facebook-icon

องค์ชายรัชทายาทฮอนจำเป็นต้องอภิเษกสมรสกับซอรยูฮา เพราะต้องการพาหญิงสาวชาวบ้านผู้เป็นคนรักเข้ามาเป็นพระสนม แต่นางในความคิดขององค์ชายคือ ‘ไร้สติ ละเอียดรอบคอบ ฉลาดหลักแหลม เก่งกาจ และไม่มีผู้ใดเหมือน’ เมื่อเวลาผ่านไปองค์ชายรัชทายาทฮอนในฐานะพระสวามีที่ไม่เคยเหลียวแลและมอบความรักให้แก่พระชายาของตนเองเลยนั้น กลับค่อยๆ ให้ความสนใจนางมากขึ้นเรื่อยๆ...

ชื่อตอน : ตอนที่ 1-4

คำค้น : วุ่นรักบุปผาร้อยเล่ห์ นิยายโซซอล นิยายเกาหลี นิยายย้อนยุค

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 5k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ธ.ค. 2562 14:17 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 1-4
แบบอักษร

 

ฮอนลากร่างเหนื่อยอ่อนหลังจากเสร็จสิ้นกำหนดการงานต่างๆ ของทั้งวัน มุ่งตรงไปยังวังคยองอุนที่ซึ่งจินซึงฮวีรอคอยอยู่ด้วยจิตใจร้อนรุ่ม 

ช่วงเวลาที่ได้หลุดพ้นจากความวุ่นวายอีรุงตุงนังของหญิงเสียสติถือเป็นนาทีทองของชีวิต ฮอนรู้สึกปลอดโปร่งแม้แต่ดวงจันทร์ยังฉายแสงนวลลงมาที่เขาราวกับจะร่วมแสดงความยินดี เขาถึงกับฮัมเพลงออกมาเบาๆ ภายหลังการอภิเษกสมรส เป็นธรรมเนียมที่เขาจะต้องใช้เวลาร่วมกับพระชายานานถึงสี่วันเพื่อแสดงความเคารพต่อผู้หลักผู้ใหญ่ แต่ไม่รู้ว่าการไปหานางสนมในคืนแรกของการอภิเษกสมรสนั้น นับเป็นธรรมเนียมด้วยหรือเปล่า 

จินซึงฮวี นางสนมที่ทำให้องค์รัชทายาทหลงใหลจนไม่สนใจแม้แต่พระชายา 

ชื่อจริงของนางคือแชยอน เป็นลูกสาวของเจ้าของโรงเตี๊ยมเล็กๆ รูปโฉมสะคราญและท่าทีอ่อนน้อมประหนึ่งต้นหลิวน้อยๆ จะเรียกว่าสาวงามล่มเมืองก็คงไม่ผิดนัก และด้วยความที่คลุกคลีอยู่ในโรงเตี๊ยม ทำให้ข่าวลือถึงความงามของนางโด่งดังไปทั่ว เชื้อเชิญให้ชายหนุ่มน้อยใหญ่ตบเท้ากันมาเพื่อเชยชมความงามนั้นอย่างใกล้ชิด 

แต่ไม่ว่าจะงดงามเพียงใด แต่ด้วยฐานะแล้วก็เป็นได้แค่สามัญชน ตามกฎมณเฑียรบาลแล้ว อย่าว่าแต่สนมเลย แค่เข้าวังก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ยากลำบาก ทว่าองค์รัชทายาทที่หลงใหลใบหน้าอันงดงามนั้นสามารถทำให้แชยอนเข้าวังมาในฐานะสนมได้ภายใต้เงื่อนไขคือต้องอภิเษกสมรสกับสาวพรหมจรรย์จากตระกูลสูงศักดิ์ที่ได้รับเลือก 

เอวบางราวก้านดอกไม้รับกับหน้าอกอวบอิ่ม ผิวขาวดุจงาช้างไร้รอยตำหนิ จินซึงฮวีภาคภูมิใจในความงามสมบูรณ์แบบหาใครเทียบไม่ได้ของตนเป็นอย่างมาก แต่มีข้อเสียคือขี้อิจฉา ริษยา จู้จี้จุกจิก และไม่ค่อยฉลาดเมื่อเทียบกับมาตรฐานของคนทั่วไป ทว่าในสายตาของฮอน ข้อเสียเหล่านั้นดูน่ารักไปอีกแบบ 

“พระสนมซึงฮวีเพคะ องค์รัชทายาทกำลังเสด็จมาเพคะ” 

วันนี้แชยอนเอาแต่นั่งส่องกระจกทั้งวันเหมือนเดิม พอได้ยินเสียงซังกุงก็สะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะดึงสีหน้าให้กลับคืนตามปกติ 

เมื่อคืนคงจะทรงทิ้งจินซึงฮวีคนนี้ไปพลอดรักกับพระชายาล่ะสิ คอยดูเถอะ 

แชยอนเม้มริมฝีปากแน่น ทำหน้าโมโห นั่งรอองค์รัชทายาทบนเก้าอี้ ฝ่ายฮอนที่อยู่ข้างนอกนั้นไม่รู้ตัวเลยว่าเกิดอะไรขึ้นข้างในบ้าง ปกติแล้วถ้าถึงตอนนี้จินซึงฮวีน่าจะวิ่งเท้าเปล่าออกมาต้อนรับแล้ว เขาชะเง้อคอมองหาพร้อมทั้งส่งเสียงร้องเรียกนางสนมของเขาอย่างไม่อายข้าราชบริพาร 

“แชยอน ที่รักของเจ้ามาแล้ว ทำไมถึงไม่ออกมา เจ้าทำอะไรอยู่” 

“ฝ่าบาทไม่ใช่ที่รักของข้าแล้วเพคะ!” 

แม้แต่เสียงปนสะอื้นยังน่ารักจนอดยิ้มไม่ได้ ฮอนนั่งลงข้างๆ เก้าอี้ตัวที่นางนั่งพลางมองแชยอนที่ก้มหน้างุดๆ แล้วเอ่ยขึ้น 

“เป็นอะไรไปอีกเล่า งอนที่ข้าไม่กลับมาหาเจ้าเมื่อคืนงั้นหรือ เจ้าช่างน่ารักเสียจริง เงยหน้ามองข้าหน่อยสิ” 

“ทำไมข้าต้องงอนด้วยล่ะเพคะ” 

“แชยอน” 

“ข้านั่งเฝ้าวังทั้งวันรอฝ่าบาทจนรากจะงอกอยู่แล้ว ทำไมทรงทำกับหม่อมฉันแบบนี้ล่ะเพคะ” 

ฮอนปลอบอยู่นานแต่นางก็ไม่ยอมเงยหน้า มีแต่จะงอแงหนักขึ้น ทว่าหากเป็นคำพูดของแชยอน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร ฮอนจะรับฟังเสมอเขาจึงได้แต่ข่มความหงุดหงิดไว้ในใจ 

อันที่จริงที่เขาต้องแต่งงานกับหญิงเสียสติก็เพื่อให้นางได้ขึ้นตำแหน่งพระสนมไม่ใช่หรือ ในคืนเข้าหอที่อยู่กับพระชายาเขาก็คิดอยู่ว่าจะต้องมาหาแชยอน แต่ก็ต้องนอนที่นั่นด้วยความจำเป็น แล้วมันก็แค่คืนเดียวเอง ตนต้องไปทำความเคารพผู้หลักผู้ใหญ่หลายต่อหลายที่ กว่าจะได้มาหา แต่นางกลับไม่แม้แต่จะมองหน้า แล้วยังต่อปากต่อคำไร้เหตุผล มันไม่เกินไปหน่อยอย่างนั้นหรือ 

“คราวนี้ไม่ทรงทิ้งหม่อมฉันไปอีกล่ะเพคะ เขาลือกันไปทั่วว่าทรงแสดงความรักกันหวานหยดกับพระชายาคนสวยนั่น” 

“พอได้แล้ว” 

เสียงของเขาทุ้มต่ำลงเป็นการเตือนแชยอนครั้งสุดท้าย ทว่าแชยอนที่กำลังโศกเศร้าไม่ตระหนักถึงเรื่องนั้นเลย 

“ไปเถอะเพคะ เดี๋ยวพระชายาผู้แสนดีจะต้องรอจนหามรุ่งหามค่ำ รีบเสด็จไปวังซึงกอนเลยสิเพคะ!” 

ครั้งนี้มากเกินไปแล้ว คำพูดยโสโอหังนั้นสะเทือนความหยิ่งในศักดิ์ศรีของฮอน หว่างคิ้วของฮอนบิดเบี้ยวด้วยความหงุดหงิด 

“ได้ คิดว่าข้าไปไม่ได้อย่างนั้นหรือ” 

แชยอนได้ฟังแล้วก็คิดในใจว่าจะทรงเสด็จไปวังซึงกอนจริงๆ หรือไม่ แต่ก็ยังไม่ยอมเงยหน้าขึ้น และนั่นคือความผิดพลาดครั้งสุดท้าย ฮอนเตะประตูก่อนจะเดินออกไปพร้อมกับตะโกนใส่ขันทีเหมือนตั้งใจจะให้ได้ยิน 

“ไปวังซึงกอนกันเถอะ!” 

แชยอนตกใจรีบวิ่งออกมาร้องเรียกฝ่าบาทๆ หากแต่ว่ามีเพียงเสียงร้องของหรีดหริ่งเรไรเท่านั้นที่ตอบกลับมา เมื่อองค์รัชทายาทก้าวออกไปแล้วจะมีไม่วันย้อนกลับมา 

 

* * * 

 

ฮอนมาที่วังซึงกอนซึ่งเป็นที่ประทับของพระชายาด้วยความโมโห แต่คราวนี้จะทำอย่างไรดี เพราะไม่มีความกล้าที่จะเข้าไป ได้แต่เดินเตร็ดเตร่อยู่ที่ลานด้านหน้าเหมือนนกกระจอก พลางถามความเห็นจากขันทีอย่างขลาดๆ 

“เสด็จเข้าไปเถอะพ่ะย่ะค่ะ ทรงเป็นพระชายาที่ทรงอภิเษกด้วยเมื่อวานนี้ ต้องทรงกำลังรออยู่แน่นอนพ่ะย่ะค่ะ” 

ภาพผมสยายและมีเลือดหยดจากปลายนิ้วของรยูฮาเมื่อคืนลอยขึ้นมา จะต้องไปเผชิญหน้าอีกทั้งๆ ที่ยังกลัวไม่หาย ช่างเป็นความรู้สึกที่ไม่สบายใจเอาเสียเลย แต่บุรุษพูดแล้วไม่คืนคำ ฮอนที่หยิ่งในศักดิ์ศรีของตนเป็นอย่างมาก หากพูดอะไรออกไปแล้วก็จะทำอย่างที่พูด ชายชาตรีที่ไม่สามารถรักษาไว้ได้แม้แต่คำพูดของตนเองคงไม่หลงเหลือศักดิ์ศรีอะไรไว้ให้ต้องอับอายอีกแล้ว เฮ้อ...หน้าอกของฮอนพองโตขึ้นและหดกลับลงตามการสูดลมหายใจ 

“ไม่ต้องขานบอกนะ ข้าจะเข้าไปเลย” 

หลังจากสูดลมหายใจเข้าแล้ว ฮอนก็ทำใจแข็ง ก้าวเข้าไปในตำหนัก และให้เหล่าข้าราชบริพารถอยออกมา 

เหมือนจะได้ยินเสียงแปลกๆ ดังขึ้น หรือจะคิดไปเอง เขากลืนน้ำลายลงคอ และเริ่มขยับเท้าก้าวเดินผ่านทางเดินมืดๆ ตรงไปยังห้องของพระชายาที่อยู่ด้านในสุด ในตอนที่ห้องของนางซึ่งจุดไฟสว่างเพียงห้องเดียวค่อยๆ ใกล้เข้ามานั้นเอง จึงได้รู้ว่าเสียงแปลกๆ ที่ได้ยินในตอนแรกนั้น เขาไม่ได้คิดไปเอง 

“ฮึก...อือ ฮึก...” 

ฮอนค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้อย่างเงียบเชียบ และหยุดลงที่หน้าประตู เสียงดังกล่าวดังออกมาจากห้องของรยูฮาตามที่คิดไว้ เสียงยังคงดังต่อเนื่องราวกับจะขาดใจเหมือนถูกอะไรบีบคั้น เสียงร้องไห้ของสตรี หรือว่าจะร้องไห้เพราะผิดหวังในตัวสวามีที่ไปหาสนมในคืนที่สองหลังการแต่งงาน จริงสิ ถึงจะเสียสติอย่างไร แต่สุดท้ายแล้วก็คือผู้หญิง ความรู้สึกเห็นอกเห็นใจล้นขึ้นมาเต็มอก 

ดีแล้วที่มาที่นี่ ข้าเป็นสวามีก็ต้องเป็นคนปลอบสิ 

“พระชายา...” 

ฮอนก้าวเข้าไปในห้องอย่างระมัดระวัง สีหน้าของฮอนที่เห็นบรรยากาศภายในห้องดูเยียบเย็นลง 

“อ๊ะ ฝ่าบาท” 

“เจ้ากำลังทำอะไรน่ะ” 

“ทำไมฝ่าบาทถึงเสด็จมาที่นี่ล่ะเพคะ” 

รยูฮาที่กำลังนอนคว่ำอยู่บนเตียงถามถึงธุระพลางลุกขึ้นนั่งโดยไม่เอ่ยคำทักทาย และใช้หลังมือปาดหางตา หยดน้ำตาที่คลออยู่ถูกเช็ดหายไปจากผิวขาวนวล 

“ข้าไม่ได้ถามเจ้าอยู่หรอกหรือว่าพวกนี้มันคืออะไร” 

ฮอนชี้ไปที่เตียงที่รยูฮานอนคว่ำอยู่เมื่อสักครู่ พูดให้ชัดเจนคือหนังสือที่กองเป็นภูเขาอยู่ข้างๆ อันที่จริงแล้วรยูฮากางหนังสือเล่มหนึ่งอยู่ในมือ และกำลังกลั้นหัวเราะจนท้องหดเกร็ง 

“อย่างที่ทรงเห็นเพคะ” 

ฮอนแทบลืมสิ่งที่ตั้งใจจะพูด เมื่อได้ยินคำตอบมั่นอกมั่นใจนั้น แทนคำตอบ ฮอนเดินไปที่เตียงแล้วหยิบหนังสือที่กองอยู่ขึ้นมาอ่านหน้าปกทีละเล่ม 

“ค่ำคืนของนายหญิง ใต้เท้ากับเทพธิดาทั้งเก้า กามารมณ์และความเชื่อ” 

หนังสือพวกนี้เป็นหนังสือที่มีชื่อเสียงโด่งดัง เขียนด้วยลายมือสละสลวยดูไม่เข้ากับชื่อที่ดูลามกอนาจาร ไม่รู้ว่าเอาหนังสือนิยายเยอะแยะขนาดนี้เข้ามาในพระราชวังได้อย่างไร 

“ข้าเห็นพระชายากำลังอ่านหนังสือต้องห้ามอยู่” 

“ใช่เพคะ หม่อมฉันเป็นพระชายาที่จะต้องดูแลราษฎร การที่ต้องมาอยู่ในวัง ทำให้หม่อมฉันไม่สามารถรู้ได้เลยว่าราษฎรมีชีวิตเป็นอย่างไร หม่อมฉันจึงต้องอาศัยการอ่านหนังสือเพื่อช่วยในการวิเคราะห์วิถีชีวิตของราษฎรอย่างใกล้ชิดเพคะ” 

ความคิดเห็น