facebook-icon

องค์ชายรัชทายาทฮอนจำเป็นต้องอภิเษกสมรสกับซอรยูฮา เพราะต้องการพาหญิงสาวชาวบ้านผู้เป็นคนรักเข้ามาเป็นพระสนม แต่นางในความคิดขององค์ชายคือ ‘ไร้สติ ละเอียดรอบคอบ ฉลาดหลักแหลม เก่งกาจ และไม่มีผู้ใดเหมือน’ เมื่อเวลาผ่านไปองค์ชายรัชทายาทฮอนในฐานะพระสวามีที่ไม่เคยเหลียวแลและมอบความรักให้แก่พระชายาของตนเองเลยนั้น กลับค่อยๆ ให้ความสนใจนางมากขึ้นเรื่อยๆ...

ชื่อตอน : ตอนที่ 2-10

คำค้น : วุ่นรักบุปผาร้อยเล่ห์ นิยายโซซอล นิยายเกาหลี นิยายย้อนยุค

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.6k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 05 ม.ค. 2563 14:40 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 11,400
แชร์ :
ตอนที่ 2-10
แบบอักษร

 

แสงแดดยามบ่ายที่ลอดเข้ามาทางหน้าต่างสะท้อนชุดซับในเนื้อบาง ทำให้เรือนร่างที่ถูกซ่อนไว้ข้างในปรากฏออกมาอย่างแจ่มชัด 

นางแตกต่างจากสาวงามคนอื่นๆ ที่ส่วนใหญ่รูปร่างแบบบางและอ้อนแอ้นรวมไปถึงแชยอน หัวไหล่กลมมนลู่ลงเล็กน้อย เนินอกอวบอิ่มยื่นออกมาจากขอบกระโปรงที่ถูกผูกไว้ใต้อก รวมไปถึงตัวอักษรที่ถูกสลักไว้ที่ด้านล่างของหน้าท้องแข็งแรงว่ากระแสน้ำด้วย 

ในหัวของฮอนจินตนาการไปถึงตอนที่เขาจับขาเรียวทั้งสองข้างยกขึ้นแล้วเคลื่อนเข้าไปจนลึกถึงด้านใน ทว่าหากเขาแตะต้องนางส่งเดช เขาคงจะไม่สามารถกลับมาเหยียบวังซึงกอนได้อีกเป็นแน่ เขาจึงเลือกที่จะไม่มองเสียเลยดีกว่า 

สวบ เสียงชุดบางเบาชิ้นสุดท้ายของรยูฮาที่ร่วงลงกับพื้นดังขึ้นสะกิดหูของฮอนที่พยายามหักห้ามใจอยู่ เสียงนั้นทดสอบศีลธรรมของเขา ทำให้เขาร้อนรุ่มยิ่งกว่าเสียงครางของหญิงสาวคนไหนๆ ที่เขาเคยได้ยินมา  

“เสร็จแล้วเพคะ” 

แม้รยูฮาจะเรียกฮอน แต่เขาก็ไม่สามารถหันไปหาได้ เพราะถ้าหากเขาหันไป นอกจากนางจะเห็นใบหน้าที่แดงก่ำแล้ว ความเป็นชายของเขาที่พุ่งออกมาราวกับระเบิดก็คงจะกระแทกตาของนางเป็นแน่ 

“หม่อมฉันทูลว่าเสร็จแล้วเพคะ มาทำต่ออย่างที่ทรงตรัสสิเพคะ” 

รยูฮาเดินเข้ามาใกล้แล้วแตะหลังเขาพลางเรียก กระแสไฟถูกจุดประกายขึ้นตั้งแต่แผ่นหลังที่ปลายนิ้วมือของนางสัมผัส แล้วแผ่กระจายไปทั่วร่าง ทำให้ความอดทนของเขาที่เหลือเพียงน้อยนิดขาดสะบั้น ฮอนจึงหันกลับมาดึงรยูฮาเข้ามากอดแน่นไว้ในอ้อมอก 

“...หม่อมฉันนับถึงสามแล้วทรงปล่อยนะเพคะ” 

“เถอะนะ พระชายา...” 

“หนึ่ง สอง” 

“ถึงสิบนะ” 

ฮอนกระซิบเว้าวอนเสียงพร่า 

“ตอนนี้ข้าแทบคลั่งเพราะเจ้า” 

หัวใจของฮอนเต้นโครมคราม มันเต้นแรงและเร็วเสียจนรยูฮาที่ตัวแนบชิดอยู่ตรงหน้าอกยังรู้สึกได้ ลมหายใจร้อนผ่าวของชายหนุ่มที่กำลังปลอบตัวเองพ่นรดใบหูของนาง รยูฮายกมือขึ้นอย่างช้าๆ จากด้านหลังของแผ่นหลังกว้าง ขณะที่เขากำลังกอดนางไว้ด้วยความเสียดาย มือนั้นลูบไปในอากาศด้วยความลังเลว่าจะสัมผัสแผ่นหลังนั้นดีหรือไม่ ก่อนจะลดลงกลับมาอยู่ที่เดิม 

“สิบแล้วเพคะ” 

“อีกนิดเถอะ” 

“ไม่ได้เพคะ” 

“ใจร้าย” 

“อย่าทรงประวิงเวลาเลยเพคะ” 

“เฮ้อ...” 

ฮอนถอนหายใจอย่างเสียดายแล้วผละตัวออกจากรยูฮาช้าๆ ปลายมือที่อ้อยอิ่งลูบไปบนไหล่ของนางเป็นครั้งสุดท้าย รยูฮาจับมือนั้นไปวางไว้ในที่ที่มันควรจะอยู่อย่างเย็นชา 

“สรุปว่าสิ่งที่ทรงอยากจะตรัสคืออะไรเพคะ” 

เมื่อรยูฮาเอ่ยถึงธุระที่เขาลืมไปเสียสนิทขึ้นมาอีกครั้ง ทำให้หน้าผากของเขายับย่น ความจริงแล้ว แม้แต่ตัวเขาเองยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาต้องการจะพูดอะไร ถึงได้ตามนางมาอย่างกับสุนัขปวดหนัก แต่แล้วภาพรอยยิ้มอ่อนหวานที่นางส่งให้พี่ชายต่างมารดาของตนก่อนหน้านี้ก็ผุดขึ้นในหัว 

“อย่ายิ้มอีก” 

“พูดหมา...เอ๊ย ทรงหมายความว่าอย่างไรเพคะ” 

เมื่อครู่เหมือนจะได้ยินคำว่า ‘หมา’ เลย ฮอนเอียงคอด้วยความสงสัย แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไร ต่อให้นางเป็นผู้หญิงเสียสติเพียงใด แต่ก็เป็นพระชายาและเป็นถึงบุตรีของมหาเสนาบดี ไม่มีทางพูดจาหยาบคายอย่างแน่นอน 

“ข้าหมายความว่าอย่าเที่ยวยิ้มให้ใครส่งเดช โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับชายหนุ่มน้าตาดี” 

“ทรงหึงหรือเพคะ แบบผู้หญิงน่ะหรือเพคะ” 

หึง ฮอนผงะเล็กน้อยในคำที่เขาไม่คุ้นเคย ใช่หึงหรือไม่นะ ข้างในของเขาร้อนรุ่มราวกับเตาหลอม หายใจติดขัด ปลายเท้ากระดิกกับพื้นพั่บๆ ด้วยความอึดอัดใจ หึงจริงๆ อย่างนั้นหรือ แต่เขาไม่ได้ครุ่นคิดอะไรมากมายนัก หึงแล้วอย่างไร ตอนนี้เขาแทบจะบ้าตายอยู่แล้ว 

“ใช่ ข้าหึง พระชายาไม่หึง อย่างน้อยๆ ข้าก็ต้องหึงสิ เพราะฉะนั้นข้าบอกว่าห้ามยิ้มก็อย่ายิ้มแล้วกัน!” 

ไม่รู้ว่าแต่งงานมีสามี หรือมีลูกกันแน่ รยูฮามองฮอนราวกับมองเด็กที่ลงไปนอนดิ้นกับพื้นกลางตลาด นางหัวเราะด้วยความทึ่ง ทั้งๆ ที่บอกให้ตัดใจและไล่ไปแล้ว แต่กลับอาการหนักยิ่งกว่าเดิม 

“เข้าใจแล้วเพคะ ทรงทำพระทัยให้สบายก่อนนะเพคะฝ่าบาท เดี๋ยวหม่อมฉันจะต้องไปที่วังจางชุน ทรงกลับไปก่อนเถอะเพคะ” 

“ไปวังจางชุนทำไมอีก” 

“หม่อมฉันจะไปกินมื้อเย็นกับเสด็จย่าเพคะ จะเสด็จด้วยกันไหมเพคะ” 

“...ไม่ล่ะ ถ้าเช่นนั้นข้ากลับก่อนแล้วกัน” 

ข้ามาตอนกลางคืนได้หรือไม่ 

ฮอนถอนหายใจพลางกลืนสิ่งที่อยากจะถามจริงๆ ลงคอ และไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา เท้าที่ไม่ค่อยอยากจะขยับเท่าไหร่ก้าวข้ามธรณีประตูออกมา สุดท้ายแล้วเขาก็ไม่สามารถปฏิเสธความต้องการของตนเองได้ เขาต้องการพระชายา เขารู้สึกอย่างแรงกล้าขนาดที่สงสัยว่าตนเคยรู้สึกมากขนาดนี้มาก่อนหรือไม่ 

 

* * * 

 

หญิงสาวนางหนึ่งหมอบอยู่ตรงหน้าพระสนมเอกมุนที่มีสีหน้าเยียบเย็น นางไม่ใช่แชยอน หากไม่นับรวมถึงก้นที่ค่อนข้างใหญ่นั้นแล้ว นางก็เป็นเพียงนางในธรรมดาๆ ที่พบเจอได้ทั่วไป  

“ทรงเสด็จคนเดียว ไม่ให้ใครติดตามไปด้วยเพคะ เลยไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่นั่น ตอนที่เสด็จกลับมา มีคนสนิทของพระชายาตามมาถึงตำหนักเพคะ หลังจากนั้นทั้งพระสนมซึงฮวี หรือแม้แต่พระชายาเองก็ไม่ได้มีการพูดคุยหรือกระทำการอะไรเพคะ” 

เมื่อนางในพูดจบ พระสนมเอกมุนก็เคาะปลายนิ้วลงบนโต๊ะ จมดิ่งสู่ห้วงความคิด 

ไม่กล้าลงมือละกระมัง นังคนไร้ประโยชน์ 

ด้วยความที่จินซึงฮวีเป็นคนจิตใจไม่หนักแน่น จึงมีความเป็นไปได้ที่จะเป็นเช่นนั้น แต่ความรู้สึกตะหงิดๆ นี่มันอะไรกัน แต่หลังจากคิดทบทวนคำพูดของนางในอย่างละเอียดแล้ว อึดใจต่อมา พระสนมเอกมุนก็หาต้นตอของความตะหงิดๆ นั้นได้ 

“ถ้าเป็นคนสนิท ก็ต้องสังกัดในพระราชวังน่ะสิ” 

“หม่อมฉันทราบมาว่าเป็นเด็กที่ติดสอยห้อยตามพระชายามาตอนที่ทรงอภิเษกสมรสเพคะ” 

การที่ผู้หญิงแต่งงานเข้ามาเป็นเชื้อพระวงศ์แล้วมีคนสนิทหรือแม่นมที่คอยดูแลติดตามมาจากที่บ้านคนสองคนนั้นไม่แปลกอะไร และตัวตนของคนสนิทคนนั้นก็เห็นๆ กันอยู่ แต่โดยปกติแล้วคนเหล่านั้นหากเป็นคนที่ใกล้ชิดที่สุด จะติดตามเจ้านายตลอดไม่ห่างตัว แล้วเหตุใดถึงไม่ใช้นางในคนอื่นๆ ที่มีอยู่ถมถืดในวังซึงกอน แต่ต้องเป็นเด็กคนนั้นตามมาส่งถึงตำหนัก หากเป็นบุคคลที่สำคัญมากๆ ก็พอเข้าใจได้ แต่กับนางสนมชั้นต่ำแบบนั้น ไม่เกินไปหน่อยหรือ 

“หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรแปลกๆ หรือมีการติดต่อกันเป็นการส่วนตัวเลยรึ” 

“เพคะ แต่ว่าวันนั้นหลังจากที่เสด็จกลับมา ทรงถามชื่อหม่อมฉันด้วยเพคะ”  

“หมายความว่าอย่างไร” 

“พระสนมซึงฮวีทรงไม่สนพระทัยใครเลยนอกจากองค์รัชทายาท เลยไม่ทรงถามชื่อข้าราชบริพารคนใดเลยเพคะ น่าจะทรงไม่รู้จักหน้าค่าตาเสียด้วยซ้ำ” 

“...พฤติกรรมเปลี่ยนไปอย่างนั้นสินะ” 

ฟังเผินๆ อาจเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ไม่สลักสำคัญอะไร ทว่าพระสนมเอกมุนเจออะไรบางอย่างในความไม่ชอบมาพากลนั้น นางอยากจะเรียกจินซึงฮวีมาซักถาม แต่ว่าจินซึงฮวีนั้นกลายเป็นหมากที่จะนำหายนะมาสู่นางแล้ว จากประสบการณ์เกี่ยวกับสงครามเย็นภายในพระราชวังที่นางพบเจอมามากมายนับไม่ถ้วน ในสถานการณ์เช่นนี้ สิ่งที่ควรทำเป็นอันดับแรกคือต้องรีบกำจัดหมากนั่นออกจากกระดานไปให้เร็วที่สุด 

“ข้าเสียหมากที่น่าสงสารไปสองตัวสินะ” 

พระสนมเอกมุนย่นหน้าผากเล็กน้อยพลางพึมพำอย่างเงียบๆ เสียงนั้นถูกเสียงเคาะโต๊ะอย่างเป็นจังหวะกลบจึงไปไม่ถึงหูของนางในที่หมอบอยู่ 

“ดีมาก เจ้าออกประตูแล้วตามคนของข้าไป ข้าฝากถุงเงินไว้ที่นางแล้ว” 

เป็นคำพูดที่น่ายินดีที่สุด นางในเงยหน้าขึ้นมายิ้มหน้าบาน 

“ขอบพระทัยเพคะ พระสนมเอก!” 

“ไม่ต้องขนาดนั้น มันเป็นค่าเหนื่อยที่ข้าสัญญาไว้ ไปได้แล้ว” 

นางในโน้มตัวลงแล้วเดินถอยหลังออกไปจากห้อง พระสนมเอกมุนจับจ้องที่ประตูจนกระทั่งเงาของนางหายลับไปจากสายตา เสียงเคาะโต๊ะอย่างเป็นจังหวะหยุดชะงักลง 

“เป็นเด็กที่พอใช้การได้อยู่...น่าเสียดายจริงๆ” 

พระสนมเอกมุนพูดงึมงำเหมือนถอนหายใจ ก่อนจะถอดแหวนหรูหราออกวางไว้บนโต๊ะแล้วหลับตาลงเพื่อเป็นการไว้อาลัยให้แก่คนตาย 

 

* * * 

ความคิดเห็น