facebook-icon

องค์ชายรัชทายาทฮอนจำเป็นต้องอภิเษกสมรสกับซอรยูฮา เพราะต้องการพาหญิงสาวชาวบ้านผู้เป็นคนรักเข้ามาเป็นพระสนม แต่นางในความคิดขององค์ชายคือ ‘ไร้สติ ละเอียดรอบคอบ ฉลาดหลักแหลม เก่งกาจ และไม่มีผู้ใดเหมือน’ เมื่อเวลาผ่านไปองค์ชายรัชทายาทฮอนในฐานะพระสวามีที่ไม่เคยเหลียวแลและมอบความรักให้แก่พระชายาของตนเองเลยนั้น กลับค่อยๆ ให้ความสนใจนางมากขึ้นเรื่อยๆ...

ชื่อตอน : ตอนที่ 2-7

คำค้น : วุ่นรักบุปผาร้อยเล่ห์ นิยายโซซอล นิยายเกาหลี นิยายย้อนยุค

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 4k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 01 ม.ค. 2563 08:52 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 2-7
แบบอักษร

 

ยังมีอีกคนหนึ่งงั้นหรือ ถึงจะบอกว่าตัวเองไม่ทันระวังตัวอย่างไรก็ตาม แต่เขาไม่รู้สึกถึงการมีตัวตนอยู่ของนางเลย ชานรู้ได้ทันทีว่าผู้ที่จับตัวเขาไว้จากทางด้านหลังเป็นคนมีฝีมือ อีกทั้งขนาดตัวที่ค่อนข้างเล็ก และสัมผัสนุ่มนิ่มที่หลังทำให้เขารู้ว่าผู้มีฝีมือคนนี้เป็นผู้หญิงอีกด้วย 

“ข้าคือมูยองวัง องค์ชายลำดับที่สองของประเทศนี้ เจ้าล่ะเป็นใคร” 

ดวงตาที่ดูเมินเฉยแต่เฉียบคมเพ่งพินิจใบหน้าของแขกที่ไม่ได้รับเชิญที่ปรากฏตัวขึ้นภายใต้แสงจันทร์อย่างละเอียด คล้ายฮอนมาก แต่ก็ต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่สิ่งหนึ่งที่ปรากฏบนใบหน้าของเขาอย่างชัดเจนคือสายเลือดของพระราชาอย่างปฏิเสธไม่ได้ 

จะบ้าตาย รยูฮาที่พยายามซ่อนความรู้สึกเอาไว้ไม่แสดงออกทางสีหน้าก้มหัวลงอย่างเงียบเชียบ 

“มินอา ปล่อยได้แล้ว ทรงเป็นเชื้อพระวงศ์” 

มือที่จับชานไว้พร้อมที่จะออกแรงเต็มที่นั้นคลายออกอย่างรวดเร็ว มินอาเดินอ้อมไปหารยูฮาทางด้านหลัง ทิ้งระยะห่างไปหนึ่งก้าว รยูฮาจึงโค้งคำนับอย่างสุภาพ 

“พระชายาถวายบังคมมูยองวังเพคะ ขอประทานอภัยด้วยเพคะที่หม่อมฉันและคนสนิทเสียมารยาทกับฝ่าบาท มินอา ขออภัยที่ล่วงเกินฝ่าบาทเสีย” 

“ขอประทานอภัยเพคะ หม่อมฉันเข้าใจผิดคิดว่าทรงเป็นคนน่าสงสัยเลยล่วงเกินฝ่าบาทไปเพคะ” 

ใครกันแน่ที่สมควรจะเรียกอีกฝ่ายว่าคนน่าสงสัย ชานสับสนอยู่ครู่หนึ่ง แล้วยังการขอโทษด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้างแบบนั้น ฟังดูแล้วไม่เหมือนกับคนสำนึกผิดเลยแม้แต่น้อย ไม่สิ ยิ่งไปกว่านั้น นางว่าอะไรนะ พระชายาอย่างนั้นหรือ ชานตรึกตรองคำนั้นก่อนจะย่นหน้าผากราวกับจะหัวเราะเยาะ 

“พระชายารึ คิดว่าข้าจะเชื่ออย่างนั้นรึ” 

หญิงสาวในชุดขาวยกหลังมือขึ้นแล้วยื่นไปทางชานที่กำลังพ่นหัวเราะทางจมูกด้วยคิดว่าเป็นเรื่องเหลวไหล นิ้วนางข้างซ้ายที่กระดกขึ้นอย่างเย่อหยิ่งนั้นมีแหวนฝังอัญมณีสีแดงเปล่งประกายสวมไว้อยู่ เป็นสิ่งที่ชานรู้จักเป็นอย่างดี สิ่งนั้นคือสมบัติของราชวงศ์ที่ตกทอดจากพระพันปี มาสู่พระมเหสี แล้วก็มาสู่พระชายา ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้เป็นสิ่งที่พระมเหสีทรงสวมไว้อยู่ 

ชานซึ่งปกติจะไม่ค่อยแสดงความรู้สึกออกมายังต้องอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง พระชายาที่กวัดแกว่งดาบในวังร้างที่ร่ำลือกันว่ามีผียามค่ำคืน กับคนสนิทของนางที่จับตัวชายฉกรรจ์ซึ่งรู้ศิลปะการต่อสู้ไว้ได้อย่างง่ายดาย แล้วสิ่งที่ชานรู้มาคือ พระชายาคนนั้นเป็นเจ้าสาวหมาดๆ ที่เพิ่งเข้าวังมาได้ไม่ถึงเจ็ดวันดีเลยด้วยซ้ำ 

นางอ่านท่าทีตกตะลึงของเขา หญิงสาวพูดด้วยน้ำเสียงใจดีเพื่อหลอกล่อมูยองวัง 

“คงจะทรงสับสนสินะเพคะ แต่ว่าจะเป็นการดีถ้าทรงไม่แพร่งพรายเรื่องนี้ให้ใครทราบ เพราะอย่างไรเสีย ต่อให้ฝ่าบาทพูดไปก็ไม่มีหลักฐาน แม้แต่ข้าราชบริพารในวังของหม่อมฉันก็ไม่มีใครรู้ว่าหม่อมฉันออกมา อย่างไรก็ไม่มีใครเชื่อหรอกเพคะ แล้วทรงเสด็จคนเดียวไม่มีองครักษ์เช่นนี้เนี่ย หากทรงรับปากว่าจะทรงปิดปากให้สนิท หม่อมฉันจะปล่อยฝ่าบาทไปโดยปลอดภัยเพคะ” 

มันเป็นเรื่องน่ารำคาญถ้าจะต้องคอยสืบดูว่าองค์ชายผู้นี้จะเอาเรื่องนี้ไปบอกใครที่ไหน แล้วเรื่องมันเกิดขึ้นไปแล้วจึงไม่มีอะไรให้ต้องปิดบังอีก รยูฮาจึงคิดว่าเป็นการดีกว่าที่จะปิดปากเขาเสียแต่ตรงนี้ จึงเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของตนอย่างหมดสิ้นและข่มขู่เขา ขนตายาวที่ลู่ลงมา และมุมปากที่กระตุกขึ้น บวกกับเสียงของนาง ช่วยในการกดดันฝ่ายตรงข้ามอย่างได้ผล 

“ปล่อยข้าไป...โดยปลอดภัยงั้นหรือ ถ้าเกิดข้าไม่รับปากเล่า...” 

ชานรู้สึกได้ว่าตัวเองพูดตะกุกตะกักอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทำไมเราถึงเป็นแบบนี้ คำพูดคำจาดูสุภาพต่างจากภายในหัวที่กำลังสับสนว้าวุ่น 

“ก็อาจจะมีเรื่องที่ไม่ค่อยจะสู้ดีเกิดกับร่างกายของฝ่าบาทเล็กน้อยเพคะ” 

พร้อมกันกับคำพูดสงบนิ่ง ปลายนิ้วของพระชายาลูบไปบนดาบสีดำขลับอันคมกริบ 

ท่าทางที่ดูเหี้ยมโหดกับคำพูดที่ดูผ่อนคลายเหมือนกำลังชวนไปกินข้าวด้วยกันพรุ่งนี้ ทำให้ชานถึงกับอ้าปากค้างจนคางแทบจะถึงพื้น เจ้าสาวคนใหม่และยังเป็นถึงพระชายาของประเทศฝึกดาบในวังร้างกลางดึก และข่มขู่พี่ของสวามีซึ่งเป็นถึงองค์ชายเพราะไปเห็นเรื่องนั้นเข้า ชานพยายามสูดลมหายใจในสถานการณ์ที่น่าตื่นตระหนกนี้ และท้ายที่สุดเขาก็ได้ข้อสรุปที่ทำให้เขาพอจะเข้าใจอะไรบางอย่างได้ 

ฮอนเอาผู้หญิงเสียสติมาเป็นพระชายา! 

 

* * * 

 

แม้จะดึกมากแล้ว แต่วังคยองอุนก็ยังสว่างไสวด้วยแสงไฟราวกับตอนกลางวันอยู่ลำพังในมุมหนึ่งของพระราชวัง แชยอนนั่งอยู่ในห้องที่อยู่ลึกเข้าไปด้านในสุด นางที่กำลังมองคันฉ่องในสภาพที่แต่งกายอย่างหรูหราตามปกติ บ่นพึมพำอย่างไร้อารมณ์ 

“วันนี้ดูท่าฝ่าบาทจะไม่มาแล้ว จริงไหม” 

“ทรงเหนื่อยแล้ว รีบบรรทมเถอะเพคะ หากฝ่าบาทเสด็จ หม่อมฉันจะรีบปลุกเพคะ” 

นางเพียงแค่บ่นกับตัวเองเท่านั้น แต่กลับมีคำตอบนุ่มนวลกลับมาโดยไม่คาดคิด แชยอนที่ตระหนักถึงเสียงนั้นหันหน้ากลับไปมองเจ้าของเสียง เป็นเสียงคุ้นเคยที่อยู่ข้างๆ เสมอ แต่ใบหน้าที่แปลกตาด้วยไม่เคยมองตรงๆ เลยสักครั้งเพิ่งจะปรากฏให้เห็นตรงหน้า แชยอนที่ลังเลอยู่ ในที่สุดก็พูดกับนางอย่างระมัดระวัง 

“เอ่อ...เจ้าชื่ออะไรนะ” 

เป็นสิ่งที่นางในเองก็ไม่คาดคิดเช่นกัน นางปรนนิบัติพระสนมซึงฮวีที่รูปโฉมสะคราญคนนี้มาได้หนึ่งเดือนแล้ว แต่เจ้านายไม่เคยมองหน้านางตรงๆ หรือเอ่ยถามชื่อของนางเลยแม้แต่ครั้งเดียว แชยอนมักจะออกคำสั่งด้วยคำพูดโดยก้มหน้าลงเล็กน้อย ไม่มองหน้า หรือไม่ก็แสดงความคิดด้วยการส่งสายตา 

“ชูซอนเพคะ พระสนม” 

“ชูซอน...” 

แชยอนครุ่นคิดถึงชื่อนั้น แม้จะฟังดูแปลกหูแต่ก็รู้สึกอบอุ่น นางมองชูซอนอีกครั้ง 

“เจ้าเป็นคนที่คอยดูแลข้าอยู่ตลอดเลยใช่หรือไม่” 

“มีหม่อมฉันกับคนอื่นๆ ด้วยเพคะ” 

แชยอนไม่ได้จงใจจะไม่มองคนอื่นๆ 

นางมีพ่อขี้เหล้า และทุกครั้งที่เห็นแชยอนน้อยก็มักจะมีข้ออ้างในการตบตีนาง ทุกครั้งเขาจะพูดว่า นังแพศยาเหมือนแม่ไม่มีผิด 

เมื่อโตขึ้นมาได้หน่อยสถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลง 

หญิงสาวยากไร้ที่ไม่มีใครปกป้อง สำหรับแชยอนแล้วรูปโฉมที่งดงามนั้นไม่ต่างอะไรกับมหันตภัยที่ถาโถมเข้ามาเลย หญิงสาวคนอื่นๆ อิจฉานางจึงข่มเหงรังแก พวกผู้ชายก็ต่อแถวกันหยิบยื่นเงินให้นางไม่กี่พุนเพื่อหลับนอนกับนาง นางมักจะซุกหน้าลงเพื่อซ่อนใบหน้า และไม่ยอมสบตา แต่ก็ไร้ประโยชน์ ด้วยเหตุนั้นเองทำให้การหลบสายตาคนนั้นติดเป็นนิสัย 

แม้จะเข้าวังมาแล้วก็ตาม นางจะไม่มองหน้าคนตรงๆ และไม่สนใจอะไร จนกระทั่งนางรับรู้การมีอยู่ของคนเหล่านั้นเสมือนข้าวของเครื่องใช้อย่างหนึ่ง 

สำหรับแชยอนที่ใช้ชีวิตโดยมองว่าความสัมพันธ์แบบนั้นเป็นเรื่องปกติ เมื่อได้เห็นท่าทางของพระชายาและมินอากับตาตนเองในวันนี้ จึงทั้งตกใจและอิจฉาพระชายาที่จัดการเรื่องต่างๆ และออกคำสั่งอย่างคล่องแคล่วโดยไม่ต้องอธิบาย และคนสนิทที่รับคำสั่งเหล่านั้นโดยไม่ถามกลับ ความสัมพันธ์ระหว่างสองคนนั้นมีทั้งความเชื่อใจ ความรัก ความแน่นแฟ้นที่ไม่สามารถอธิบายได้อยู่ ซึ่งแชยอนไม่เคยมีสิ่งเหล่านั้นเลยสักครั้ง ไม่ใช่ข้าวของเครื่องใช้ คนเหล่านี้ที่คอยรับใช้ล้วนเป็นคนที่มีความคิดเหมือนกัน พูดเหมือนกัน และสามารถสานความสัมพันธ์ได้ 

“ขอบใจนะ ฝากด้วยก็แล้วกัน” 

แม้จะเก้ๆ กังๆ เคอะเขินอยู่บ้าง แต่นางก็ส่งยิ้มละมุนให้ชูซอน ชูซอนที่งุนงงและลังเลอยู่ แต่สุดท้ายก็ตอบกลับพร้อมรอยยิ้มแล้วโค้งคำนับ 

“เพคะ เป็นเกียรติของพวกเราที่ได้ปรนนิบัติพระสนมเพคะ”  

“อย่างไรก็ขอบใจนะ ข้าคงเข้านอนแล้ว” 

เครื่องประดับหรูหราที่กดน้ำหนักลงบนร่างของหญิงสาวมาทั้งวันถูกถอดออกจากศีรษะทีละชิ้น ชุดผ้าไหมที่ดูหนาหนักเกินสำหรับร่างเล็กนั้นถูกถอดออกอย่างเบามือ หลังจากล้างหน้าและหวีผมด้วยตัวที่เบาหวิวราวกับลอยได้เสร็จแล้ว จึงปิดท้ายสำหรับการเตรียมตัวนอนด้วยการประทินผิวด้วยเครื่องบำรุง 

แชยอนหาวเล็กน้อย มองชูซอนพลางส่งยิ้มหวาน นอกจากฮอนแล้วนี่เป็นครั้งแรกที่นางมองใครสักคนแล้วส่งยิ้มให้อย่างสดใส แม้จะเก้อเขินอยู่บ้าง แต่นางก็มั่นใจว่าตนทำได้ดีแล้ว 

“เจ้าไปพักผ่อนได้แล้วล่ะ ข้าก็จะนอนบ้าง” 

“เพคะ พระสนม” 

ชูซอนที่ยังไม่สามารถกำจัดอาการสั่นออกไปได้ปิดประตูแล้วหายลับไป ตะเกียงที่ให้แสงบริเวณทางเดินมืดลงตามเสียงฝีเท้าที่ค่อยๆ ห่างออกไป จนกระทั่งเสียงฝีเท้าเงียบหายไป รอบตัวจึงสงบเงียบ 

ความคิดเห็น