email-icon facebook-icon Twitter-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 3

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 779

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 17 มี.ค. 2563 07:38 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 3
แบบอักษร

 

 

 

 

 

 

บทที่ 3

 

"เสิ่น...กู่..."

 

"ห๊ะ? "

 

เสิ่นกู่มึนงงไปชั่วขณะ เลือดที่ซึมออกมาจากผ้าทำเอาเสิ่นกู่ลืมไปหมดทุกอย่าง เดินวนไปมาอย่างลนลานคิดหาวิธีร้อยแปดจะช่วย อย่างน้อยก็ต้องช่วยห้ามเลือดเอาไว้ก่อนหรืออะไรสักอย่าง จนสายตาเหลือบไปเห็นอ่างน้ำกับผ้าขาวแผ่นเล็กๆ ม้วนหนึ่งว่างอยู่ เขากลืนน้ำลายก่อนจะสูดหายใจเข้าลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้วกลั้นใจไปหยิบทั้งหมดนั่นมาวางไว้ข้างเตียง

 

เมื่อก่อนเขาก็เคยเป็นเด็กซนคนหนึ่ง วันๆ ขยันหาแต่แผลมาให้แม่ทำแผลให้ โดนบ่นประจำ แต่ถ้าให้เทียบแผลเล็กๆ จากการขี่จักรยานล้มแล้วหรือมีเรื่องชกต่อยกับเด็กที่โตกว่า แผลที่เลือดไหลพรากเป็นสายน้ำขนาดนี้ก็ทำเอาเขาผวาเหมือนกัน

 

ถึงจะไม่รู้ว่าที่นี่ที่ไหน คนตรงหน้าเป็นใคร แต่ในฐานะมนุษย์ด้วยกันแล้วไม่ช่วยก็ดูจะใจไม้ไส้ระกำเกินไป ว่าแล้วเขาก็ลงมือแกะผ้าพันแผลออกช้าๆ ทว่ากลับมีปัญหาเรื่อง...นอน ใช่..ในเมื่อคนคนนี้นอนทับผ้าแบบนี้แล้วจะแกะเอาผ้าเก่าออกยังไงล่ะ ปัญหาคือเขาไม่กล้าไปขยับตัวอีกคนมาก ถ้าเกิดแผลฉีกจนเลือดไหลซิบหมดตัวขึ้นมา ไม่เท่ากับเขาฆ่าคนตายหรอกหรอ

 

เขามือไม้สั่นไม่รู้จะทำยังไงก็ปีนขึ้นเตียงไม้ทรงหรูก่อนจะกางขายืนคร่อมอีกคน เขาพยายามจะยกตัวอีกโดยจำลองตัวเองเป็นลอกดึงคนขึ้นด้วยมือข้างหนึ่ง ขณะที่ดึงผ้าพันแผลออกด้วยด้วยมืออีกข้างหนึ่ง แต่ประเด็นคือ ตัวหนักชิบหาย แล้วผ้านี่มันพันกี่รอบเนี่ย!

 

สุดท้ายเขาก็ทำสำเร็จ โดยที่ใช้เวลาราวครึ่งชั่วโมงได้ ถึงเวลาจริงอาจจะไม่ถึงก็ตาม แต่เมื่อเทียบกับความเหนื่อยอย่างกับว่าตัวเองเป็นนักกีฬายกน้ำหนักแล้วบอกเลยว่านานมาก เล่นเอาเหงื่อแตกไหลอาบหน้าลงไปถึงเท้าเลยมั้ง

 

เสิ่นกู่บ่นอุบอิบ"คนบ้าอะไรหนักชิบหาย กินเสือหรือหมีเข้าไปเนี่ยครับ บอกที! "

 

ถึงอีกคนจะนอนนิ่งเป็นศพก็ตาม แต่เสิ่นกู่ก็พยายามเต็มที่ในการเป็นบุรุษพยาบาลชั่วคราวช่วยเปลี่ยนผ้าพันแผลแล้วลูบหัวปลอบ ถึงจะไม่ได้ลูบหัวปลอบจริงๆ ก็ตามที พอเขาลองพิจารณาแผลที่หน้าท้องแล้วก็ได้แต่ขนลุกเกลียว แผลที่เห็นลากยาวยังกับแผลผ่าตัดคล้ายกับว่าโดนฟันด้วยของมีคมมา แถมเลือดยังไหลเป็นทางด้วยถึงจะไม่มากแต่ก็ไหลแหละ เสิ่นกู่เริ่มที่จะคิดบางอย่างแต่เขาก็คิดไม่ออกเสียที จนหัวแทบจะระเบิดออกมาก็ยังคิดไม่ออก

 

อะไรช่วยห้ามเลือดหวา

 

ปิ๊ง!

 

คิดไม่ออกโว้ย!

 

สุดท้ายเขาก็ใช้ผ้าพับทบกันหลายๆ ชั้นเป็นสี่เหลี่ยมแล้วเอากดแผลไว้อย่างเบามือ ก่อนจะพยายามอีกรอบในการพันแผลให้ใหม่ ซึ่งก็คงต้องพยายามกันอีกรอบ

 

เวลาผ่านไปอีกพันปี (...) การพันแผลแบบลวกจนสุกก็เสร็จ เขายังแอบผูกเป็นโบว์เล็กๆ ให้อีกด้วย ถึงมันจะดูน่ารักไม่เข้ากับตัวก็ตาม เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นเลือดก็ดูเหมือนจะซึมออกมาอีกเล็กน้อยทว่าก็ไม่มาก เขาพึ่งมาคิดได้ทีหลังว่าต้องหายาทาให้ก่อนค่อยพันแผล สายตาก็เหลือบไปเห็นถ้วยเล็กๆ ที่เขียนปิดป้ายไว้ว่ายาห้ามเลือด เสิ่นกู่อยากจะแขกหัวแล้วเองแล้วเขวี้ยงยาลงพื้นจริงๆ แต่ทำแผลเสร็จไปแล้วนี่สิและเขาไม่มีทางทำใหม่แน่นอน เรื่องอะไรจะต้องเสียเวลาเหนื่อยกายทำให้ด้วย

 

พอคิดได้แบบนั้นเขาก็เลิกสนใจยาแล้วหันมาสนใจคนที่อยู่บนเตียงแทน เขาพึ่งมาสังเกตหน้าตาชัดๆ ก็ตอนนี้เอง เมื่อกี้ลนลานกลัวแต่จะทำคนตายจนไม่ได้ดูว่าหน้าตาเป็นยังไง คิ้วดกดำเป็นหมึกอย่างกับในภาพวาด ตาคมกริบ ถึงจะหลับตาแต่ถ้าลืมตาขึ้นมาคงเป็นคนที่สายตาฆ่าคนได้แน่ๆ เขาจับเปลือกตาของอีกคนขึ้นก็พบว่าดวงตาเป็นสีดำสนิทชวนหลงไหล คล้ายเป็นคนลึกลับน่าคนหา โครงหน้ารับกับจมูกและปากได้อย่างลงตัว กรามใหญ่แต่ไม่ได้เหมือนฝรั่ง ปากหนาแต่เรียวบาง หน้าซีดไปหน่อยแต่โดยรวมแล้ว...หล่อ

 

เสิ่นกู่เผลอใช้มือเกลี่ยไกล่ตามใบหน้าของอีกคนอย่างลืมตัว ลูบไปลูบมาก็เริ่มจะเคลิ้ม เขามองอย่างคนกำลังตกหลุมรัก มุมปากยกยิ้มขึ้นทุกครั้งที่อีกคนคิ้วกระตุกคล้ายกับรับรู้ถึงสัมผัส ใบหน้าปานเทพบุตรขนาดนี้ทำไมเขาพึ่งมาเจอกันนะ นี่ถ้าเขาไม่เข้าข้างตัวเองมากเกินไป คนคนนี้ต้องเป็นคนที่ฟ้าส่งมาให้เขาแน่ๆ (ไม่ได้เข้าข้างตัวเองจริงๆ นะ)

 

ว่าแล้วเสิ่นกู่ก็คล้ายจะหน้าแดงขึ้น ซุกหน้าลงกับเตียงก่อนจะทุบรัวๆ ไม่คิดว่าตัวเองจะต้องมากรี๊ดกร๊าดผู้ชายที่หลงไหลได้ปลื้มแบบนี้ ถือว่าเป็นครั้งแรก สุดท้ายเขาก็ต้องดึงสติตัวเองกลับมาก่อนจะมองไปรอบๆ จากที่ตาค้างอยู่แล้วยิ่งตาค้างไปกันใหญ่ นอกจากสถาปัตยกรรมอันทรงคุณค่าแล้ว ที่นี่มันคือห้องแบบโบราณชัดๆ ทั้งข้าวของเครื่องใช้การจัดห้องแบบนี้

 

เสิ่นกู่เป็นพวกบ้าของโบราณอยู่แล้ว พอมาเห็นห้องแบบนี้อดีนลีนมันก็พุ่งพล่าน เดินไปทั่วห้อง พร้อมกับสำรวจ ดูจากเตียงก่อนเลย เนื้อไม้ชั้นดี เห็นแล้วก็รู้ว่าเป็นการทำเตียงจากวิธีธรรมชาติ ฝูกก็นิ่มเกินกว่าจะเป็นฟองน้ำ นุ่น! นุ่นแน่ๆ การเย็บแบบนี้ไม่มีทางเป็นเครื่องจัก เป็นการเย็บมือที่โคตรงานฝีมือ พื้นไม้เงาวับ ที่ตั้งแจกันแกะสลัก แจกันทรงโบราณ ถึงมันจะดูใหม่ แต่เห็นได้ชัดว่าไม่มีทางเป็นของก๊อปปี้แน่นอน ไหนจะพนัง เพดาน หน้าต่าง ประตู ทุกอย่างมัน...มัน...

 

งดงามไปหมด!..

 

เขาแทบน้ำตาไหลพรากทั้งชีวิตฝันอยากจะมีห้องแบบนี้ แต่ไม่ว่าจะจัดยังไงก็ไม่เข้า สุดท้ายก็ไม่สวนกระแสอีกต่อไป จัดห้องสไตล์โมเดิร์นมันซะเลย แต่แบบนี้มัน...

 

กรีดร้องในใจ

 

เอะ! แต่มันแปลกๆ นะ?

 

หรือว่าเขาจะย้อนมาในอดีต!!

 

เสิ่นกู่เอามือปิดปากแต่แววตากลับยิ้ม ถ้าเขาย้อนอดีตมาจริงๆ แปลว่าเรื่องราวในประวัติศาสตร์เขาก็จะได้รู้ได้เห็นแบบ4D แถมยังอาจจะได้เข้าไปมีส่วนร่วมกับมันด้วย แค่คิดในใจก็ลิงโลดเป็นลูกลิงได้กล้วย ไม่คิดไม่ฝันว่าเรื่องแบบนี้จะมีอยู่จริง ตอนที่เข้ามาในกระจกครั้งแรกยังคิดว่าตัวเองเป็นโรคประสาทหรือสมองมีปัญหาหรือเปล่า แต่ตอนนี้เขาแน่ใจร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่ได้ฝัน ไม่ได้คิดไปเอง เรื่องจริงล้วนๆ

 

เขาเดินไปนั่นนี่จนเกิดย่ามใจขึ้นมา แล้วเดินไปที่ประตูก่อนจะเปิดออกเสียกว้าง ทว่าตรงหน้าเขากลับมีป้าแก่ๆ คนหนึ่ง ในมือถือตระกล้าอะไรสักอย่าง มีขวดกระเบื้องเล็กๆกับลูกประคบด้วย เธอมองเขาด้วยใบหน้าเหวอ อย่าว่าแต่ป้าเลยเขาเองก็เหวอไม่ต่างกัน นิ่งกันไปครู่ใหญ่ป้าแกก็ร้องตะโกนออกมา ตระกล้าในมือร่วงลงพื้นกระจัดกระจาย

 

"ช่วยด้วยมีคนลอบเข้ามาในจวน! มีคนลอบเข้ามาทำร้ายท่านแม่ทัพ! "

 

เสิ่นกู่ตกใจทำอะไรไม่ถูก ปิดประตูดังปัง เขาหากลอนล็อก แต่ก็หาไม่เจออะไรเลย ซ้ำยังได้ยินเสียงฝีเท้าจำนวนมากวิ่งอยู่ข้างนอก ใจยิ่งเต้นไม่เป็นจังหวะ สุดท้ายก็ล้มเลิกหากลอนประตูแล้ววิ่งกลับไปหากระจกแทน พอเขาวิ่งเสียงข้างนอกก็ยิ่งดัง

 

ทหาร!?

 

ทหารแน่เลย ตัวจริงแน่ๆ ถึงอยากจะเห็นแต่ตอนนี้คงเห็นไม่ได้ ทว่าพอเขากำลังจะวิ่งไปถึงกระจกซึ่งมันก็ส่องแสงสว่างรอรับอย่างกับรู้ทัน แต่แขนเขากลับถูกคว้าเอาไว้ก่อน เมื่อมองลงมาก็พบว่าคนที่นอนตายเมื่อกี้กำลังจับแขนเขาไว้ พร้อมกับจ้องหน้าเขานิ่ง พูดเสียงเบาจนแทบไม่ได้ยินว่า"อย่าไป..."

 

เสิ่นกู่รีบร้อนหันซ้ายก็ทหาร หันขวาก็กระจก หันมาตรงกลางล่างก็เป็น..."คุณ...เอ่อ...ชื่ออะไร ชื่อน่ะ.."

 

อีกฝ่ายไอตัวโยนก่อนที่มือที่จับเขาไว้มันจะยิ่งบีบแรงมากขึ้น ถึงจะเจ็บแต่ไฟที่จี้ตูดเขาอยู่ก็ทำให้เขาเหมือนโดนยาชา รีบเร่งขึ้น"นี่มีชื่อไหม ผมถามชื่อคุณอยู่นะ รีบตอบเร็วๆสิ"

 

"หลี่...หลี่หมิงซื่อ...ข้าชื่อหลี่หมิงซื่อ...เจ้า..."

 

ประตูถูกเปิดขึ้นดังปัง เสิ่นกู่ไม่มีเวลามาชื่นชมชื่อหรือหาความหมายชื่อตอนนี้เลยสะบัดมือตั้งแต่อีกฝ่ายยังพูดไม่จบถึงจะดูเสียมารยาทก็ตามที ก่อนจะพุ่งตัวเข้าใส่กระจกแบบไม่กลัวว่าหน้าจะกระแทก ได้ยินเสียงแววๆ ถามไล่หลัง"จะได้....พบเจ้าอีกหรือไม่..."

 

พรึ่บ!

 

ตุบ!

 

ออกมาจากกระจกได้สิ่งที่เขารู้สึกคือเจ็บจมูกแบบสุดๆ พอลองมองดูเงยหน้าดูก็พบว่าเป็นห้องของเขาแล้ว แต่มันมืดจนแทบมองไม่เห็น เขาลุกขึ้นก็ร้องโอยออกมาทันที แต่ก็ยังกลั้นใจไปเปิดไฟที่อยู่หน้าห้อง ก่อนจะมองไปรอบๆ ห้อง เขาเอามือลูบหน้าก่อนจะหลุดหัวเราะออกมา ถ้าบอกว่าเขาเป็นบ้าตอนนี้เขาก็เชื่อว่าตัวเองเป็นบ้าจริงๆ

 

เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อกี้มันเกินจะอธิบายจริงๆ เขาสามารถย้อนอดีตได้ แถมยังย้อนไปเจอ...เอะ...ชื่ออะไรนะ! หลี่...หมิงซื่อ ใช่ หลี่หมิงซื่อ

 

พอนึกถึงใบหน้าอันหล่อเหลาแล้วเสิ่นกู่ก็หน้าแดงก่อนจะกอดหมอนข้างกลิ้งไปมาบนเตียง คืนนี้คงนอนไม่หลับแน่ๆ ผู้ชายอะไรจะหล่อได้ขนาดนั้น แต่หลี่หมิงซื่อ...ไม่เคยได้ยินชื่อเลย อยู่ประวัติศาสตร์หน้าไหน หรือว่าอยู่นอกแผนที่กัน ในประเทศจีนมีแผนดินกว้างใหญ่ไพศาล ไม่แน่ว่าอาจเป็นเมืองที่ยังไม่เคยขุดค้นพบ

 

เสิ่นกู่คิดไปคิดมาก็เริ่มอยากจะรู้เรื่องนี้ซะแล้ว เมื่อก่อนสนใจแต่ของโบราณตอนนี้คงต้องเริ่มศึกษาประวัติศาสตร์ควบคู่ไปด้วย ถึงอาจารย์จะสอนจนปากเปียกปากแฉะแล้วก็ตาม ก็คนมันสนใจแค่ของโบราณนี่ แค่รู้ว่ามันเก่าแค่ไหน มีอายุเท่าไหร่ก็พอแล้ว

 

แต่โดยรวมแล้วคือ...เขาอยากเจอหลี่หมิงซื่ออีก รู้แบบนี้เอาโทรศัพท์ไปถ่ายรูปเอาไว้ด้วยก็ดี ไม่รู้ว่ากระจกนี่จะเปิดให้เขาย้อนเวลาอีกเมื่อไหร่ด้วย แต่คงไม่น่าจะนานหรอกน่า

 

1 เดือนผ่านไป

 

เสิ่นกู่นั่งเรียนแบบไม่มีสมาธิดังเช่นเคย เหม่ยหลินกับเยี่ยนฉือเองก็ได้แต่มองหน้ากัน เยี่ยนฉือก็เริ่มเปิดประเด็น

 

"นี่ยัยเหม่ยหลิน เสี่ยวกู่เป็นอะไรไปทำไมทำหน้าเหมือนคนอกหักแบบนั้นน่ะ"

 

เหม่ยหลินตอบกลับเสียงเบา"ฉันจะรู้ไหมล่ะ ก็นั่งอยู่ด้วยกันกับนายเนี่ย"

 

เยี่ยนฉือต่อ"นี่มันเดือนหนึ่งแล้วนะ ฉันว่าเราไม่ควรปล่อยให้เรื่องมันนิ่งแบบนี้ เกิดเสี่ยวกู่ฆ่าตัวตายประชดความรักขึ้นมาล่ะ"

 

"โอ้ย จะบ้าหรอยะ ยังไม่รู้เลยว่าเสิ่นกู่อกหักหรือว่าเป็นโรคซึมเศร้า ใครมันจะไปฆ่าตัวตายเพราะเรื่องโง่ๆ กันล่ะ"

 

เยี่อนฉือกระพริบตาปริบๆ แต่ต่อมาก็พูดขึ้นอีก"นี่ยัยเหม่ยหลิน อย่ามาดูถูกพลังแห่งรักเชียวนะไม่เห็นรึไงว่าข่าวฆ่าตัวตายส่วนใหญ่ก็มาจากเรื่องความรักทั้งนั้น"

 

เหม่ยหลินทำท่าคิด จะว่าไปมันก็จริง เรื่องแบบนี้ใช่ว่าบุคคลที่สามจะเข้าใจ แต่ก็ยังไม่แน่สักหน่อย พวกเขายังไม่รู้ว่าเสิ่นกู่กำลังคิดเรื่องอะไรถึงได้หงอยนานเป็นเดือนขนาดนี้

 

หลังจากเลิกคาบเรียนในช่วงเช้า พวกเขาต่างก็เก็บของพากันย้ายตัวเองมาที่โรงอาหารของมหาลัย เสิ่นกู่ก็ยังคงเหม่อลอยคล้ายกับคนกำลังรออะไรสักอย่าง บางครั้งก็ชะเง้อคอมองไปยังที่โล่งๆ นานสองนาน พอมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตาเหม่ยหลินก็เริ่มสอบปากคำ"เสิ่นกู่นายบอกฉันมาเลยนะ นายกำลังรักใครอยู่หรือเปล่า"

 

เสิ่นกู่ที่เอาแต่เหม่อก็พยักหน้าอย่างลืมตัว เยี่ยนฉือกับเหม่ยหลินต่างอ้าปากค้างกันทั้งคู่ หันกลับมาถามต่ออีก"แล้วคนคนนั้นเป็นใครอ่ะ"

 

เสิ่นกู่ตอบ"หลี่หมิงซื่อ"

 

เยี่ยนฉือทวนคำ"หลี่หมิงซื่อ หลี่หมิงซื่อไหนอะ ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนเลยอยู่คนละมหาลัยกับเราหรอ"

 

เสิ่นกู่ส่ายหน้าก่อนจะถอนหายใจ"อยู่ไกลกันมาก ฉันอยากไปหาแล้ว"

 

เหม่ยหลินกับเยี่ยนฉือยิ่งมองหน้ากันหนัก คิ้วทั้งสองขมวดเข้าหากัน มองพิจารณาเสิ่นกู่ดีๆ อาการแบบนี้มันอาการคลั่งรักของเด็กมัธยมชัดๆ

 

เยี่ยนฉือยังซักต่อ"อยู่ไกลกันมากเลยหรอ"

 

เสิ่นกู่พยักหน้าก่อนจะหันมามองหน้าทั้งสองคน สีหน้ากลับเปลี่ยนเป็นเอาจริงเอาจัง ก่อนจะพูดขึ้น"พวกนายเชื่อไหมว่าจะมีพลังลึกลับบางอย่างเกิดขึ้นบนโลกนี้จริงๆ แบบที่ไม่ได้ฝันหรือคิดไปเอง"

 

เหม่ยหลินคิ้วกระตุก พูดว่า"มี...มีมั้ง"

 

เยี่ยนฉือทำท่าคิดก่อนจะยิ้มแฉ่งพูดว่า"อยู่มหาลัยต่างจังหวัดหรอ"

 

เหม่ยหลินเอ็ดขึ้น"เขาไปถึงไหนกันแล้ว พูดเรื่องอะไรของนายอยู่ห๊ะ! "

 

เสิ่นกู่ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ก่อนจะนั่งกินข้าวไปเงียบๆ ต่อ ถึงเขาจะกินไม่ลงเลยก็ตาม แต่คาบเรียนต่อไปต้องใช้สมองเยอะ จะมามัวคิดว่าไม่อยากไม่กินไม่ได้

 

....

 

........

 

...................

 

หลี่หมิงซื่อนั่งอยู่ภายในห้อง หลังจากถูกตัดสินโทษโดนกักบริเวณให้อยู่แต่ในจวน สิ่งที่หลี่หมิงซื่อพอจะทำได้ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมาก็คือการรักษาแผลกับฝึกดาบเล็กๆ น้อยๆ เป็นการออกกำลังกาย นอกเหนือจากนั้นคงเป็นการนั่งนิ่งอยู่บนตั่งนอน ทอดมองไปยังกระจกที่ไร้วี่แววเงาของใครบางคน

 

ในตอนนั้นสติของเขานั้นเหลือน้อยจนแทบไม่มี ซ้ำยังไม่มีเวลาจะได้กล่าวแนะนำตนเลย ทว่าตัวเขาได้เอ่ยนามตนเองไปแล้ว ไม่รู้ว่าอสูรน้อยหรือเทวดาตนนั้นจะจดจำชื่อของเขาได้หรือไม่ ทว่าน่าเสียดายที่เขาไม่ได้รับชื่ออีกฝ่ายตอบกลับมา หลังจากที่ทหารบุกเข้ามา หลี่หมิงซื่อก็โกรธจนทำลายข้าวของเสียหายพังยับเยิน ทว่าบาดแผลและความเหนื่อยล้าก็ทำให้เขาหมดสติลงในที่สุด ในวันถัดมาถึงสามารถมีสติมานั่งเฝ้ากระจก มือลูบไล้ผ้าพันแผลที่ดูไม่เรียบร้อย พลางคิดว่าอีกฝ่ายจะออกมาเอ่ยนามตนเองอีกเมื่อไหร่ เวลาก็ได้ล่วงเลยมาถึงหนึ่งเดือนเสียแล้ว

 

เวลานี้เป็นยามที่ดอกไม้ใบหญ้าผลิบาน เสียงนกขับกล่อมบทเพลงดังไม่หยุด ต้อท้อต้นใหญ่ในสวนเริ่มออกใบและผล ทว่าสิ่งเหล่านั้นหาสำคัญไม่ จวนแม่ทัพงดงามจนอยากอวด

 

อวดให้กับปีศาจน้อยผู้นั้น

 

เสิ่นกู่ หากนึกนามแท้จริงยังไม่ได้เขาก็จะเรียกอีกฝ่ายเช่นนี้ไปก่อนก็แล้วกัน หากสวรรค์ส่งคนผู้นั้นมาให้เขาจริง ไม่นานเกินรอเขาคงได้พบกันอีก

 

"เสิ่นกู่ เมื่อใดเจ้าจะมาหาข้าอีก"

 

แม้ว่าจะเอ่ยออกมาอีกสักกี่หน เบื้องหน้าก็ไม่ปรากฏร่างของเด็กหนุ่มอยู่ดี เขาลุกขึ้นก่อนจะเดินไปที่กระจก จ้องมองตนเองในนั้น แล้วหวังให้มันกลายเป็นอีกคน ยืนอยู่จนกระทั่งป้าเยว่นำสำรับอาหารเย็นเข้ามา

 

หลี่หมิงซื่อ กล่าวถาม"ค่ำแล้วหรือ"

 

เยว่หลันพยักหน้าแทนคำตอบ ก่อนจะสั่งให้คนเอาสำรับเข้ามาจัด นางถามด้วยความเป็นห่วง"คุณชายเจ้าคะ เห็นคุณชายยืนอยู่หน้ากระจกบานนี้เสียนานแล้ว คุณชายกำลังทำอันใดหรือเจ้าคะ"

 

หลี่หมิงซื่อแววตาหม่นลง หันกลับไปหาหญิงวัยกลางคนที่ทำท่าเป็นห่วงเขาออกมาจากใจจริง ก่อนจะตอบออกไปว่า"ป้าเยว่ ท่านเชื่อในลิขิตสวรรค์หรือไม่"

 

"เจ้าคะ? "

 

"หากข้าบอกว่ามีคนผู้หนึ่งออกมาจากกระจกได้ และข้ากำลังรอคนผู้นั้นอยู่ป้าเยว่...ท่านจะเชื่อข้าหรือไม่"

 

นางมีสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อยก่อนจะค่อยๆ ย่อตัวลงไปรินชาที่โต๊ะให้ ก่อนจะกล่าวว่า"หากสิ่งที่คุณชายพูดเป็นความจริง ข้าน้อยก็ไม่อาจจะตัดสินได้ ในเมื่อคุณชายรออยู่ ..ก็รอเถิดเจ้าคะ"

 

หลี่หมิงซื่อรู้ว่านางไม่ได้เชื่อเขาแต่อย่างใด แต่คงคิดว่าเมื่อครู่เขากำลังบรรยายเปรียบเทียบเสียมากกว่า หลี่หมิงซื่อเองก็ไม่ได้คิดจะถือสา ทว่าจู่ๆ เยว่หลันก็พูดขึ้น"คิดว่าป้าไม่เชื่อคุณชายหรือเจ้าคะ"

 

หลี่หมิงซื่อขมวดคิ้ว"ป้าเยว่..."

 

เยว่หลันยิ้มบางก่อนจะกล่าว"คิดว่าที่ทหารวิ่งเข้าหอนอนของคุณชายเป็นเพราะอะไรกัน ครานั้นเด็กชายผมขาวผู้หนึ่งเปิดประตูออกมาพอดิบพอดี ป้าตกใจเสียแทบเป็นลม แต่พอเด็กคนนั้นวิ่งเข้ามาในนี้แล้วก็หายไป คุณชายก็อารวาดจนหมดสติ ป้าบอกตามตรงนะเจ้าคะ...ป้าเองก็ไม่อยากจะเชื่อเช่นกัน"

 

"ป้าเยว่เจอเขาหรือ"

 

"เจ้าคะ ครั้งหน้าหากคนผู้นั้นมา...เอาสิ่งนี้ให้แทนคำขอโทษของป้านะเจ้าคะ"

 

เยว่หลันยื่นกล่องบางอย่างที่ยกมาพร้อมสำรับ กล่องนี้มีขนาดพอควร พอเปิดออกมาก็พบว่าเป็นเสื้อผ้า ทว่าเมื่อเทียบกับชุดของเขานั้นดูตัวเล็กกว่ามาก เขาถามว่า"สิ่งนี้..."

 

"ดอกอวี้หลันที่สวนท้ายจวนกำลังบาน คุณชายคลุกอยู่แต่ในหอนอนเช่นนี้จึงไม่เห็น หากวันใดคนผู้นั้นมาคิดว่าคุณชายคงอยากพาไปกระมัง"

 

หลี่หมิงซื่อรู้สึกดียิ่งเมื่อมีคนเข้าใจ ไม่ว่าเมื่อไหร่เยว่หลันก็เป็นคนที่เข้าใจเขามากที่สุด ตั้งแต่เรื่องเล็กน้อยไปจนเรื่องที่เขาหาทางออกไม่ได้ เขาเก็บชุดสีขาวสะอาดนี้ไว้อย่างดี เมื่อนึกภาพของอีกคนสวมใส่ชุดนี้คงจะขาวละเอียดดุจหิมะยามเช้าเป็นแน่ เพียงแค่คิดมุมปากก็ยกยิ้มขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่

 

เขาย้ายตนเองมานั่งลงที่โต๊ะ สำรับคาวหวานถูกจัดแต่งจนงดงามไร้ที่ติ หากแต่ลิ้มรสเข้าไปกลับรู้สึกว่าเลิศรสกว่าที่เคยกินกว่าครั้งไหนๆ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะป้าเยว่รสมือดีขึ้นหรือเป็นเพราะเขาได้นึกถึงช่วงเวลาที่จะได้อยู่กับอีกคน อีกคนที่ได้พบกันเพียงไม่ถึงก้านธูป แต่กลับตราตรึงใจนานจนถึงตอนนี้

 

ทว่ายังไม่ทันได้อิ่มหนำ ต้าเฉิงคนสนิทของเขาก็เข้ามา เขาใช้ด้ามดามเคาะกับฉากกั้นไม้ก่อนจะกล่าวขออนุญาต"ท่านแม่ทัพ องค์หญิงไป๋ลู่เสด็จมาขอรับ"

 

มือของหลี่หมิงซื่อชะงัก ใบหน้าที่ยิ้มแย้มเมื่อครู่กลับเรียบนิ่ง องค์หญิงไป๋ลู่ไม่ได้มาหาเขาเป็นครั้งแรก แต่หนึ่งเดือนที่ผ่านมาก็สองครั้งแล้ว และดูเหมือนจะมาเรื่อยๆ เสียด้วยซ้ำ เขาถอนหายใจออกมาก่อนจะกล่าวถาม"องค์หญิงอยู่ที่ไหน"

 

ต้าเฉิงตอบ"ห้องโถงใหญ่ขอรับ ป้าเยว่กำลังตอนรับนางอยู่"

 

"บอกนางว่าข้าขอเตรียมตัวสักครู่แล้วข้าจะไป"

 

"ขอรับ"

 

เมื่อจบหน้าที่ ต้าเฉิงก็ถอยออกจากห้องไป ต้าเฉิงเป็นคนที่เข้าใจอะไรง่าย และรู้จุดยืนของตัวเอง ถ้าให้เทียบรูปร่างหน้าตานับว่าหล่อเหลา แต่กลับตัวเล็กยิ่งกว่าเขาเสียอีก ในคราสอบคัดเลือกทหารหลี่หมิงซื่อยังเคยคิดว่าตัวเล็กเช่นนี้จะสามารต่อสู้กับผู้ใดได้ แต่ตอนนี้ไร้ข้อกังขา ต้าเฉิงไม่ใช่เพียงต่อสู้ได้ ยังมีไหวพริบและความเร็วอันเหลือเชื่อ ซ้ำพละกำลังยังมากกว่าที่เห็น

 

ทว่าอย่างไรแล้วข้อเสียใหญ่ของต้าเฉิงคงจะเป็นท่าทางที่นิ่งราวกับน้ำแข็งนี่กระมัง นอกจากสีหน้าบึ้งตึงในสนามรบ น้อยครั้งนักที่จะเห็นต้าเฉิงยิ้มออกมา เรื่องหญิงงามยิ่งไม่ต้องพูดถึง ไม่เคยชายตามองนางใดสักนาง เอาแต่ตามติดเขากล่าวว่าทหารที่ดีต้องซื่อสัตย์ต่อนายเพียงผู้เดียว เพราะเหตุนี้การที่เขาต้องอยู่แต่ภายในจวนจึงทำให้ต้าเฉิงอยู่ที่นี่เช่นกัน

 

หลี่หมิงซื่อวางตะเกียบลง ก่อนจะเดินไปหน้ากระจก ส่งสายตาเว้าวอนไปหวังว่าอีกคนจะรับรู้ก่อนจะคว้าเสื้อคลุมมาสวม เรียกให้สาวใช้เข้ามาเก็บสำรับกลับไป

 

เขาเดิมตามสวนกลางจวนมาจนถึงห้องโถงใหญ่ ค่ำคืนนี้มืดมิดไร้แสงจันทร์และดวงดารา น่าหวาดกลัวยิ่งนัก แต่ไม่ว่าจะน่ากลัวเพียงใดมันก็หาได้มีสิ่งใดเกิดขึ้น

 

ทันทีที่มาถึงห้องโถงกลาง หลี่หมิงซื่อก็คุกเข่าลงข้างหนึ่งพร้อมกับกล่าวสรรเสริญ"ขอองค์หญิงไป๋ลู่มีพระชนมายุยิ่งยืนนาน"

 

ไป๋ลู่ลุกพรวดขึ้นจากที่นั่ง นางยิ้มอย่างดีใจก่อนจะกล่าว"พี่หลี่ ข้า..."

 

"มีสิ่งใดกับกระหม่อมหรือพ่ะย่ะค่ะ"

 

นางชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มออกมาดังเดิม นางกล่าว"พี่หลี เรียกข้าไป๋ลู่ได้หรือไม่ เหตุใดทุกครั้งที่ข้ามาท่านถึงทำท่าห่างเหินถึงเพียงนี้"

 

หลี่หมิงซื่อตอบ"มันเป็นสิ่งที่กระหม่อมสมควรกระทำ"

 

นางพยักหน้าเล็กน้อย ในเมื่อหลี่หมิงซื่อยืนยันจะเรียกนางเช่นนั้นก็ได้ ทว่าเรื่องที่นางอยากจะพูดจริงๆ มันหลังจากนี้ต่างหาก นางเดินเข้ามาหาหลี่หมิงซื่อก่อนจะออกเสียงสั่ง"พี่หลี่ ท่านลุกขึ้นเถอะ"

 

หลี่หมิงซื่อไม่ได้ขัด เขาลุกขึ้นตามที่นางว่า แต่ก็ไม่ได้ขยับไปไหน นางเห็นแบบนั้นก็ทำหน้าหม่นลง กล่าวว่า"พี่หลี่ ท่านถูกลงโทษให้อยู่แต่ในจวนตลอดชีวิต ข้าไม่อยากเห็นท่านถูกขังเช่นนี้ เพราะแบบนั้นข้าจึงอยากหาทางออกให้กับท่าน"

 

หลี่หมิงซื่อขมวดคิ้ว"กระหม่อมไม่เข้าใจพ่ะย่ะค่ะ องค์หญิงต้องการพูดอะไรกับกระหม่อม"

 

"พี่หลี่ แต่งงานกับข้าเถอะ"

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

คำถาม"พี่หลี่แต่งงานกับข้าเถอะ"

 

1 ตกลง

 

2 ไม่! ข้าไม่ชอบผู้หญิง

 

5555ขำๆ เนาะ แต่ก็น่าจะรู้คำตอบอยู่แล้วเนาะ กำลังหลงกันขนาดนี้คงจะแต่งกับคนอื่นได้หรอก

 

เจอกันตอนหน้าจ้า

 

 

 

 

ความคิดเห็น