ทั้งที่รู้สึกเกลียดตั้งแต่ยังไม่เคยเจอหน้า แต่สวรรค์กลับนำพาให้ทั้งคู่พานพบกัน

ชื่อตอน : ตัดครั้งที่ 7

คำค้น : ทำไมข้าต้องอยากตัดแขนเสื้อท่าน ตัดแขนเสื้อ ฟิคป๋อจ้าน อ้ายหมิง หานตง ซือเป่า 18+ นิยายวาย นิยายจีนย้อนเวลา

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.2k

ความคิดเห็น : 14

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ก.ค. 2563 19:17 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตัดครั้งที่ 7
แบบอักษร

ตัดครั้งที่ 7

วันที่เก้า เดือนห้า ปีที่ยี่สิบหกในรัชสมัยสมเด็จพระจักรพรรดิเฉิงแห่งราชวงศ์ฮั่น

จักรพรรดิฮั่นเฉิงผู้ไร้ซึ่งทายาททรงแต่งตั้งองค์ชายจางเหว่ย พระราชนัดดาซึ่งเป็นโอรสของติ้งเถาอ๋องผู้ครองเมืองติ้งเถาขึ้นรับตำแหน่ง ‘หวงไท่จื่อ*’ สืบทอดบัลลังก์ทองต่อไป

หวงไท่จื่อหรือองค์รัชทายาทจางเหว่ยใช้แม่น้ำหวางเหอเป็นเส้นทางในการกลับสู่เมืองหลวงเพื่อความรวดเร็ว เนื่องจากพลานามัยขององค์ฮ่องเต้ไม่สู้ดีเท่าไหร่นัก

เข้ายามเฉิน (07:00 – 08:59 น.) ได้เพียงครึ่งชั่วยาม เรือลำใหญ่สมฐานะองค์รัชทายาทสืบทอดบัลลังก์มังกรก็เริ่มเคลื่อนตัวออกจากท่าน้ำ

ณ หัวเรือปรากฏร่างระหงภายใต้อาภรณ์แสนงดงามของชายหนุ่มผู้มีฐานันดรสูงกว่าผู้ใดในเรือ

หลังตั้งตรงมือไขว้หลัง ไม่ว่าจะเดินหรือนั่ง ทุกท่วงท่าของชายหนุ่มยังคงงามสง่าเหมาะสมกับฐานะของตน

ดวงตาคู่เหยี่ยวเหม่อมองบรรยากาศสองข้างทาง จดจำทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นในเมืองแห่งนี้ เก็บไว้เป็นความทรงจำแสนมีค่าและใช้ย้ำเตือนตัวเองว่าเคยผ่านเรื่องราวอะไรมาบ้างกว่าจะได้มายืนอยู่ในจุดนี้

จนเมื่อดวงตาของเขาสบเข้ากับร่างของใครบางคนที่ยืนอยู่บนเนินเขาสูง บุคคลซึ่งเป็นทั้งสหายคู่คิดและศิษย์ร่วมอาจารย์

สหายที่อยู่ข้างกายเขาเสมอ ตั้งแต่ย่างกายเข้ามาอาศัยในเมืองแห่งนี้

ทั้งที่เป็นถึงโอรสของติ้งเถาอ๋อง พระอนุชาขององค์จักรพรรดิ

แต่กลับถูกส่งให้มาเล่าเรียนในที่แสนไกล ต้องปิดบังฐานะอันแท้จริง อยู่อย่างชาวบ้านทั่วไป

แม้ในวันที่หมดบุญของผู้เป็นบิดา จางเหว่ยก็ไม่สามารถกลับไปยังเมืองติ้งเถาได้เพราะคำสั่งของผู้เป็นบิดาที่ว่าหากเล่าเรียนไม่สำเร็จก็ห้ามย่างกายกลับไปนั้น ถูกใครบางคนใช้เป็นเครื่องมือขัดขวางไม่ให้เขากลับไป

...คนที่หวังจะให้บุตรชายของตนสืบต่อตำแหน่งติ้งเถาอ๋องจากบิดาของเขา

แต่ในตอนนี้ตำแหน่งนั้นก็ไม่มีความหมายอีกต่อไป เมื่อเขาถูกแต่งตั้งให้เป็นหวงไท่จื่อผู้สืบทอดราชบัลลังก์จักรพรรดิและในภายภาคหน้าเขาก็จะอยู่เหนือผู้ใดในแผ่นดินนี้

“สามปีแล้วหรือ” ชายหนุ่มพึมพำถึงระยะเวลาที่เขาได้เข้ามาพำนักยังเมืองแห่งนี้ ซึ่งเท่ากับระยะเวลาที่เขาได้รู้จักกับชายผู้นั้น

จางเหว่ยยังจำวันแรกที่ถูกส่งมายังเมืองแห่งนี้ได้ เด็กหนุ่มที่อายุได้เพียงสิบหกปีถูกส่งมาให้อยู่เพียงลำพังในเมืองที่ไกลแสนไกล

ต้องห่างจากผู้เป็นมารดา มีบ่าวรับใช้เพียงไม่กี่คนติดสอยห้อยตามมา สภาพแวดล้อมและการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไปย่อมทำให้เกิดความกลัว

ทุกสิ่งรอบกายในยามนั้นเป็นเหมือนศัตรูที่หมายเข้ามาเอาชีวิตของเขา รอยยิ้มปั้นแต่งที่ถูกส่งมาให้นั้นเป็นเหมือนลูกดอกอาบยาพิษ ไม่มีความจริงใจ มีแต่ความหลอกลวง ทุกคนล้วนคิดถึงผลประโยชน์ของตัวเองเป็นหลักมากกว่าสิ่งอื่นใด

แต่ในวันที่เขาไม่สามารถเชื่อใจใครได้และไม่สามารถบอกใครได้ว่าตัวเองคือใคร เขากลับได้รู้จักสหายทั้งสามคน นั่นก็คือต่งซุนเทียน ใต้เท้าหมิงหรือหมิงจือและห่วงกู่

คนทั้งสามกลายมาเป็นศิษย์ร่วมอาจารย์กับเขา ซึ่งคนที่จางเหว่ยสนิทมากที่สุดก็คือต่งซุนเทียน ผู้ซึ่งเข้าหาเขาด้วยความจริงใจ สิ่งไหนถูกก็ว่าไปตามถูก สิ่งไหนผิดก็ว่าไปตามผิด

หลายต่อหลายครั้งที่ทะเลาะกันเพราะความเห็นไม่ลงรอย แต่สุดท้ายก็กลับมาคุยกันเหมือนเดิม ซึ่งหลายเหตุการณ์ที่ผ่านมาทำให้เขาเชื่อว่าคนผู้นั้นคือมิตรมิใช่ศัตรู

ชายหนุ่มส่งยิ้มบางๆ ให้สหายรักที่อยู่เคียงข้างกันมา แทนคำขอบคุณ เมื่ออีกคนประสานมือค้อมกายทำความเคารพก่อนที่รอยยิ้มนั้นจะกว้างขึ้นเมื่อเห็นอีกหนึ่งบุคคลก้าวเข้ามายืนเคียงข้างซุนเทียน

หากต่งซุนเทียนคือสหายที่ดีที่สุด ต่งหานตงก็คือคนที่เขาอยากปกป้องที่สุดเช่นกัน

หานตงผู้มีร่างกายอ่อนแอมาตั้งแต่เด็ก แค่เพียงลมพัดใบไม้ไหวก็อาจทำให้คนผู้นั้นล้มหมอนนอนเสื่อไปได้หลายวัน

ครั้งแรกที่เจอกันคือในวันที่เขาไปยังบ้านของต่งซุนเทียน เด็กน้อยผิวขาวราวกระดาษซ่อนตัวอยู่หลังพี่ชาย ไม่กล้าแม้แต่จะปรากฏกายออกมาสบตา พอแกล้งหยอกเย้ามากๆ ก็ร้องไห้จ้า วิ่งกลับไปหาผู้เป็นมารดา

ทุกครั้งที่พบกันหานตงช่างดูบอบบางไร้เรี่ยวแรง ราวกับว่าอีกคนสามารถสลายหายไปได้ทุกเมื่อ

แต่ถึงอย่างนั้นผู้ที่ทำให้เขากับต่งซุนเทียนกลับมาสมานฉันท์เมื่อทะเลาะกันได้นั้นก็คือเด็กคนนี้

หากจะกล่าวว่าเขาแพ้น้ำตาของหานตงก็คงมิผิด แต่จะกล่าวให้ถูกคือเขาต้องการเห็นรอยยิ้มของหานตงมากกว่า

หานตงในสายตาของเขาคือเด็กน้อยขี้แย ขี้กลัว และอ่อนแอ ทั้งที่เป็นแบบนั้น แต่ทำไมเมื่อคืนถึง...

ความร้อนไล่ขึ้นมาตามใบหน้าเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ยิ่งยกมือขึ้นแตะยังริมฝีปากของตัวเอง จางเหว่ยก็รู้สึกเหมือนจะจับไข้

...เด็กคนนั้นไปเรียนรู้เรื่องราวพวกนี้มาจากไหนกัน

 

“องค์รัชทายาท สู้ๆ พ่ะย่ะค่ะ!!”

จางเหว่ยต้องหลุดหัวเราะกับท่าทางของเด็กหนุ่มที่กำลังกระโดดโลดเต้นชูผ้าผืนใหญ่ในมือโบกสะบัดไปมา ภาพที่เห็นทำให้เขาลืมเรื่องที่คิดอยู่ไปในทันที

จางเหว่ยดูไม่ออกว่ารูปที่ปรากฏบนผ้าผืนนั้นคือรูปอะไรและหานตงต้องการสื่ออะไร ใช่เป็ดหรือเปล่านะ?

ถึงจะไม่เข้าใจแต่จางเหว่ยก็ยังส่งยิ้มกลับไปเพื่อแทนคำขอบคุณ

...ขอบคุณที่ทำให้เขายิ้มได้เสมอ

 

“พระองค์คือผู้ที่ยอดเยี่ยมที่สุด! สู้ๆ!” คนบนฝั่งยังคงส่งเสียงตะโกนดังลั่น ชูป้ายเชียร์ที่วาดรูปเหยี่ยวโผบินเพื่อเป็นกำลังใจให้คนบนเรือ ยิ่งเห็นรอยยิ้มขององค์รัชทายาทเด็กหนุ่มก็ยิ่งส่งเสียงดังและออกท่าทางมากยิ่งขึ้น

“เจ้าทำอะไร?” ซุนเทียนหันมาถามด้วยความไม่เข้าใจในสิ่งที่เด็กหนุ่มกำลังทำ

“ข้ากำลังส่งกำลังใจให้องค์รัชทายาท องค์รัชทายาทสู้ๆ องค์รัชทายาทสู้ๆ” เด็กหนุ่มหันกลับไปตอบผู้เป็นพี่ก่อนจะตั้งหน้าตั้งตาตะโกนต่อ

“ท่าทางเจ้าประหลาดยิ่งนัก แล้วนั่นภาพอะไร นกเป็ดน้ำหรือ?”

“ข้าวาดภาพเหยี่ยวไม่ใช่นกเป็ดน้ำ” ซือเป่าตอบกลับไป ก่อนจะหันกลับไปตั้งหน้าตั้งตาส่งเสียงเชียร์เพื่อเป็นกำลังใจให้คนบนเรือต่อ

...มองเหยี่ยวเป็นนกเป็ดน้ำได้ยังไง พวกไม่มีศิลปะในจิตใจก็แบบนี้แหละ

 

ผู้เป็นพี่ชายทำได้แค่ส่ายหน้าไปมาก่อนจะเดินจากไป เมื่อเห็นว่าเรือพระที่นั่งได้แล่นผ่านไปแล้ว

เด็กหนุ่มที่ถูกทิ้งเอาไว้เพียงลำพังยังคงส่งเสียเชียร์ไม่หยุด จนเมื่อแน่ใจว่าผู้เป็นพี่เดินจากไปไกล เขาก็กระตุกยิ้ม

...คิดจะสร้างความทรงจำในวันลาจากงั้นเหรอ เหอะ ฝันไปเถอะ

เด็กหนุ่มกลับมายืนนิ่งมองส่งเรือลำนั้นไปจนสุดสายตา ถึงแม้เรือพระที่นั่งจะแล่นหายไปเหลือเพียงแม่น้ำอันกว้างใหญ่ ดวงตาของเด็กหนุ่มก็ยังคงจดจ้องอยู่ที่ปลายทางนั้น

“คุณชายขอรับ! คุณชายยยย” เสียงเรียกโหยหวนดึงเด็กหนุ่มออกจากความคิดให้หันไปสนใจ

“คุณชายกลับจวนเถอะขอรับ” คนมาใหม่ทั้งหอบทั้งพูดจนแทบฟังไม่เป็นภาษา

“ข้าขอยืนต่ออีกสักพัก” ซือเป่าตอบกลับไป เขายังอยากยืนโง่ๆ คิดอะไรไปเรื่อย

“ไม่ได้นะขอรับ ยืนตากแดด ตากลมแบบนี้ ท่านจะไม่สบายเอาได้นะขอรับ” เสี่ยวกวงรีบขัดขึ้นในทันที

“ข้ารู้ตัวข้าดีหรอกน่า” ซือเป่าตอบกลับไปพร้อมถอนหายใจ บางครั้งเจ้าก็ทำตัวน่ารำคาญเกินไปนะ เสี่ยวกวง

“คุณชายกลับจวนเถอะขอรับ ข้าขอร้อง”

...หากท่านหายตัวไปอีก หลังของเสี่ยวกวงคงไม่พอให้โบยเป็นแน่

“กลับก็กลับ” สุดท้ายก็ต้องยอมตอบรับเมื่ออีกคนทรุดนั่งลงกอดขาของเขาเอาไว้ แถมยังทำท่าจะร้องไห้อีกด้วย

“เชิญคุณชายขอรับ” เสี่ยวกวงรีบลุกขึ้นยืนด้วยความดีใจ ทั้งนำทางทั้งปาดน้ำตาไปด้วย

...เสี่ยวกวงดีใจยิ่งนักที่หลังของตัวเองปลอดภัยเสียที

.....................................................

 

“คุณชาย! คุณชายอยู่ไหนขอรับ!” ในวันนี้เสี่ยวกวงก็ต้องวิ่งวุ่นอีกครั้งเมื่อไม่เห็นนายของตน

“เป็นเหาฉลามรึไง ตามอยูู่ได้” คนถูกเรียกพึมพำด้วยความเบื่อหน่าย ดวงตาคู่คมยังคงจดจ้องอยู่ที่มีดสั้นในมือไม่ยอมเผยที่ซ่อนของตัวเอง

“จางเหว่ย ท่านกำลังทำอะไรอยู่” เด็กหนุ่มเอ่ยถามมีดสั้นในมือ ประหนึ่งพูดคุยกับผู้ที่ให้มา

“ท่านสบายดีรึเปล่า” ทั้งที่รู้ดีว่าคำถามที่เอ่ยออกไปนั้น คนที่จากไปเป็นเดือนไม่มีทางได้ยิน แต่เด็กหนุ่มก็ยังคงอยากถามไถ่

“ท่านรู้หรือไม่ข้าเบื่อมาก”

ในแต่ละวันมีแต่กินกับนอนสลับกับการฝึกใช้มีดสั้น บางวันเขาก็แอบไปที่สะพานเพื่อหาทางกลับร่างเดิมในโลกปัจจุบัน

แต่ไม่ว่าจะกระโดดน้ำ หรือดำลงไปสักกี่ครั้ง เขาก็ยังไม่สามารถหาทางกลับบ้านได้เสียที

ทั้งที่ตอนเข้ามาอยู่ในร่างนี้ใหม่ๆ เขาก็ใช้ชีวิตในจวนแบบนี้ แต่ทำไมหลังจากผ่านเรื่องราวในป่า แล้วกลับมาอยู่อีกครั้งมันถึงได้น่าเบื่อขนาดนี้

...เป็นเพราะอะไร เพราะไม่มีท่านอยู่ตรงนี้อย่างนั้นหรือ

“คุณชายขึ้นไปทำอะไรตรงนั้นขอรับ ลงมาเถอะขอรับ คุณชายยยยย”

คนที่กำลังควงมีดสั้นต้องก้มลงไปมองเมื่อเสียงโหยหวนนั้นดังอยู่ด้านล่างตรงจุดที่เขานั่งอยู่

“ประเดี๋ยวข้าลงไป” ซือเป่าตอบกลับไปแบบส่งๆ และไม่คิดที่จะเริ่มขยับร่างกายเสียที

“ลงมาเถอะขอรับ หากท่านเกิดตกลงมาข้าจะทำเยี่ยงไร” เสี่ยวกวงยังคงส่งเสียงโหยหวนไม่เลิก

ไอ้เด็กนี่ก็เป็นห่วงเขาซะจริงมองไม่ออกรึไงว่าร่างกายของเขาในตอนนี้แข็งแรงกว่าเมื่อก่อนมาก

ซือเป่าไม่รู้หรอกว่าก่อนหน้านี้หานตงใช้ชีวิตยังไง ร่างกายถึงอ่อนแอแบบนั้น

ในตอนนี้เขาแค่กินอาหารครบห้าหมู่ ออกกำลัง พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ต้องดื่มยาบำรุงอะไรนั่น ร่างกายก็กลับมาแข็งแรงอย่างเห็นได้ชัด แขนซูบผอมก่อนหน้านี้เริ่มมีเนื้อหนังและเริ่มมีกล้ามแล้วด้วย

“แต่นายหญิงเรียกหาท่านอยู่นะขอรับ”

“แล้วทำไมเจ้าไม่รีบบอกข้า” เด็กหนุ่มรีบกระโดดลงจากต้นไม้ในทันทีเมื่อได้ยิน

“คุณชาย!!” เสี่ยวกวงตะโกนเสียงดังลั่นพร้อมรีบยกมือปิดตาของตัวเองเอาไว้ด้วยความกลัว

...คุณชายตกต้นไม้แข้งขาหัก ตายแน่ครั้งนี้เสี่ยวกวงไม่รอดแน่ๆ

“อะไรของเจ้า” ซือเป่าที่เท้าแตะพื้นโดยไม่มีส่วนไหนแตกหัก เอ่ยถามก่อนจะผลักหัวคนสนิทด้วยความหมั่นไส้

...จะกลัวอะไรนักหนา เขาไม่ใช่หานตงคนอ่อนแอนั่นสักหน่อย

“ท่านอย่าทำแบบนี้อีกนะขอรับ” เสี่ยวกวงขาสั่นพั่บๆ จนแทบลงไปนั่งกองกับพื้น

“เฮ้อ...” ซือเป่าถอนหายใจก่อนจะเหน็บมีดสั้นที่เอวแล้วเดินตรงไปยังเรือนของผู้เป็นมารดาด้วยท่าทางไม่ทุกข์ร้อน

“ทำไมเดี๋ยวนี้ท่านถึงชอบทำอะไรเสี่ยงๆ หลังของเสี่ยวกวงไม่พอให้โบยนะขอรับ” บ่าวคนสนิทรีบวิ่งตามหลังผู้เป็นนายไม่ห่าง

“นี่เจ้าห่วงข้า หรือห่วงหลังของตัวเองกันแน่” ซือเป่าแกล้งถามกลับไป

“ห่วงท่านสิขอรับ แต่ข้าก็กลัวถูกโบยเหมือนกันขอรับ” คนด้านข้างตอบกลับมาอย่างใสซื่อ

“ใครจะโบยเจ้ากัน” ซือเป่ายังคงก้าวเดินพร้อมถามไถ่เพื่อหาเรื่องคุย

“ทุกคนขอรับ ทั้งนายท่าน ทั้งนายหญิง และคุณชายใหญ่” เสี่ยงกวงตอบพลางนับนิ้วไปด้วย

“มีคนเป็นห่วงข้าขนาดนั้นเลยรึ” ซือเป่าตอบกลับไปไม่จริงจังนัก

ไม่แปลกที่ต่งฮูหยินผู้เป็นมารดาจะห่วงใยเขาซึ่งเป็นบุตร แต่ใต้เท้าต่งผู้เป็นบิดากับต่งซุนเทียน พี่ชายนี่สิ ความรู้สึกเมื่อพบหน้ากลับไม่เหมือนความห่วงใยที่ได้ยินมา

เมื่อพบหน้า ใต้เท้าต่งจะแผ่รังสีแสนกดดันมาให้เขาเสมอ สายตาที่ใช้มองหานตงเหมือนสายตาที่ใช้มองสิ่งของไร้ค่า มองตัวปัญหา แตกต่างจากที่มองซุนเทียนโดยสิ้นเชิง

ส่วนซุนเทียนผู้เป็นพี่ชาย ดูผิวเพินก็เหมือนพี่ชายที่เป็นห่วงเป็นใยในตัวน้องชาย แต่ไม่รู้ทำไมซือเป่ากลับรู้สึกว่าความห่วงใยที่อีกคนมีให้นั้นจอมปลอม

 

“แค่ก แค่ก”

“น้ำชาขอรับ” ซือเป่ารีบตรงไปรินน้ำชาให้ต่งฮูหยินที่ยังคงนอนซมอยู่บนเตียง

แค่วันก่อนนางออกไปยืนตากลมรอเขาที่แอบหนีออกไปยังสะพาน เพียงเท่านั้นนางก็ล้มหมอนนอนเสื่ออยู่หลายวัน

“อาตง ลูกไปไหนมา” นางจิบน้ำชาแล้วเอ่ยถามบุตรชายด้วยความเป็นห่วง

“ข้าฝึกมีดสั้นอยู่ที่สวน ข้าไม่ได้ไปไหนขอรับ” ซือเป่ารีบบอกผู้ที่เปรียบเสมือนมารดาของตนในร่างนี้ ก่อนจะรับชามยามาถือเอาไว้

“ท่านแม่ดื่มยาก่อนนะขอรับ” เด็กหนุ่มตักยาขึ้นมาเป่าไล่ความร้อนก่อนจะค่อยๆ ป้อนบุคคลตรงหน้าทีละช้อน

“ลูกอย่าหายไปไหนอีก แม่กลัวเหลือเกิน กลัวจะเสียเจ้าไป” หลังจากดื่มยาจนหมด ต่งฮูหยินก็จับมือของซือเป่าไปกุมเอาไว้

“ขอรับ ข้าจะอยู่ข้างท่านแม่ขอรับ ข้าจะไม่ไปไหนอีกแล้ว” เด็กหนุ่มกุมมือผู้เป็นมารดาก่อนจะเอ่ยคำมั่นด้วยรอยยิ้ม

“เห็นเจ้าสดใสเยี่ยงนี้แม่ก็สบายใจ” นางยกมือขึ้นไปลูบแก้มลูกชาย ที่ในตอนนี้เริ่มมีเนื้อหนังไม่เหมือนเมื่อก่อน

“ท่านแม่ก็พักผ่อนเยอะๆ นะขอรับ ท่านเจ็บไข้เยี่ยงนี้ ข้าที่เป็นลูกไม่อาจหาทางรักษาท่านได้ ข้าช่างอกตัญญูยิ่งนัก” ซือเป่ากอบกุมมือผู้เป็นมารดาเอาไว้แนบแก้ม ซึมซับความรักที่เขาไม่อาจได้รับในร่างเดิม

“ลูกอย่าโทษตัวเองเยี่ยงนั้น เพราะแม่ของเจ้าต่างหากที่ร่างกายอ่อนแอเกินไป แค่ก แค่ก” พูดได้ไม่เท่าไหร่นางก็เริ่มไออีกครั้ง

“ท่านแม่พักผ่อนเถอะขอรับ ข้าจะอยู่ตรงนี้จนกว่าท่านจะหลับ” เด็กหนุ่มเข้าไปช่วยพยุงผู้เป็นมารดาให้นอนลงก่อนจะกุมมือนางไว้แนบแก้ม

“อาตง ลูกรักของแม่” คนบนเตียงลูบแก้มบุตรชายก่อนที่เปลือกตาสีนวลจะเริ่มปิดลง

ซือเป่านั่งเฝ้าอยู่แบบนั้นจนมั่นใจว่าผู้เป็นมารดาหลับสนิท เขาจึงลุกขึ้นจัดแจงห่มผ้าห่มให้อีกคนก่อนจะเดินออกจากห้องมา

“อาการท่านแม่ไม่ดีขึ้น ทำไมจึงไม่เปลี่ยนท่านหมอ” ซือเป่าเอ่ยถามกลุ่มสาวใช้ที่ยืนอยู่ รักษาไม่หายสักทีก็ควรเปลี่ยนหมอเปลี่ยนยาไม่ใช่รึไง

“พวกข้าไม่ทราบเจ้าค่ะ” พวกนางต่างส่ายหน้าไปมาเป็นคำตอบ

...นั่นสิ พวกนางจะไปรู้อะไร คนที่จะตัดสินใจคือนายของบ้านหลังนี้ต่างหาก

“ท่านพ่อกลับมารึยัง”

“กลับมาแล้วเจ้าค่ะ ตอนนี้อยู่ที่ห้องหนังสือ”

เด็กหนุ่มพยักหน้ารับเมื่อได้คำตอบก่อนจะเดินตรงไปยังจุดหมายตามที่สาวใช้บอก

“ข้าขอรบกวนท่านพ่อ” ซือเป่าหายใจเข้าเต็มปอดก่อนจะเอ่ยขออนุญาตออกไป ถ้าเลือกได้เขาก็ไม่อยากพูดคุยกับคนคนนี้สักเท่าไหร่

“เข้ามา” เด็กหนุ่มเปิดประตูเข้าไปเมื่อได้รับอนุญาตก่อนจะพบว่าในห้องไม่ได้มีเพียงใต้เท้าต่ง แต่มีซุนเทียนอยู่ด้วย

“เจ้ามีอะไร” ผู้เป็นเจ้าของบ้านเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“ข้าอยากคุยกับท่านพ่อ เรื่องท่านแม่ขอรับ” เด็กหนุ่มประสานมือค้อมกายคำนับบุคคลทั้งสองก่อนจะเอ่ยออกไป

“มีสิ่งใดให้คุย” คำถามถูกส่งกลับมาก่อนคนพูดจะยกจอกน้ำชาขึ้นจิบ

“ข้าขอตัว” ซุนเทียนลุกขึ้นยืนก่อนจะคำนับผู้เป็นพ่อ

“อืม เรื่องที่เจ้าต้องการ พ่อจะหาทางให้” เมื่อใต้เท้าต่งตอบรับคำบุตรชายคนโต อีกคนก็เดินออกจากห้องไป

“มีอะไรก็ว่ามา” น้ำเสียงราบเรียบไร้ความรู้สึก แม้แต่หางตาคนพูดก็ยังไม่ชำเลืองมา

“ข้าอยากให้ท่านพ่อเปลี่ยนท่านหมอที่มารักษาท่านแม่ขอรับ” ซือเป่าตอบกลับไป

เขาไม่ได้คิดไปเองน้ำเสียงที่คนตรงหน้าใช้กับบุตรทั้งสองมันช่างแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

“ทำไมต้องเปลี่ยน เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าหากเปลี่ยนแล้วแม่เจ้าจะหาย”

“ข้าไม่รู้ขอรับ แต่หากท่านหมอผู้นี้ไม่สามารถรักษาท่านแม่ได้ก็ควรเปลี่ยน รวมทั้งยาที่ใช้รักษาด้วย” ซือเป่าตอบกลับไปอย่างชัดเจน

“ปัญหาไม่ได้อยู่ที่หมอ แต่อยู่ที่ร่างกายของแม่เจ้า” คนตรงหน้าหันมาสบตากับเด็กหนุ่มที่ยืนอยู่

“และคนที่ทำให้ร่างกายของนางเป็นแบบนี้ก็คือเจ้า” น้ำเสียงที่คนตรงหน้าใช้เริ่มดุดันขึ้น

“ข้าทราบขอรับ” เด็กหนุ่มก้มหน้ายอมรับผิดแต่โดยดี เขาได้ยินจากบ่าวรับใช้ว่าที่ต่งฮูหยินร่างกายอ่อนแอแบบนี้ก็เพราะคลอดบุตรชายนั่นก็คือหานตง

“แต่ข้าก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากดูแลท่านแม่ให้ดีที่สุด” เด็กหนุ่มเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง ดวงตาคู่คมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของผู้เป็นบิดา

“....” คนตรงหน้าเงียบไปก่อนจะยกจอกชาขึ้นดื่มอีกครั้ง

“อืม เจ้ากลับไปเถอะ” คนตรงหน้าพยักหน้ารับด้วยใบหน้าที่ยังคงเรียบเฉย

“ขอบคุณท่านพ่อขอรับ” เด็กหนุ่มประสานมือค้อมกายคำนับผู้เป็นบิดา ด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มในทันที

“หมดธุระแล้วก็ออกไป” คนตรงหน้าตัดบทก่อนจะก้มลงอ่านตำราในมือ

“ข้าขอตัวขอรับ” ซือเป่าบอกออกไปก่อนจะเดินออกจากห้องเพื่อกลับเรือนที่พัก เมื่อเสร็จธุระของตน

...หากเลือกได้เขาก็ไม่อยากเสวนากับคนผู้นี้สักเท่าไหร่

 

เด็กหนุ่มกลับมายังห้องของตนก่อนจะขึ้นไปนั่งชันเข่าข้างหน้าต่างเท้าคางเหม่อมองท้องฟ้าด้านนอกไปพร้อมการคิดอะไรเรื่อยเปื่อย

ต่งฮูหยินคือหนึ่งเหตุผลที่ทำให้เขาสับสนในการหาทางกลับไปยังยุคปัจจุบัน

ถึงนางจะไม่ใช่แม่ผู้ให้กำเนิด แต่ด้วยใบหน้าและความรักความอ่อนโยนที่อีกคนมีให้ ทำให้ซือเป่ารู้สึกผูกพันกับต่งฮูหยินเป็นอย่างมาก

หากเขากลับไปยังร่างเดิมได้ นางจะเป็นอย่างไร แล้วมั่นใจได้ยังไงว่าวิญญาณของหานตงจะสลับกลับเข้ามาอยู่ในร่างนี้อีกครั้ง

ถ้าหากไม่เป็นอย่างที่คิด เขากลับไปได้ แต่หานตงไม่กลับมาล่ะ นางจะเป็นเช่นไร นางจะเศร้าโศกขนาดไหน นางอาจใจสลายแล้วล้มป่วยจนตายตามลูกชายไปก็เป็นได้

“เฮ้อ...” เด็กหนุ่มทำได้แค่ถอนหายใจอย่างหมดหนทาง หาทางกลับก็ยังไม่ได้ ดันมีเรื่องให้เป็นห่วง แล้วยังความรู้สึกค้างคาในใจที่มีต่อใครบางคนอีกล่ะ

...เกิดเป็นซือเป่ามีแต่เรื่องให้ปวดหัวซะจริง

 

“อะไรน่ะ?” เด็กหนุ่มพึมพำขึ้นเมื่อบนท้องฟ้าที่มองอยู่นั้นปรากฏสิ่งมีชีวิต

“นกอะไรตัวใหญ่จัง เฮ้ย!” ซือเป่ายังไม่ทันจะได้พิจารณา เจ้านกตัวนั้นก็บินโฉบผ่านหน้าของเขาเข้ามาภายในห้อง โดยที่เด็กหนุ่มยังไม่ทันได้ตั้งตัว

“เหยี่ยว?” ซือเป่ารีบถอยไปชิดด้านหลังด้วยความตกใจ เมื่อนกที่ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในนักล่าปรากฏอยู่ที่ปลายเท้า

“ชิ่ว ชิ่ว” เด็กหนุ่มส่งเสียงไล่พร้อมโบกไม้โบกมือ เพราะไม่รู้จะทำยังไงให้เจ้านกตัวนี้ออกจากห้องไป จะเข้าไปจับก็กลัวมันจิก ดูจะงอยปากนั่นสิ สร้างบาดแผลได้ไม่น้อยเลยนะนั่น

ส่งเสียงไล่เท่าไหร่ เจ้านกตรงหน้าก็ยังไม่ยอมขยับ จนซือเป่าต้องหันไปหาไม้หรืออะไรยาวๆ เพื่อมาไล่มันออกไป

“ชิ่ว ชิ่ว ไปสิ แกจะเข้ามาทำไม” ซือเป่ายังคงตั้งหน้าตั้งตาไล่เจ้านกตัวนั้นไม่เลิก และคราวนี้ก็เป็นผลเมื่อมันเริ่มขยับ แต่ดันขยับมาทางเขาซะนี่

“เฮ้ยๆ ไปทางหน้าต่างสิ อย่ามาทางนี้!” เด็กหนุ่มว่าพลางขยับหนี นกจิกไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เป็นบาดทะยักได้เลยนะเว้ย

ซือเป่ารีบยกมือขึ้นมาบังหน้าของตัวเองเอาไว้ ถ้าถูกจิกอย่างน้อยเขาก็ต้องปกป้องใบหน้าอันหล่อเหลานี้เอาไว้ให้ได้

เด็กหนุ่มค่อยๆ ลดมือลงเมื่อสิ่งมีชีวิตตรงหน้าไม่ขยับเขยื้อนก่อนเขาจะพบว่าในตอนนี้มันมาอยู่ตรงหน้าของเขาแล้ว แถมใกล้กว่าเดิมอีกด้วย

ซือเป่านั่งตัวแข็งไม่กล้าขยับ สมองเริ่มประมวลผลว่าจะหนีไปทางไหนดี หรือจะจับเจ้านกตัวนี้มาย่างกินให้รู้แล้วรู้รอด

เจ้าเหยี่ยวเหมือนรู้ตัวว่าชะตากำลังจะขาด มันรีบยื่นขาออกมาให้เด็กหนุ่มเห็นชัดเจนกว่าเดิม

“อะไรอ่ะ?” ซือเป่าเอ่ยถามเจ้าเหยี่ยวตรงหน้า ทั้งที่รู้ดีว่ามันไม่มีทางตอบคำถามเขาได้ ก่อนจะยื่นมือออกไปแกะอะไรบางอย่างที่มัดอยู่ที่ขาของเจ้าสิ่งมีชีวิตนั่น

“แกเป็นนกส่งสารเหรอ” ซือเป่าพูดขึ้นเมื่อสิ่งที่มัดอยู่นั้นคือกระบอกเล็กๆ เอาไว้ใส่สารเหมือนที่เขาเคยเห็นในซีรีส์

...พึ่งรู้ว่าเหยี่ยวส่งสารได้ด้วยนึกว่ามีแต่นกพิราบ

“โอ๊ยๆ ไม่ใช่ก็ไม่ใช่สิจิกทำไม” เด็กหนุ่มต้องส่งเสียงร้องลั่น เมื่อเหยี่ยวตรงหน้าแผลงฤทธิ์จิกลงที่หลังมือของเขา ถึงจะไม่แรงมาก แต่จะงอยปากงองุ้มของมันก็สร้างความเจ็บปวดได้ไม่น้อย

เจ้าเหยี่ยวตัวแสบปลายสายตามองเขาเล็กน้อยก่อนจะสะบัดหน้าหนีอย่างถือตัว

“เจ็บนะเว่ย จะเป็นบาดทะยักไหมเนี่ย” ซือเป่าบ่นพลางสะบัดมือที่ถูกจิกไปมาก่อนจะถดตัวหนีเมื่อเจ้าตัวแสบเข้ามาใกล้แล้วทำท่าจะจิกเขาอีกครั้ง

“หยุดเลย ข้าจะได้อ่านไหม” ซือเป่าว่าพลางยกกระดาษแผ่นเล็กในมือสะบัดให้เหยี่ยวตรงหน้าดู

เด็กหนุ่มเลิกทะเลาะกับนกเมื่อมันยอมถอยออกไปก่อนจะหันมาสนใจกระดาษแผ่นยาวเพียงหนึ่งคืบ

ทันทีที่ซือเป่าเห็นตัวหนังสือซึ่งปรากฏอยู่บนแผ่นกระดาษ เขาก็ต้องชะงัก ตัวอักษรเพียงไม่กี่ตัวกลับทำให้น้ำตาของเด็กหนุ่มไหลริน

อนิจจา...เขาอ่านไม่ออก

ตัวอักษรจีนโบราณแบบนี้เขาจะไปอ่านออกได้ยังไง แค่จำภาษาจีนกลางกับภาษาประจำถิ่นบ้านเกิดก็แทบกระอักเลือดแล้ว

เด็กหนุ่มเงยหน้ามองเจ้าเหยี่ยวอย่างต้องการตัวช่วย แต่กลับได้สายตาถากถางมาแทน

“ทำยังไงดีล่ะ” ซือเป่าจะไม่กระวนกระวายใจขนาดนี้หากตัวอักษรสองตัวที่ปรากฏอยู่ท้ายข้อความนั้นไม่ใช่ตัวเดียวกันกับตัวอักษรซึ่งถูกสลักอยู่บนด้ามมีดสั้นและบนป้ายหยกแกะสลัก

ไม่ต้องเดาหรือรอให้เจ้าเหยี่ยวตรงหน้าตอบโต้ได้ เขาก็รู้ในทันทีว่าอักษรสองตัวนั่นอ่านว่า ‘จางเหว่ย’

“เอาล่ะ” ซือเป่ากระโดดลงจากที่นั่งเมื่อตัดสินใจอะไรบางอย่างได้

ในเมื่อไม่มีหนทางกลับไปยังโลกปัจจุบันและไม่รู้ว่าต้องอยู่แบบนี้ไปนานเท่าไหร่

“จากนี้ต่อไปข้าคือ ต่งหานตง” ไม่ใช่เพียงแค่ชื่อเจ้าของร่างกาย ต่อไปซือเป่าจะกลายเป็นหานตงทั้งจิตใจ

เขาจะต้องกลายเป็นหานตงที่ทั้งแข็งแกร่งและรอบรู้ ทำหน้าที่ในฐานะคุณชายรองต่ง เจ้านายของบ้านหลังนี้ให้ดีที่สุด และหวังเพียงว่าดวงวิญญาณของหานตงที่ซือเป่าเชื่อว่าอยู่ในร่างของตัวเองนั้นจะทำหน้าที่แทนเขาได้ดีเช่นกัน

จากนี้ต่อไปข้าจะทำหน้าที่ดูแลท่านแม่ของท่าน และข้าก็ขอฝากหน้าที่ดูแลปู่กับย่าและลู่หลินให้ท่านเช่นกัน

...ข้าจะเป็นท่านให้ดีที่สุด และท่านเองก็ต้องเป็นข้าให้ดีที่สุดเหมือนกัน

...นับตั้งแต่นี้ต่อไปจะไม่มีซือเป่าในร่างหานตง จะมีเพียงหานตง บุรุษรูปงาม แห่งตระกูลต่งเพียงเท่านั้น

........................................................

 

แขนเรียวกวาดยาวขนานกับพื้น เมื่อเห็นวิหคคู่ใจปรากฏกายบนท้องนภา

เหยี่ยวตัวใหญ่บินโฉบไปมาก่อนจะพุ่งลงมาเกาะที่แขนซึ่งสวมเกราะป้องกันอันตรายจากกรงเล็บอันแหลมคม

“ลำบากเจ้าแล้ว” เจ้าของลำแขนที่เจ้าเหยี่ยวนั้นใช้พักพิงเอ่ยด้วยรอยยิ้มก่อนจะหยิบเศษเนื้อมาป้อนเป็นรางวัลในการทำงานหนักของมัน

ให้รางวัลกับวิหคเพื่อนรักจนมันหายเหนื่อยเขาก็พามันกลับไปยังที่อยู่ประจำ

สารที่ถูกผูกติดกลับมานั้นถูกแกะออกมาคลี่อ่านอย่างเบามือ ก่อนที่คิ้วขององค์รัชทายาทจะขมวดยุ่งด้วยความไม่เข้าใจ

“ไยเจ้าถึงวาดรูปเต่ากลับมา” จางเหว่ยพึมพำกับกระดาษแผ่นเล็กในมือ เขาส่งสารไปบอกข่าวหานตงว่าตัวเองสบายดีและถามไถ่ว่าอีกคนเป็นเช่นไร แต่คำตอบที่ได้กลับกลายเป็นรูปเต่า

ความหมายของเจ้าคือสิ่งใดหานตง อวยพรให้ข้าอายุยืนอย่างนั้นหรือ?

นั่งตีความหมายจนปวดหัวสุดท้ายจึงทำได้แค่ทิ้งมันเอาไว้เป็นปริศนาธรรม

...เมื่อพบกันอีกคราข้าจะต้องรู้ให้ได้ว่ารูปเต่านี้หมายความว่าเยี่ยงไร

.......................................................

 

เด็กหนุ่มที่อยู่อีกเมืองยืนเหม่อมองพระจันทร์ทรงกลดในศาลากลางน้ำด้วยความคะนึงหาใครบางคน

คนที่เป็นเจ้าของริมฝีปากนุ่มที่หยิบยื่นให้เขาได้พิสูจย์ความรู้สึกบางอย่าง ด้วยการสัมผัสและลิ้มชิมรส

ศาลาทรงแปดเหลี่ยมเปรียบดังสถานที่แห่งความทรงจำ เพราะยังไม่สามารถเขียนตัวอักษรได้ หานตงจึงวาดรูปศาลาหลังนี้ส่งไปให้เพื่อเป็นการบอกอีกคนว่าเขายังคงคิดถึงเหตุการณ์ในค่ำคืนนั้น

...ท่านรอข้าไม่นาน ข้าจะตั้งใจศึกษาเล่าเรียน เพื่อเขียนจดหมายโต้ตอบท่านให้ได้

 

 

 

หวงไท่จื่อกับเหยี่ยวของเขา 

 

หมายเหตุ 

*หวงไท่จื่อ (皇太子) ตำแหน่งองค์ชายรัชทายาท ผู้สืบทอดราชบัลลังก์จักรพรรดิคนต่อไป 

 

>>>เสียงจากผู้แต่ง 

ตอนแรกตั้งใจทับศัพท์ตำแหน่งไปเลย แต่พู่คิดว่าใช้แบบนี้น่าจะดีกว่าเนาะ ส่วนศัพท์ไหนที่แปลเป็นไทยไม่โอเคพู่ขออนุญาตใช้ทับศัพท์ไปเลยนะคะ 

 

โถ่ๆๆๆๆ ซือเป่าของเรา จะสงสารหรือขำก่อนดี 

เขามีเขียนจดหมายหากันด้วยอ่ะแกรรรรรร 

อีกนานไหมกว่าทั้งคู่จะได้พบกัน 

ซือเป่าที่ตัดสินใจเป็นหานตงเต็มตัวจะทำยังไงต่อไป 

รอติดตามอ่านกันต่อไปจ้า 

แฮะๆ หายไปหลายวันเลยรอบนี้ พึ่งได้ออกจากป่ากลับมามีไฟฟ้าใช้จ้า ขอโทษทุกคนด้วย 

อ้อนวอนขอคอมเม้น มาคุยกันหน่อยสิว่าเป็นยังงงงงงง 

หากเมาส์มอยนิยายเรื่องนี้ลงโซเชียลอย่าลืมติด  

#ทำไมข้าต้องอยากตัดแขนเสื้อท่าน  

#หานตงอ้ายหมิง 

ด้วยนะจ๊ะ  

ติดตามการอัปเดตข่าวคราวได้ที่  

Facebook : Fic BY Pucca_ww 

TWITTER : @pucca_ww 

ความคิดเห็น