email-icon facebook-icon Twitter-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 2

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.6k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 15 มี.ค. 2563 14:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 2
แบบอักษร

 

 

 

 

 

 

บทที่ 2

 

"ผมไม่เอาหรอกลุง ของฟรีมีในโลกซะเมื่อไหร่"

 

ถึงเสิ่นกู่จะลั่นวาจาไว้แบบนั้น ทว่าในวันถัดมาเขาก็ยังจงใจเดินผ่านร้านขายของเก่าอยู่ดี ซ้ำยังหยุดยืนอยู่หน้าร้านนานสองนาน จนกระทั่งเหม่ยหลินกับเยี่ยนฉือโทรตามให้เขาเข้าเรียน แต่เขาก็ยังคิดเรื่องกระจกจนเรียนไม่รู้เรื่องเลยสักนิด ในใจยังภวงค์ว่ากระจกบานนั้นจะมีใครซื้อไปหรือยัง หรือว่าถ้าลุงคนนั้นให้ฟรีจริงๆ จะรับมาดีไหม หรือถ้าสมมติว่าเขาได้มาแล้วลุงจะมาเรียกเก็บเงินทีหลังเหมือนพวกมิฉาชีพในข่าวหรือเปล่า

 

เหม่ยหลิงเห็นเขานั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่ก็อดจะถามไม่ได้

 

"เสิ่นกู่ นายไหวหรือเปล่าเนี่ย นั่งทำหน้าตาน่ากลัวมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้วนะ"

 

เยี่ยนฉือเห็นแบบนั้นก็อดมีส่วนร่วมไม่ได้ ลุกขึ้นยืนก่อนจะยื่นมือผ่านหน้าเหม่ยหลินไปแตะหน้าผากเสิ่นกู่ ต่อมาก็ทำหน้าเหมือนกำลังคิดวิเคราะห์ ก่อนจะทำท่าตกใจสุดขีด

 

"ฉันรู้แล้ว! นาย....กำลังมีความรักสิท่า"

 

เสิ่นกู่อยากจะเอาหน้ามุดดินแล้วไม่กลับขึ้นมาบนโลกอีกตลอดชีวิต คนมีความรักที่ไหนเขาหน้านิ่วคิ้วขมวดกันล่ะ นอกเสียจากว่ากำลังจะโดนแฟนทิ้งน่ะ

 

เหม่ยหลินยื่นมือไปตบหัวเยี่ยนฉือจนหัวทิ่ม พูดว่า"คนมีความรักบ้าอะไรจะทำหน้าเป็นตูดขนาดนี้ละยะ ประสาท!"

 

เยื่อนฉือลูบหัวตัวเองปอยๆ พูดน้อยอกน้อยใจว่า"อะไรกันฉันรู้หรอกน่า ฉันแค่อยากให้หายเครียดเท่านั้นเอง"

 

เสิ่นกู่เงยหน้าขึ้นมามองทั้งสองคน เขาใช้สายตาพิฆาตใหทั้งสองหยุดได้แล้ว ไม่อย่างนั้นอาจารย์หวังคงได้ปาอะไรสักอย่างมา แล้วใครสักคนก็ต้องเจ็บตัวอย่างไม่ต้องสงสัย หรือไม่อาจจะถูกบ่นจนหูชาไปครึ่งคาบ แล้วก็ต้องโดนเพื่อนในห้องมองเหยียดเพราะไปทำเขาเสียการเรียน

 

ตอนแรกก็นึกว่าทั้งสองคนจะไม่ทำตาม ที่ไหนได้นั่งนิ่งจนหมดคาบเรียน วันนี้มีคาบเรียนเพียงคาบเดียว เสิ่นกู่จึงขอตัวกลับไปก่อนเหมือนเมื่อวาน ทว่าวันนี้เหม่ยหลินกลับไม่ยอมปล่อยไปง่ายๆ เธอถามอย่างจริงจังว่า"นี่เสิ่นกู่ ฉันก็ไม่ได้อยากยุ่งเรื่องของนายนะ แต่วันนี้นายทำหน้าเครียดมาทั้งวันแล้ว บอกมาซะดีๆ ว่ามีเรื่องอะไรกันแน่"

 

เยี่ยนฉือเมื่อได้ผู้นำก็ปรับตัวเข้ากับสถานการณ์อย่างรวดเร็ว ยืนหลังเหม่ยหลินแล้วค้ำเอวถามเช่นกัน"ใช่ นายบอกพวกเรามาเลยนะ"

 

เขามองทั้งสองคนอย่างปลงๆ ก่อนจะตัดสินใจเล่าเรื่องร้านขายของเก่าให้ฟัง ทั้งเรื่องที่ลุงเจ้าของร้าน (หรือเปล่า) จะยกกระจกโบราณราคาแพงให้เขาแบบฟรีๆ เหม่ยหลินก็ตอบออกมาอย่างรวดเร็ว

 

"เอาเลยสิ ให้ฟรีเลยนะ"

 

เยี่ยนฉือทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก จับไหล่ของเหม่ยหลินแบบแตะๆ ก่อนจะพูดว่า"ฉันว่า…ที่เสี่ยวกู่พูดมันก็น่าฟังนะ เกิดตาลุงคนนั้นเรียกเก็บเงินทีหลังจะทำยังไง ในกรณีแบบนี้แจ้งตำรวจไม่น่าได้นะ"

 

เหม่ยหลินทำหน้าเอือม"นี่เกิดเป็นคนทั้งทีพวกนายก็หัดฉลาดซะบ้างสิ นี่มันยุคไหนแล้วโทรศัพท์นายมีไว้ทำอะไร แค่โทรเข้าโทรออกหรอ ก็ถ่ายคลิปเอาไว้สิ นอกจากได้หลักฐานแล้วยังสบายใจด้วยนะ"

 

เยี่ยนฉือดีดนิ้วเปาะ"เอ่อใช่ นายก็ถ่ายคลิปเก็บไว้ว่าลุงนั่นให้นายฟรี ถ้าเกิดมาเรียกเก็บเงินทีหลังขึ้นมานายก็เอาคลิปเป็นหลักฐานได้"

 

เสิ่นกู่แทบหลั่งน้ำตาให้กับความคิดของเหม่ยหลินจริงๆ คนที่ชอบของเก่าอย่างเขาทั้งสองคนย่อมเข้าใจดี ถึงได้คิดหาวิธีทำให้เขาสบายใจได้ วันนี้ใจเขาเลยพองฟูเป็นพิเศษ เตรียมโทรศัพท์ให้พร้อมถ่ายคลิปได้ตลอดเวลาก่อนจะเร่งเท้าเดินไปร้านขายของเก่า

 

แต่พอเดินมายังไม่ทันจะถึง ตงฟางโจวก็ฉุดมือเขาไว้ซะก่อน เสิ่นกู่ตกใจจนแทบทำโทรศัพท์ตกพื้น โชคดีที่ว่าไม่เป็นแบบนั้น เขาเลยหันมาเขม็งใส่ตงฟางโจวแทน

 

"นายทำบ้าอะไรเนี่ย โทรศัพท์ฉันเกือบตกพื้นแล้วนะ"

 

ตงฟางโจวมองโทรศัพท์ในมือเขานิ่ง ก่อนจะคว้ามันมาแล้วเคว้งลงพื้น ก่อนจะหยิบเอาโทรศัพท์เครื่องใหม่จากกระเป๋าเสื้อมาให้ โทรศัพท์ที่ตงฟางโจวยื่นมาเป็นโทรศัพท์รุ่นใหม่ล่าสุดที่พึ่งจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อไม่กี่วันก่อน เสิ่นกู่ก็แอบเล็งไว้ว่าจะซื้อ แต่เพราะเรื่องค่าใช้จ่ายเลยต้องรอไปอีกสักพัก แต่อะไรคือเขวี้ยงโทรศัพท์เขาลงพื้นแล้วเอาเครื่องใหม่มาให้!

 

ตงฟางโจวบอก"โทรศัพท์ของนายตกรุ่นไปแล้วตั้งกี่ปี นายใช้อันนี้สิเสิ่นกู่ฉันพึ่งซื้อมาเมื่อวานนี้เอง ฉันให้นาย"

 

ตอนนี้เขาไม่รู้สึกว่าดีใจเลยสักนิด เขายัดโทรศัพท์กลับคืนให้ตงฟางโจวก่อนจะก้มลงเก็บซากโทรศัพท์ตัวเองแล้วเดินหนี ทว่าตงฟางโจวกลับไม่ปล่อยเขาไปง่ายๆ

 

"ทำไมนายถึงหนีฉัน ฉันพยายามมากขนาดนี้..ฉันไม่สนว่านายเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย ทำไมนายไม่เห็นใจฉันบ้าง"ตงฟางโจวตะโกน

 

เสิ่นกู่หยุดฝีเท้าก่อนจะหันกลับไปมอง ใบหน้าของเขาเริ่มหงุดหงิดขึ้นมา ก่อนจะถอนหายใจออกมา"ตงฟางโจวฉันเข้าใจนาย เข้าใจความรู้สึกนายดี แต่ฉันตอบรับไม่ได้"

 

ตงฟางโจวท้วง"ทำไม ฉันไม่ดีตรงไหนกัน หน้าตาก็มีแต่คนบอกว่าฉันหล่อ ฐานะฉันก็รวย ทำไมนายถึงไม่ชอบฉันสักที"

 

เสิ่นกู่ถอนหายใจเป็นรอบที่สอง เขาพูดอย่างเหลืออด"นี่ตงฟางโจวนายฟังฉันนะ ที่ฉันไม่ชอบนายฉันไม่ชอบนายที่นายทำตัวแบบนี้ ดูทีนายพึ่งทำเมื่อกี้สิ บอกไว้ก่อนเลยนะ ต่อให้โทรศัพท์มันจะตกรุ่นมากี่สิบปีฉันก็ใช้เงินที่ฉันหามาได้ นายรวยนายจะซื้อกี่เครื่องก็ได้แต่อย่ามาทำกันแบบนี้"

 

ตงฟางโจวนิ่งไป เขากำหมัดแน่น เสิ่นกู่คิดว่าคำพูดเมื่อกี้คงจะทำให้สำนึกได้บ้างไม่มากก็น้อย แต่ไม่ใช่เลย ตงฟางโจวก้าวฉับๆ มาทางเขาก่อนจะคุกเข่าลงพื้น คนบริเวณนั้นเริ่มจะมุงเข้ามาดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว และต่อให้เสิ่นกู่จะหน้าหนาขนาดไหนเขาก็ไม่อยากจะโดนประจานเรื่องหักอกคนอื่นหรอกนะ

 

"เสิ่นกู่ ฉันขอโทษยกโทษให้ฉันนะ เรื่องโทรศัพท์ฉันยินดีจะซื้อให้นายใหม่เลย"

 

เกิดมาทั้งชีวิตพึ่งเคยอับอายสุดก็วันนี้แหละ เริ่มมีเสียงกระซิบกระซาบพร้อมทั้งยกโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูป เสิ่นกู่เอามือขึ้นมาปิดหน้าไว้ก่อนจะเดินหนีออกมาจากตรงนั้น ฝ่าฝูงชนที่จะชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านออกมาได้สำเร็จ ไม่สนด้วยว่าตงฟางโจวกำลังตะโกนเรียกเขาอยู่

 

เขาวิ่งออกมาอย่างรวดเร็วก่อนจะพุ่งตรงไปที่ร้านขายของเก่า เขาเปิดประตูเข้ามาแล้วปิดอย่างรวดเร็ว พอรู้สึกว่าปลอดภัยก็นั่งพิงประตูร้านมันซะเลย เขาหอบหายใจเพราะระยะทางที่วิ่งมาเมื่อกี้ไม่ใช่ใกล้ๆ เลย

 

นั่งพักหายใจได้ไม่นาน เสียงบางอย่างคล้ายกับคนกำลังเปิดหนังสงครามก็ดังเข้ามา ทั้งเสียงไฟไหม้และเหล็กกระทบกันชัดเจนมากจนขนลุก เขาลุกขึ้นก่อนจะเดินหาต้นตอของเสียง ไม่แน่ลุงคนนั้นอาจจะกำลังดูทีวีอยู่แล้วลืมสนใจหน้าร้านก็ได้

 

แต่ทว่าเดินเท่าไหร่ก็ไม่เจอทีวีตั้งอยู่ตรงไหนเลย ภายในร้านก็ยังเป็นเหมือนเดิม มีแต่ของเก่าราคาแพง ซ้ำยังดูเหมือนที่นี่จะไม่ใช้ไฟฟ้าด้วยซ้ำ

 

เขาเดินจนกระทั่งมาถึงหน้ากระจก เสียงที่ได้ยินกลับชัดขึ้นอย่างกับว่าอยู่ตรงหน้า ยิ่งเขาเดินเข้าใกล้กระจกมากเท่าไหร่เสียงยิ่งดังเข้ามาในโซนประสาทมากขึ้นเท่านั้น

 

กริ๊ก!

 

จู่ๆ ก็คล้ายกับได้ยินเสียงประหลาด เสิ่นกู่มองลึกเข้าไปในกระจก แต่แทนที่เขาจะเห็นเงาตัวเองกลับเห็นเงาของผู้หญิงคนหนึ่งแทน ร่างกายเธอสภาพไม่ต่างกับขอทานเลยสักนิด กำลังนั่งอยู่หน้ากระจก เธอพนมมือกำลังบ่นพึมพำอะไรสักอย่าง ก่อนจะพูดออกมาว่า"ยื่นมือมา เจ้าต้องมา ต้องมา! "

 

เสิ่นกู่รู้สึกกลัวจับจิต ทว่าร่างกายกลับไม่ได้อยากจะวิ่งหนี ขณะเดียวกันมือเขากลับยื่นไปตามที่เธอบอก เมื่อปลายนิ้วสัมผัสกับกระจก ความรู้สึกราวกับกำลังสัมผัสผิวน้ำ ทั้งเย็นและชุ่นชื่นแต่กลับไม่รู้สึกว่าเปียกเลยแม้แต่น้อย

 

ความกลัวที่เพิ่มมากขึ้นทำให้หัวใจยิ่งเต้นแรง ร่างกายพลันสั่นโดยอัตโนมัติ เขากำลังจะชักมือกลับ ทว่ากลับชักกลับไม่ได้ ผู้หญิงคนเมื่อกี้ก็วิ่งออกไปแล้ว เสิ่นกู่เผลอตัวเรียกเธอไว้

 

"เดี๋ยวสิ! "

 

โดยไม่ทันตั้งตัวเสิ่นกู่ก็พาตัวเองเข้ามาในกระจกเสียแล้ว ร่างกายถูกบางสิ่งดึงดูดให้เข้ามาอยู่ในที่ที่แปลกตา ภาพเบื้องหน้าฉวัดเฉวียนจนมึนหัว เขาหลับตาลงเพราะเริ่มจะตาลาย วินาทีต่อมาก็รู้สึกเหมือนถูกพลักลงพื้นอย่างรุนแรง หน้าเขาชนกับพื้นไม้จนเจ็บไปทั้งหน้า ทว่ากลิ่นไหม้บางอย่างก็ทำเอาฉุนจมูกจนอยากจามออกมาให้มันรู้แล้วรู้รอด

 

เขาลืมตาขึ้นมาทันใด รอบข้างล้วนเป็นบ้านไม้ทั้งหลัง ฝุ่นหยากไย่เกาะเป็นว่าเล่น บนพื้นที่เขานอนอยู่ก็มีแต่คราบเลือดแห้งกลัก เสิ่นกู่สะดุ้งขึ้นนั่ง เขามองไปรอบๆ อีกครั้ง ลมใจหายเขาถี่ขึ้นเพราะความกลัว ก่อนตาจะสบเข้ากับเงาตัวเองในกระจก

 

กระจก!

 

กระจกบานนี้มัน...ที่อยู่ในร้านของลุงนี่!

 

แล้วนี่มันที่ไหนเนี่ย!

 

เขาลุกขึ้นยืน สำรวจร่างกายตัวเองว่ามีตรงไหนที่ผิดรูปผิดร่างไปหรือเปล่า แต่เมื่อดูแล้วไม่มีอะไรผิดปกติก็ถอนหายใจออกมา แต่ยังไม่ทันจะได้สบายใจดีก็มีเสียงกรีดร้องดังอยู่ภายนอก แสงสีส้มด้านนอกลอดเข้ามาพร้อมกับควัน เสิ่นกู่รู้สึกใจคอไม่ดีทว่าก็อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นด้านนอก เขาจึงทำใจกล้าย่างสามขุมออกไปที่ประตู เขากลืนน้ำลายดังอึกก่อนจะตัดสินใจเปิดประตูออกพรวดเดียว

 

ฉึก!

 

ลูกธนูวิ่งผ่านหน้าก่อนจะปักเข้าร่างของผู้หญิงคนหนึ่งที่ครั้งหนึ่งเขาเห็นเธอผ่านกระจก...เดี๋ยวนะ! นี่มันอะไร เล่นไล่จับกันหรอ!!!

 

เสิ่นกู่เหมือนถูกเรื่องจริงตบหน้าเข้าอย่างแรงจนมึน เขามองดูผู้หญิงคนนั้นตาค้าง ขาที่แทบไม่มีแรงเดิร ผู้หญิงคนนั้นมองเขาเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะพูดทั้งๆ ที่กระอักเลือดว่า"เจ้า...มา..แล้ว...เจ้าเป็นผู้ที่...ชะตา...ลิขิต...จง...เปลี่ยนแปลง...."

 

ผู้หญิงคนนั้นก็แน่นิ่งไป ปากยังกระอักเลือดออกมาไม่หยุด เสิ่นกู่อยากจะเข้าไปช่วยเธออยู่หรอก แต่ขากลับไม่ให้ความร่วมมือ ได้แต่ยืนนิ่งอยู่กับที่ มือสั่นจนไม่คิดว่าจะจับอะไรได้ด้วยซ้ำ ก่อนที่เขาจะได้รวบรวมสติตนเองให้มั่นเขากลับเห็นเงาของใครบางคนอยู่หลังกองเพลิงที่ลุกโหมไปทั่วหมู่บ้าน เขามองลูกธนูที่ปักอยู่บนศพมากมายแล้วความหวาดกลัวก็เริ่มตีตื้นจนแทบอยากจะร้องไห้ และเมื่อเงานั้นเริ่มใกล้เข้ามาเสิ่นกู่ก็ล้นลานกลับเข้าบ้านไป

 

"เชี่ย! "

 

มันเข้ามาแล้ว!

 

ทันทีที่เข้ามาในบ้านได้ เสิ่นกู่ก็รีบหาทางหนี พอดีกับที่กระจกส่งเสียงบางอย่าง ภาพในกระจกถูกเปลี่ยนเป็นภาพของร้านขายของเก่า เสิ่นกู่ไม่รอให้ความตายมาหาวิ่งเข้าใส่กระจกทันที ร่างกายรู้สึกเหมือนตอนแรกที่ผ่านกระจกมา ก่อนที่หน้าเขาจะกระแทกพื้นเป็นครั้งที่สอง เสิ่นกู่พยุงตัวเองขึ้นก่อนจะจับหน้าตัวเอง ป่านนี้คงเเดงเถือกไปทั้งหน้าแล้วมั้ง

 

เหมือนกับพึ่งนึกได้เขารีบหันหลังไปมองกระจก แต่ก็เหมือนเดจาวู เขาก็เห็นเพียงเงาของตัวเองกับหน้าที่แดงเพราะถูกกระแทก ความรู้สึกในอกตีกันว่าเมื่อกี้เขาหลอนไปเองหรือเขาเข้าไปในกระจกได้จริงๆ แต่ยังประมวลผลอะไรไม่ทันเสร็จ เสียงอันคุ้นเคยก็ดังขึ้นจากด้านหลัง"นายท่านสนใจแล้วหรือขอรับ แล้ว...หน้าท่านไปโดนสิ่งใดมา"

 

เสิ่นกู่ลนลานลุกขึ้นยืนเป็นการใหญ่ก่อนจะเดินมาอยู่ตรงหน้าลุง ลุงคนนั้นทำท่าเหมือนพึ่งนึกอะไรออก จากนั้นก็ยิ้มแฉ่งทันที พูดกับเขาด้วยรอยยิ้มว่า"ท่านอยากได้หรือยังขอรับ"

 

เสิ่นกู่ไม่รู้จะทำอะไร อีกทั้งเมื่อกี้ก็ทำเขาขวัญหนีดีฝ่อ เขาสะบัดมือก่อนจะก้าวฉับๆ ออกไปที่ประตู"ผมจะกลับบ้าน และ..."

 

มือเขาชะงักที่ลูกบิดประตู และ....อะไร? นี่เขาจะพูดอะไรกันแน่เนี่ย อย่าบอกนะว่าเขามีความคิดที่จะ...

 

"และ...เอากระจกไปส่งให้ผมที่บ้านด้วย เดียวผมเขียนที่อยู่ให้"

 

ว่าแล้วเขาก็ละมือออกจากลูกบิดประตู หยิบเอากระดาษจากกระเป๋าแล้วเขียนที่อยู่ลงไป ก่อนจะส่งมันให้ลุงเจ้าของร้าน เขานึกถึงคำพูดเหม่ยหลินที่ว่าให้ถ่ายคลิปไว้ แต่โทรศัพท์ดันพังไปแล้ว แถมยังพูดไปแล้วว่าจะเอากระจก ถ้าโดนหลอกขึ้นมาคงต้องทำงานหาเงินมาใช้ค่ากระจกไม่ก็ส่งคืน

 

ลุงเอ่ยขึ้นทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ก้มหน้าดูที่อยู่เขาด้วยซ้ำว่า"พรุ่งนี้เช้ามันจะอยู่ที่บ้านของท่านขอรับ"

 

พรุ่งนี้เช้า?

 

พรุ่งนี้ถ้าจำไม่ผิดเขาไม่มีเรียนนี่น่า แบบนี้ก็สวยสิ เขาจะได้ไม่ต้องเจอหน้าตงฟางโจวให้ลำบาก เพราะถึงจะโดนปฏิเสธไปตรงๆ แบบนั้น ด้วยนิสัยร้ายกาจของตงฟางโจวแล้วไม่มีทางยอมแพ้แน่ เขาเองก็จะได้ชำแหละกระจกพิศดารนี้ด้วย

 

สุดท้ายแล้วเสิ่นกู่ก็ออกจากร้านแล้วตรงกลับบ้าน พอมาถึงเขาก็หมดแรงล้มลงบนเตียงทันที เสิ่นกู่ใช้เวลาที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงขบคิดเรื่องที่เกิดขึ้น ความรู้สึกว่าตัวสั่นยังอยู่ รวมถึงภาพไฟไหม้ และซากศพที่มีแต่รอยแผลเหวอะหวะ ลูกธนูปักกลางหลัง ใบหน้าที่หวาดกลัว รวมถึงคำพูดของผู้หญิงคนนั้นก่อนจะสิ้นใจไป

 

จงเปลี่ยนแปลง?

 

เปลี่ยนแปลงอะไร ยังบอกอีกด้วยว่าเขาเป็นคนที่ชะตาลิขิต ลิขิตให้ทำอะไรกันล่ะ เรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัวในวันนี้ทำเอาเขาเหนื่อยเต็มที ความง่วงเริ่มเข้าครอบงำก่อนที่เขาจะเข้าสู่ห้วงนิทรา และเมื่อลืมตาตื่นในวันถัดไป กระจกบานนั้นก็ตั้งอยู่ในห้องของเขาเรียบร้อยแล้ว

 

...

 

..........

 

......................

 

หลี่หมิงซื่อนั่งคุกเข่าอยู่ลานประหาร ผู้คนมากมายต่างมุงเข้ามา เบื้องหลังของเขาคือกบฏที่สามารถจับเป็นได้ สวมใส่ชุดขาว บนคอมีโซ่ตรวน หลี่หมิงซื่อประสานมือกล่าวว่า"ข้าแม่ทัพหลี่หมิงซื่อนำตัวกบฏมาสอบสวน"

 

ชายสูงวัยผู้หนึ่ง ยืนอยู่เหนือผู้คน แววตาน่าเกรงขาม บุญบารมีแผ่ซ่าน ชุดสีทองพร้อมปักลายมังกรบ่งบอกถึงฐานะของโอรสสวรรค์ ก้าวลงมาจากพระที่นั่ง

 

น้ำเสียงทรงอำนาจเอ่ยขึ้น"หลี่หมิงซื่อ เจ้าเป็นผู้เก่งกาจและมีความสามารถ ทว่าเจ้ารู้ถึงความผิดของตนในครั้งนี้หรือไม่"

 

หลี่หมิงซื่อกำมือแน่น กล่าวว่า"กระหม่อมทราบพ่ะย่ะค่ะ"

 

"เช่นนั้นแล้วข้าควรทำอย่างไรกับเจ้าดี การปราบกบฏเป็นเรื่องเพื่อชาติบ้านเมือง แต่ผู้คนที่บริสุทธิ์กลับล้มตายไปมาก หมู่บ้านถังโจวเป็นเหมือนกำแพงป้องกันของเป่ยเซียน แต่เจ้ากลับทำลายไม่เหลือซากทำให้เกิดช่องโหว่ใหญ่หลวงขึ้น! "

 

ทุกคนได้ฟังก็ต่างก้มหน้า ปราบกบฏได้แต่กลับไม่ได้รับความดีความชอบ ทว่าสิ่งที่ฮ่องเต้กล่าวไม่ได้ผิดอะไรเลย ทั้งหมดล้วนเกิดจากเขาทั้งสิ้น หลี่หมิงซื่อเตรียมใจเอาไว้แล้ว

 

เขากล่าวอย่างหนักแน่น"กระหม่อมยินดีจะถูกประหารไปพร้อมกับกบฏพ่ะย่ะค่ะ"

 

ทันทีที่พูดจบเสียงฮือฮาก็ดังขึ้นระงม หลายคนกล่าวชื่นชม หลายคนกล่าวตำหนิ หลายคนเห็นด้วย หลายคนไม่เห็นด้วย เหตุที่ว่าหลี่หมิงซื่อเป็นแม่ทัพมีคุณธรรม ช่วยเหลือคนยากจนให้มีอาชีพมีเงินใช้มาก็หลายชีวิต เพียงความผิดพลาดที่ควบคุมทหารใต้บังคับบัญชาตนเองไม่ได้จึงต้องตายตกตามกบฏเลวเหล่านี้ด้วยหรือ

 

ทว่าเมื่อฮ่องเต้ได้ฟังกลับปรากฏรอยยิ้ม อยู่มาจนใกล้จะสละราชสมบัติให้กับรัชทายาทแล้ว พึ่งจะเคยเห็นแม่ทัพที่มีคุณธรรมเช่นนี้ มีความผิดไม่บ่ายเบี่ยง มีลาภยศล้วนแบ่งปัน แต่หากความผิดก็มิใช่เล็กน้อย เพราะตนเป็นฮ่องเต้จึงไม่อาจเข้าข้างใครได้ จู่ๆ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นพร้อมร่างงามระหงที่วิ่งเข้าลานประหารมาคุกเขาลงต่อหน้าฮ่องเต้ผู้สูงศักดิ์ ใบหน้านางนองไปด้วยน้ำตา

 

นางกล่าวว่า"เสด็จพ่อ ลูกขอให้ไว้ชีวิตแม่ทัพหลี่ได้หรือไม่เพคะ"

 

หลี่หมิงซื่อเงยหน้าขึ้น"องค์หญิงไป๋ลู่"

 

นางหันกลับมาก่อนจะยิ้มอย่างอ่อนโยน กล่าวกับผู้เป็นพ่อ"หม่อมฉันขอได้หรือไม่เพคะ อย่าประหารแม่ทัพหลี่เลย"

 

ฮ่องเต้คาดเอาไว้อยู่แล้วว่านางต้องมา เมื่อพิจารณาดูแล้วจึงคิดหาทางออกของเรื่องนี้ได้ เสียงทรงอำนาจจึงเอ่ยขึ้นอีกครั้ง"จงฟังข้า ประหารกบฏให้หมดอย่าให้ผู้ใดเอาเป็นเยี่ยงอย่าง ส่วนเจ้าแม่ทัพหลี่หมิงซื่อ ข้าจะเห็นแก่บุตรธิดา ไว้ชีวิตเจ้า แต่...เจ้าจะถูกกักบริเวณให้อยู่แต่ภายในจวนห้ามออกมาจากจวนแม้แต่ก้าวเดียวเป็นเวลาตลอดชีวิตของเจ้า!"

 

สิ้นเสียงผู้คนต่างน้อมรับราชโองการ หลี่หมิงซื่อกำหมัดแน่น ตนสมควรตายแต่กลับให้อิสตรีออกหน้าขอชีวิต ช่างน่าสมเพชยิ่งนัก

 

องค์หญิงไป๋ลู่ เมื่อได้ในสิ่งที่ต้องการ นางก็รีบวิ่งไปหาหลี่หมิงซื่อทันที นางโอบประคองให้เขาลุกขึ้นช้าๆ กล่าวอย่างดีใจว่า"พี่หลี่ พี่ไม่ตายแล้วข้าดีใจยิ่งนัก"

 

หลี่หมิงซื่อดันนางออก ก่อนจะประสานมือ กล่าวว่า"ขอบพระทัยองค์หญิงไป๋ลู่ ข้าจะไม่มีวันลืม"

 

ไป๋ลู่หน้าสลดลง ความห่างเหินเช่นนี้... นางกล่าวว่า"พี่หลี่ องค์หญิงอะไรกัน ข้า..."

 

"เวลานี้ก็ยามเซินแล้ว ทรงกลับตำหนักไปเถิดพ่ะย่ะค่ะ"

 

พูดจบ ทหารก็เข้ามาคุมตัวหลี่หมิงซื่อ ถอดชุดเกราะสีเงินออก ก่อนจะพาขึ้นรถม้าแล้วออกไปจากวังหลวง องค์หญิงไป๋ลู่ทำได้เเต่เพียงมองตามเท่านั้น ไม่นานนางกำนัลก็กล่าวขึ้น"องค์หญิงกลับตำหนักเถิดเพคะ"

 

องค์หญิงไป๋ลู่ยังไม่ยอมขยับ นางเอ่ยขึ้นทั้งน้ำตา"ทำไม ข้าเป็นถึงองค์หญิง ทำไมพี่หลี่ถึงไม่คิดจะสนใจข้า ข้าไม่งดงามอย่างนั้นหรือ หรือเพราะอะไรกัน...เขามักทำตัวห่างเหินกับข้าตลอด เอาแต่พูดว่าไม่คิดจะรักใคร เขากำลังรออะไรอยู่กันแน่"

 

"องค์หญิง..."

 

 

........

 

จวนแม่ทัพ

 

หลี่หมิงซื่อลงจากรถม้า จวนแม่ทัพแม้ใหญ่โตโออาแต่กลับเงียบเชียบ ตั้งแต่เสียพ่อแม่ไปหลี่หมิงซื่อก็อยู่ตัวคนเดียวมาโดยตลอด ตอนนี้อายุของเขาก็เข้าวัยเลขสามเสียแล้ว แต่กลับไม่มีฮูหยินครองเรือนเลยแม้แต่คนเดียว แม้แต่เหล่าอนุภรรยาก็ไม่มี ชีวิตเขาคล้ายกับรอบางอย่าง บางอย่างที่ไม่มีอยู่จริง ไม่แน่ว่าเฒ่าจันทราอาจจะลืมผูกด้ายแดงให้เขากระมัง

 

เขาเดินเข้ามาภายใน มีเพียงบ่าวรับใช้ที่มาคอยท่า หนึ่งในนั้นคือป้าเยว่ แม่บ้านที่อยู่จวนนี้มาตั้งแต่เขายังเป็นเพียงแค่เด็กไม่รู้ความ

 

ป้าเยว่เอ่ยถาม"คุณชาย เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ บาดเจ็บตรงไหนให้บ่าวดูให้เถิดเจ้าค่ะ"

 

หลี่หมิงซื่อกล่าวยิ้ม"ท่านป้ามิต้องห่วง มีเพียงบาดแผลเล็กน้อยเท่านั้น"

 

"บาดแผล? "ว่าแล้วนางก็เข้ามาดูร่างกายเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า พลันเห็นผ้าพันแผลที่เต็มไปด้วยเลือดที่เอวก็เกิดใจสั่นขึ้นมา"ตายแล้ว.. คุณชายเจ้าคะ เดี๋ยวข้าจะหายามาให้นะเจ้าคะ"

 

หลี่หมิงซื่อเห็นหญิงชราทำท่าร้อนรนก็หัวเราะออกมา ป้าเยว่เห็นก็ทำได้แต่ตีไหล่เบาๆ ตามความเอ็นดู หลี่หมิงซื่อก็ไม่คิดว่าป้าเยว่จะร้อนใจเพียงนี้ เขาทำเพียงกุมมือหญิงชราไม่ให้คิดมาก

 

สุดท้ายนางก็พูดขึ้น"คุณชายไปพักที่เรือนก่อนเจ้าคะ เดี๋ยวข้าจะรีบไปเอายามาทำแผลให้"

 

หลี่หมิงซื่อกล่าว"รบกวนป้าเยว่แล้ว"

 

นางยิ้มให้เขาก่อนจะเรียกบ่าวรับใช้มาช่วยประคองกลับเรือนของตนเอง

 

หลี่หมิงซื่อหยุดยืนที่หน้าเรือน อ่านป้ายหน้าเรือนว่า'เรือนเสิ่นกู่' เรือนแห่งนี้เป็นเรือนที่ท่านพ่อสร้างขึ้นมาให้กับเขา ในตอนนั้นท่านพ่อถามเขาว่าอยากให้เรือนแห่งนี้มีนามว่าอย่างไร ตอนนั้นเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าชื่อเสิ่นกู่นี้ได้มาอย่างไร ตอนนั้นเขาพูดไปเพราะแค่นึกขึ้นมาได้ แต่ตอนนี้กลับคิดไม่ตกว่าแท้จริงแล้วชื่อนี้มาจากที่ใดกันแน่

 

เขาเดินเข้าไปภายในเรือน ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม กลิ่นอายของห้องล้วนเป็นสิ่งที่คุ้นเคย เมื่อได้กลับมาจึงรู้สึกว่าโหยหาเสียเหลือเกิน

 

ทันใดนั้นสายตาของเขากลับเหลือบไปเห็นสิ่งผิดปกติในห้อง กระจกบานหนึ่งตั้งอยู่มุมหนึ่งของห้อง ซึ่งอยู่ข้างตั่งนอนพอดี กระจกบานนี้หากจำไม่ผิดเป็นกระจกที่เห็นในบ้านหลังหนึ่งตอนปราบกบฏที่ถังโจว เป็นกระจกบานที่เขาเห็นชายแปลกประหลาดผู้หนึ่ง เขาเดินเข้าไปตรงหน้ากระจก ความงามของมันช่างน่าหลงไหล เพียงแต่มันควรไปอยู่ในห้องของอิสตรีมิใช่ห้องบุรุษ จะเรียกผู้ใดมาถามก็ดูจะไร้ประโยชน์ เขาจึงไม่สนใจมันมากนัก

 

เขานั่งลงบนตั่งนอน เอนกายลงอย่างอ่อนล้า เมื่อเปิดดูบาดแผลที่ได้มา คราแรกคิดว่ามันคงไม่หนักหนาเท่าใด แต่ตอนนี้เลือดกลับไหลไม่ยอมหยุด เหงื่อกาฬไหล่อาบหน้า ร่างกายรู้สึกอ่อนเพลียขึ้นทุกที ซ้ำยังรู้สึกว่าชีวิตที่พึ่งได้มากำลังจะหมดลงในคืนนี้

 

ในตอนที่นำกบฎมา เขาไม่ได้เอ่ยปากเรื่องบาดแผล และไม่มีผู้ใดกล้ารายงาน เรื่องจึงเลยเถิดมาถึงตรงนี้ เขานอนนิ่งหลับตาลง รู้สึกว่าตนหายใจถี่ขึ้นทุกที

 

ก่อนสติสัมปชัญญะจะเลื่อนลางลง เขากลับได้ยินเสียประหลาดดังขึ้นข้างหู พร้อมกับเสียงของแข็งกระแทกพื้น ตามมาด้วยเสียงโอดคราญ

 

"โอ้ยยย เจ็บๆๆ ไอ้กระจกบ้านี่! "

 

หลี่หมิงซื่อพยายามจะหันไปมอง ทว่าดวงตากลับเริ่มมืดลงทุกที มองเห็นเลือนลางว่าเป็นรูปร่างของผู้ชายกำลังก้มมองเขา ก่อนจะรู้สึกถึงสัมผัสที่แขน

 

อา...ช่างอบอุ่นเหลือเกิน

 

"คุณ เป็นอะไรหรือเปล่า คุณ! คุณ! เลือดเต็มไปหมดเลยทำไงดีเนี่ย! "

 

ช่างเป็นคนที่โวยวายเสียงดังเสียจริง

 

เขาคิดได้เพียงแค่นั้น ก่อนที่สติของเขาจะมืดดับลงในทันใด คำสุดท้ายที่เอ่ยได้มีเพียงคำว่า

 

"เสิ่น...กู่...."

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เย้ เกิดการทะลุมาหากันแล้ว ทวิภพจริงๆ 555

 

ซึ่งเรื่องราวต่อจากนี้จะป่วงๆ ฮาๆ เล็กน้อยถึงปานกลางเนาะ เราไม่อยากจริงจังมาก เรื่องการมงการเมืองก็จะไม่มีนะ ราชบัลลังก์สงบสุขทั้งเรื่อง แต่จะเป็นเรื่องภายในจวนซะส่วนใหญ่เพราะพระเอกเราออกจากจวนไม่ได้

 

เจอกันตอนหน้าจ้า

 

 

 

 

ความคิดเห็น