facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะคะ : )

บทที่ 3 ท้าวแชร์

ชื่อตอน : บทที่ 3 ท้าวแชร์

คำค้น : ผักบุ้งวุ่นรัก, หัวใจในตะวัน, เอลยา, นิยายโรมานซ์, โรแมนติก, อีโรติก, นายหัว, กรุ่นรักไอปรารถนา, กรุ่นกลิ่นอราบิก้า,

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.4k

ความคิดเห็น : 13

ปรับปรุงล่าสุด : 22 พ.ค. 2563 16:23 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 300
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 3 ท้าวแชร์
แบบอักษร

พลิดาเรียกให้อามนำตะกร้าพร้อมมีดมาเพื่อตัดคะน้ายอดที่ผลิยอดแตกตาสวยงาม สามารถตัดสลับแปลงได้ทุกวัน พลิดาตัดใส่เข่ง ชั่งเป็นกิโลขายส่งให้แม่ค้ารายย่อยรับไปขายตามแผงในตลาด และร้านค้าตามหมู่บ้านต่างๆ ซึ่งพลิดาจะนำไปส่งตอนเย็น เหล่าแม่ค้าก็จะล้างและจัดมัดเอาเอง 

ชาวบ้านมีความเชื่อถือในชื่อ สวนยายแจ่มจันทร์ ผักจากสวนนี้นั้นรับประกันความเป็นออร์แกนิก ปลอดสารเคมีร้อยเปอร์เซ็นต์ จึงปลูกอะไรก็ขายหมดตลอดปี 

ผักที่พลิดาปลูกไว้ ที่เป็นที่ต้องการของตลาดก็คือ คะน้ายอด ผักบุ้งจีน ผักกาดขาว ผักสลัดต่างๆ ต้นหอม ผักชี ใบกะเพรา สะระแหน่ พริก มะเขือ ถั่วฝักยาว ตะไคร้และผักสวนครัวอีก 108 อย่าง ส่วนพวกที่เป็นไม้ยืนต้น รอบสวนก็ปลูกมะนาว มะพร้าว มะม่วง ฝรั่ง และอีกหลายอย่างตามที่เจ้าตัวจะหาพันธุ์และหาพื้นดินให้มันลงปลูกได้ สรุปโดยรวมแล้ว พลิดากับยายไม่ต้องซื้อพืชผักกิน ยกเว้นเนื้อ 

"เอ็งตัดผักบุ้ง ข้าจะตัดคะน้า วันนี้น่าจะได้หลายเข่งอยู่" 

หญิงสาวสั่งลูกน้องคนสนิท อามนั้นเป็นลูกชายของป้าอ้น บ้านอยู่ติดกัน อามอายุ 20 ปี ห่างจากพลิดาเพียงปีเดียวและก็เจริญรอยตามลูกพี่คือกำลังเรียนปริญญาตรีทางไกลเช่นเดียวกัน 

สองคนกุลีกุจอตัดผัก ซึ่งฝั่งของคะน้านั้นเป็นแปลงยาวหลายสิบแปลง ฝั่งของผักบุ้งอยู่ถัดไปด้านซ้ายมือจนสุดถึงแถวของต้นมะนาวแป้นริมสวน 

"ตัดผักเสร็จเราจะไปหลังตลาดเก่าต่อไหมพี่บุ้ง" 

อามเอ่ยถาม น้ำเสียงมีเลศนัยและยักคิ้วแผล็บ ตลาดสดบางกระเส่ามีอยู่สองแห่ง ตลาดเก่านั้นมีมานาน เป็นอาคารชั้นเดียวมุงสังกะสีเก่าจนเป็นสีแดงเพราะสนิมจับเขรอะ อายุไม่อาจประเมินได้ ดูจากสภาพแล้วน่าจะประมาณอายุของพระเจ้าเหาองค์สุดท้าย! 

ส่วนตลาดใหม่นั้นเป็นของเอกชนที่สร้างได้มาตรฐานบนพื้นที่ส่วนตัวของเจ้าของ ซึ่งแน่นอนว่าเจ้าของจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากคุณนายทองธาร เศรษฐีนีประจำตำบลนี้ 

"วันนี้ไม่ไปว่ะ ไม่มีอารมณ์" ลูกพี่ตอบด้วยน้ำเสียงไม่มีอารมณ์ตามที่พูด 

"แต่ฉันได้ข่าวมาว่า ไอ้ก้อนเพชรมันเรียกพวกมันประชุมลับ ดูแปลกๆ นะพี่ ฉันเดาว่าไอ้พวกนั้นมันได้ของมาแน่ๆ อย่างนี้เราควรไปสอดส่องไม่ใช่เหรอ" 

ลูกน้องเอ่ย ทำให้มือที่กำลังใช้มีดตัดคะน้าชะงักนิดหนึ่งก่อนจะก้มหน้าก้มตาตัดต่อไป 

"ประชุมลับประสาอะไรของมันวะ รู้กันไปทั้งบางอย่างนี้ เรื่องไอ้ก้อนเราจะต้องระวังมากกว่าเดิม ระยะนี้ดูมันกร่างชอบกล เหมือนมีใครให้ท้ายมันอยู่" 

พลิดากล่าวกับลูกน้องคนสนิทน้ำเสียงเคร่งและสีหน้าขรึมจริงจัง นายก้อนเพชรเป็นลูกชายกำนันที่ชอบซ่องสุมลูกน้อง พวกชายฉกรรจ์และวัยรุ่นแถวนี้เป็นเด็กของมันเกือบหมด ความจริงมันน่าจะชื่อ ไอ้ก้อนกรวดมากกว่า เพราะมันทำตัวไร้ค่าและน่าสมเพชเกินกว่าจะเป็นก้อนเพชรตามที่พ่อมันตั้งใจตั้งชื่อให้ 

มันทำตัวเป็นหัวหน้าแก๊งกวนเมืองและกวนชาวบ้าน เพราะเห็นว่ามีพ่อเป็นกำนัน ชาวบ้านต่างพากันยอมให้มันข่มขู่ เพราะไม่ต้องการมีเรื่องมีราว แต่คนที่ไม่ยอมให้มันแม้แต่นิดเดียวและยังตั้งตัวเป็นศัตรูกับมันอย่างเปิดเผยและออกนอกหน้าอีกต่างหาก นั่นก็คือพลิดาเอง 

"ไม่ใช่แค่พ่อมันแน่ ต้องใหญ่กว่าพ่อมัน เป็นต้นว่า...พวกนักการเมืองท้องถิ่น" 

พลิดาเอ่ยคาดการณ์ในสิ่งที่ค่อนข้างมั่นใจในส่วนลึก มีบางสิ่งบางอย่างที่ชาวบ้านส่วนใหญ่รู้แต่พูดเสียงดังไม่ได้ ต้องทำปิดหูปิดตาและปิดปาก แต่พลิดาไม่ใช่ชาวบ้านส่วนใหญ่ หล่อนไม่ยอมให้อิทธิพลมืดมาอยู่เหนือความถูกต้องและความเที่ยงธรรมแน่! 

ไม่ใช่ไอ้ก้อนเพชรคนเดียวที่มีคนถือหาง พลิดาเองก็มีคนคอยถือหางอยู่เช่นเดียวกัน แต่เรื่องนี้เป็นความลับสุดยอดขนาดที่ไม่สามารถบอกคนใกล้ชิดได้ แม้แต่ยายแจ่มจันทร์ก็รู้ไม่ได้ มีเพียงแค่อามคนเดียวเท่านั้นที่รู้... พลิดาเป็นสปายให้กับนายตำรวจใหญ่ในจังหวัด! 

"เวลามันเรียกรวมพลทีไร มันมีเรื่องทุกที อย่างนี้พี่จะไม่ไปสืบดูหน่อยเรอะ" 

"ถ้าจะสืบมันก็ต้องดูฤกษ์ดูยามกันก่อนโว้ย ไม่ใช่จู่ๆ จะขับซาเล้งเข้าไปในถิ่นมันแบบนั้น แต่เท่าที่รู้ ช่วงนี้มันเรียกรวมพลเพราะรับตังค์เสี่ยเดชามา เสี่ยเดชาต้องการกว้านซื้อที่สร้างโรงเลื่อยในตำบลเรา แต่น้านุ่มกับน้าโหน่งไม่ยอมขาย ที่สวนแก มรดกตกทอดที่ตาทวดแกแช่งไว้ว่าถ้าขายขอให้ฉิบหายวายวอดหากินไม่ขึ้นไง น้านุ่มแกกลัวคำสาปเลยไม่ยอมขาย แต่ข้าคิดว่าไอ้พวกนี้มันอาจจะไปขู่ ระหว่างคำสาบแช่งของผีปู่ย่าตาทวดกับคำขู่ของไอ้ก้อนกรวด ไม่รู้ว่าน้านุ่มแกจะกลัวอะไรมากกว่ากัน" 

"แล้วพี่บุ้งจะปล่อยให้พวกมันไปรังแกพวกน้านุ่มน้าโหน่งงั้นเหรอ ไม่ได้นาพี่นา เราจะต้องช่วยปกป้องเด็ก สตรีและคนชราตามคำปฏิญาณของลูกเสือชาวบ้านเฉพาะกิจแห่งบางกระเส่าของเรานะพี่!" 

"เออ เอ็งไม่ต้องวอรี่หรอกโว้ยเจ้าอาม...ข้าคอยจับตาพวกมันอยู่" 

ลูกพี่เอ่ยออกมาแบบนั้น ทำให้ลูกน้องยิ้มโล่งอก แม้ลูกพี่จะมีอามเป็นคนสนิท แต่อามก็ไม่ได้รู้ไปซะทุกเรื่องที่อยู่ในหัวสมองและหัวใจของพี่บุ้งหรอก... แต่ก็เชื่ออย่างหนึ่งว่า พี่บุ้งของอามจะไม่นิ่งดูดายปล่อยให้คนดีถูกรังแกแน่ 

"เก็บผักเสร็จ เราซ้อมยิงกันดีกว่าว่ะ ไม่ได้ซ้อมมือมาหลายวัน" ลูกพี่เอ่ยชวน อามรีบพยักหน้าอย่างกระตือรือร้น 

"ดีๆ ฉันคันไม้คันมือเหมือนกัน วันก่อนเก็บกระป๋องใหม่มาได้หลายใบเลย" 

หลังจากเวลาผ่านไปจนกระทั่งเก็บผักใส่เข่งเสร็จ สองคนเดินลึกเข้าไปในด้านหลังสวนแล้วก็ซ้อมยิงหนังสติ๊กกันเป็นการสันทนาการเล็กๆ น้อยๆ จากนั้นก็รีบเอาผักใส่ซาเล้งไปส่งให้ลูกค้าที่เป็นร้านค้าขายของชำในหมู่บ้านต่างๆ และปิดท้ายด้วยการไปส่งที่ตลาดทั้งสองตลาดซึ่งอยู่บนถนนสายเดียวกัน 

"เฮ้ย ไอ้บุ้ง...แชร์งวดนี้น้าขอเถอะว่ะ จำเป็นต้องใช้เงินจริงๆ" 

เสียงน้ากระถินกระซิบหลังจากพลิดายกเข่งผักลงให้ที่แผงของแกในตลาดเก่า 

"มันต้องตามกฎและกติกาไงน้าถิน ใครใส่ดอกสูงสุดคนนั้นก็ได้" 

พลิดาเอ่ยบอกเบาๆ พลิดาเป็นเจ้ามือแชร์ที่ลูกค้าให้ความเชื่อถือไว้วางใจมานานหลายปี เจ้าตัวรู้จักช่วยยายแจ่มจันทร์หาเงินส่งค่างวดเงินกู้คุณนายทองธารหลากหลายวิธี แล้วแต่สมองอันปราดเปรื่องจะคิดหาทางได้ 

น้ากระถินเป็นแม่ม่ายผัวตาย มีลูกสองคนกำลังอยู่ในวัยเรียนชั้นมัธยม น้ากระถินมีรายได้จากการขายผักอย่างเดียว ก็ต้องกระเบียดกระเสียรและเก็บหอมรอมริบไว้เป็นค่าใช้จ่ายให้ลูกๆ น้าถินเป็นคนดี พลิดาจึงไม่เคยเก็บเงินค่าผักจนกว่าแกจะขายหมดแล้วค่อยจ่ายให้ทีหลัง 

"งั้นเอ็งมีให้น้ายืมสักหน่อยไหมวะ ไอ้ทิวมันติดค่าเทอมอยู่ ถ้าไม่จ่ายเขาจะไม่ให้มันสอบ"  

ทิวคือลูกชายคนโตของน้ากระถิน อยู่ชั้น ม.6 

"พูดถึงทิว น้าถินดูมันหน่อยนะ อย่าให้มันไปอยู่กับพวกไอ้ก้อนมากนัก" 

พนิดาเอ่ยเตือนเบาๆ เด็กวัยรุ่นหลายคนที่ถูกไอ้ก้อนล้างสมองให้เข้าแก๊ง 

"น้าก็ด่ามันอยู่เรื่องนี้ แต่ทิวมันว่ามันไม่ได้สุงสิง ก็มีบ้างที่อาสาซื้อข้าวซื้อน้ำให้พวกนั้น มันให้ค่าเดิน พอได้ตังค์เป็นค่าไปโรงเรียน" 

น้ากระถินกล่าวพลางถอนหายใจหนักหน่วง 

พลิดาถอนใจตาม สภาพชุมชนที่ค่อนข้างใหญ่และมีคนหลากหลายความคิดและความเชื่อ ความจนที่ทำให้คนผู้มีต้นทุนชีวิตต่ำต้องเลือกเส้นทางเดินผิดนั้น มีให้เห็นตั้งแต่พลิดาจำความได้ 

พลิดาคิดว่าคนเหล่านั้นเป็นคนอ่อนแอและเอาความยากจนเป็นข้ออ้างในการทำผิดคิดชั่ว คนดีและคนแกร่งนั้นย่อมไม่ยอมให้ความขัดสนจนยากมาเป็นอุปสรรค แต่เขาจะใช้มันเป็นแรงผลักดันให้พ้นจากสภาพที่เป็นอยู่ ตัวอย่างที่ดีก็มีให้เห็นมากมายในสังคม 

พลิดาเชื่อว่าคนดี เทวดาย่อมรักษาและอวยพรให้ เธอเชื่อเช่นนี้มาโดยตลอดตามที่ได้อ่านหนังสือมาตั้งแต่เด็ก หนังสือเป็นครูที่ประเสริฐและเป็นขุมทรัพย์ที่ประมาณค่าไม่ได้จริงๆ นั่นทำให้พลิดามีความคิดเป็นผู้ใหญ่เกินวัย แม้พฤติกรรมการแสดงออกภายนอกนั้นจะห่ามๆ และขวานผ่าซาก ใจนักเลงไม่เกรงกลัวใคร แต่ภายในนั้น พลิดาเป็นคนคิดรอบคอบกับชีวิตเสมอ เธอจะไม่มีวันทำให้ยายต้องทุกข์ใจและผิดหวังในตัวหลานสาวกำพร้าที่ยายอุตส่าห์เลี้ยงดูมาด้วยความรักทั้งหมดอย่างเด็ดขาด 

พลิดาล้วงกระเป๋ากางเกงยีนส์ เงินเพิ่งได้ค่าผักจากลูกค้าที่ตลาดใหม่มา หญิงสาวนับๆ แล้วก็ยัดใส่มือให้ 

"เอ้า...ฉันให้ยืมไปก่อน ค่าเทอม 800"  

หญิงสาวเอ่ยอย่างรู้ดีว่าค่าเทอมโรงเรียนเก่าที่จบมามันเท่าไหร่ ให้จำนวนเป๊ะไม่ขาดไม่เกิน เก็บเงินที่เหลือใส่กระเป๋าตามเดิม เพราะต้องเอาไปฝากธนาคารสำหรับค่างวดต้นเดือนหน้า 

น้ากระถินน้ำตาคลอทันที รีบกะพริบตาไล่หยดน้ำไม่ให้ไหลออกมา เอื้อมมือมาบีบมือของพลิดากระชับแน่น 

"ขอบใจเอ็งมากผักบุ้ง น้าจะหามาคืนให้เร็วที่สุด"  

น้ากระถินพูดพลางใช้หลังมือปาดหัวตา พลิดาพยักหน้าอย่างไม่คิดมาก ตบหลังมือแล้วก็เดินไปยังรถซาเล้ง อามก็เดินกลับมาจากอีกแผงอื่นพอดี 

"แชร์ตอนนี้ดอกสูง น้าถินไม่ต้องลงแข่งกะเขาหรอก สะสมเอาไว้ดีกว่า เอาไว้ตอนที่จำเป็นจริงๆ" 

พลิดากล่าวทิ้งท้าย น้ากระถินพยักหน้ารับ หญิงสาวก็ขึ้นควบรถเครื่องสตาร์ทเสียงดังสนั่น โดยมีอามนั่งที่ซาเล้งพร้อมกับเข่งเปล่าที่ซ้อนกันหลายใบ รถซาเล้งขับปราดออกจากตลาดเก่า พลิดามองกระจกหลังแล้วกระตุกยิ้มมุมปาก เมื่อเห็นว่ามีรถวิ่งตามหลังมา 

"ไอ้ก้อนกรวดมันตามเรามา" 

น้ำเสียงใสเอ่ยบอกลูกน้องด้วยสีหน้าสนุก จากนั้นก็บิดเร่งเครื่องเพิ่มสปีด ทิ้งควันตลบฟุ้งไว้เบื้องหลัง! 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว