยนะคะ 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว