email-icon facebook-icon Twitter-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 4

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 812

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 17 มี.ค. 2563 10:49 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 4
แบบอักษร

 

 

 

 

 

 

บทที่ 4

 

หลี่หมิงซื่อยืนอยู่หน้าจวน ทอดมองรถม้าที่กำลังห่างออกไปด้วยแววตาว่างเปล่า เขาทำเพียงยืนอยู่อย่างนั้นไม่ขยับไม่ไหนจนกระทั้งรถม้าลับตาไป

 

ต้าเฉิงถือวิสาสะยืนเทียบหลี่หมิงซื่อ กล่าวว่า"ท่านแม่ทัพ เป็นเช่นนี้จะดีหรือขอรับ"

 

หลี่หมิงซื่อกล่าว"เป็นเช่นไรสำหรับเจ้าจึงจะดี"

 

ต้าเฉิงตอบ"หากท่านแม่ทัพสมรสกับองค์หญิงโทษที่ขังท่านไว้ในจวนก็จะถือเป็นโมฆะ นอกจากนั้นท่านอาจจะกลับไปรับราชการได้อีกครั้ง ท่านแม่ทัพจะได้กลับสู่สนามรบอีกครั้ง"

 

หลี่หมิงซื่อไม่ได้ตอบโต้อีก เขาทำเพียงหลับตาลงนิ่ง ในใจนึกถึงสงครามครั้งสุดท้ายของตน บ้านเรือนพังพินาศไปด้วยเพลิงโทสะ ผู้คนต่างกรีดร้องขอความเมตตา เพียงยื่นมือมาแต่เขากลับไม่ได้จับคว้าเอาไว้ ทุกอย่างช่างทรมาน แยกกบฏกับผู้บริสุทธิ์ไม่ออก ก่อให้เกิดโศกนาฏกรรม การลงโทษเพียงเท่านี้ไม่สาสมแก่ความผิดด้วยซ้ำ เขาควรถูกสับเป็นหมื่นชิ้น โยนเศษเนื้อให้อีกาจิกกิน ทว่าครานี้หลี่หมิงซื่อกลับไม่ได้คิดเช่นนั้นแล้ว เหตุผลอาจเป็นเพราะกระจกบานนั้นกระมัง

 

มุมปากของหลี่หมิงซื่อยกยิ้มขึ้นเป็นที่น่าแปลกใจ ต้าเฉิงเห็นทว่าไม่เอ่ยถาม เก็บงำความสงสัยเอาไว้ ก่อนที่หลี่หมิงซื่อจะหัวเราะออกมาเล็กน้อยแล้วเดินกลับเข้าจวนไป

 

ประตูจวนปิดลง หลี่หมิงซื่อเดินตรงกลับเรือนไปในทันที วันนี้เขาปฏิเสธความหวังดีขององค์หญิงไป๋ลู่ไป เหตุเพราะใจมิต้องนาง กับอีกเหตุผลคือหากแต่งกับนางไปมีแต่จะฉุดชื่อเสียงของนางให้ตกต่ำลง ผู้คนอาจจะตั้งข้อครหากับนางได้ ไม่ว่าอย่างไรก็ล้วนไม่เป็นผลดีทั้งสิ้น องค์หญิงไป๋ลู่เป็นเหมือนน้องสาวของเขา เมื่อครั้งเข้าวังหลวงครั้งแรก หลี่หมิงซื่อเป็นเพียงเด็กอ่อนแอ ผู้คนรังแกอยู่ก็มาก องค์หญิงไป๋ลู่เมื่อครานั้นซุกซนราวกับเด็กชาย ปกป้องเขานับครั้งไม่ถ้วย ใจเขายึดถือนางเป็นน้องสาวนับแต่นั้น มิเคยเป็นอื่น

 

ไม่มีทางเป็นอื่น...

 

หลี่หมิงซื่อเป็นมนุษย์ธรรมดา มีทั้งด้านดีและด้านที่ชั่วร้าย ในโลกนี้ไม่มีผู้ใดขาวบริสุทธิ์ไปทั้งหมด ผ้าขาวเช่นไรก็ย่อมต้องเปื้อนฝุ่น หลี่หมิงซื่อเองก็เช่นกัน ที่เขาปฏิบัติต่อองค์หญิงไป๋ลู่เช่นนั้นก็ราวกับด้านมืดในกายครอบงำ

 

ในตอนนี้หลี่หมิงซื่อไม่อยากจะคิดอะไรแล้ว เขาทำเพียงพักผ่อนอยู่ในห้องเงียบๆ โดยมีต้าเฉิงยืนเฝ้าหน้าประตู

 

เขานั่งมองกระจกบานนี้วันหนึ่งไม่อาจนับเวลาได้ ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่อยากให้เรื่องทั้งหมดที่เคยพบเจอเป็นเพียงแค่ความเพ้อฝันไปเอง ครั้งนั้นบอกว่าฝันก็พอเชื่อได้ แต่ป้าเยว่ก็ยืนยันว่าตัวเขาไม่ได้เพ้อฝัน แต่เหตุใดคนผู้นั้นจึงยังไม่มาหาเขาเสียที

 

"เมื่อใดกัน...มาหาข้าเถิด เสิ่นกู่ของข้า"

 

....

 

...............

 

.........................

 

เสิ่นกู่นั่งจดจ่ออยู่กับคอมพิเตอร์เครื่องงาม ทว่าบนหน้าจอก็ไม่ปรากฏว่ากำลังทำงานอยู่ เขามีงานที่ต้องเขียนรายงานเรื่องของสุสานโบราณ แต่ในหัวกลับขาวยิ่งกว่ากระดาษ คิดอะไรก็คิดไม่ออกสักที สุดท้ายก็กลายเป็นนั่งเล่นไปเฉยๆ

 

เสิ่นกู่นึกไปถึงชายที่ตนเฝ้าปรารถนาจะวาร์ปเข้ากระจกไปหา แต่ไม่ว่าจะรอนานกี่วันกี่คืนก็ดูไร้วี่แววว่าจะทำได้ ตอนที่พึ่งได้กระจกมา วาร์ปไปติดต่อกันตั้งสองครั้งไม่เห็นจะต้องรอนานขนาดนี้เลย หรือว่ามันมีคูลดาวล์ เพราะใช้ไปติดต่อกันสองครั้งเลยต้องรอนานกว่าปกติ แต่มันไม่เห็นมีอะไรบอกสักอย่าง แบบนี้จะรู้ได้ยังไงว่าควรไปเมื่อไหร่ เสิ่นกู่ถึงกับสั่งซื้อชุดโบราณจากเน็ตมารอเลยนะเนี่ย แถมแต่ละอย่างก็ใส่ยากๆ ทั้งนั้น เกิดกระจกสามารถวาร์ปได้ขึ้นมาเขาไม่ต้องเสียเวลาใส่หรอกหรอ ไหนจะแต่งหน้า เซ็ทผมให้หล่อกระชากใจอีกล่ะ

 

เมื่อก่อนเสิ่นกู่ไม่ได้สนใจเรื่องการแต่งตัวมากนัก แค่ทำสีผมให้ไม่ตกเทรนด์เท่านั้น นอกนั้นก็ปล่อยๆ ไปบ้าง ยังไงทรงผมที่คนอื่นทำมากสุดก็คือทรงไม่เป็นทรงอยู่แล้ว ยิ่งทรงตื่นนอนนี่ยิ่งฮิต

 

เขาคิดไปแล้วก็เริ่มแปลกใจกับคนสมัยนี้จริงๆ คิดๆ แล้วเสิ่นกู่ก็พูดกับตัวเองอย่างนักแน่นว่า"หรือจะย้อมผมกลับเป็นสีดำ แล้วไปต่อผมให้ยาวดี เผื่อไปโลกโน้นแล้วจะได้ไม่แปลกคนอื่น"

 

จู่ๆ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น เสิ่นกู่ขมวดคิ้วอย่างแปลกใจ คว้าเอานาฬิกามาดูทันที เขาก็เหลือบมองไปที่ประตู ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเป็นใคร คนที่กล้ารบกวนเขาตอนตีหนึ่งแบบนี้มีอยู่แค่คนเดียวเท่านั้นแหละ

 

เสียงจากหน้าประตูดังขึ้น"เสิ่นกู่ เปิดประตูให้ฉันหน่อย"

 

เสิ่นกู่แค่นเสียงตอบ"ตงฟางโจว นายมาทำอะไรกลับไปซะ"

 

ตงฟางโจวยังไม่ยอมกลับ ซ้ำยังเคาะประตูแรงขึ้นด้วย ถ้าเขาไม่เปิดในสามนาทีมีหวังประตูได้พังจริงๆ แน่ แต่ตอนนี้เสิ่นกู่อยู่บ้านเขาจึงใส่เพียงกางเกงบ๊อกเซอร์เท่านั้น เสิ่นกู่จึงต้องหาอะไรมาใส่ซะก่อน เขาตะโกนกลับไป"หยุดเคาะซะ รอฉันแปบหนึ่ง"

 

เสียงเคาะหยุดไปจริงๆ ทว่าก็หยุดไม่เท่าไหร่ก็ดังขึ้นอีก เสิ่นกู่วิ่งไปที่ตู้เสื้อผ้า ทว่า...จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงที่คุ้นเคยพร้อมแสงสีนวลตาจากกระจก เสิ่นกู่ร้องในใจว่า'ซวยแล้ว! ' รีบเร่งหาเสื้อผ้า ทว่าการหาเสื้อผ้ามันช่างยากเย็น ไหนจะเสียงเคาะจากด้านนอกอีก หลายอย่างทำเอาเสิ่นกู่มือสั่นไปหมด หยิบอะไรก็ตกพื้น จนกระทั่งเขารู้สึกได้ว่าแสงกำลังเลือนลง เสิ่นกู่ไม่พูดพร่ำทำเพลง กระโดดเข้ากระจกทั้งๆ ที่เนื้อตัวมีเพียงบ๊อกเซอร์ตัวเองกับเสื้อเชิดขาวที่หยิบติดมือไปแค่นั้น

 

จากนั้นแสงของกระจกก็หมดลง แต่เสียงเคาะประตูยังคงดังอยู่ ตงฟางโจวเริ่มหัวเสีย เสิ่นกู่บอกแค่แปบเดียวแต่นี่มันกี่นาทีเข้าไปแล้ว ปกติเขาใช้เวลามาเปิดประตูนานขนาดนี้เลยหรอ สุดท้ายเขาก็ถีบเข้าประตูอย่างแรง ตะโกนเสียงดังว่า"ได้ ในเมื่อนายไม่ยอมเปิดให้ฉันก็ไม่เป็นไร พรุ่งนี้ฉันจะมาใหม่ถ้านายหนีละก็...."

 

........

 

ภายในกระจกยังคงเป็นเหมือนเดิม ทั้งน่าเวียนหัวแล้วก็ตาลาย เสิ่นกู่พยายามเต็มที่ที่จะทรงตัวให้นิ่งพร้อมกันก้าวข้าข้างหนึ่งไปข้างหน้าเสมอ เขาเรียนรู้จากครั้งที่แล้วว่าหากเขายืนตัวตรงไม่แคล่วคงต้องหน้าฟาดพื้นจนดั้งหัก

 

ตัวเขาค่อยๆ พบกับแสงสว่างไม่นานก็รู้สึกว่าขาที่ยื่นไปข้างหน้าแตะโดนพื้น แต่เหมือนจะแตะแรงไม่สักหน่อยเพราะมันพลิกควับ เสียงกระดูกกับความเจ็บแล่นแปล๊บเข้ามาในเส้นประสาท ก่อนที่ร่างทั้งร่างจะกลิ้งออกมาจากกระจกแล้วลงไม่นอนหงายที่พื้น

 

โชคดีที่นอนหงาย

 

ทว่าเสียงอึกทึกเมื่อกี้ก็มีอำนาจพอให้คนที่นอนหลับบนเตียงลืมตาตื่นด้วยสัญชาตญาณรับรู้ถึงอันตราย อย่างฉับพลัน ดาบข้างตัวถูกคว้าออกมาอย่างรวดเร็วก่อนจะตวัดไปทางเสิ่นกู่

 

เสิ่นกู่กำลังจะใส่เสื้อที่ติดมือมาก็เป็นอันต้องทำหลุดมืออีกรอบ ดาบคมกริบจ่อคอจนเย็บวาบไปทั่วทรวงอก ขนลุกชันขึ้นมาเป็นแถบ หลี่หมิงซื่อเอ่ยถามเสียงเย็น"เจ้าเป็นผู้ใด"

 

เสิ่นกู่ไม่กล้าตอบ เมื่ออีกฝ่ายไม่ยอมตอบหลี่หมิงซื่อจึงค่อยลงจากเตียง ไฟตะเกียงถูกจุดขึ้น แสงลอดผ่านออกมาเป็นเงาฉาบใบหน้าของเสิ่นกู่ให้ปรากฏขึ้น หลี่หมิงซื่อพลันตาค้างทันทีรีบเก็บดาบของตัวเองทันที เสิ่นกู่ถูกช็อตพิฆาตเมื่อกี้ทำเอาตัวแข็งขยับตัวไม่ได้แล้ว เขามองหน้าหลี่หมิงซื่อนิ่ง เกือบจะหลุดร้องไห้ออกมาซ้ำเติมตัวเองไปแล้ว แต่ก็สามารถฮึบไว้ได้โชคดีที่เขาไม่ฉี่ราดด้วยไม่อย่างงั้นภาพลักษณ์ได้เสียหายป่นปี้ไม่เหลือชิ้นดีแน่

 

เสิ่นกู่นั่งนิ่งไม่ยอมขยับ ตาหลุบต่ำอย่างคนขลาดกลัว หลี่หมิงซื่อเห็นอีกฝ่ายนิ่งเงียบไปก็ร้อนใจ จึงอาสารุดลงมาประคองเสิ่นกู่ขึ้น เพียงเอื้อมมือไปแตะเสิ่นกู่ก็สะดุ้ง หลี่หมิงซื่อพลันทำสีหน้าทั้งดีใจทั้งกลัวว่าจะทำให้อีกฝ่ายจะขวัญกระเจิงไปเสียหมด นึกอยากตัดมือที่กล้าหยิบดาบขึ้นมาเสียจริง

 

พอเห็นว่าเหตุการณ์ดูจะกลับมาเป็นปกติ เสิ่นกู่ก็รีบถอยกรูดออกมา ก่อนจะปรับสีหน้าให้เป็นปกติมากที่สุด ก่อนมองหาเสื้อเชิ้ตที่ทำตกไว้ เขาหยิบขึ้นมาใส่แบบลวกๆ ก่อนจะมองไปรอบๆ พอเห็นว่าเป็นสถานที่ที่ตนปรารถนาจะมาตลอดเดือนก็ยิ้มออกมาอย่างกับคนบ้า ทว่าพอได้เห็นหน้าหลี่หมิงซื่อตรงๆ แบบนี้ก็เกิดประหม่าขึ้น

 

เมื่อก่อนเข้าวาร์ปมาก็จริง แต่ไม่ได้มายืนประจันหน้ากันตรงๆ แบบนี้ พอเป็นตอนนี้เสิ่นกู่กลับทำอะไรไม่ถูกได้แต่กระชับเสื้อตัวบางๆ ให้ปกปิดร่างกายให้มากที่สุด เพราะดันลืมหยิบกางเกงมาด้วยเลยต้องมายืนหวิวอยู่แบบนี้ มาคิดได้ตอนนี้ก็ดูเหมือนจะไม่ทันแล้ว อีกทั้งอากาศที่นี่ก็ค่อนข้างเย็น อาจเป็นเพราะเป็นกลางดึกด้วยเลยรู้สึกเย็นกว่าปกติ

 

หลี่หมิงซื่อมองแล้วก็ได้แต่แปลกใจกับการแต่งตัวของอีกฝ่าย เปิดปากถามก่อนว่า"เหตุใดจึงสวมใส่เสื้อผ้าน้อยชิ้นนัก ไม่หนาวหรือ"

 

เสิ่นกู่จู่ๆ ก็ถูกถามก็ถึงกับเอ๋อไปชั่วขณะ"เอ่อ...คือ...ผมไม่ได้ตั้งใจจะใส่มาแค่นี้ซะหน่อย"

 

"เช่นนั้น..."หลี่หมิงซื่อหยิบกล่องบางอย่างที่อยู่ใต้เตียง กล่องที่ดูเหมือนทำจากไม้เนื้อดี แกะสลักลายดอกไม้สวยงาม ถึงเสิ่นกู่จะไม่รู้ว่าดอกอะไรแต่มันสวยจนเขาเผลอจ้องอยู่นาน

 

หลี่หมิงซื่อเปิดกล่องออกผ้าสีขาวก็ปรากฏมาให้เห็น พอเอาออกมาถึงรู้ว่าเป็นชุด หลี่หมิงซื่อยื่นมาให้ กล่าวว่า"รีบสวมใส่ เดี๋ยวเจ้าจะไม่สบาย"

 

เสิ่นกู่รับมาแต่โดยดี รู้สึกเนื้อเต้นจนแทบทนไม่ไหว หน้าเขาคงแดงไปถึงไหนต่อไหนแล้ว ยิ่งได้สัมผัสเนื้อผ้ายิ่งรู้ถึงความละเอียดใส่ใจ การทอผ้าเองกับมือต่างกับให้เครื่องจักรทำจริงๆ สามารถสัมผัสได้ด้วยมือเปล่าๆ เหมือนกับว่าเขากำลังยื่นอยู่ทามกลางซากโบราณคดีแล้วกำลังออกขุดสำรวจของโบราณอยู่เลย จะเว้นไว้ก็ตรงที่อยู่ในมือไม่ใช่ของเก่า เป็นของใหม่แกะกล่องเลยก็ตาม

 

เสิ่นกู่ตื่นเต้นรีบถอดเสื้อเชิ้ตออกแบบไม่แคร์คนมอง เพราะเขาตื่นเต้นกับชุดจนลืมหลี่หมิงซื่อไปชั่วขณะ แต่พอหยิบมาใส่จริงๆ เขากลับพบปัญหาเข้า

 

เขาใส่ไม่เป็น!

 

เสิ่นกู่หันไปมองหลี่หมิงซื่อ แต่ยังไม่ทันจะพูดอะไร ก็มีมือปริศนายื่นมาแตะเอวเขาแผ่วเบา พร้อมกับเสียงที่ราวกับกระซิบ บอกว่า"สวมใส่เป็นหรือไม่ เห็นเจ้าแต่งกายมิคล้ายเรา เช่นนั้นให้ข้าช่วยเจ้าดีหรือไม่"

 

เสิ่นกู่ตอบเสียงแผ่ว"ครับ...เอ่อ..."

 

"จริงสิ เมื่อครานั้นเจ้ารีบร้อนจากไป ข้าเอ่ยถามนามเจ้าทว่าเจ้ามิได้ตอบ"

 

เสิ่นกู่ทำท่านึก เหมือนตอนนั้นหลี่หมิงซื่อจะถามจริงๆ เขาตอบว่า"ผม...ชื่อเสิ่นกู่"

 

"เสิ่นกู่"หลี่หมิงซื่อขมวดคิ้ว"ประหลาดนัก..."

 

"หา! คุณจะบอกว่าชื่อผมประหลาดหรอ คนชื่อกู่มีเยอะแยะจะตายไป"

 

หลี่หมิงซื่อรีบแก้ต่าง"ไม่ใช่ หากแต่....เจ้าออกไปกับข้าได้หรือไม่"

 

เสิ่นกู่"ไปไหน แต่งตัวยังไม่..."

 

ยังไม่ทันจะพูดต่อเขาก็พึ่งมารู้สึกตัวว่าร่างกายเขามีเสื้อผ้าครบทุกชิ้นตามแบบคนโบราณแล้ว ถึงจะไม่รู้ว่าเสร็จตอนไหนก็ตามแต่ พอเป็นแบบนี้เสิ่นกู่จึงตอบว่า"ได้ ไปก็ไปแต่ไม่เอาทหารวิ่งมาล้อมจับอีกนะ"

 

หลี่หมิงซื่อกล่าว"หากผู้ใดกล้า ข้าจะสั่งโบยสักสิบทีดีหรือไม่"

 

"เชร้ดเข้! โหดเวอร์ ยิ่งกว่าในหนังอีกนะเนี่ย"

 

หลี่หมิงซื่อหัวเราะ กล่าวว่า"แม้จะไม่เข้าใจก็ตามว่าเจ้ากำลังเอ่ยถึงสิ่งใด แต่ข้าไม่ได้โหดร้ายเสียหน่อย"

 

ใครจะไปรู้ล่ะ

 

ไม่นานพวกเขาก็ออกมาอยู่หน้าห้อง ป้ายไม้อันใหญ่ที่แขวนอยู่ข้างหน้าเขียนข้อความว่า'เรือนเสิ่นกู่' ก็ทำเอาเสิ่นกู่อ้าปากค้างไป

 

นี่เขาชื่อเหมือนป้านหน้าห้องชาวบ้านเขาหรอเนี่ย ส่งสัยต้องไปหาข้อมูลจริงจังเกี่ยวกับชื่อเขาแล้วมั้งว่ามาจากไหน

 

หมดเวลาไปหลายนาทีกับการยื่นดูป้ายเฉยๆ เสิ่นกู่พยายามทำตัวให้ล่องหนที่สุด หันซ้ายหันขวาอย่างระแวง คราวที่แล้วก็โดนวิ่งไล่ คราวนี้ไม่รู้จะโดนอีกหรือเปล่า หลี่หมิงซื่อเห็นท่าทางเหมือนเด็กกำลังเล่นซ่อนแอบแล้วกลัวโดนจับได้ก็อดจะขำไม่ได้ กล่าวว่า"อากาศหนาวนัก เข้าเรือนดีหรือไม่"

 

เสิ่นกู่หันไปพยักหน้ารัวๆ "ไปสิไป"

 

ไม่พูดเปล่าเสิ่นกู่รีบวิ่งไปเปิดประตูก่อนแล้วหันกลับมากวักมือเรียกหลี่หมิงซื่อทีหลัง มันเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ที่คนต่างภพจะมารู้จักกันได้ เสิ่นกู่เป็นแค่นักศึกษาธรรมดา ชีวิตเลยออกแนวน่าเบื่อซะส่วนใหญ่ จะมีตื่นเต้นบ้างก็ตอนคิดหาทางหลบหน้าตงฟางโจวนี่แหละ ส่วนเพื่อนรักอย่างเหม่ยหลินกับเยี่ยนฉือก็ชอบเป็นห่วง ซักถามอะไรก็ตามที่ต้องการรู้โดยไม่สนว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัวของผมหรือเปล่า

 

ไม่ได้กล่าวหาเพื่อนหรอกนะ

 

เสิ่นกู่เดินกลับเข้ามาในห้องแล้วก็ไม่รู้จะทำอะไร เดินไปเดินมาเล่นไปเรื่อย หลี่หมิงซื่อเพียงนั่งลงข้างเตียงก่อนจะเอาดาบออกมาแล้วใช้ผ้าเช็ด เสิ่นกู่เห็นแบบนั้นก็เกิดความสนใจ เดินเข้ามานั่งลงที่พื้นข้างเตียง จ้องดาบในมือหลี่หมิงซื่อนิ่ง

 

ปกติเขาก็เคยเห็นดาบโบราณมาก็มาก ตามพิพิธภัณฑ์โบราณ แต่สภาพมันก็เก่าจนดูคลังไปแล้ว บางครั้งก็มีการทำขึ้นมาใหม่โดยอ้างอิงจากบันทึก เพราะแบบนั้นเลยดูยากว่าดาบในสมัยก่อนเป็นแบบไหนกันแน่ พอเห็นของจริงแล้วเสิ่นกู่ก็ให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ยื่นมือจะไปแตะ ทว่าหลี่หมิงซื่อกลับชักหนีเขาซะงั้น

 

หลี่หมิงซื่อกล่าว"ดาบมีคม มันจะบาดเจ้าเอา"

 

เสิ่นกู่กลอกตา กล่าวว่า"นี่คุณแม่ทัพ ผมขอดูนิดเดียวไม่ได้หรือไง ปกติเห็นแต่ซากดาบไม่เคยเห็นของจริงเลย"

 

หลี่หมิงซื่อยังไม่ยอมให้เสิ่นกู่จับ ถึงแม้ว่าเสิ่นกู่จะพยายามเอื้อมมือมาก็ตาม เหตุเพราะดาบนี้เข้าสงครามมานักต่อนัก ความเคียดแค้นของผู้ที่ถูกสังหารยังมีมาก เขาไม่อยากให้เสิ่นกู่แตะต้องจนเปื้อนมลทิน

 

เสิ่นกู่จับไม่ได้แทนที่เขาจะเลิกพยายามกลับยิ่งหนักข้อขึ้น หลี่หมิงซื่อจึงต้องชักถามเรื่องอื่นดึงความสนใจแทน"เจ้ามาจากที่ใดกัน เหตุใดจึงออกมาจากกระจกได้"

 

เสิ่นกู่ได้ยินก็ครุ่นคิด"นั้นสิ ผมมาจากปัจจุบัน...ไม่สิ ต้องเรียกอนาคตข้างหน้าโน้น"

 

"อนาคตหรือ"

 

"ถูกต้อง ตอนนี้เอ่อราชวงศ์อะไรหรอ"

 

หลี่หมิงซื่อตอบ"ราชวงศ์ต้า"

 

เสิ่นกู่ทำท่าเอานิ้วขึ้นมานับ ก็ตอบออกมาเสียงดังฟังชัดว่า"อ้อ คงสักประมาณ...หกร้อยถึงเจ็ดร้อยปีได้"

 

หลี่หมิงซื่อพลันหยุดชะงัก กล่าวว่า"นานเพียงนั้นเลยหรือ"

 

เสิ่นกู่เปลี่ยนจากนั่งพื้นลุกพรวดขึ้นมานั่งข้างหลี่หมิงซื่อ"ใช่สิ คุณไม่เชื่อผมหรอ"

 

หลี่หมิงซื่อตอบ"เจ้าโผล่มาจากกระจก หากบอกว่าข้าไม่เชื่อก็ดูจะ..."

 

"นั่นสิ แสดงอภินิหารขนาดนี้ยังไงคุณก็ต้องเชื่อแหละเนาะ ห้าว~..."

 

หลี่หมิงซื่อชะงัก จู่ๆ เสิ่นกู่ก็ห้าวออกมาเสียปากกว้าง ถึงแม้ว่าเสิ่นกู่จะตื่นเต้นที่ได้มาที่นี่ แต่เพราะได้มานี่แหละถึงรู้สึกสบายใจจนเกิดง่วงขึ้นมาซะอย่างงั้น ตาก็เหมือนจะปิดลงได้ทุกขณะ หลี่หมิงซื่อจึงวางดาบลง กล่าวว่า"เหนื่อยหรือ เจ้านอนเถิด"

 

เสิ่นกู่ถาม"ผมนอนได้หรอ ตรงเนี๊ยะ?"

 

พอหลี่หมิงซื่อพยักหน้า เสิ่นกู่ไม่ต้องรอใครอนุญาตทิ้งตัวลงทันที ไหนๆ ก็ได้มาแล้ว หวังว่ากระจกจะไม่เรียกเขากลับไปกระทันหัน อุตส่าไม่ให้เขามานี่เป็นเดือน อย่างน้อยก็ให้เวลาเขาอยู่ที่นี่นานๆ หน่อยจะเป็นไรไป

 

เสิ่นกู่หลับลงไปอย่างง่ายดาย หลี่หมิงซื่อหันมองแล้วก็ได้แต่ยิ้ม มือค่อยๆ ลูบสัมผัสใบหน้าเสิ่นกู่ช้าๆ ทันใดนั้นกระจกก็เปล่งแสงออกมา หลี่หมิงซื่อรู้ว่าบางอย่างในกระจกจะต้องทวงคืนเสิ่นกู่ไป เขาลุกขึ้นก่อนจะใช้ผ้าคลุมกระจกเอาไว้ เสิ่นกู่หลับไปแล้วไม่มีทางจะลุกขึ้นมาได้ในตอนนี้

 

เขามองดูใบหน้าของเสิ่นกู่ สายตานั้นยากจะเดาความรู้สึกได้ ว่ากำลังคิดสิ่งใด แต่อาจจะมิใช่เรื่องดี...

 

......

 

ในตอนเช้าเสิ่นกู่ยังคงหลับสนิทบนเตียง ทว่ากลับไม่ปรากฏเงาของหลี่หมิงซื่อ เมื่อคืนกว่าจะได้นอนไม่รู้ว่าเวลาไหนด้วยซ้ำ เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานก็เล่นเอาเหนื่อยทั้งตื่นเต้นจนเผลอใช้พลังงานไปมาก

 

ไม่นานเสียงเปิดประตูก็ดังขึ้น พร้อมกับเสียงที่เหมือนจะบ่นอะไรสักอย่าง เสิ่นกู่ไม่สนใจเพราะคิดว่าเป็นเหม่ยหลินมาปลุกตนก็เป็นได้....แต่เดี๋ยวนะ! เมื่อวานเขาทะลุเข้ากระจกมาอยู่ในห้องของหลี่หมิงซื่อไม่ใช่หรอ

 

เพล้ง!

 

เสิ่นกู่สะดุ้งเฮือกขึ้นมา พอหันไปมองก็พบต้นเหตุคือ หญิงสาวน่าตาจิ้มลิ้มยืนตัวสั่นพร้อมกับจะร้องไห้ ชี้นิ้วมาที่เขา ที่พื้นก็เป็นเศษกระเบื้องที่แตกละเอียด เสิ่นกู่คิ้วขมวดอย่างงุนงงก่อนจะนึกได้

 

ทั้งเขาทั้งสาวใช้ก็ร้องตะโกนออกมา สาวใช้ตกใจรีบวิ่งออกนอกห้อง เสิ่นกู่เองก็สะบัดผ้าที่คลุมกระจกออก แต่มันไม่มีแสงที่จะพาเขากลับไปได้

 

ซวยแล้วยัยนั้นต้องไปเรียกทหารมาแน่เลย

 

แต่เดี๋ยว มีแบ็คอัพเป็นถึงแม่ทัพจะกลัวทหารไปทำซากอะไรล่ะ!

 

"กลัวทำไมวะ ว่าแต่หลี่หมิงซื่อไปไหน"

 

ไม่นานก็มีทหารเข้ามาจริงๆ พร้อมกับทหารที่ดูจะตัวเล็กกว่าทหารคนอื่นๆ ผิวก็ขาวน่ารักมาก แต่มันใช่เรื่องที่ไหนล่ะ เพราะในมือทุกคนถืออาวุธกันทั้งนั้นเลย

 

เสิ่นกู่ขาก็อ่อนทรุดลงกับพื้น ตะโกนเรียกทั้งจะร้องไห้

 

"หลี่หมิงซื่ออออออออ! "

 

ผู้ชายตัวเล็กกล่าวเสียงเย็น"เจ้า...เป็นตัวอันใดกัน จะทำอันใดท่านแม่ทัพ"

 

ใครเป็นตัวอะไรฟระเสียมารยาท!

 

ไม่เห็นหรือไงว่าฉันมีทุกอย่างครบสามสิบสองประการเหมือนนายเลยไง!

 

แบบนี้เห็นได้ชัดเลยว่าเสิ่นกู่กำลังตกที่นั่งลำบาก คนที่จะช่วยเขาได้ก็ดันไม่เห็นแม้แต่เงา มันเป็นเรื่องที่เขารับไม่ได้อย่างแรง

 

อีกฝ่ายตะโกนขึ้น"เจ้าปีศาจร้าย! "

 

เสิ่นกู่ตะโกนกลับ"ปีศาจบ้านนายสิ ใครเป็นปีศาจวะ! "

 

"หึ จับมันรอท่านแม่ทัพมาไต่สวน"

 

ทหารด้านหลังต่างพรูกันเข้ามา เสิ่นกู่ได้ทีวิ่งหนีไปทั่วห้อง หลบซ้ายหลบขวา ชุลมุนอยู่ในห้องพักใหญ่ ทหารพยายามจะจับ เสิ่นกู่ก็พยายามหลบ เป็นแบบนี้อยู่หลายนาทีจนกระทั่งเสียงระฆังชีวิตถูกตีขึ้น

 

"หยุดนะ!!! "

 

ร่างกำยำปรากฏกายขึ้นมาทันใด เสิ่นกู่ก็รีบวิ่งหลบหลังหลี่หมิงซื่อทันควัน หลบไม่พอเขายังเกาะไหล่พร้อมยื่นหน้าออกมาเล็กน้อย ทหารตัวเล็กคนนั้นรีบรุดเข้ามาประสานมือ กล่าวว่า"ท่านแม่ทัพ"

 

หลี่หมิงซื่อถามเสียงแข็ง"เกิดเรื่องอันใดขึ้น"

 

ทหารตัวเล็กมีท่าทีอึกอัก ยิ่งมองเสิ่นกู่ก็ยิ่งไม่เข้าใจสถานการณ์ ในตอนนั้นเองที่หลี่หมิงซื่อไม่สนใจจะเอาคำตอบ เอียงหน้าไปด้านหลัง ถามเสิ่นกู่ด้วยน้ำเสียงเสียงนุ่มนวล"เจ้าเป็นอันใดหรือไม่"

 

เสิ่นกู่ส่ายหน้า หลี่หมิงซื่อจึงยิ้มให้ทีหนึ่ง ซึ่งก็ทำเอาเสิ่นกู่หน้าแดงต้องเอามือมาปิดหน้าเป็นการด่วน ทหารตัวเล็กจึงเอ่ยถามขึ้น"ท่านแม่ทัพ ผู้นี้คือ..."

 

หลี่หมิงซื่อตอบ"เสิ่นกู่"

 

ทหารตัวเล็กมีทีท่าตกใจเล็กน้อย ก่อนจะกลับมาเป็นปกติในเวลาอันรวดเร็ว กล่าวว่า"ต้องขออภัยท่านเสิ่นกู่ โปรดอภัยให้กับความเขลาของข้า"

 

เสิ่นกู่เหมือนถูกตบหัวแล้วก็ลูบหลังยังไงไม่รู้ เขาโบกมือปัดไปมาสื่อว่าไม่เป็นไร ก่อนที่ทหารทั้งหมดจะถูกขนออกจากห้องไป เหลือเพียงทหารตัวเล็กเท่านั้น

 

หลี่หมิงซื่อกล่าว"ต้าเฉิง เจ้าไปบอกป้าเยว่ว่าทำสำรับส่วนของเสิ่นกู่ให้ด้วย เมื่อเช้าข้าไปหานางแต่ไม่เห็น โรงครัวอยู่อีกฝากข้าไม่อยากเสียเวลาไป"

 

ต้าเฉิงคนนั้นรับคำอย่างเคร่งครัด ก่อนจะเดินออกไปทันที เสิ่นกู่ก็ถอนหายใจ บรรยากาศรอบตัวต้าเฉิงดูไม่สบายเหมือนอยู่กับหลี่หมิงซื่อสักนิด ทั้งอึดอัดและรู้สึกเครียด แต่กับหลี่หมิงซื่อกลับรู้สึกสบายใจ เหมือนจะสามารถแสดงความเป็นตัวเองให้เต็มที่ พอไม่มีใครอยู่ เสิ่นกู่จึงถาม"นี่ท่านแม่ทัพ คนนั้นน่ะเป็นทหารใช่ไหม"

 

หลี่หมิงซื่อพยักหน้า กล่าวว่า"ทำไมหรือ"

 

"เปล่า แค่รู้สึกว่าตัวเล็กไปหรือเปล่า ปกติทหารมันต้องบึกบึนพร้อมรบไม่ใช่หรอ?"

 

"นั่นก็ใช่"หลี่หมิงซื่อตอบ

 

"เอ้า! แล้ว..."

 

"ต้าเฉิงเป็นทหารคนสนิทของข้ามากที่สุด แม้ตัวเล็กกว่าทหารทั่วไปแต่ฝีมือมิเป็นรองผู้ใด เก่งกาจเรื่องซุ่มโจมตี ข้าไว้ใจเขา"

 

เสิ่นกู่พยักหน้าเข้าใจ ถ้าเขามีโทรศัพท์ตอนนี้คงต้องขออัดวิดีโอเก็บไว้สักหน่อย แต่พึ่งมานึกได้ว่าตงฟางโจวทุ่มโทรศัพท์เขาลงพื้นเมื่อเดือนก่อน และตอนนี้เขาก็ยังไม่มีเงินจะซื้อใหม่เลยด้วยซ้ำ นึกแล้วก็เจ็บใจจริงๆ

 

หลี่หมิงซื่อมองเขาพักหนึ่งก็เปลี่ยนมาเป็นฝ่ายถาม"จริงสิ ข้าไม่มีโอกาศถาม เส้นผมเจ้า ไยเป็นเช่นนั้นถูกมนต์ใดทำให้เป็นเช่นนั้นหรือ"

 

เสิ่นกู่จ้องอีกฝ่ายนิ่งก่อนจะระเบิดหัวเราะออกมา กล่าวว่า"มันเป็นเรื่องปกติท่านแม่ทัพ ความจริงแล้วผมก็เป็นสีดำนั่นแหละ ผมย้อมเอา"

 

หลี่หมิงซื่อขมวดคิ้ว"ย้อม? "

 

"ใช่ ย้อมเหมือนย้อมผ้านั่นแหละ ไม่ได้มีมนต์อะไรแน่นอน แต่ถ้าคุณไม่ชอบผมเปลี่ยนได้นะ กลับไปย้อมสีดำเหมือนเดิมก็ได้"

 

จบคำถามก็เกิดความเงียบขึ้น เสิ่นกู่นั่งนิ่ง (ไม่นิ่งเท่าไหร่) หลี่หมิงซื่อก็นั่งจ้องเสิ่นกู่เช่นกัน ทว่าเป็นสายตาที่คาดเดาไม่ได้ยากว่ากำลังคิดอะไรอยู่

 

คนเราล้วนมีด้านมืดอยู่ในใจ...

 

"เสิ่นกู่ เจ้าอยู่กับข้าเสียที่นี่เถอะ"

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ต่อจ้า ช่วงนี้ไรท์อาจจะลงช้าเนาะ เพราะไรท์กำลังไล่กวาดดูหนังที่สะสมไว้ คิดว่าได้ฤกษ์ดูแล้ว

 

เจอกันตอนหน้าจ้า

 

 

ความคิดเห็น