email-icon facebook-icon Twitter-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 5

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 974

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 17 มี.ค. 2563 11:24 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 5
แบบอักษร

 

 

 

 

 

บทที่ 5

 

ในตอนเช้าตงฟางโจวยังคงมาหาเสิ่นกู่ถึงที่บ้าน เขาไม่เคยนึกอยากจะเคาะประตูหรือกดกริ่งหน้าบ้านแม้แต่หนเดียว พลักประตูเข้าไปได้ก็เดินตรงลิ่วไปที่ห้องของเสิ่นกู่ทันที เมื่อเห็นว่าประตูห้องเปิดไม่ได้เขาจึงลงมือเคาะ

 

"เสิ่นกู่ เสิ่นกู่ฉันรู้ว่านายอยู่ในนั้นออกมานะ! "

 

ไม่มีเสียงตอบรับ ตงฟางโจวยิ่งโกรธหนักเข้าไปอีก เพราะเสิ่นกู่ไม่ยอมซื้อมือถือใหม่เสียทีจึงติดต่อไม่ได้ พอเขามาหาถึงที่กลับไม่ยอมออกมาเจอหน้า ทำให้ตงฟางโจวยิ่งออกแรงทุบประตูหนักกว่าเดิม

 

"เสิ่นกู่ออกมา เราต้องคุยกันนะ! "

 

บริเวณรอบด้านเงียบสนิท ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ ดังมาจากในห้องหรือที่ไหนๆ ตงฟางโจวไม่ใช่คนที่มีความอดทนสูง เขาเอาลวดเส้นเล็กๆ ออกมาจากกระเป๋า ก่อนจะแหย่ลงรูกุญแจ ใช้เวลาไม่นานก็มีเสียงดังแกร๊ก ตงฟางโจวยิ้มอย่างพอใจ เขาเปิดเข้าไปในทันที แต่กลับพบว่าภายในห้องว่างเปล่า ไม่ปรากฏว่าเจ้าของห้องจะอยู่ในนี้

 

จะเป็นไปได้ยังไง หน้าประตูยังมีรองเท้าอยู่ ไม่มีทางที่เสิ่นกู่จะไปไหนมาไหนโดยไม่ใส่รองเท้าหรอก หรือว่าเสิ่นกู่ซื้อรองเท้าคู่ใหม่แล้วแอบออกไป

 

ตงฟางโจวแทบจะทุบแจกัญบนโต๊ะข้างตัวลงพื้น แต่เขาไม่ใช่เจ้าของห้อง ถึงจะเป็นคนยังไงก็ต้องเกรงใจบ้าง โชคดีที่ตงฟางโจวเองก็คิดเช่นนั้นจึงไม่ได้จะอาละวาดให้ข้าวของเสียหาย เขาคว้าโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงออกมา กดเบอร์ที่เขาไม่อยากจะโทรไปสักเท่าไหร่

 

ใช้เวลาไม่นานปลายสายก็กดรับ พร้อมกรอกเสียงลงกล่องเล็กๆ ให้ได้ยินมาจากปลายสาย"ฮัลโหล ใครคะ?"

 

ตงฟางโจว"เสิ่นกู่อยู่ที่ไหน วันนี้พวกเธอไม่มีเรียน ไปอยู่ที่ไหนกัน"

 

เหม่ยหลินยกหูออกจากโทรศัพท์ นึกไม่ถึงว่าตงฟางโจวจะรู้เบอร์เธอด้วย แต่ทว่าตอนนี้เหม่ยหลินกำลังช๊อปปิ้งกับเพื่อนสาวอีกสองคน จึงไม่นึกว่าจะว่างคุยสักเท่าไหร่ เธอจึงตอบไปสั้นๆ ว่า"ไม่รู้ เสิ่นกู่ไม่ได้อยู่กับฉัน"

 

ตงฟางโจวกัดฟัน"อย่ามาโกหกฉัน เสิ่นกู่ไม่อยู่บ้านไม่ได้อยู่กับเธอแล้วจะไปอยู่กับใครได้"

 

เหม่ยหลินตะคอกกลับทันที"ฉันจะไปรู้รึไง ฉันไม่ได้ส่งกระแสจิตกับเสิ่นกู่ได้สักหน่อย ถ้านายคิดจะโทรมาแค่นี้ก็วางไปซะ! "

 

ว่าแล้วเหม่ยหลินก็กดตัดสายโดยไม่รอให้ปลายสายได้พูดอะไรต่อ ถึงตกฟางโจวจะกระหน่ำโทรมามากแค่ไหน เหม่ยหลินก็กดตัดสายทิ้งพร้อมปิดเครื่องไปทันที

 

ตงฟางโจวจากเดิมที่กำลังโกรธตอนนี้ยิ่งทวีคูณ นึกถึงใครได้ก็กดโทรถามไปเสียทุกคน จนกระทั่งมาถึงเบอร์ของเยี่ยนฉือ

 

เยี่ยนฉือนับว่าเป็นคนที่ตงฟางโจวไม่อยากจะโทรหาเท่าไหร่ นอกจากจะซื่อบื้อจนน่าใจหายแล้วยังพูดจาไม่ค่อยจะรู้เรื่อง ฟังทีไรก็น่ารำคาญและปวดหัว จนบางครั้งเขาก็นึกว่าเสิ่นกู่คบคนแบบนี้เป็นเพื่อนไปได้ยังไง

 

สุดท้ายเบอร์นั้นก็ถูกโทรออก ใช้เวลานานกว่าทุกคนที่รับสายก่อนหน้า แต่รอสายอยู่พักใหญ่กลับไม่มีทีท่าว่าจะรับ หรือว่าเสิ่นกู่จะอยู่ที่บ้านของเยี่ยนฉือจริงๆ

 

คิดได้ดังนั้นก็รีบเร่งออกจากห้องของเสิ่นกู่ทันที เขาขึ้นรถก่อนจะตรงไปยังบ้านของเยี่ยนฉือ หากว่าเสิ่นกู่อยู่ที่นั่นจริงๆ แล้วละก็....

 

..................

 

เสิ่นกู่นั่งอย่างสบายใจอยู่ภายในห้อง สำรับอาหารคาวถูกวางเรียงรายอยู่ตรงหน้าราวกับว่ากำลังจัดงานกินเลี้ยงกันอยู่ เขาคีบอาหารจานแล้วจานเล่าเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย อันไหนที่ใช้มือได้ก็ไม่เสียเวลาใช้ตะเกียบแงะ บ่าวรับใช้ต่างพากันมองอย่างไม่อยากจะเชื่อตา หน้าตาก็งดงามราวภาพวาด แต่มารยาทกลับไปคนละทาง

 

ตะเกียบที่ถืออยู่ไม่ถูกวางลงเสียที กลับมีแต่จะยิ่งใช้งานมากขึ้น ใช้เวลาไม่นานอาหารตรงหน้าก็พร่องไปกว่าครึ่ง

 

นี่คือคนจริงๆ ใช่หรือไม่!

 

หาใช่ภูติผีหรอกหรือ!

 

ผิดกับหลี่หมิงซื่อ ถึงแม้จะกำลังกินข้าวด้วยกัน แต่ก็ไม่มูมมามเท่านี้ แต่เพราะหลี่หมิงซื่อไม่ได้ว่าอะไร จึงไม่มีใครปริปากบ่นออกมา ซ้ำยังคอยเช็ดปากให้กับอีกฝ่ายด้วย ถามย้ำว่าชอบสิ่งใด พอเสิ่นกู่ชี้ไปจานไหนจานนั้นก็จะมาอยู่ตรงหน้าทันที

 

เสียงหัวเราะพอใจของหลี่หมิงซื่อยังดังขึ้นทุกที เสิ่นกู่ก็กอบโกยเอาตรงหน้าเสียจนลืมตัว อาหารดีๆ เขาก็เคยกินมามาก แต่แบบโบราณแท้ๆ แบบนี้พึ่งจะเคยได้ลิ้มรสชาติเป็นครั้งแรก อย่างไรแล้วของต้นฉบับนับว่าดีที่สุดจริงๆ

 

หลังจากอาหารมื้อใหญ่ที่สุดที่เคยเจอจบลง สาวใช้ก็เก็บจานออกไปอย่างรู้หน้าที่ ขนมหน้าตาแปลกๆ ก็ถูกนำมาวางแทนที่ บางชนิดก็พอคุ้นหน้าคุ้นตา แต่บางอย่างก็ไม่เคยเห็นหรือแม้แต่ชื่อก็ยังม่เคยได้ยิน

 

เสิ่นกู่จับขนมก้อนกล้มๆ เข้าปากก็ตาลุกวาวทันที แป้งด้านนอกเหนียวหนึบ ทว่าด้านในกลับเป็นไส้ถั่วหวาน กัดลงไปคำหนึ่งก็ยากจะลืมรสชาติละมุนลิ้นได้ และแม้ว่าพึ่งจะกินของคาวไปก็ตาม เสิ่นกู่ก็พร้อมจะงาบขนมที่อยู่ตรงหน้าต่อ

 

หลี่หมิงซื่อเอ่ยถาม"ไม่รอชาก่อนหรือ"

 

เสิ่นกู่ทำหน้าเอ๋อ ก่อนจะพอเข้าอะไรบ้างแล้ว ขนมที่แป้งเยอะก็ควรต้องกินกับชาสินะ ว่าแล้วเขาก็เอ่ยขึ้นว่า"รอก็ได้"

 

หลี่หมิงซื่อทำท่าจะหัวเราะ แต่ก็ไม่หัวเราะ กล่าวหยอกไปเพียงเล็กน้อย แต่อีกฝ่ายถึงกับวางขนมไม่กินต่อเสียแล้ว

 

สายตาที่หลี่หมิงซื่อมองเสิ่นกู่ประจักษ์แก่สายตาของทุกคน ถึงแม้ว่าคนในจวนจะงุนงงกับการปรากฏตัวของบุคคลประหลาดผู้มีเส้นผมสีขาว แต่ในเมื่อท่านแม่ทัพต้อนรับดีเช่นนี้ พวกเขาหรือจะกล้าขับไล่

 

เสิ่นกู่ที่นั่งรอน้ำชาตามที่หลี่หมิงซื่อว่าก็ได้แต่ชะเง้อคอมอง แต่ก็ต้องชะงักเมื่อรับรู้ได้ถึงสายตาที่จ้องตน แผดเผาราวกับจะทำให้ละลาย หากเขาเผลอมองสบเข้าคงหลงกลเข้าไปในห้วงรักไม่เสื่อมคลายแน่นอน ดังนั้นเขาจึงเลือกจะนั่งบิดอยู่กับที่ ถึงไม่หันไปหาก็รู้ว่าอีกฝ่ายจ้อง ดังนั้นมันก็อดจะเขินไม่ได้ หน้าเสิ่นกู่เริ่มแดงขึ้นไปทุกที แต่จู่ๆ หลี่หมิงซื่อก็ไอออกมาเสียเสียงดัง แถมยังจามจนคนในห้องต้องพากันสะดุ้ง

 

เสิ่นกู่ได้หันกลับมามองหลี่หมิงซื่อก็พึ่งรู้ว่าจมูกหลี่หมิงซื่อมันแดงอย่างเห็นได้ชัด เสิ่นกู่ร้องเฮ้ยออกมาก่อนจะเอื้อมมือไปแตะหน้าผากวัดไข้อย่างลืมตัว ถามอย่างเป็นกังวล"ท่านแม่ทัพ ไม่สบายป่ะเนี่ย"

 

หลี่หมิงซื่อไม่ได้ตอบคำถาม แต่กลับเอื้อมมือไปแตะหลังมือที่กำลังแตะอยู่บนหน้าผากตนแทน ก่อนจะกำมันเอาไว้ เอ่ยว่า"มือเจ้าช่างนิ่มเสียจริง"

 

เสิ่นกู่เหมือนโดนธนูแห่งรักปักเข้ากลางหน้าผากจนแทบหงานหลัง มุมปากยกขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ บิดเนื้อบิดตัวยังกับสาวน้อยกำลังเขินผู้ชาย!

 

"ท่านแม่ทัพก็...พูดอะไร มือผมจะไปนิ่มไดยังไง ไม่ใช่มือผู้หญิงสักหน่อย"

 

หลี่หมิงซื่อเอ่ยเย้าหยอก"ไม่ใช่หรือ เช่นนั้นให้ข้าสัมผัสให้แน่ชัดดีหรือไม่"

 

เสิ่นกู่ที่ชักมือกลับมาแล้วก็พูดอายๆ "จะบ้าหรอ จะจับอะไรกับมือผู้ชายกันเล่า"

 

ปากว่าแต่มืออีกข้ากลับส่งไปหาหลี่หมิงซื่อเป็นที่เรียบร้อย หลี่หมิงซื่อเพียงส่ายหน้าไปมาอย่างเอ็นดู

 

มือที่ถูกส่งไปได้รับการสัมผัส จริงอยู่ว่ามือของเสิ่นกู่ก็ไม่ได้นิ่มขนาดมือผู้หญิง แต่ก็ไม่ได้หยาบกร้านเหมือนกับพวกชาวนา นับว่าดีทีเดียว

 

หลังจากจีบกันนานพักใหญ่ หลี่หมิงซื่อจึงพาเสิ่นกู่ออกมาเดินเที่ยวในสวนกลาง ซึ่งเป็นสวนที่มารดาได้สร้างเอาไว้ครั้งยังมีชีวิตอยู่ ต้นไม้บางต้นหลี่หมิงซื่อเป็นผู้ปลูกเองกับมือ ทว่าเรื่องราวแห่งความสุขก็มักจะจบลงไปเร็วเสมอ

 

เสิ่นกู่เดินไปมาอย่างสนอกสนใจ นอกจากจะเป็นสวนที่สวยเอามากๆ แล้ว ยังเป็นเหมือนศูนย์รวมอากาศบริสุทธิ์อีกด้วย ทุกครั้งที่เสิ่นกู่สูดลมหายใจก็จะได้กลิ่นต้นไม้ใบหญ้า กลิ่นน้ำ กลิ่นดิน กลิ่นหอมอ่อนๆ จากดอกไม้ที่พึ่งจะบาน

 

เสิ่นกู่ผู้อยู่ในโหมดอยากรู้อยากเห็นแทบไม่ได้สนใจคนเดินตามเลยสักนิด เขากึ่งเดินกึ่งวิ่งไปตรงโน้นทีตรงนี้ที สาวใช้สองสามคนที่เดินตามหลังกลัวว่าเสิ่นกู่จะไปทำสวนพังเอา ทว่าก็ไม่กล้าว่าอะไรอยู่ดี ได้แต่อ้าปากแต่พูดไม่ออก เสิ่นกู่แตะอะไรหน่อยก็ยกมือห้าม แน่นอนว่าทำแบบเงียบๆ ไม่ให้หลี่หมิงซื่อเห็น

 

เสิ่นกู่อยู่ในภวังค์ความคิดของตัวเองเสียนาน พอรู้สึกตัวอีกทีก็เดินออกมาไกลแล้ว แต่ยังไงก็อยู่ในจวนท่านแม่ทัพ ขอสำรวจให้หายข้องใจหน่อยจะเป็นอะไรไป ไม่แน่ว่าพอกลับไปแล้วถึงคราวต้องสอบแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวขึ้นมาจะได้เอาตัวรอดได้

 

เขามองไปรอบๆ อย่างสนอกสนใจ จนกระทั่งเห็นสระบัวอยู่สระหนึ่ง เป็นสระที่อยู่กลางสวนพอดี ล้อมรอบไปด้วยรูปปั้นหินกิเลน ตรงกลางสระบัวมีศาลาไม้อยู่ ทว่ากลับไม่มีทางให้เดินเข้าไปเสียอย่างนั้น เสิ่นกู่มองอย่างเสียดาย ศาลาไม้ออกจะสวยแต่กลับเอามาแค่ประดับสระเฉยๆ

 

หลี่หมิงซื่อเดินตามหลังมาเห็นเสิ่นกู่มองศาลาไม้เสียนานสองนาน เขาเอ่ยถามว่า"เจ้าชอบหรือ"

 

เสิ่นกู่หันมาตอบ"นี่ท่านแม่ทัพ ศาลาเนี่ยไม่มีทางข้ามไปหรอ"

 

หลี่หมิงซื่อส่ายหน้า เสิ่นกู่จึงได้ถอนหายใจ ถ้าไปนั่งอยู่ตรงนั้นคงได้วิวถ่ายรูปสวยๆ แน่ๆ คิดได้แบบนั้นเสิ่นกู่ก็พึ่งนึกได้ว่าตนยังไม่ได้ซื้อโทรศัพท์ใหม่ กลับไปคราวนี้ต้องไปซื้อเผื่อไว้ซะแล้ว ถ้าทะลุมาอีกเขาจะได้ถ่ายรูปกับท่านแม่ทัพเอาไว้เป็นที่ระลึก ล้างใส่กรอบรูปใหญ่ๆ เอาไปติดไว้ในห้องเลยดีกว่า ถึงดูท่าว่าจะใช้เน็ตอัพไอจีไม่ได้ แต่กล้องมันก็ต้องใช้ได้บ้างแหละ

 

กล้อง?

 

จริงสิ

 

เขาลืมไปได้ยังไงว่าเยี่ยนฉือเป็นเศรษฐีผู้ร่ำรวยขนาดไหน ช่วงนี้เงินซื้อโทรศัพท์ไม่ค่อยมี ก็ยืมกล้องของเยี่ยนฉือมาใช้ก่อนจะเป็นอะไรไป

 

เสิ่นกู่หัวเราะคิกคักอยู่คนเดียว หลี่หมิงซื่อไม่เข้าใจความคิดของอีกฝ่ายก็เดินเข้าไปขนาบข้างแล้วเอ่ยถาม"ทำสีหน้าราวกับเด็กซนจะก่อเรื่อง เจ้ากำลังคิดสิ่งใดอยู่หรือ"

 

เสิ่นกู่ยกมือขึ้นมากอดอก กล่าวว่า"ความลับ"

 

หลี่หมิงซื่อส่ายหน้าพร้อมกับหลุดหัวเราะเป็นรอบที่ร้อยได้แล้วกระมัง เสิ่นกู่มีหน้าตาน่ารัก ดูไม่หวานมากจนเกินชาย ทว่าก็ไม่ได้คมเข้ม ช่างดึงดูดผู้คนเช่นนี้ ทว่าหลี่หมิงซื่อกลับนึกบางอย่างขึ้นมาได้"เสิ่นกู่ เจ้ารอข้าอยู่ตรงนี้สักประเดี๋ยวได้หรือไม่"

 

เสิ่นกู่พยักหน้า"ได้ ผมรอตรงนี้นะ"

 

เสิ่นกู่มองตามหลังหลี่หมิงซื่อจนกระทั่งลับตาไป ถึงจะไม่รู้ว่าไปไหนก็ตาม ก่อนสายตาจะมาสะดุดกับสาวใช้สามคนที่ยืนตัวสั่นอยู่ ทันใดนั้นความคิดชั่วๆ ก็เริ่มผุดขึ้น ตอนนี้เขาก็เป็นเหมือนผีที่จู่ๆ ก็โผล่มานั่นแหละ แกล้งเล่นสักหน่อยคงไม่เป็นไรมั้ง

 

เขาแกล้งก้าวเข้าไปหา โดยเก๊กหน้าที่คิดว่าเหมือนฆาตกรโรคจิตมากที่สุด พูดยืดๆ เหมือนผีในหนัง"พวกกกกเจ้าาาากลัววววข้าาาาาหรืออออ"

 

สาวใช้สาวคนเห็นแบบนั้นจากที่กลัวกันอยู่แล้วก็ยิ่งกลัวเข้าไปอีก กรี๊ดแล้วถอยหลังกรูด เกาะกันพัลวัน คนข้างหลังก็ดันคนข้างหน้าออกมาแทน คนข้างหน้าก็พยายามจะหันหลังกลับแต่ดันโดนเพื่อนใช้เป็นกำแพงซะแล้ว

 

เสิ่นกู่ยื่นมือไปข้างหน้า"พวกเจ้าน่าอร่อยนัก ข้าจะกินพวกเจ้าตั้งแต่หัว!...ลงไปปลายเท้า! ขบกระดูกดังกร๊อบๆๆๆ แล้วถุยทิ้งเป็นเศษผง! "

 

"กรี๊ดดดดด! "

 

พวกนางหลับตากรี๊ด ขาที่สั่นอยู่ก้าวไม่ออกกันสักคน เสิ่นกู่ก็ระเบิดหัวเราะออกมา พวกสาวใช้กลัวกันจนก้าวขาไม่ออก ทว่าเสียงกรี๊ดนี้ก็ทำให้เกิดลมวูบหนึ่ง จู่ๆ เสียงหนึ่งก็ดังอยู่ด้านหลัง

 

"มีเรื่องอันใดหรือขอรับ"

 

"เชี่ย! "เสิ่นกู่ตกใจ เอามือกุมอกทันที

 

ว่าแล้วก็ขมวดคิ้วเมื่อเห็นว่าใครที่อยู่ด้านหลัง"นี่คุณทหารจิ๋ว ตกใจหมดเลย! "

 

ต้าเฉิงขมวดคิ้ว ส่งสายตาไม่พอใจมาให้เขา"คุณ...ทหารจิ๋ว?"

 

เห็นท่าทางคุณตัวเล็กไม่พอใจ เสิ่นกู่ก็รีบแก้คำทันที"คุณทหารประจำตัวท่านแม่ทัพ แฮะๆ "

 

ต้าเฉิงเหมือนจะไม่ยินดีเท่าไหร่ต่อให้ใช้คำสวยกว่านี้ ดูท่าทางจู้จี้จุกจิกไม่ใช่เล่น ทำให้นึกถึงใครก็ไม่รู้ อ้อ... ยัยเหม่ยหลินไง ถ้าไม่นับตรงที่ต้าเฉิงคนนี้ดูนิ่งกว่าจนกลายเป็นเย็นชาก็อารมณ์เดียวกันเลย

 

เสิ่นกู่ไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อ สายตาทิ่มแทงของต้าเฉิงก็เล่นเอาขาแข็งแล้ว สาวใช้สามคนก็ยังมีท่าทางกล้าๆ กลัวๆ กันอยู่ เสิ่นกู่เลยเดินเข้าไปหา ก่อนจะกอดคออย่างสนิทสนม ถึงทั้งสามคนจะตัวสั่นเป็นเจ้าเข้าก็ตามแต่ เขาพูดขึ้น"นี่ฉันไม่ใช่ผีหรอกน่า เห็นฉันกินข้าวไม่ใช่หรอแล้วจะเป็นผีไปได้ยังไง จะบอกอะไรให้นะ ฉันเป็นคน คนหล่อมากด้วยเห็นป่ะ เนี่ยเห็นม่ะ"

 

เสิ่นกู่เอียงหน้าให้สาวใช้ดู เลือกมุมที่คิดว่าหล่อสุดในชีวิตแล้ว สาวใช้ต่างพากันมองไปที่ต้าเฉิงเหมือนขอความช่วยเหลือ แต่เพราะต้าเฉิงยืนนิ่งเป็นหินพวกนางจึงดูไร้หวังยอมหันมามองหน้าเขา จากนั้นแม่นางผู้หนึ่งก็ใจกล้าถามขึ้นมาว่า"เช่นไร...ท่าน...เสิ่นกู่จึงมีผมขาวเจ้าคะ"

 

สาวใช้อีกคนเสริมอย่างกล้าๆ กลัวๆ "ข้าเคยได้ยินมาว่าปีศาจหิมะเส้นผมเป็นสีขาวโพลน ตาแดงก่ำ ชอบจับคนที่ขึ้นเขากิน..."

 

จากนั้นก็มีเสียงกรี๊ดขึ้นมาอีกรอบ เสิ่นกู่ต้องเอามือปิดหูไว้ รอจนพวกนางสงบแล้วค่อยอธิบาย

 

"จะบอกอะไรให้นะน้องสาว เนี่ยเข้าเรียกว่าแฟชั่น เข้าใจป่ะ ความนิยมน่ะ เนื้อผ้ายังย้อมได้แล้วทำไมผมจะย้อมไม่ได้"

 

"แล้วเหตุใดต้องตัดผมเจ้าคะ พ่อแม่ให้มาเนรคุณโดยแท้"สาวใช้ที่พูดเหมือนพึ่งจะรู้ตัวรีบเอามือปิดปาก หากชายตรงหน้าโมโหขึ้นมาเกรงว่านางจะโดนกินจริงๆ แล้ว

 

เสิ่นกู่ออกอาการเงิบไปเล็กน้อย แค่ตัดผมนี่ถึงกับเนรคุณเลยหรอ ถึงจะเข้าใจว่าเป็นคติของคนสมัยก่อน แต่มาโดนด่าซึ่งหน้าแบบนี้มันก็เจ็บเหมือนกันนะเนี่ย เขาถอนหายใจออกมาก่อนจะเริ่มต้นอธิบายแบบจริงจังขึ้นมาเล็กน้อย"ฉันไม่มีพ่อแม่ ดังนั้นไม่ถือว่าเนรคุณโอเค๊ แค่ผมสั้นแล้วก็ย้อมผมไม่ทำให้ฉันกลายเป็นปีศาจหรอกน่า"

 

สาวใช้คนหนึ่งยังคงไม่เชื่อ กลาวว่า"เส้นผมจะย้อมให้มันขาวได้หรือเจ้าคะ ทำอย่างไรได้กัน"

 

"ก็...."เสิ่นกู่ก็อธิบายไม่ถูก สมัยนี้สีย้อมผ้าคงเอามาย้อมผมไม่ได้ ถ้าจะย้อมให้ติดสีก็ต้องฟอกสีผมซะก่อน

 

เฮ้อ!

 

ช่างมันเถอะ

 

เสิ่นกู่ปล่อยคอของพวกนางทั้งหลายให้เป็นอิสระก่อนจะเดินไปที่ขอบสระ มองไปข้างหน้าเหมือนอยากจะเก็บภาพเบื้องหน้าเอาไว้ ก่อนจะพูดขึ้น"ฉันอยากอยู่ที่นี่จัง สงบดี ถึงจะไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวกแต่ว่า...."

 

ที่นี่มีคนที่ดูแลเขาได้...

 

คิดมาถึงตรงนี้ก็เขินเสียอย่างนั้น หน้าหูคอแดงขึ้นอย่างกับคนเป็นไข้ ท่านแม่ทัพของเขาจะคิดแบบเดียวกับเขาหรือเปล่าเนี่ย

 

สาวใช้สามคนได้แต่ถกเถียงกันเสียงเบา ถึงชายตรงหน้าจะดูเหมือนคน สิ่งที่ต่างก็ได้รับการอธิบายมาแล้ว แต่ก็ไม่เข้าใจอยู่ดีว่าทำไปทำไม ซ้ำร้ายยังไม่รู้ว่าเป็นใครมาจากไหน จู่ๆ ก็มาโผล่ในจวนให้ทุกคนกลัวเล่น ทว่ามองดูแล้วก็เหมือนเด็กน่าเอ็นดูคนหนึ่ง

 

แต่พวกนางก็กลัวอยู่ดี

 

เสิ่นกู่เลิกคิด ก่อนจะเลือกเดินเล่นรอ สาวใช้ทั้งกลัวแต่ก็ต้องเดินตามอาจจะเว้นระยะห่างไปบ้าง คอยพูดเตือนถึงขั้นตะโกนเลยก็ว่าได้

 

"ระวังเจ้าคะท่านเสิ่นกู่..."

 

"ว๊าย เด็ดมาแบบนั้นไม่ได้นะเจ้าคะ..."

 

"ท่านเสิ่นกู่ ตรงนั้นมีต้นไม้เจ้าคะ..."

 

"ท่านเสิ่นกู่ น้ำเจ้าคะ เดี๋ยวล้มเจ้าคะ..."

 

!!!!

 

ในขณะนั้น เสิ่นกู่ที่กำลังเดินเล่น...อย่างสนุกสนานอยู่ กลับไม่ทันระวัง เพราะมัวแต่หันหลังไปแกล้งสามสาวใช้อยู่เลยเผลอไปชนใครสักคนเข้า

 

พลั่ก!

 

เพล้ง!!!

 

"ว๊าย! แย่แล้ว"

 

เสิ่นกู่หันมาตามเสียงก็เห็นหม้อแกงอะไรสักอย่างเพราะดูไม่ออกแล้วอยู่ที่พื้น เงยหน้าขึ้นมาก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งสะบัดมือเพราะน้ำแกงร้อนๆ ดันลวกมือ สาวใช้ด้านหลังต่างพากันเอาผ้ามาเช็ดมือให้

 

"องค์หญิงเป็นอันใดหรือไม่เจ้าคะ"

 

องค์หญิง?

 

เสิ่นกู่เอ่ย"โทษทีนะ เป็นอะไรไหม"

 

เสิ่นกู่จะเข้าไปดูมือให้ แต่พอยื่นมือไปจับสาวใช้ที่เช็ดมือนางอยู่ก็ตบมือเขาดังแป๊ะ เสิ่นกู่ชักมือกลับแทบไม่ทัน สาวใช้ของแม่องค์หญิงตวาดลั่น

 

"เจ้ากล้าดีอย่างไรถึงทำร้ายองค์หญิงไป๋ลู่อยากหัว....หัว...หัวขาวโพลนเลยเพคะ"

 

เหมือนนางกำนัลขององค์หญิงจะพึ่งเห็นว่าคนที่นางกำลังตวาดอยู่มีลักษณะเป็นอย่างไร พอเห็นเข้าก็กระโดนไปข้างหลังองค์หญิงของนางทันที สาวใช้สามคนด้านหลังของเสิ่นกู่ต่างพากันขำกับท่าทางกลัวของนางกำนัล ทว่าก็รีบเก็บอาการอย่างรวดเร็ว

 

ต้าเฉิงคล้ายกับว่าพึ่งจะมา ก็รีบเข้ามาตรงกลาง กล่าวว่า"องค์หญิงมาพบท่านแม่ทัพหรือขอรับ"

 

องค์หญิงไป๋ลู่ไม่ได้ตอบ แต่กลับถามขึ้นมาแทน"เจ้าปีศาจนี้ป็นใคร เหตุใดจึงปล่อยมันอยู่ในจวนได้ ไปหาหมอผีมาจัดการมันสิ! "

 

ต้าเฉิงก้มหน้านิ่ง"ขออภัย ท่านเสิ่นกู่..ไม่ใช่ปีศาจขอรับองค์หญิง ท่านเสิ่นกู่เป็นแขกของท่านแม่ทัพ"

 

นางหัวเราะหึ กล่าวว่า"แขกงั้นรึ มันบังอาจทำร้ายข้า ซ้ำน้ำแกงตุ๋นกระดูกหมูของข้ายังแตกแบบนี้ ถ้าวันนี้ข้าไม่เห็นเลือดมัน..."

 

ว่าแล้วนางก็เงื้อมมือตบหน้าเสิ่นกู่ทันที ทว่าเสิ่นกู่กลับปฏิกิริยาไวกว่า ก้าวถ้อยหลังหลบได้ทัน องค์หญิงไปลู่เซไปกับแรงเหวียงแขนของตัวเอง โชคดีที่นางกำนัลของนางจับเอาไว้ได้ ไม่อย่างนั้นได้ลงไปลอยคอในสระแน่ๆ

 

นางว่าอย่างโมโห"เจ้ากล้าหลบรึ"

 

เสิ่นกู่ตอบ"ไม่หลบก็โดนสิ ใครจะบ้าให้เธอตบฟรีๆ เล่า"

 

นางตะโกน หน้าแดงจัดเพราะความโกรธ"ฟรี ฟรีอะไรของเจ้า!..."

 

นางเอื้อมมือจะตบอีกรอบหนึ่ง แต่เสิ่นกู่ก็หลบได้ตลอด ด้วยว่าเขาเป็นคนความรู้สึกไว (จากการต้องระวังไม่ให้ตงฟางโจวตามตัวเจอ) เสิ่นกู่จึงหลบได้สบายๆ จนสุดท้ายด้วยปฏิกิริยาโต้ตอบอัตโนมัติ เสิ่นกู่หลบแล้วเผลอดันหลังองค์หญิงจนนางหัวทิ่มลงสระไป

 

เสิ่นกู่หน้าซีดก่อนจะรีบโดดตามลงไปทันที ต้าเฉิงที่ตั้งท่าจะโดดลงไปช่วยจึงเปลี่ยนเป็นยืนอยู่ขอบสระแทน

 

เสิ่นกู่พยายามจะว่ายน้ำไปหาแม่องค์หญิง ทว่านางกลับปัดป่ายมือไปทั่วจนบางครั้งก็ฟาดเข้าหน้าเสิ่นกู่เต็มๆ ถึงมันจะไม่เจ็บเพราะมันโดนแรงต้านของน้ำ แต่มันก็รำคาญใช่เล่น สุดท้ายก็สามารถจับเอวนางเอาไว้ได้ ก่อนจะดันนางขึ้น ต้าเฉิงที่อยู่ด้านบนจึงรีบคว้าตัวนางเอาไว้ทันที

 

"องค์หญิง จับมือกระหม่อมพ่ะย่ะค่ะ! "

 

องค์หญิงไป๋ลู่ตะเกียดตะกายจนสามารถขึ้นมาได้ในที่สุด ทว่าผู้ที่ลงไปช่วยเมื่อครู่กลับไม่ได้โผล่ขึ้นมา

 

เมื่อตอนที่ดันองค์หญิงไป๋ลู่ขึ้นไป ขาเสิ่นกู่ดันไปพันกับอะไรบางอย่างใต้น้ำ เขาพยายามจะแกะออก ทว่ามันกลับยิ่งพันกันยุ่งเข้าไปใหญ่ จะทนไม่ไหวอยู่แล้ว เมื่อกี้ก็ไม่ได้สูดลมหายใจไว้มากเท่าไหร่ ตอนนี้เขาจึงรีบตะเกียกตะกายขึ้น แต่ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหนก็ขึ้นไม่ได้เสียที

 

ไม่เอาโว้ยยยย!

 

ยังไม่อยากตาย!

 

ต้าเฉิงมองอยู่นาน เมื่อเห็นว่าเสิ่นกู่ไม่ขึ้นมาเสียทีจึงกระโดดลงไปช่วย พอเห็นเสิ่นกู่ลอยนิ่งอยู่ในน้ำ ความคิดแวบแรกจึงเป็นการช่วยชีวิตคนเอาไว้ก่อน ต้าเฉิงว่ายไปที่ปลายเท้าของเสิ่นกู่ก่อนจะใช้มีดตัดพืชน้ำที่พันเท้าเสิ่นกู่เอาไว้

 

ด้านบน... สาวใช้สามคนต่างพากันส่องที่ขอบสระเป็นการใหญ่ แต่มองเท่าไหร่ก็ไม่เห็นว่าใต้น้ำเกิดอะไรขึ้น จึงร้อนใจเป็นการใหญ่

 

"ไปตามท่านแม่ทัพมาเร็ว"

 

องค์หญิงไป๋ลู่ทีแรกก็เสียขวัญสำลักน้ำ พอได้ยินคำว่าท่านแม่ทัพ นางก็โพล่งขึ้นทันที"ท่านพี่หลี่อยู่ที่ไหน! "

 

นางจ้องที่สาวใช้สามคนเขม็ง ทว่าตอนนั้นเอง...

 

"องค์หญิงไป๋ลู่ ไยท่านตัวเปียกเช่นนั้น"

 

เสียงหนึ่งเรียกความสนใจของคนทั้งหมดไป นางรีบลุกขึ้นก่อนจะวิ่งมาหาหลี่หมิงซื่ออย่างซวนเซ แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไร ต้าเฉิงกับเสิ่นกู่ก็โผล่ขึ้นมาจากสระ ต้าเฉิงพยายามลากเสิ่นกู่ที่หมดสติเข้าฝั่งทันที หลี่หมิงซื่อเห็นดังนั้นก็วิ่งไปหาเสิ่นกู่ โดยไม่สนใจองค์หญิงไป๋ลู่เลยสักนิด

 

"ต้าเฉิงเกิดเรื่องอันใดขึ้น! "

 

ต้าเฉิงลุกขึ้นนั่งคุกเข่ากล่าวว่า"ท่านเสิ่นกู่ลงไปช่วยองค์หญิงไป๋ลู่ ทว่าพืชในน้ำพันข้อเท้าเอาไว้ขอรับ"

 

หลี่หมิงซื่อไม่ได้สนใจ เขาใช้มือตบเบาๆ ที่หน้า เสิ่นกู่สำลักน้ำออกมาเป็นการใหญ่ พอมองไปรอบๆ ก็เห็นหลี่หมิงซื่อทำหน้าตาตื่นอยู่

 

หลี่หมิงซื่อกล่าว"ไม่เป็นอันใดแล้ว ลืมตามองข้าเถิด"

 

"ท่านแม่ทัพ..."

 

องค์หญิงไป๋ลู่เห็นแบบนั้นก็รีบวิ่งเข้ามาคว้าแขนหลี่หมิงซื่อให้ลุกขึ้น แขนที่ประคองเสิ่นกู่อยู่พลันวูบโหวง เสิ่นกู่หงายลงไปนอนหัวทิ่ม โชคดีที่ต้าเฉิงรับเอาไว้ทัน สาวใช้สามคนก็รีบเข้ามาประคองเสิ่นกู่ให้ลุกขึ้น

 

ดูเหมือนพวกนางจะเลิกกลัวเสิ่นกู่แล้วกระมัง

 

หลี่หมิงซื่อเห็นแบบนั้นก็ตีหน้าทะมึน หันไปกล่าวกับนาง"องค์หญิงทำอันใด เมื่อครู่เสิ่นกู่จะล้มแล้วนะพ่ะย่ะค่ะ! "

 

จู่ๆ นางก็โดนตวาด นางทำท่าไม่พอใจ"แต่ข้าก็ตกน้ำลงไปเหมือนกัน ไยพี่หลี่ไม่ห่วงข้า"

 

"แต่ผู้ที่ช่วยเจ้าขึ้นมาก็คือเขาไม่ใช่หรือ องค์หญิงสมควรจะขอบใจเขาดีกว่ากระมัง"

 

"แต่มันพลัก...."

 

"องค์หญิง ท่านมีธุระอันใด เอาไว้คุยกันทีหลังเถิด กระหม่อมขอตัว"

 

ว่าแล้วหลี่หมิงซื่อก็เดินตรงไปประคองเสิ่นกู่ แต่ดูเหมือนเสิ่นกู่จะไร้แรงเดินไปหน่อย หลี่หมิงซื่อเลยจัดการอุ้มเขาขึ้นแล้วพาเดินเข้าไปในเรือน

 

ไป๋ลู่มองดูอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา แม้แต่รับฟังนางหลี่หมิงซื่อก็ยังไม่ฟัง เห็นเจ้าปีศาจนั้นสำคัญกว่าอย่างนั้นหรือ

 

"ท่านพี่หลี่...ท่าน...."

 

 

 

 

 

 

 

 

คิดอะไรไม่ออกก็ขรังแกแม่องค์หญิงก่อนก็แล้วกัน555 ช่วงนี้พี่หลี่แกหลงผู้

 

เจอกันตอนหน้าจ้า

 

 

 

 

ความคิดเห็น