facebook-icon

องค์ชายรัชทายาทฮอนจำเป็นต้องอภิเษกสมรสกับซอรยูฮา เพราะต้องการพาหญิงสาวชาวบ้านผู้เป็นคนรักเข้ามาเป็นพระสนม แต่นางในความคิดขององค์ชายคือ ‘ไร้สติ ละเอียดรอบคอบ ฉลาดหลักแหลม เก่งกาจ และไม่มีผู้ใดเหมือน’ เมื่อเวลาผ่านไปองค์ชายรัชทายาทฮอนในฐานะพระสวามีที่ไม่เคยเหลียวแลและมอบความรักให้แก่พระชายาของตนเองเลยนั้น กลับค่อยๆ ให้ความสนใจนางมากขึ้นเรื่อยๆ...

ชื่อตอน : ตอนที่ 2-6

คำค้น : วุ่นรักบุปผาร้อยเล่ห์ นิยายโซซอล นิยายเกาหลี นิยายย้อนยุค

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.1k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 31 ธ.ค. 2562 12:24 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 2-6
แบบอักษร

 

เรื่องเล่าในสมัยก่อนที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยทำให้เขางุนงง แต่น้ำเสียงสงบนิ่งราวกับกำลังขับร้องเพลงนั้นทำให้สติของฮอนถูกดึงดูดเข้าไปอย่างช้าๆ ปิศาจร้ายแสนงามที่สะกดจิตคนเรือแล้วลากลงทะเลไปจะต้องมีเสียงเช่นนี้แน่ๆ รยูฮามองฮอนที่ปิดปากลงอีกครั้งและจมดิ่งสู่ห้วงคำพูดของนางพลางเล่าต่อ 

“และแน่นอนว่าเขาไม่สามารถหาธัญพืชมาคืนได้ สุดท้ายชาวนาผู้นั้นก็ถูกช่วงชิงบ้านที่มีอยู่เพียงหลังเดียวไป ทรงทราบหรือไม่เพคะว่าชาวนาที่กลายเป็นคนไร้บ้านทำอะไรในช่วงกลางฤดูหนาว” 

ฮอนสูดลมหายใจเข้ายาวๆ ก่อนตอบรยูฮา 

“พยายามเอาบ้านที่ถูกยึดไปคืนมา” 

“ตอนแรกก็ทำเช่นนั้นเพคะ แต่ถ้าเป็นคนดีที่คิดจะคืนบ้านให้ คงจะไม่ยึดไปแต่แรกหรอกเพคะ” 

“ถ้าเช่นนั้น...” 

ในฤดูหนาว ถ้าไม่มีบ้านก็ต้องตาย ในหัวของฮอน ชาวนาผู้สิ้นหวังยื่นมือเข้าไปในเตาไฟ ฉวยเอากิ่งไม้ที่กำลังติดไฟมา จากนั้นเขาก็วิ่งออกมาแล้วขว้างมันขึ้นไปบนหลังคาบ้าน 

“เผาทิ้งสินะ เพราะอย่างไรก็ต้องตายอยู่แล้ว” 

“เพคะ หนูที่ถูกต้อนจนมุม มันก็ต้องเตรียมพร้อมที่จะกัดกับแมวก่อนตายเพคะ” 

หนูที่ถูกต้อนจนมุม ฮอนรู้จักใครที่เหมือนกับสัตว์น้อยๆ ตัวสั่นเทาตัวนั้น หญิงสาวที่ใช้ชีวิตอยู่อย่างเงียบๆ ภายในมุมหนึ่งของพระราชวัง 

“หม่อมฉันมีอะไรมากมายอยู่แล้วเพคะ เวลาคนที่มีเพียบพร้อมแย่งของของคนที่มีอยู่เพียงสิ่งเดียว คนที่ต้องไม่เหลืออะไรเลยสักอย่างจะต้องทำลายสิ่งที่ถูกแย่งไปในที่สุดเพคะ” 

ครั้งนี้เสียงของรยูฮาไม่ได้สะกดฮอนไว้ แต่กลับกลายเป็นเหมือนน้ำเย็นจัดที่ราดรดลงบนหัว ทำให้เขานึกถึงสิ่งต่างๆ ที่ลืมไป 

“เพราะฉะนั้นเสด็จกลับเถอะเพคะ แล้วก็ต่อไปนี้หวังว่าจะทรงเคารพหม่อมฉันในฐานะพระชายาของประเทศนี้ด้วยเพคะ” 

ฮอนลุกขึ้นโดยไม่พูดอะไร ก่อนจะปิดประตูแล้วเดินหายไป รยูฮาที่ถูกทิ้งไว้เพียงลำพังจ้องมองไฟตะเกียงที่สั่นไหวเล็กน้อย จมสู่ห้วงความคิด หนังสือที่ถูกเปิดค้างไว้ถูกปิดลงนานแล้ว 

อันที่จริง หนังสือเล่มนั้นคือหนังสือที่นางถืออยู่ในมือ แต่ไม่ได้พลิกหน้าหนังสือเลยแม้แต่หน้าเดียว นางเพียงต้องการวางสายตาไว้ที่ใดที่หนึ่งเพื่อไม่ให้มองฮอน 

“มินอาอยู่ข้างนอกหรือเปล่า” 

“เพคะ พระชายา” 

“เข้ามาสิ” 

คนสนิทมือขวาของรยูฮาเปิดประตูแล้วเดินเข้ามาลากเก้าอี้มาไว้ตรงหน้านาง ก่อนจะนั่งโดยทิ้งน้ำหนักลงอย่างแรง เป็นการกระทำที่ไม่สำรวมเป็นอย่างมาก แต่ไม่ว่าจะเป็นสายตาที่มองนาง หรือพฤติกรรมต่างๆ ที่แสดงออกมานั้นล้วนเป็นไปตามธรรมชาติ 

“เรื่องที่ขอให้ช่วยเป็นอย่างไรบ้าง” 

“พาครอบครัวของจินซึงฮวีหนีไปอยู่ที่บ้านพักบนเขาชอนจูแล้วเพคะ เมื่อครู่นี้ก็เอาขวดยาให้อาจารย์โฮจินแล้ว คืนนี้จะเริ่มเฝ้าวังคยองอุน แล้วรุ่งสางก็จะไปหาคุณชายรองเพคะ” 

“ขอบใจนะ ถ้าไม่มีเจ้าข้าจะทำอย่างไรกัน” 

รยูฮาลูบหลังมือมินอาเพื่อจะแสดงความขอบคุณ แต่ฝ่ายตรงข้ามกลับดึงมือออกอย่างเย็นชามินอาใช้มือนั้นกุมขมับพลางระเบิดความไม่พอใจที่เก็บกดเอาไว้ตั้งแต่ก่อนหน้านี้ 

“ทรงทำดีกับจินซึงฮวีเกินไปนะเพคะ นางจะสร้างปัญหาใหญ่ขึ้นในภายภาคหน้านะเพคะ”  

“ข้าจะทำลายคนรักของฝ่าบาทได้อย่างไรกัน” 

ขณะที่พูดนั้น ความเยียบเย็นก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่กำลังยิ้มน้อยๆ ที่มีแต่เพียงคนใกล้ชิดเท่านั้นที่จะได้เห็น 

“อึดอัดใช่ไหมเพคะ” 

“นั่นสิ” 

“หม่อมฉันทูลแล้วไม่ใช่หรือเพคะว่ามันจะเป็นเช่นนี้” 

รยูฮาฟังคำของมินอาแล้วก็ได้แต่ยิ้มอย่างขมขื่น นางหวนนึกถึงใบหน้าของบุพการีและบรรดาพี่ชายที่ต่างทำหน้างงเป็นไก่ตาแตก เมื่อตนยืนกรานว่าจะต้องเป็นพระชายาให้ได้ แม้กระทั่งเสียงของมินอาที่พยายามเตือนนาง 

‘คุณหนูจะถูกขังอยู่ในพระราชวังที่เหมือนกับกรงนกนะเจ้าคะ แล้วที่นั่นก็ไม่มีอะไรที่เป็นของคุณหนูโดยสมบูรณ์แบบด้วยเจ้าค่ะ’ 

“นั่นสินะ แต่ว่ามันออกจะเร็วไปหน่อย” 

“มันเป็นทางที่พระชายาทรงเลือกเองเพคะ ทั้งๆ ที่ทรงตรัสว่าจะไม่ทรงสร้างปัญหา” 

รยูฮาจ้องมองตะเกียงไฟโดยไม่ปริปากพูดอะไร นางลุกขึ้นมาเปิดตู้เก็บของ สิ่งที่ถูกดึงออกมาจากพื้นที่ลับด้านในตู้ไม่ใช่หีบเงิน หากแต่เป็นดาบ ดาบสีนิลที่สะท้อนแสงมืดมนตั้งแต่ด้ามจับไปจนถึงตัวดาบ 

“ไปกันเถอะ พอกายไม่สบายแล้วก็มีแต่ความคิดหยุมหยิมไร้สาระในหัว” 

“ไม่มีของหม่อมฉันหรือเพคะ” 

หึ รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นที่ริมฝีปากของรยูฮาแล้วหายไปในทันที 

“รู้หรือไม่ว่าการแอบเอาสิ่งนี้สิ่งเดียวเข้ามามันยากเย็นขนาดไหน ถ้าโฮจินมาแล้วข้าจะวานให้เอาของเจ้ามาด้วย” 

“มีสถานที่ที่ทรงหมายตาไว้หรือเพคะ” 

“ถ้าไปตามทางเดินเล็กๆ ทางด้านหลังสักพักใหญ่ๆ จะมีวังร้างอยู่ ลือกันว่าที่นั่นมีผี เลยไม่มีใครกล้าย่างกรายไปที่นั่นหลังอาทิตย์ตกดิน” 

รยูฮาที่เตรียมดาบสีนิลเสร็จเรียบร้อย ดับไฟตะเกียง แล้วเปิดหน้าต่างบานเล็กยาวที่อยู่ด้านหลังออก แล้วกระโดดข้ามออกไปด้านนอก มินอาใช้วิชาตัวเบากระโดดข้ามหน้าต่างตามหลังนางไปติดๆ เงาทั้งสองซ่อนตัวไประหว่างต้นไม้เพื่อเลี่ยงแสงจันทร์ แล้วไปตามทางเล็กๆ มุ่งหน้าไปยังวังร้างที่ไร้ผู้คน 

 

* * * 

 

มูยองวังที่เพิ่งกลับมาจากการเดินทางไกล เดินเตร็ดเตร่อยู่ในพระราชวังเพียงลำพังในขณะที่คนอื่นๆ หลับใหล ฝีเท้าที่ดูเหมือนกับก้าวเดินไปอย่างไร้จุดหมายนั้นมุ่งหน้าไปยังวังร้างที่ไม่มีใครไปเหมือนอย่างเคย ที่นั่นคือวังซออัน พระตำหนักที่พระสนมเอกยอน พระมารดาแท้ๆ ของฮอนเคยประทับเมื่อตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ องค์ชายสองที่ชื่อมูยองวัง ไม่สิ เมื่อก่อนนั้นถูกเรียกว่าชานชอบแอบมาหานางบ่อยๆ พระสนมเอกยอนมักจะกอดเขาอย่างอบอุ่นแตกต่างกับพระสนมเอกมุนที่เป็นคนเข้มงวดและเลือดเย็น 

“อิจฉาจัง ข้าก็อยากเกิดมาเป็นลูกของเสด็จแม่บ้าง” 

เป็นคำพูดที่ชานเอ่ยขึ้นพลางมองดูฮอน ตอนที่ฮอน องค์ชายที่สามเกิด พระสนมเอกยอนก้มลงมองดูชานด้วยความสงสาร นางยิ้มอย่างอ่อนโยนพลางปลอบใจเขา 

“ทรงตรัสเช่นนั้นไม่ได้นะเพคะ พระสนมเอกมุนเองแม้ว่าจะทรงชอบตำหนิ แต่ความเป็นจริงนั้นทรงรักองค์ชายสองมากนะเพคะ เพราะทรงมีพระโอรสเพียงองค์เดียว” 

ตอนนั้นเขาคิดว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ เพราะพระสนมเอกยอนบอกแบบนั้น ทว่าหลังจากที่นางจากโลกนี้ไป ฮอนจึงต้องเติบโตอย่างเดียวดายไร้ที่พึ่งพิง แล้วเขาก็เข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงความจริงที่ว่าแม่ผู้ให้กำเนิดเขา ไม่รักเขาเลยแม้แต่น้อย พระสนมเอกมุนเพียง ‘ใช้’ เขาเป็นเครื่องมือและเป็นหนทางที่จะทำให้ตัวเองได้ครองตำแหน่งพระพันปีเพียงเท่านั้น 

ด้วยเหตุนั้น เขาจึงแอบไปเข้าเฝ้าพระราชาโดยไม่ให้พระสนมเอกมุนรู้ และขออย่าให้พระราชาแต่งตั้งตนเป็นองค์รัชทายาท เพื่อลูกชายของพระสนมเอกยอนซึ่งเป็นเพียงคนเดียวที่โอบกอดเขาและมอบความรักให้แก่เขา และเพื่อแก้แค้นพระสนมเอกมุนที่เหยียบย่ำชีวิตตนตามอำเภอใจ แล้วยังช่วงชิงไปแม้แต่ลมหายใจของพระสนมเอกยอนซึ่งเป็นเสมือนแม่แท้ๆ  

เสียงแปลกปลอมดังขึ้นเบาๆ ในหูของชานที่มาถึงวังร้างเก่าทรุดโทรมแต่เปี่ยมไปด้วยความทรงจำ อาจจะเป็นเสียงลมพัดก็ได้ แต่ก็ไม่ใช่ เขาหยุดยืนอยู่กับที่และพยายามเงี่ยหูฟังจนได้ยินเสียงชัดขึ้น และมั่นใจว่านั่นเป็นเสียงของดาบที่กำลังฟาดฟันไปในอากาศ เขาหมอบลงตามสัญชาตญาณพลางคว้ามีดสั้นขึ้นมาไว้ในมือ และรีบซ่อนตัวในเงาไม้ข้างๆ มองหาที่มาของเสียง 

วังซออันนั้นเดิมทีสวยงามและเรียบง่ายดังเช่นเจ้าของ แต่ในตอนนี้พวกวัชพืชที่เติบโตกันอย่างสบายใจในช่วงหน้าร้อนทำให้บรรยากาศดูอึมครึมน่ากลัว ในสวนด้านหลังที่ไม่มีใครเหลียวแลเลยนอกจากชาน มีสตรีนางหนึ่งกำลังกวัดแกว่งดาบสีนิลที่ทอประกายมืดสนิทอย่างอิสระเสรี 

หญิงสาวในชุดขาวกำลังฟาดฟันดาบไปในอากาศด้วยท่าทางที่ราวกับกำลังร่ายรำอยู่ และทุกครั้งที่แสงจันทร์กระทบดาบจะสะท้อนแสงวูบวาบออกมา งดงามยิ่งนัก เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นวิชาดาบของใครแล้วรู้สึกว่างดงาม ชานลืมตัวมัวแต่จดจ่อกับการมองดูหญิงสาว ลืมแม้กระทั่งว่าตนต้องอำพรางร่องรอยของตนไว้ไม่ให้ใครเห็น และนั่นคือความผิดพลาด ในพริบตาข้อมือของเขาถูกใครบางคนคว้าเอาไว้ พร้อมกับที่ถูกดึงแขนไปทางด้านหลัง มือที่บีบรัดคอหอยนั้นชัดเจนว่าประสงค์สิ่งใด หากขัดขืน ต้องโดนหักคอทิ้งแน่ๆ 

หญิงสาวชุดขาวหยุดเคลื่อนไหวแล้วเดินมาหาเขา ปลายดาบถูกเล็งมาทางเขาอย่างช้าๆ และกระซิบแผ่วเบาอย่างน่าหวาดหวั่นแต่ก็มีเสน่ห์เช่นเดียวกับวิชาดาบของนาง 

“เจ้าเป็นใคร” 

ความคิดเห็น