facebook-icon

องค์ชายรัชทายาทฮอนจำเป็นต้องอภิเษกสมรสกับซอรยูฮา เพราะต้องการพาหญิงสาวชาวบ้านผู้เป็นคนรักเข้ามาเป็นพระสนม แต่นางในความคิดขององค์ชายคือ ‘ไร้สติ ละเอียดรอบคอบ ฉลาดหลักแหลม เก่งกาจ และไม่มีผู้ใดเหมือน’ เมื่อเวลาผ่านไปองค์ชายรัชทายาทฮอนในฐานะพระสวามีที่ไม่เคยเหลียวแลและมอบความรักให้แก่พระชายาของตนเองเลยนั้น กลับค่อยๆ ให้ความสนใจนางมากขึ้นเรื่อยๆ...

ชื่อตอน : ตอนที่ 2-9

คำค้น : วุ่นรักบุปผาร้อยเล่ห์ นิยายโซซอล นิยายเกาหลี นิยายย้อนยุค

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 4k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 03 ม.ค. 2563 15:00 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 2-9
แบบอักษร

 

สำหรับชานแล้วเรื่องแต่งงานไม่ได้อยู่ในหัวของเขาแม้แต่น้อย เขายิ้มเล็กน้อย ก่อนจะอ้างข้ออ้างเดิมที่ใช้มาตลอดหลายปี 

“ขอประทานอภัยพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท อาจเป็นเพราะกระหม่อมเติบโตมาโดยมีสตรีที่งดงามในพระราชวังรายล้อม เลยทำให้กระหม่อมหัวสูงพ่ะย่ะค่ะ” 

“โธ่ ตอนนี้องค์รัชทายาทก็อภิเษกไปแล้ว ก็ไม่มีอะไรที่องค์ชายสองต้องเร่งรีบ แต่เดี๋ยวจะเลยวัยแต่งงานเสียก่อน จะไม่มีใครเอาเจ้านะ รีบๆ หาสาวงามอย่างน้องสะใภ้เจ้าสักคนเร็วๆ เถิด” 

พระพันปีที่นั่งอยู่หน้าสุดรับไม้ต่อจากคำพูดของพระราชาที่กำลังเป็นห่วงโอรสคนที่สอง และชื่นชมลูกสะใภ้อยู่ในที 

“ฝ่าบาท เรื่องนั้นไม่ง่ายหรอกนะเพคะ ต่อให้แบ่งพระชายาเป็นสองส่วน ก็ยังเกินความต้องการขององค์ชายสองเลย ผู้หญิงแบบนั้นไม่น่าจะหาได้อีกแล้วเพคะ” 

ไปกันใหญ่ ชานคิดว่าหากตอนนี้ตนสามารถลุกขึ้นมาเปิดโปงตัวตนที่แท้จริงของพระชายาได้ ชาตินี้เขาคงจะไม่ขออะไรอีก ทว่าเมื่อได้เห็นบรรยากาศในตอนนี้แล้ว สิ่งที่พระชายาบอกว่าไม่มีใครเชื่ออย่างแน่นอนนั้นคงจะเป็นความจริง 

ถ้าหากเขาพูดออกไปว่าพระชายากวัดแกว่งดาบอยู่ที่วังร้างกลางดึกกลางดื่น ใครๆ ก็ต้องหาว่าตนบ้าอย่างแน่นอน แล้วเขาคงไม่ได้หลับไม่ได้นอนเพราะไม่รู้ว่าผู้หญิงเสียสติคนนั้นจะถือดาบยาวบุกมาหาเขาเมื่อไหร่ เขาจึงได้แต่ซ่อนสีหน้าไว้หลังถ้วยชา และระเบิดความอัดอั้นตันใจอยู่ข้างใน 

พระชายานั่น! เมื่อคืนขู่กระหม่อมว่าถ้ากระหม่อมพูดจะฆ่ากระหม่อมให้ตายพ่ะย่ะค่ะ! 

ดวงตาของรยูฮาที่ยังคงยิ้มหวานสบเข้ากับชานที่กำลังต่อสู้กับความรู้สึกไม่ยุติธรรมอยู่ในใจ ในตอนนั้นเอง มุมปากของหญิงสาวกระตุกขึ้นเล็กน้อยด้วยทุกสิ่งเป็นไปตามที่นางวางเอาไว้ ชานตาเบิกกว้างมองไปรอบๆ แต่สถานการณ์ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมยกเว้นเพียงตัวเขาเท่านั้น ชานมองเห็นรอยยิ้มเยาะของรยูฮาที่ฉายขึ้นแวบหนึ่ง แค่เขาเพียงคนเดียวเท่านั้นที่เห็น 

“เสด็จย่าตรัสเกินไปแล้วเพคะ หญิงสาวคนไหนจะปฏิเสธชายหนุ่มที่สง่างามถึงเพียงนั้นกันเพคะ เดี๋ยวก็ทรงพาหญิงสาวรูปโฉมงดงามกว่ากระหม่อมมา ไม่ต้องทรงกังวลพระทัยไปหรอกเพคะ” 

น้ำเสียงหวานปานน้ำผึ้งฉอเลาะพระพันปี ความพึงพอใจเปี่ยมล้นบนใบหน้าที่มีริ้วรอยของหญิงชรา อีกทั้งพระราชาและพระมเหสีก็มีสีหน้าแบบเดียวกัน เหล่าเชื้อพระวงศ์ต่างพากันชอบอกชอบใจ แม้ว่าทุกคนจะมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันเพื่อต้อนรับการกลับมาจากการเดินทางของชาน แต่ตัวเอกของงานกลับกลายเป็นพระชายาเสียได้ 

ท่ามกลางความสับสนอลหม่านนั้น ทำไมฮอนถึงส่งสายตามาอีก ชานอยากจะร้องไห้ออกมาเสียให้รู้แล้วรู้รอด แต่ก็ได้แต่เพ่งความสนใจไปที่ถ้วยชาอย่างเงียบๆ ในตอนนั้นเอง เสียงของพระราชาก็ดังขึ้นอย่างดีอกดีใจเกินปกติด้วยนึกอะไรขึ้นมาได้ 

“จริงสิ องค์ชายสองกลับมาแล้ว ไว้เรามาเล่นตีกยอกกู[1]กันเถอะ” “ตีกยอกกูหรือพ่ะย่ะค่ะ” 

“ถ้าตีกยอกกูล่ะก็ ต้องแบ่งข้างองค์รัชทายาทและองค์ชายสองถึงจะสนุก พระพันปีทรงคิดเช่นไรพ่ะย่ะค่ะ” 

“ดีสิ เราแข่งกันเล็กๆ ไม่ต้องเตรียมอะไรมากมายด้วยเพคะ ฝ่าบาท” 

ตีกยอกกู ทันทีที่ได้ยินคำนั้น ก็เหมือนกับมีพลุจุดขึ้นระหว่างฮอนและชาน พระราชาเห็นท่าทางนั้นก็ยิ้มกริ่ม 

“องค์ชายสองและองค์รัชทายาทท่าทางจะเห็นด้วย ในเมื่อเห็นพ้องกันเช่นนี้ก็เตรียมการแข่งขันเลยแล้วกัน ถึงจะเป็นงานเล็กๆ แต่ก็ถือเป็นงานแรกที่จัดขึ้นตั้งแต่พระชายาเข้าวังมาสินะ” 

เรื่องศิลปะการต่อสู้หรือการล่าสัตว์นั้น ฮอนอาจจะสู้ชานไม่ได้ แต่การขี่ม้านั้น ชานเองก็ยังไม่เคยเอาชนะฮอนได้เลยเช่นกัน ด้วยเหตุนี้เอง การตีกยอกกูที่แข่งกันดุเดือดที่สุดจึงกระตุ้นความอยากเอาชนะของคนทั้งสองได้เสมอๆ ครั้งนี้เขาจะต้องตอกหน้าผู้พี่ให้หงายไปเลย ฮอนคิดพลางจ้องมองชานด้วยมีความริษยาสุมอยู่ในอกเป็นทุนเดิม โดยตนก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร 

 

* * * 

 

“องค์รัชทายาท ทำไมถึงเสด็จมาทางนี้เพคะ องค์รัชทายาทซึ่งจะต้องเป็นกษัตริย์ที่พร้อมด้วยสติปัญญาไม่ควรเกียจคร้านในการศึกษาหาความรู้นะเพคะ” 

มีแต่ฮอนเท่านั้นที่เข้าใจถึงหนามแหลมคมซึ่งแฝงอยู่ในคำพูดของรยูฮา เขาตามนางมาต้อยๆ ตั้งแต่วังจายอง ทั้งๆ ที่คำพูดของนางนั้นเขาเป็นเหมือนตัวน่ารังเกียจสำหรับนาง ช่วยไปให้พ้นๆ หน้าเถอะ แต่ด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและใบหน้าที่ยิ้มน้อยๆ ของนางนั้น ทำให้เหล่าข้าราชบริพารไม่รู้ถึงความหมายที่ซ่อนอยู่ แต่รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้งนี่ ฮอนที่ตัดสินใจเดินตามนางมานั้นเป็นคู่ต่อสู้ที่จะดูถูกไม่ได้เลย 

“ข้าคิดว่าการได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับพระชายาที่มีสติปัญญาเฉียบแหลมน่าจะเป็นการศึกษาที่ดีอย่างหนึ่ง” 

“หม่อมฉันเองก็มีสิ่งที่หม่อมฉันต้องศึกษาในฐานะพระชายาเพคะ” 

“ถ้าเช่นนั้นข้าก็น่าจะช่วยได้ รีบไปกันเถอะ” 

ฮอนที่มองออกว่านางจะต้องพยายามไล่เขาไปทุกวิถีทาง จึงพยายามหลบเลี่ยงนางด้วยการเดินจ้ำอ้าว มุ่งตรงไปยังวังซึงกอนก่อน รยูฮาหน้ามุ่ย แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ทั้งยังมีข้าราชบริพารของตนและขององค์รัชทายาทเดินตามกันมาหลายสิบคน จะให้เตะก้นเขาสักทีก็ทำไม่ได้ ในที่สุดรยูฮาก็ต้องกล้ำกลืนความเสียดายที่ไม่สามารถไล่ฮอนไปได้ แล้วก็เดินเข้าห้องนั่งเล่นไปพร้อมกับเขา 

“มินอาคอยเฝ้าประตูไว้ ส่วนคนอื่นๆ ไปพักผ่อนได้” 

เหล่าข้าราชบริพารที่ยืนรออยู่โค้งคำนับแล้วแยกย้ายกันไปตามคำสั่งของรยูฮา พอถึงตอนนั้นรอยยิ้มของพระชายาที่อยู่บนหน้ามาตลอดก็หายวับไปในทันที นางถอดชุดด้านนอกออกอย่างไม่ยี่หระแล้วทิ้งลงบนเก้าอี้ ก่อนจะนั่งแหมะลงบนนั้นพลางกระดิกเท้าข้างหนึ่ง 

“ทรงว่างหรือเพคะ หม่อมฉันเหนื่อยจะแย่อยู่แล้ว ทรงอยากตรัสอะไรก็รีบๆ ตรัสมาเถอะเพคะ” 

“ต่อหน้าเสด็จพี่เจ้าส่งยิ้มหวานให้ แต่ทำไมกับข้าถึงได้เย็นชานัก” 

เรื่องอะไรกันอีกเนี่ย รยูฮานิ่วหน้า เพราะจู่ๆ ฮอนก็ไม่สบอารมณ์  

“ทรงตามมาถึงนี่เพื่อจับผิดหม่อมฉันหรือเพคะ” 

“จับผิดงั้นรึ กับข้าเจ้าแทบจะไม่อยากเสวนาด้วย แต่เจ้ากลับพูดกับเสด็จพี่ว่าอยากเจอ ยินดีที่ได้พบ ข้าเคยพูดถึงเสด็จพี่ให้ฟังตั้งแต่เมื่อไหร่กัน แล้วอย่างไรอีกนะ สง่าผ่าเผย...อ้า..ไม่อยากจะเชื่อเลย!” 

ฮอนระเบิดสิ่งที่อยู่ในใจออกมาโดยลืมนึกถึงหน้าตาและศักดิ์ศรีของตนเอง ตัวของเขาเองไม่รู้เลยว่าเพราะอะไรตนถึงโมโหขนาดนั้น แต่ดูท่ารยูฮาน่าจะต้องปลอบใจที่กำลังเดือดดาลให้เย็นลง ไม่สิ น่าจะต้องตอบว่าจะไม่ยิ้มให้เสด็จพี่อีก ไฟที่สุมในอกถึงจะมอดดับลง 

“ที่ฝ่าบาทจะตรัสมีแค่นั้นใช่หรือไม่เพคะ” 

“มีแค่นั้นงั้นหรือ เจ้าต่างหากที่จะพูดแค่นั้นเองน่ะหรือ” 

ฮอนที่สะท้อนในแววตาของรยูฮาตอนนี้ไม่ใข่สุนัขที่น่ารักอีกแล้ว แต่เป็นหมาบ้าต่างหาก หมาบ้าที่จำไม่ได้แม้แต่เจ้าของตัวเอง เอาแต่เห่า ไม่หลงเหลือความน่ารักอยู่เลย อ้า...น่ารำคาญ รยูฮาสูดลมหายใจเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์แล้วเอ่ยตอบ 

“เพคะ เพคะ เป็นความผิดของหม่อมฉันเองเพคะ เพราะฉะนั้นช่วยหลีกทางให้หม่อมฉันด้วยเพคะ” 

“ทำไมเจ้าชอบไล่ข้าอยู่เรื่อย” 

“หม่อมฉันจะเปลี่ยนชุดเพคะ ปกติทรงเคยทอดพระเนตรเห็นหม่อมฉันสวมชุดผ้าไหมหนักๆ แบบนี้หรือเพคะ หม่อมฉันหนักจะตายอยู่แล้ว ทรงออกไปข้างนอกก่อนเพคะ” 

“คืนแรกเจ้ายังถอดได้อย่างหน้าชื่นตาบานอยู่เลย ทำแบบนั้นอีกก็ได้นี่นา เจ้านี่มีข้ออ้างเยอะนัก” 

รอยยับย่นบนหน้าผากของรยูฮาชัดและลึกขึ้นกว่าเดิม โดยปกติแล้วหากไม่ใช่เรื่องหนักหนาอะไร นางมักจะไม่เอามาเป็นอารมณ์ แต่ตอนนี้สุดจะทนแล้ว 

แค่จะเปลี่ยนชุดทำไมถึงต้องชวนทะเลาะด้วย เมื่อวานอุตส่าห์พูดขนาดนั้นแล้ว ก็น่าจะปล่อยตนไปได้แล้วมิใช่หรือ รยูฮาเงยหน้าขึ้นมองเพดาน พ่นลมออกจากปากพลางเสยผมที่ปรกลงมา ก่อนจะหันไปตะโกนสั่งข้างนอก 

“มินอา เอาชุดของข้ามา!” 

“เพคะ พระชายา” 

ไม่นานนักมินอาก็เปิดประตูเข้ามา ในมือถือถาดที่มีชุดผ้าไหมเนื้อบางสีขาวที่รยูฮาชอบสวมใส่วางอยู่ ไม่รู้ว่าฮอนรู้สึกไปเองหรือเปล่าว่านางผู้ซึ่งเป็นคนสนิทมองเขาด้วยความสงสาร 

“ไม่ต้องเฝ้าแล้วนะ เอาเครื่องประดับกับเสื้อนอกออกไปพอ” 

ชุดผ้าไหมและเครื่องประดับถูกวางไว้บนถาดที่วางชุดผ้าไหมเนื้อบางมา รยูฮามองมินอาเดินออกไปจนกระทั่งประตูปิด นางจึงหมุนตัวหันไปยืนประจันหน้ากับฮอน นางจับชุดดึงออกโดยไม่ลังเล ชุดชั้นรองสีชมพูร่วงลงไปกองกับพื้นแทบเท้านาง ชิ้นที่หนึ่ง ชิ้นที่สอง ชิ้นที่สาม และท้ายที่สุด เหลือเพียงชุดซับในที่บางเบาราวปีกแมลงปอบนร่างของนาง 

“พอได้แล้ว” 

ฮอนดีดตัวขึ้น แล้วหันหน้าไปทางหน้าต่าง 

“ไหนทรงบอกว่าให้หม่อมฉันถอดอย่างหน้าชื่นตาบานอย่างไรเล่าเพคะ” 

“รู้แล้ว ข้าผิดเอง ใส่ชุดเถอะ” 

ฮอนยืนหันหลังเอามือปิดใบหน้าที่กำลังร้อนผ่าว พร้อมกับสูดลมหายใจลึก 

ในคืนแรกนั้น ห้องมืดมาก อีกทั้งตนก็เมามายแทบไม่ได้สติ ซ้ำยังมีเรื่องให้ตื่นตระหนกตกใจอีกมากมาย ทำให้ไม่ทันมองอะไรได้ชัดเจนนัก 

 

 

 

[1] กยอกกู การละเล่นชนิดหนึ่งคล้ายกับกีฬาขี่ม้าโปโลในปัจจุบัน 

ความคิดเห็น