facebook-icon

องค์ชายรัชทายาทฮอนจำเป็นต้องอภิเษกสมรสกับซอรยูฮา เพราะต้องการพาหญิงสาวชาวบ้านผู้เป็นคนรักเข้ามาเป็นพระสนม แต่นางในความคิดขององค์ชายคือ ‘ไร้สติ ละเอียดรอบคอบ ฉลาดหลักแหลม เก่งกาจ และไม่มีผู้ใดเหมือน’ เมื่อเวลาผ่านไปองค์ชายรัชทายาทฮอนในฐานะพระสวามีที่ไม่เคยเหลียวแลและมอบความรักให้แก่พระชายาของตนเองเลยนั้น กลับค่อยๆ ให้ความสนใจนางมากขึ้นเรื่อยๆ...

ชื่อตอน : ตอนที่ 1-5

คำค้น : วุ่นรักบุปผาร้อยเล่ห์ นิยายโซซอล นิยายเกาหลี นิยายย้อนยุค

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.7k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ธ.ค. 2562 14:17 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 1-5
แบบอักษร

 

ช่างเป็นข้ออ้างที่ฟังดูลื่นไหลหาตัวจับยากนัก หากไม่เคยเห็นตัวตนที่แท้จริงของผู้หญิงคนนี้มาก่อน ฮอนคงจะพยักหน้ารับด้วยความชื่นชมไปแล้ว อย่างที่คนอื่นๆ เป็นกัน 

“เพิ่งจะผ่านการอภิเษกสมรสไปได้ไม่ถึงวันดี แต่เจ้าสาวคนใหม่ไม่คิดที่จะคอยสวามีกลับมา แล้วยังกำลังเพลิดเพลินกับนิยายอีก มันเป็นเรื่องที่เหมาะสมแล้วอย่างนั้นหรือ” 

“ฝ่าบาททรงเสด็จไปที่วังของจินซึงฮวี แล้วเหตุใดถึงเสด็จมาที่นี่เล่าเพคะ หรือว่าทรงทะเลาะกับนางมาเพคะ” 

จากคำพูดของรยูฮา แสดงว่านางรู้อยู่แล้วว่าสวามีของตนไปหาสนม แต่ก็ยังนอนอ่านนิยายหัวเราะอย่างไร้สติได้อย่างสบายอกสบายใจ เหมือนกับเป็นการยืนยันว่าในคืนแรกนั้นตัวเองไม่ได้สนใจเรื่องจินซึงฮวีอะไรเลย 

เมื่อฮอนตระหนักได้ แทนที่จะโกรธกลับรู้สึกโล่งใจ อย่างน้อยนางก็ไม่ได้ร้องไห้เพราะเรื่องนั้น ใช่แล้ว แค่นิยายไร้สาระไม่เห็นจะผิดอะไร ดีกว่าทำให้คนอื่นเดือดร้อนเป็นร้อยเท่าพันเท่า เขายิ้มออกมาพลางวางหนังสือที่ถืออยู่กลับคืนที่เดิม 

“พอเจอหน้ากันก็โมโหใส่ พูดก็แล้ว ปลอบก็แล้ว แต่ก็เอาแต่ไล่ให้มาวังซึงกอน ข้าไม่อยากเห็นสภาพนั้นก็เลยบอกว่าไปก็ได้ แล้วก็เลยกลับออกมาอย่างที่เจ้าเห็นนี่แหละ” 

ฮอนหย่อนก้นลงนั่งบนเตียงที่รยูฮานั่งอยู่แล้วเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง รยูฮาดันกองหนังสือออกไปข้างๆ เห็นด้วยกับการกระทำของฮอนและตอบกลับอย่างตื่นเต้น 

“ทำดีแล้วเพคะ ถ้าขืนทรงยอมอ่อนข้อให้ นางก็จะได้ใจและจะคอยข่มฝ่าบาทเพคะ แต่พอฝ่าบาททิ้งมาแบบนี้ ตอนนี้นางน่าจะเสียใจแน่ๆ ที่ทำแบบนั้นลงไปใช่หรือไม่เล่าเพคะ แล้วทีนี้นางก็จะไม่ทำแบบนั้นอีกแน่นอนเลยเพคะ” 

“เจ้าก็คิดเช่นเดียวกันสินะ เพราะข้าคอยแต่เอาอกเอาใจ เลยบังอาจคิดจะกดข้าให้อยู่ใต้อาณัติของนาง” 

ไม่มีสถานการณ์ใดจะแปลกประหลาดไปกว่านี้อีกแล้ว เขากำลังปรับทุกข์เรื่องคนรักอยู่บนเตียงกับเจ้าสาวที่เพิ่งจะแต่งงานด้วยเมื่อวาน ยิ่งไปกว่านั้น ข้างๆ ยังมีกองหนังสือนิยายชื่อดังที่ไม่รู้เนื้อหาวางอยู่ แต่สำหรับฮอนที่เคยชินกับชีวิตขององค์รัชทายาทที่ไร้สหายสนิท จึงรู้สึกเหมือนกับว่าเขาไม่มีคนสนิทที่จะมานั่งพูดคุยเปิดอกได้อย่างพระชายาของเขาในตอนนี้ จนกระทั่งเสียงนุ่มนวลของรยูฮาเรียกเขา 

“ว่าแต่ ฝ่าบาท” 

“อะไร” 

“ที่ตรัสเมื่อครู่ ดูมันสั้นๆ ห้วนๆ นะเพคะ” 

พูดเรื่องอะไรกัน มันก็เป็นคำที่ใช้กันทั้งประเทศแม้แต่ประเทศใกล้เคียงก็ใช้ ไม่เข้าใจเลยว่าหมายถึงอะไร เมื่อเห็นว่าฮอนเงียบไปครู่หนึ่งด้วยความสับสนในคำพูดของรยูฮา รยูฮาจึงอธิบายต่ออย่างนุ่มนวล 

“หม่อมฉันเป็นพระชายาของประเทศ และอีกอย่างหม่อมฉันก็เกิดก่อนฝ่าบาท หรือก็คืออายุมากกว่า...” 

จริงด้วย นั่นสินะ ไม่รู้เลยว่านางไม่พอใจที่ใช้คำพูดแบบเป็นกันเอง แล้วก็ไม่นึกมาก่อนเลยว่านางจะบอกตรงๆ เช่นนี้ ฮอนพยักหน้าอย่างนอบน้อมพลางเอ่ยขอโทษกับรยูฮา 

“อภัยให้ข้าเถอะ อยู่ๆ ข้าก็รู้สึกวางใจในตัวพระชายาน่ะ” 

สายตาของรยูฮาค่อยอ่อนลงเมื่อได้ฟังคำขอโทษจากฮอน นางตบไหล่ฮอนเบาๆ ราวกับสหายสนิทที่คบกันมานาน 

“ทรงทำแค่นี้ก็พอเพคะ” 

“เจ้าหมายถึงอะไรงั้นหรือ” 

“ก็ที่ฝ่าบาทขอโทษหม่อมฉันเมื่อครู่นี้ ฝ่าบาททรงทำกับจินซึงฮวีบ้างก็พอแล้วเพคะ หัวใจของผู้หญิงไม่ได้คาดหวังสิ่งยิ่งใหญ่จากผู้ชายหรอกเพคะ ขอเพียงแค่เข้าใจถึงจิตใจอันโศกเศร้าและเอ่ยคำขอโทษ เพียงแค่นั้นเรื่องก็คลี่คลาย เหมือนกับหิมะที่ละลายในฤดูใบไม้ผลินั่นแหละเพคะ” 

“จงให้ในสิ่งที่ฝ่ายตรงข้ามต้องการ อย่างที่พระชายาพูดเมื่อกลางวันสินะ” 

“เพคะ ตอนนี้ฝ่าบาททรงทราบแล้ว ทรงเร่งเสด็จไปขอโทษและปลอบนางสิเพคะ” 

สติไม่ค่อยจะดีเลยเป็นแบบนี้ล่ะสิ ช่างเป็นผู้หญิงที่ฉลาดหลักแหลมนัก เขาชื่นชมในความเฉลียวฉลาดของนางพลางพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะลุกขึ้นจากเตียง แต่แล้วก็ชะงักลง เมื่อรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างที่ผิดปกติ 

“นี่กำลังไล่ข้าอย่างนั้นหรือ” 

ฉลาดกว่าที่คิดนะเนี่ย รยูฮางงเล็กน้อยกับความฉลาดขององค์รัชทายาทที่รู้ทันนาง ก่อนจะตั้งสติทำหน้าสงบนิ่งและตอบกลับอย่างแนบเนียน 

“หม่อมฉันมิบังอาจเพคะ หม่อมฉันเห็นฝ่าบาทไม่สบายพระทัย เลยเพียงแค่แสดงความคิดเห็นเท่านั้นเพคะ” 

ทว่าฮอนนั้นมองดูอยู่ อากัปกิริยาที่ดูกระสับกระส่าย และปลายนิ้วของรยูฮาที่เอาแต่ลูบปกหนังสือที่อ่านเมื่อครู่ 

มีพระชายาที่ไหนกันเล่าที่ผลักไสไล่ส่งสวามีให้ไปตำหนักของสนมเพื่อที่ตนเองจะได้อ่านนิยาย ถ้าไม่บ้าคงทำไม่ได้หรอก เหมาะสมแล้วที่เป็นผู้หญิงไร้สติที่ละเอียดรอบคอบ ฉลาดหลักแหลม เก่งกาจ ไม่มีใครเหมือน 

เขามองปลายนิ้วของนางที่ไล้หนังสือเป็นการแสดงออกว่าอยากอ่านจนตัวสั่น ความรู้สึกพ่ายแพ้ให้กับหนังสือนิยายทำให้ความหยิ่งในศักดิ์ศรีของฮอนถึงกับสั่นคลอน 

“เช่นนั้นก็แล้วไป เพราะข้าเองก็ไม่ได้ใส่ใจเรื่องพรรค์นั้นเลยสักนิด คืนนี้ข้าจะนอนที่นี่!” 

ทีนี้ก็คงจะวางหนังสือนั่นลงแล้วเตรียมตัวนอนสินะ แต่รยูฮาตอกกลับฮอนที่กำลังอารมณ์ดีด้วยความเย็นชา 

“ถ้าเช่นนั้นก็ทรงบรรทมเถอะเพคะ เดี๋ยวพอหม่อมฉันอ่านหนังสือเสร็จก็จะนอนเพคะ ฝ่าบาทบรรทมด้านในตรงนั้นนะเพคะ” 

“โอ๊ย หนังสือบ้านั่น!” 

ในที่สุดฮอนก็สบถออกมาพร้อมกับแย่งหนังสือในมือนาง ทั้งๆ ที่ตนก็บอกไปแล้วว่าจะนอนที่นี่ ยังมีหน้ามาบอกว่าจะอ่านหนังสือต่อ แล้วยังมาบอกให้ไปเบียดอยู่ในมุมอีก 

“หนังสือนี่มันอะไรกันแน่ สำคัญมากกว่าองค์รัชทยาท พระสวามีของเจ้าอีกอย่างนั้นรึ” 

ฮอนคิดจะอ่านเนื้อหาดูสักครั้งว่าในนั้นเขียนอะไรไว้ถึงได้ทำให้ติดอกติดใจได้ขนาดนั้น เขาไล่ปลายนิ้วไปบนหนังสืออย่างรวดเร็วอยู่ครู่หนึ่ง 

“ฝ่าบาท นั่นเป็นเล่มที่สองเพคะ อันนี้เล่มแรก ต้องทรงอ่านเล่มนี้ก่อนเพคะ” 

อะแฮ่ม เสียงกระแอมอย่างเก้อเขินดังขึ้นรับคำของรยูฮา 

“ขอบใจ ว่าแต่เจ้าไม่หิวหรือ” 

“ไม่มีบ่าวให้เรียกใช้แล้วเพคะ มีขนมอบที่ข้าเก็บไว้อยู่นิดหน่อยแต่...” 

“เอานั่นแหละ” 

ทั้งสองนอนคว่ำหน้าอ่านนิยายด้วยกันบนเตียง มีเสียงเคี้ยวขนมอบและเสียงจิ้งหรีดดังประกอบ และแล้วคืนที่สองของการแต่งงานของคู่องค์รัชทายาทก็ผ่านไปอย่างสงบ 

 

* * * 

 

“ว่าไงนะ ทรงอ่านด้วยกันกับองค์รัชทายาทเหรอเพคะ” “เสียงดังเกินไปแล้ว” 

รยูฮาพูดเสียงเบาเป็นการเตือน แต่สำหรับมินอาที่โตมาด้วยกันตั้งแต่ยังเล็กมากๆ และคอยช่วยเหลือรยูฮามาตลอด การเตือนนั้นไม่ได้เข้าหูนางเลย 

“พระชายา ทรงต้องรักษาพระเกียรติไว้นะเพคะ ไม่ทรงทราบหรือเพคะว่าหนังสือนิยายเป็นสิ่งต้องห้ามภายในพระราชวัง ฝ่าบาททรงรู้ได้อย่างไรเพคะ” 

“ข้าผิดเองแหละ ข้าบอกให้ฝ่าบาทกลับไป แต่ทรงแอบเห็นเข้าน่ะสิ ใครจะไปรู้ว่าทรงเสด็จไปตำหนักสนมแล้วจะเสด็จกลับมาอีก” 

“ถ้าทรงรู้ว่าฝ่าบาทจะมา จะทรงรีบซ่อนหนังสือ แล้วล่อลวงให้ฝ่าบาทมีรัชทายาทหรือเพคะ ฝ่าบาททรงรู้เรื่องนิยายแล้วจะทำอะไรได้ ไม่เห็นจะช่วยอะไรในการต่อสู้นี้ได้สักอย่าง” 

คำโต้แย้งของมินอาเหมือนจะทำให้ตระหนักถึงอะไรบางอย่างได้ รยูฮาจมดิ่งสู่ห้วงความคิด ดูจากการกัดริมฝีปากเบาๆ เป็นระยะๆ แสดงว่านางยอมรับในคำพูดของตนอยู่บ้าง ดีแล้ว หวังว่าจะตั้งสติได้และเริ่มคิดเรื่องการมีรัชทายาทสักที ครู่ต่อมา รยูฮาเอ่ยกับมินอาที่กำลังมองนายของตนพลางกระหยิ่มยิ้มย่องด้วยความพอใจ 

“เจ้าพูดถูก การต่อสู้สินะ เรื่องนั้นสำคัญที่สุดเลยนี่นา” 

“ฉลาดมากเพคะ ถ้าเช่นนั้นตั้งแต่วันนี้...” 

“ใช่ ตั้งแต่วันนี้ข้าจะชวนฝ่าบาทอ่านเรื่องเล่าพื้นบ้าน” 

“เพคะ เรื่องเล่าพื้นบ้าน...เอ๋?” 

มินอาที่กำลังรับคำของรยูฮาด้วยความพึงพอใจถึงกับเสียวสันหลังเมื่อได้ยินคำว่าเรื่องเล่าพื้นบ้านออกมาจากปากรยูฮา 

“อ่านนิยายไปร้อยวันก็เท่านั้น อย่างที่เจ้าบอกว่ามันช่วยอะไรในการต่อสู้นี้ไม่ได้เลย มีแต่กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว องค์ชายสบตากับนางในอย่างโน้นอย่างนี้แล้วก็ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข หรือไม่ก็หญิงสาวยากจนกับชายหนุ่มสูงศักดิ์หนีตามกันไปอะไรแบบนั้น ไม่เคยมีเขียนเรื่องเกี่ยวกับองค์รัชทายาทและพระชายาเลย เจ้าก็รู้นี่ว่าข้าไม่เคยรู้จักมักจี่กับชายใดเลยนอกจากพวกพี่ๆ กับโฮจินที่ฝึกดาบด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก ในเรื่องเล่าพื้นบ้านมีหมดทั้งเรื่องกฎธรรมชาติของหญิงชาย หรือจะเป็นศิลปะการยั่วยวนผู้ชายบนเตียง ต้องเรื่องพวกนั้นแหละถึงจะช่วยได้” 

ความคิดเห็น