facebook-icon

องค์ชายรัชทายาทฮอนจำเป็นต้องอภิเษกสมรสกับซอรยูฮา เพราะต้องการพาหญิงสาวชาวบ้านผู้เป็นคนรักเข้ามาเป็นพระสนม แต่นางในความคิดขององค์ชายคือ ‘ไร้สติ ละเอียดรอบคอบ ฉลาดหลักแหลม เก่งกาจ และไม่มีผู้ใดเหมือน’ เมื่อเวลาผ่านไปองค์ชายรัชทายาทฮอนในฐานะพระสวามีที่ไม่เคยเหลียวแลและมอบความรักให้แก่พระชายาของตนเองเลยนั้น กลับค่อยๆ ให้ความสนใจนางมากขึ้นเรื่อยๆ...

ชื่อตอน : ตอนที่ 2-1

คำค้น : วุ่นรักบุปผาร้อยเล่ห์ นิยายโซซอล นิยายเกาหลี นิยายย้อนยุค

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.4k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 26 ธ.ค. 2562 14:54 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 2-1
แบบอักษร

 

“ถวายบังคมพระราชา พระมเหสี ขอจงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน” 

เช้าตรู่ของวันถัดมา คู่ขององค์รัชทายาทมายังวังจายองเพื่อถวายบังคมพระราชากับพระมเหสี ฝ่าพระบาทที่ได้รับรายงานว่าองค์รัชทายาททิ้งจินซึงฮวีไปยังวังซึงกอนนั่นถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี ทั้งสองพระองค์ฉีกยิ้มจนปากแทบจะถึงใบหู ก่อนจะกล่าวต้อนรับขับสู้คนทั้งสอง 

“องค์รัชทายาทของข้าพอแต่งงานแล้วก็มาเยี่ยมเยียนแต่เช้า เรื่องดีเช่นนี้เหตุใดถึงเพิ่งจะมาทำเอาป่านนี้ ดื้อเสียจริง” 

“เพคะ ต้องขอบใจพระชายากระมัง ในพระราชวังเล่าลือกันไปทั่วว่าทั้งสองรักใคร่สนิทสนมกันดีเชียวนะเพคะ ฝ่าบาท ถ้าเป็นเช่นนี้ อีกไม่นานเราคงจะได้อุ้มหลานเป็นแน่” 

พระชายาหลุบตาลงต่ำอย่างเหนียมอายในคำพูดของพระมเหสี แก้มนวลใสมองเห็นเส้นเลือดแดงระเรื่อสมกับที่เป็นเจ้าสาวเพิ่งเข้าห้องหอ เสียงหัวเราะอย่างพึงพอใจดังออกมาจากปากของพระมเหสี 

“พระชายา วันนี้จะทำอะไรหรือ เราว่าจะไปดื่มชาที่วังจางชุนหลังอาหารเช้า” 

“หม่อมฉันจะนำเสด็จไปเพคะ พระมเหสี หม่อมฉันคิดถึงเสด็จย่าและกำลังคิดจะไปเยี่ยมอยู่พอดีเพคะ” 

พระราชาที่ตั้งใจฟังทั้งสองสนทนากันตกใจถึงกับตรัสแทรกขึ้นมา 

“พระชายาเรียกพระพันปีว่าเสด็จย่าแล้วงั้นหรือ เราเองไม่ได้เรียกแบบนั้นมานานมากแล้ว น่าแปลกดีจริง พระชายาไม่กลัวพระพันปีหรอกหรือ” 

“หม่อมฉันทูลว่า ‘หม่อมฉันอิจฉาฝ่าบาทเพราะหม่อมฉันไม่มีย่าเพคะ’ เสด็จย่าทรงตอบว่า ‘เจ้าก็คิดเสียว่าเราเป็นย่าสิแต่นี้ไปก็เรียกว่าเสด็จย่าแล้วกัน’ เพคะ ทรงมีพระเมตตาถึงเพียงนั้น จะให้กลัวได้อย่างไรเพคะ” 

เสียงที่ตอบอย่างชัดถ้อยชัดคำนั้นน่ารักน่าเอ็นดู พระพักตร์ของพระราชาดูอารมณ์ดีจนไม่สามารถหยุดยิ้มได้ 

“ฮ่าๆ พระพันปีทรงมีพระนัดดาถึงสามพระองค์ แต่ทรงกลับโปรดปรานพระนัดดาที่เพิ่งอภิเษกเข้ามาได้ไม่กี่วันมากที่สุด เราก็อยากจะไปด้วย แต่ยุ่งเหลือเกิน คงจะไปไม่ได้ ไว้หลังเสร็จจากมื้อเช้า จะส่งสำรับน้ำชาไปที่วังจางชุนแล้วกัน” 

“พระพันปีต้องทรงดีพระทัยเป็นอันมากที่ฝ่าบาททรงใส่พระทัยถึงเพียงนี้” 

พระมเหสีตอบอย่างสงบนิ่ง รยูฮาจึงสำทับ 

“น่าเสียดายนะเพคะที่ฝ่าบาทไม่สามารถเสด็จด้วยได้ หม่อมฉันตั้งใจจะชงชาถวายด้วยตัวเองน่ะเพคะ” 

กลายเป็นแจกันดอกไม้อีกแล้ว พระบิดาและพระมารดาของฮอนน่าจะลืมไปแล้วว่าบุตรชายของตัวเองก็นั่งอยู่ตรงนั้นด้วยเหมือนกัน ฮอนได้แต่มองทุกคนด้วยสายตาขมขื่น 

ที่นี่ที่ไหน แล้วเราเป็นใคร ตั้งแต่มาถึง ตนไม่ได้พูดอะไรเลยนอกไปจากขอจงทรงพระเจริญ ถ้าจะเป็นแบบนี้แล้วทำไมถึงต้องชวนให้มาด้วยกัน 

ถ้าอยู่กับผู้หญิงเสียสติ ทุกๆ คนจะต้องยอมนาง และโต้ตอบคำพูดของนางเพียงคนเดียว เป็นครั้งแรกที่ตนรู้สึกถูกเมินและไม่เห็นหัว ในสถานการณ์ที่รู้สึกว่าไม่มีใครเข้าข้าง ทำให้เขานึกถึงจินซึงฮวีขึ้นมาอีก นางคงจะกำลังเฝ้ารอสามีสุดที่รักอยู่เป็นแน่ ใช่แล้ว เสร็จจากที่นี่แล้วต้องรีบไปวังคยองอุน 

 

ทว่าไม่เป็นอย่างที่ฮอนคิดไว้ จินซึงฮวีไม่ได้กำลังรอเขาผู้ซึ่งเป็นสุดที่รักของนางอยู่ 

“พระสนมเอกเพคะ จินซึงฮวีเสด็จเพคะ” “เข้ามาสิ” 

แชยอนปรากฏตัวระหว่างประตูที่กำลังเปิดออกในชุดธรรมดาแทนที่จะใส่เสื้อผ้าหรูหราและเครื่องประดับศีรษะใหญ่โต ผมยาวระชุดขาวที่แทบไม่มีการตกแต่งอะไรเลยกับปิ่นปักผมเล็กๆ อันหนึ่ง เป็นภาพลักษณ์ที่คล้ายคลึงกับพระชายาที่มักไปไหนมาไหนด้วยการแต่งตัวธรรมดาเสมอ 

“สภาพนั่นมันอะไรกัน คิดว่าเจ้าไปไหนมาไหนด้วยสภาพนั้นแล้วจะกลายเป็นพระชายาได้อย่างนั้นรึ” 

สิ่งที่แตกต่างไปจากปกติไม่ใช่เพียงแค่ภาพลักษณ์ภายนอกเท่านั้น แม้ว่าพระสนมเอกมุนจะหัวเราะเย้ยหยัน แต่นางก็ไม่ได้มีท่าทีตัวสั่น คอตกแต่อย่างใด นางกลับหมอบลงที่เบื้องหน้ารองเท้าสีแดงของพระสนมเอกอย่างเงียบๆ 

“หม่อมฉันมีเรื่องจะทูลเพคะ ทรงให้คนอื่นออกไปก่อนได้หรือไม่เพคะ” 

พระสนมเอกมุนที่มองลงมายังแผ่นหลังของหญิงสาวส่งสายตาอย่างเย็นชา เหล่าข้าราชบริพารจึงถอยหลังออกไปอย่างเงียบเชียบ มีเสียงปิดประตูหลายๆ บานดังขึ้นจากด้านนอก จนกระทั่งบานสุดท้ายถูกปิดลง แชยอนจึงเงยหน้าขึ้นแล้วเอ่ยกับพระสนมเอกอย่างชัดถ้อยชัดคำ 

“ทรงช่วยหม่อมฉันไล่พระชายาออกไปด้วยนะเพคะ” 

หึ พระสนมเอกหลุดขำออกมาเล็กน้อย เป็นการหัวเราะเยาะที่ไร้การปิดบัง 

“เป็นเรื่องเหลือเชื่อมากที่เจ้าคิดได้ แต่ถ้าข้าทำได้ ข้าคงจะขัดขวางไม่ให้พระชายาเข้ามาตั้งแต่แรกแล้วสิ มหาเสนาบดีเป็นถึงตัวแทนของฝ่าพระบาทที่ทรงไว้วางพระทัย กุมอำนาจของทั้งประเทศไว้ในมือเชียวนะ” 

“แต่ถ้าพระชายาคิดวางยาสนมขององค์รัชทายาทล่ะเพคะ” 

รอยยิ้มหยันจางหายไปจากริมฝีปากของพระสนมเอกมุน คิ้วเลิกขึ้นเล็กน้อยเหมือนรูปพระจันทร์เสี้ยวเมื่อได้ฟังคำของแชยอน  

“ไหนเจ้าลองพูดมาสิ” 

ใบหน้าของแชยอนที่มองแต่พื้นมาจนถึงตอนนี้มองตรงไปยังพระสนมเอกมุน พระสนมเอกมุนรู้อยู่แล้วว่าในดวงตาคู่นั้นมียาพิษซ่อนอยู่ ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่ 

“คราวก่อนโน้น พระชายาบอกให้หม่อมฉันไปที่วังซึงกอน แล้วเอาชาไปถวายเพคะ ถ้าหม่อมฉันไม่ได้ต้มชาไป ก็ต้องใช้ใบชาและอุปกรณ์ชงชาที่วังซึงกอน แล้วถ้าในถ้วยชามียาพิษอยู่จะเกิดอะไรขึ้นเพคะ” 

“อืม” 

ก๊อกๆ พระสนมเอกมุนเคาะนิ้วบนโต๊ะเขียนหนังสือ ที่นิ้วแห้งเหี่ยวมีแหวนหรูหราขนาดใหญ่ส่องประกายวูบวาบอยู่ 

“เจ้าจะบอกว่าเจ้าจะกินยาพิษอย่างนั้นหรือ ถ้ามีอะไรผิดพลาดขึ้นมา เจ้าต้องเป็นอัมพาตนะ” 

“หากหม่อมฉันต้องเสียองค์รัชทายาทไปก็เหมือนตายทั้งเป็นเพคะ ร่างกายที่จะตายด้วยวิธีไหนก็ตายเหมือนกัน ข้าก็จะขอทำเรื่องชั่วร้ายเป็นครั้งสุดท้าย ที่เหลือก็แล้วแต่โชคชะตาเพคะ” 

ความเงียบเข้าปกคลุมอยู่ครู่หนึ่ง พระสนมเอกมุนมองแชยอนราวกับตัดสินใจอะไรได้ พลางคิดถึงความเป็นไปได้ในหลายๆ ทาง หากทำสำเร็จด้วยดี ตำแหน่งองค์รัชทายาทก็จะตกมาอยู่ในมือของตน แต่หากมีอะไรผิดพลาดก็เพียงแค่เสียหมากบนกระดานไปตัวหนึ่งเท่านั้น หรือถ้าหากแชยอนตาย ก็จะสามารถขับไล่พระชายาออกไปได้ ไม่มีอะไรที่ตนเสียเลยแม้แต่น้อย เมื่อคำนวณเสร็จเรียบร้อย มุมปากของนางก็กระตุก 

“ใจกล้าดีมาก ที่เจ้ามาหาข้าก็คืออยากให้ข้าช่วยหายาพิษให้ใช่หรือไม่” 

“ทรงมีไหมเพคะ” 

แทนคำตอบ พระสนมเอกมุนลุกไปเปิดตู้ลายดอกไม้ที่มีไข่มุกฝังอยู่แน่นขนัด นางยื่นมือเข้าไปแล้วดึงกลับมาพร้อมกับมีถุงผ้าไหมเล็กๆ แกว่งอยู่ที่ปลายนิ้ว 

“ไร้สี ไร้กลิ่น ไม่ทิ้งร่องรอยอะไรไว้ จึงถูกเรียกว่าปลาใต้น้ำ หนึ่งหยดจะทำให้หมดสติไปสามวัน สองหยดจะทำให้เป็นอัมพาตสิบวัน สามหยดหลับใหลไม่มีวันตื่นไปตลอดกาล แต่นั่นก็เป็นเพียงทฤษฎีเท่านั้น ในทางปฏิบัติแล้ว แค่หยดเดียวอาจจะตายทันทีเลยก็เป็นได้” 

 ตายทันที ไม่สามารถหาความปรานีใดๆ ได้จากนางที่พูดคำนั้นได้อย่างไม่ยินดียินร้าย เล็บที่ตกแต่งอย่างงดงามดึงเชือกออกแล้วคว่ำใส่มือ 

“เจ้าจะดื่มมันแน่หรือ” 

สิ่งที่ออกมาจากในถุงคือขวดสีขาว ยาวและหนาเท่านิ้วโป้ง ขวดนั่นขวดเดียวมีราคาถึงหนึ่งพันนยาง เป็นของมีค่าที่แม้ว่าแชยอนจะขายเรือนร่างก็หาซื้อไม่ได้แม้แต่หยดเดียว 

“ได้เพคะ ทรงส่งสิ่งนั้นมาให้หม่อมฉันเถอะเพคะ” 

“ก็ได้” 

พระสนมเอกมุนเปิดถุงแล้วใส่ขวดกลับคืนไป แล้วส่งให้แชยอนอย่างช้าๆ 

“แต่ว่า” 

ก่อนที่จะวางถุงบนมือของแชยอน พระสนมเอกดึงมือที่ยื่นออกมาอย่างช้าๆ กลับไป 

“ถ้าเกิดความแตก ใครจะรับประกันว่าเจ้าจะไม่ซัดทอดข้า” 

เกือบจะสำเร็จแล้ว แชยอนกำหมัดแน่นด้วยความเสียดาย “หม่อมฉันจะทำเช่นนั้นทำไมเพคะ” 

“เจ้าเขียนจดหมายลาตายไว้ก่อนว่าเจ้าแต่งเรื่องทั้งหมดขึ้นเองคนเดียวเพื่อใส่ร้ายพระชายา แต่ทำไม่สำเร็จจึงฆ่าตัวตาย หากมีอะไรผิดพลาด ข้าจะเอาจดหมายนี่ไปไว้ที่ตำหนักของเจ้า” 

ความตะลึงงันฉายชัดบนใบหน้าของแชยอนเมื่อได้ยินคำพูดของนาง แต่หลังจากที่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง นางก็เปิดปากราวกับตัดสินใจได้แล้ว 

“หม่อมฉันทำแบบนั้นไม่ได้เพคะ” 

หน้าผากของพระสนมเอกยับย่น 

“ทำไมถึงไม่ได้ เจ้าคิดจะซัดทอดข้าจริงๆ งั้นรึ” 

ความรู้สึกมีปมด้อยผุดขึ้นมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด แชยอนหน้าแดงด้วยความอายพลางตอบตะกุกตะกัก 

“หม่อมฉัน...ไม่รู้หนังสือเพคะ” 

“อ้อ” 

ทำไมถึงได้ทำตัวฉลาดไม่สมกับสมองเลย พระสนมชะงักพลางทิ้งน้ำหนักตัวลงที่พนักพิง 

“แต่หม่อมฉันมีอย่างอื่นจะถวายเพคะ” 

“เจ้าเนี่ยเหรอมีอะไรจะให้ข้า” 

แชยอนสูดลมหายใจพลางสงบใจลง หากไม่นับองค์รัชทายาท สิ่งนี้เป็นสิ่งที่มีค่าเพียงสิ่งเดียวสำหรับนาง 

“แม่ของหม่อมฉันยังมีชีวิตอยู่เพคะ” 

ความคิดเห็น