facebook-icon

องค์ชายรัชทายาทฮอนจำเป็นต้องอภิเษกสมรสกับซอรยูฮา เพราะต้องการพาหญิงสาวชาวบ้านผู้เป็นคนรักเข้ามาเป็นพระสนม แต่นางในความคิดขององค์ชายคือ ‘ไร้สติ ละเอียดรอบคอบ ฉลาดหลักแหลม เก่งกาจ และไม่มีผู้ใดเหมือน’ เมื่อเวลาผ่านไปองค์ชายรัชทายาทฮอนในฐานะพระสวามีที่ไม่เคยเหลียวแลและมอบความรักให้แก่พระชายาของตนเองเลยนั้น กลับค่อยๆ ให้ความสนใจนางมากขึ้นเรื่อยๆ...

ชื่อตอน : ตอนที่ 1-9

คำค้น : วุ่นรักบุปผาร้อยเล่ห์ นิยายโซซอล นิยายเกาหลี นิยายย้อนยุค

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.3k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ธ.ค. 2562 14:19 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 1-9
แบบอักษร

 

“แช่น้ำเย็นแล้วทิ้งไว้สักสองสามวันก็หายเพคะ ไม่ต้องทรงกังวลหรอกเพคะ” 

“แขนของพระชายาเป็นเช่นนี้จะไม่ให้ข้ากังวลได้อย่างไร ตามหมอหลวงแล้วหรือยัง” 

“น่าเสียดายมากๆ เลยเพคะ ถ้าหากหม่อมฉันตามหมอหลวงมา นางสนมของฝ่าบาทจะอยู่รอดปลอดภัยอยู่ที่นั่นหรือเพคะ” 

รยูฮาตอบพลางถอนหายใจ ฮอนถึงกับใบ้กินไปครู่หนึ่ง เขาได้แต่จ้องมองด้วยความเสียใจที่ไม่สามารถแตะต้องแขนนั้นได้ จึงหันไปด้านนอกแล้วสั่งด้วยเสียงทุ้มต่ำ 

“ไปเอาอ่างล้างหน้ากับผ้าชุบน้ำเย็นมา” 

ทว่าไม่มีเสียงตอบใดๆ จากข้างนอก ฮอนเอียงคออย่างเคอะเขินก่อนจะหันมาทางรยูฮา 

“อะไรกัน ข้างนอกไม่มีใครอยู่รับใช้เลยหรือ” 

“หม่อมฉันเป็นคนสอนเองเพคะ หม่อมฉันไม่ชอบให้ใครมาคอยเฝ้าข้างนอก เพราะฉะนั้นถ้าเตรียมตัวเข้านอนเสร็จแล้วก็ให้ไปอยู่ไกลๆ หม่อมฉันเองก็อยากพักหายใจหายคอบ้างเพคะ” 

“แล้วจะทำอย่างไรเวลาที่จะสั่งงาน” 

“ก็ต้องออกไปเองสิเพคะ” 

เขาเองก็ดันให้ขันทีอยู่รอข้างนอกเช่นกัน รู้สึกเสียใจขึ้นมาบ้างแล้วที่ทำแบบนั้น แต่ก็ช่วยไม่ได้ ฮอนเดินออกไปที่สุดทางเดินด้วยใบหน้าขมขื่นแล้วเดินกลับมา ไม่นานนัก เหล่านางในก็เดินเรียงแถวถืออ่างล้างหน้าและผ้าขนหนูเข้ามา 

“วางไว้แล้วออกไปได้” 

ฮอนส่งสายตาไปยังเหล่านางในที่รีบวางสิ่งของลง 

“แต่ว่า...” 

“ข้าจะดูแลพระชายาเอง พวกเจ้ากลับไปอยู่ที่เดิมเถอะ” 

เหล่านางในโค้งตัวรับคำสั่งแล้วกลับออกไปอย่างเงียบเชียบ น่าสนุกอีกแล้วสิ รยูฮาที่จ้องมองประตูที่ถูกปิดลงถอนหายใจเบาๆ 

“ยื่นแขนมาสิ” 

ต้องทำตามที่สั่งด้วยหรือไง รยูฮาคิดในใจแต่ก็ถกแขนเสื้อชุดนอนสีขาวขึ้นอย่างเบามือ ฮอนค่อยๆ เอาผ้าชุบน้ำเย็นแล้วนำไปประคบที่แผล ใบหน้าของเขาเคร่งเครียดด้วยความเป็นห่วง ตกลงแล้วเพราะอะไรกันแน่ถึงได้วิตกกังวลจนต้องมาเอากลางค่ำกลางคืนด้วยเรื่องแค่นี้กัน รยูฮาที่เพ่งพินิจพิจารณาเขาอย่างใกล้ชิดดึงแขนออกจากมือของฮอนอย่างเย็นชาเมื่อได้ข้อสรุป 

“ส่งมือมานี่สิ ต้องทำให้มันเย็นลงอีกหน่อย” 

“ฝ่าบาทไม่ต้องทรงทำถึงขนาดนี้ จินซึงยอก็ปลอดภัยดีเพคะ” 

“จินซึงฮวี” 

“อ้อ เพคะ จินซึงฮวี หม่อมฉันไม่คิดจะแตะต้องนางแม้แต่ปลายเล็บ เพราะฉะนั้นทรงปล่อยแขนหม่อมฉัน แล้วเสด็จกลับไปบรรทมเถอะเพคะ คืนนี้หม่อมฉันมีอะไรต้องทำตามลำพังเพคะ” 

สีหน้าของฮอนที่เต็มไปด้วยความกังวลในตอนแรกเปลี่ยนเป็นเย็นชา ด้วยรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนโง่ที่โมโหใส่แชยอนแล้วรีบวิ่งมาที่นี่กลางค่ำกลางคืน ยิ่งไปกว่านั้น ยังเป็นเพราะความรู้สึกที่ซับซ้อนซึ่งไม่รู้ว่าคืออะไรอีก 

“ข้าบอกหรือว่าข้าเป็นห่วงจินซึงฮวี” 

“หรือทรงเป็นห่วงหม่อมฉันเพคะ” 

รยูฮาตอบโดยการถามกลับราวกับชกหน้า จะว่าไปแล้วทำไมตนถึงต้องวิ่งกระหืดกระหอบมาแบบนี้ด้วย ไม่ได้วิ่งมาเพราะเป็นห่วงแชยอนแน่นอน นางในของนางก็ปลอดภัยดี แล้วก็ไม่ได้คิดว่ารยูฮาจะสั่งลงโทษแชยอนที่ทำให้ตัวเองบาดเจ็บด้วย 

ฮอนกัดริมฝีปาก ตาจับจ้องไปที่รยูฮา แววตาสงบนิ่งที่ยากจะอ่านความรู้สึกไม่ต่างจากตอนไหนๆ มองตาของเขากลับ เบื้องหน้าแววตาคู่นั้น ฮอนมองเห็นหัวใจของตัวเอง 

เขาเป็นห่วงผู้หญิงเสียสติคนนี้ 

ในวินาทีที่ได้ยินจากปากของแชยอนว่าพระชายาโดนน้ำร้อนลวก ภาพแรกที่ผุดขึ้นมาอย่างชัดเจนคือนิ้วมือ นิ้วมือเรียวยาวที่มีเลือดหยดลงมาในคืนแรก เขาใจหายวาบจนลืมที่จะถามแชยอนว่าบาดเจ็บหรือไม่ จนเพิ่งจะมานึกได้เมื่อครู่นี้ แล้วเขาก็รีบวิ่งมาที่วังซึงกอนโดยไม่เหลียวหลังกลับไปมองเลย 

“คงจะเป็นเช่นนั้น” 

“เป็นห่วงก็เป็นห่วงสิเพคะ ทำไมต้องตรัสว่าคงจะเป็นเช่นนั้นด้วย” 

นั่นน่ะสิ เสียงหนักแน่นยังคงพูดใส่ฮอนที่กำลังยิ้ม 

“บาดแผลไม่ได้รุนแรงอะไรถึงขนาดจะต้องทรงเป็นห่วงหรอกเพคะ ทรงปล่อยเถอะ แล้วก็ฝ่าบาทไม่ทรงเหนื่อยหรือเพคะ รีบเสด็จกลับไปบรรทมสิเพคะ” 

เป็นผู้หญิงที่เก่งกาจเรื่องทำให้คนเจ็บปวดจริงๆ เพราะเจ้า ข้าเลยทำให้จินซึงฮวีร้องไห้ มาถึงก็ทำอะไรไม่ได้ ท่ามกลางเรื่องยุ่งวุ่นวายเหล่านี้ ในอีกด้านหนึ่ง ความอยากรู้อยากเห็นที่ถูกกระตุ้นเมื่อคืน จนหลงเข้าไปในโลกใบใหม่อย่างไร้สติจนถึงรุ่งสาง และยังคงเป็นภาพเลือนรางอยู่ตรงหน้า จะทำอย่างไรดี การต่อสู้กันระหว่างความเจ็บปวดและความอยากรู้อยากเห็น ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าชัยชนะตกเป็นของความอยากรู้อยากเห็น 

“จะอ่านหนังสือนั่นอีกอย่างนั้นหรือ ถ้าอย่างนั้นก็อ่านกันด้วยเถอะ” 

รยูฮาส่ายหน้าดิก สิ่งที่ฮอนกำลังพูดถึงคือหนังสือนิยาย 

“งั้นเจ้าจะทำอะไรเล่า เดี๋ยวข้าช่วย” 

คำพูดที่จริงใจของฮอนทำให้หัวใจของรยูฮาหวั่นไหวเล็กน้อย อันที่จริงจะนิยายหรือเรื่องเล่าพื้นบ้านก็ไม่เห็นจะต่างกันตรงไหน ในเรื่องเล่าพื้นบ้านนอกจากมีภาพประกอบและการแสดงออกที่ชัดเจนเปิดเผยแล้ว นอกนั้นก็ไม่ได้ต่างอะไรกันเท่าไหร่ เมื่อคิดได้ว่ารู้ไส้รู้พุงกันหมดแล้ว จึงตัดสินใจง่ายขึ้น ในที่สุดหญิงสาวก็พยักหน้า แล้วให้ฮอนมานั่งบนเตียง จากนั้นก็ล้วงมัดหนังสือที่ซ่อนไว้ข้างใต้ขึ้นมา 

“ฝ่าบาท เคยได้ยินคำว่าเรื่องเล่าพื้นบ้านหรือไม่เพคะ” 

รยูฮาลดเสียงลงกระซิบกระซาบอย่างลับๆ ตั้งแต่ตอนนั้นเอง จิตใจที่สงบนิ่งก็กลับเต้นโครมคราม แม้แต่ใบหน้ายังเป็นสีแดงระเรื่อ ชัดเจนว่านี่คือครั้งแรก แต่ไม่รู้ทำไมถึงได้รู้สึกคุ้นเคย ความรู้สึกนี้มันคืออะไรกันแน่ 

ไร้เดียงสากว่าที่คิดไว้เสียอีก 

ฮอนที่หน้าแดงไปจนถึงใบหูบ่งบอกว่าสิ่งที่รยูฮาคิดนั้นถูกต้อง อาจจะเป็นเพราะงุนงงกับคำว่าเรื่องเล่าพื้นบ้านก็เป็นได้ รยูฮาที่ได้ข้อสรุปแล้วว่าองค์รัชทายาทเป็นชายอกสามศอกที่ไร้เดียงสา ดึงหนังสือเล่มที่ดูมีเนื้อหาเบาที่สุดออกมาจากมัดแล้วส่งให้เขา 

“พวกนี้เป็นของที่เป็นที่เรื่องลือมากในเมืองหลวง หม่อมฉันต้องใช้ฝีมืออย่างมาก และต้องเป็นร้านหนังสือที่รู้จักมักจี่ถึงจะได้มานะเพคะ มั่นใจได้เลยว่าเป็นหนังสือหายากที่แม้แต่ฝ่าบาทก็ไม่สามารถหาได้ง่ายๆ เพคะ” 

“นี่คือ...เรื่องเล่าที่เจ้าว่าอย่างนั้นหรือ” 

“มีภาพวาดลงสีประกอบด้วยนะเพคะ” 

เมื่อรยูฮารบเร้าอีกครั้ง ฮอนจึงทำเป็นกางหนังสือออกอย่างเสียไม่ได้ แค่เปิดปกหนังสือ ภาพวาดอันเร่าร้อนที่เกิดมาเพิ่งจะเคยเห็นก็อัดแน่นเต็มหน้ากระดาษ เนื้อหาที่ถูกเขียนอยู่ในนั้นสาธยายอย่างละเอียดเกี่ยวกับประสบการณ์แสนอัศจรรย์ที่ตนไม่เคยประสบพบเจอเลยสักครั้ง 

“ข้าอะ...อ่านไม่ได้หรอก!” 

ฮอนที่อ้าปากหวอพลางพลิกหน้ากระดาษดูรีบปิดหนังสือลงส่ายหน้าดิก ถ้าจะให้พูดล่ะก็ตนเองก็เคยมีประสบการณ์มานักต่อนัก และมั่นใจในเรื่องนี้ยิ่งกว่าใคร แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ได้ดูด้วยตาในฐานะบุคคลที่สาม และการที่มาอ่านอยู่ต่อหน้าพระชายายิ่งเป็นเรื่องที่อับอายอย่างยิ่ง 

“ถ้าอย่างนั้นทรงเอามานี่ แล้วก็เสด็จกลับเถอะเพคะ อย่างไรก็เป็นหนังสือที่หม่อมฉันจะเอามาอ่านเองอยู่แล้ว” 

“นี่ แล้วทำไมพระชายาถึงได้เอาเรื่อง...” 

เรื่องเล่าพื้นบ้าน ทำไมแค่คำๆ นี้ยังทำให้รู้สึกถึงความลามก น่าขายหน้าเหลือเกิน 

“เจ้าชอบอ่านหนังสือลามกแบบนี้หรือ” 

“ไม่ได้ลามกนะเพคะ ความกลมกลืนของหยินและหยางไม่ได้เป็นต้นกำเนิดของทุกสรรพสิ่งหรอกหรือเพคะ เรื่องเล่าพื้นบ้านเป็นหนังสือที่อธิบายศิลปะและต้นกำเนิดของสรรพสิ่งที่ใครๆ ต่างสงสัย โดยที่ผู้ประพันธ์ใช้คำพูดลามกหยาบโลนเพื่อให้คนอ่านเข้าใจได้ง่ายขึ้นเพคะ” 

“พูดได้ลื่นไหลดีมาก” 

“ชมเกินไปแล้วเพคะ” 

พูดหว่านล้อมอีกแล้ว ฮอนเอามือลูบหน้าไปมาเพื่อคลายความขมขื่นพลางสูดหายใจเข้าลึกๆ 

“แล้วสาวน้อยจะเอาศิลปะพวกนั้นไปใช้ที่ไหนกัน ถึงต้องแอบเอามาอ่านเช่นนี้” 

“ไม่ทรงทราบจริงๆ หรือเพคะ ฝ่าบาท” 

“ใช่” 

แหย่เล่นเสียหน่อยดีไหมนะ ดวงตาที่สงบนิ่งของรยูฮาหรี่ลงเมื่อมีของเล่นอยู่ตรงหน้า นางยิ้มอย่างยั่วยวน ตุ้บ ฮอนคิดว่าหัวใจของเขาตกลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม ตัวของเขาแข็งทื่อ มีเพียงแค่ขนตาหนาที่กะพริบอย่างช้าๆ ไปทางรยูฮา เสียงกระซิบกระซาบอย่างมีลับลมคมในยังคงดังขึ้นต่อเนื่อง 

“ทรงเคยได้ยินคำว่าการเรียนรู้จากของจริงไหมเพคะ ฝ่าบาท” 

“ข้าเองก็ชอบมากเช่นกัน ถ้ามันช่วยเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎร...” 

รยูฮาพูดตัดบทฮอนแล้วขยับตัวเข้ามา เขาเริ่มชินกับนิสัยเช่นนี้แล้ว อันที่จริงแล้วสิ่งที่ทำให้เขาตกใจก็คือคำพูดยั่วยวนที่กระซิบกระซาบออกมานั่นเอง 

“พวกนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเรียนรู้จากของจริงเพคะ แต่ก็สามารถช่วยในชีวิตจริงยามค่ำคืนได้นะเพคะ” 

ขนตายาวของรยูฮาหลุบลง นางยังคงพูดด้วยเสียงเย้ายวนต่อเนื่อง พลางเข้ามาใกล้ฮอนทีละนิดๆ ฮอนค่อยๆ กระเถิบก้นตัวเองถอยหนีเข้าไปด้านในของเตียงตามจังหวะของนางโดยไม่รู้ตัว 

“ละ...ละ...แล้วอย่างไรเล่า” 

“พูดห้วนๆ อีกแล้วนะ!” 

นิ้วชี้เหยียดตรงปิดริมฝีปากที่พูดห้วนๆ ไว้แน่น 

“พูดไม่มีหางเสียงกับพี่สาวงั้นหรือ เป็นเด็กที่ใช้ไม่ได้เลยนะ” 

แผ่นหลังของฮอนที่ถูกต้อนมาข้างหลังชนเข้ากับกำแพงในที่สุด เมื่อไม่มีทางให้หนีแล้ว เขาจึงใช้แขนกอดตัวเองไว้แล้วชันเข่าขึ้นเพื่อเป็นปราการป้องกันตัวจากหญิงสาวด้วยสัญชาตญาณ แต่ก็ไม่สามารถหลบเลี่ยงรยูฮาได้ 

ความคิดเห็น