สถานะ : กลับมาเขียนต่อหลังจากอู้เพราะโควิดไปนานนม ตอนต่อไป : ตอนที่38-?? รีไรท์ยังไม่มีในเร็ววันนี้ขอให้อดทนไปก่อน เพราะใจไรท์อยู่กับตอนใหม่มากกว่าตอนเก่า

ตอนที่37 เข้าเรียน

ชื่อตอน : ตอนที่37 เข้าเรียน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 392

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 04 ก.พ. 2563 21:26 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่37 เข้าเรียน
แบบอักษร

“ท...ท...ทำอะไรของคุณคะเนี่ย!?” 

“เธอนี่ขี้โวยวายจังนะ พวกเธอก็เห็นว่ามันเข้ามาหาเรื่องชั้นและผู้หญิงของชั้น ยังจะมีหน้ามาถามอีกเหรอว่าชั้นทำอะไรลงไป?” 

มาริเอะหน้าเสียเล็กน้อยไปกับการตอบอย่างขวานผ่าซากของคุโระ 

“และเธอก็ขี้กลัวเกินเหตุไปนะ ถ้าโดนหาเรื่อง ก็แค่ยุยงให้อีกฝ่ายเริ่มการวิวาท แล้วใช้กฎหมายจัดการก็ได้แท้ๆ” 

“พ...พอดีเป็นแผลใจนิดหน่อยน่ะ ...มันเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นก่อนหน้านี้สองถึงสามปีน่ะ” 

“งั้นเหรอ แต่ไม่เป็นอะไรแล้วล่ะนะ เพราะอะไรน่ะเหรอ...” 

คุโระตีหน้าเข้ม แล้วยกนิ้วโป้งขึ้นชี้ตนเอง 

“ชั้นมาที่นี่แล้วยังไงล่ะ” 

“อุ๊ป! ฮ่าๆๆๆๆๆ อย่ายิ้มแบบนั้นสิ!” 

ตอนนี้คุโระกำลังทำสีหน้าราวกับพระเอกจากหนังสือโชเน็นจั๊มพ์อยู่ไม่มีผิด นั่นทำให้มามิยะเผลอหลุดหัวเราะออกมาอย่างเสียงดัง 

“ช่างเรื่องของชั้นเถอะ แต่ชั้นจำหน้าพวกนายได้หมดแล้ว ไม่ต้องห่วง ถ้ามันจำเป็นจริงๆจะไปตามตัวมาดีๆ ชนิดที่ถ้าแสดงออกถึงการขัดขืนจะจบที่หักแขนหรือขาสักข้างเอาล่ะนะ” 

“อย่าพูดบ้าๆเลย ถึงไม่ทำแบบนั้นพวกเราก็เป็นพยานให้ได้อยู่แล้ว แต่ที่ไม่เข้าไปช่วยเพราะว่าพวกเราไม่ได้แข็งแกร่งพอที่จะทำแบบนั้นเท่านั้นเอง” 

คนที่ก้าวออกมาตอบกลับคำขู่ของคุโระเป็นผู้ชายร่างเล็กที่สวมแว่น หากมองผ่านๆก็คงเหมือนผู้หญิงอยู่บ้าง แต่ว่าน้ำเสียงนั้นไม่ใช่ เป็นเสียงที่ทุ้มต่ำที่ไม่ว่าจะฟังยังไงก็เสียงผู้ชาย 

“งั้นเหรอ ถ้างั้นก็ดี เพราะชั้นไม่ได้อยากทำแบบนั้น” 

คุโระหันหน้าไปทางมามิยะ 

“ไปกันได้แล้วล่ะมั้ง ไม่ใช่ว่าอยู่ตรงนี้มันจะเสียเวลาเอารึไง?” 

“นั่นสินะ” 

มามิยะพยายามจะเดินนำ แต่ว่าขาของเธอยังคงสั่นอยู่อย่างไร้เรี่ยวแรง มามิยะที่กำลังจะล้มลงได้ถูกประคองโดยคุโระและมาริเอะจากทั้งสองทาง 

“เรื่องของชั้นน่ะช่างมันก่อน ยัยคุณหนูถักเปีย ที่โรงเรียนนี่มีห้องพยาบาลรึเปล่า” 

“คุณหนูถักเปีย!? เอ่อ...มีค่ะ” 

“นำทางไปที” 

“ผมคิดว่าตอนนี้ไม่น่าจะมีอาจารย์พยาบาลคอยอยู่ที่ห้องหรอกนะ แต่ผมเป็นหน่วยรักษาพยาบาล คงจะช่วยอะไรได้บ้าง” 

“แค่ขาสั่นเพราะกลัวจะต้องการอะไรเพิ่มอีกงั้นเหรอ?” 

“ก็มียาจำพวกที่ทำให้รู้สึกกลัวน้อยลง หรือจะใช้ยารักษาความเหนื่อยล้าก็ได้ล่ะนะ” 

“โห มีการสอนวิชาทางการแพทย์ด้วยเหรอ?” 

“ก็นะ ทางนี้อยู่หน่วยซัพพอร์ตนี่นะ เอ้าพวกนายน่ะ แยกย้ายกันได้แล้ว เดี๋ยวจะเริ่มเรียนแล้วนะ ใครที่อยู่ห้องเดียวกับคุณมามิยะและเอิร์ลซิลฟอร์ดให้บอกอาจารย์ว่าทั้งคู่จะเข้าห้องช้าเพราะเกิดปัญหาขึ้นเล็กน้อยก่อนเข้าเรียนจึงทำให้เข้าห้องพยาบาล ส่วนพวกเธอ...ฝากบอกอาจารย์ทีว่าผมเข้าเวร” 

“ครับ/ค่ะ” 

“ดูมีอำนาจในโรงเรียนดีนี่” 

คุโระอุ้มร่างของมามิยะขึ้นในท่าเจ้าหญิงโดยมีมาริเอะคอยเป็นห่วงอยู่เคียงข้าง และการกระทำของเขาทำให้เหล่าหญิงสาวที่กำลังจะเข้าโรงเรียนได้หันกลับมามองอย่างอิจฉาและพิศมัย 

“เห็นแบบนี้แต่ก็เป็นหนึ่งในคณะกรรมการนักเรียนนะ เป็นผู้ช่วยรองประธานคณะกรรมการแผนกพยาบาลน่ะ” 

“เรื่องนั้นน่ะจะยังไงก็ช่าง ชั้นไม่ค่อยอยากเสียเวลามากหรอกนะ รีบไปได้แล้ว” 

“ค...ค่ะ” 

มาริเอะที่ถูกพูดใส่แบบนั้นก็รีบนำทางคุโระไปยังห้องพยาบาล 

เพราะที่โรงเรียนแห่งนี้ไม่ใช่โรงเรียนแบบเดียวกับที่ญี่ปุ่นจึงไม่มีการถอดรองเท้าแล้วเปลี่ยนเป็นรองเท้านักเรียนเข้าไปในห้องชั้นเรียน ทางเดือนก็เป็นพื้นปูนที่ดูมั่นคงและเป็นสถานที่ที่ไม่ซับซ้อน 

“ดื่มนี่แล้วนั่งพักสักหน่อยก็ได้ ผมจะอยู่เป็นเพื่อนเอง ส่วนเอิร์ลซิลฟอร์ด ผมขอให้คุณพาชายคนนั้นไปหาอาจารย์ใหญ่ที แล้วบอกกับอาจารย์ใหญ่ว่า “คุณมามิยะเสนอให้ชายคนนี้เข้ามาเป็นนักเรียนในโรงเรียนฝึกสอนการต่อสู้ที่สอง และจะทำการรับรองด้วยตัวเอง” หรือคุณจะพูดเสริมว่าคุณเองก็จะให้คำรับรองด้วยก็ได้นะ” 

“ค่ะ และฉันจะบอกอีกด้วยว่า “บารอนมาเอล วัลลาติน่าก็จะให้การรับรองกับชายคนนี้” เท่านี้เขาก็จะเข้าเรียนได้ในทันทีและไม่มีการทดสอบใดๆ” 

“พวกเธอมีอำนาจขนาดนั้นเลยเหรอ?” 

คุโระเริ่มมองไปที่มาริเอะด้วยสายตาแปลกๆ ทำให้มาริเอะโมโหเล็กน้อยแล้วชูมือขึ้นสะบัดไปมาอย่างน่ารักโดยไม่สมกับยศถาของเธอ 

“ฉันใช้อำนาจของนักเรียนที่มีชื่อเสียงเท่านั้นค่ะ! เห็นแบบนี้แต่ฝีมือของฉันเองก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าเอิร์ลบลอซซัมหรอกนะคะ แต่ที่เหนือกว่าคือผลการเรียนค่ะและฉันก็แพ้ทางเอิร์ลบลอซซัมด้วยค่ะ เลยยากที่จะชนะ” 

“ส่วนผมมีชื่อของการเป็นผู้ช่วยรองประธานคณะกรรมการแผนกพยาบาลอยู่น่ะ เลยไม่มีปัญหา” 

“และฉัน สิทธิพิเศษสำหรับอันดับหนึ่งของโรงเรียน แม้จะไม่ได้เป็นประธานนักเรียน ผลการเรียนไม่ได้ดีเด่น แต่ว่าตำแหน่งของออันดับหนึ่งหรือจะเรียกว่าสุดยอดนักเรียนคนนี้มีสิทธิพิเศษที่จะยื่นเสนอคนที่มีแววให้กับทางโรงเรียนได้ประเมินได้ยังไงล่ะ แต่ถ้ามีสองคนนี้ให้การรับรองนั้น อย่างต่ำก็มีการประเมินเล็กๆน้อยๆแต่ถ้าให้ดีเลยก็จะได้รับการอนุมัติการเข้าเรียนในทันทีเลยยังไงล่ะ!” 

ไงล่ะ ยอดเยี่ยมใช่ม้า! มามิยะแสดงออกทางสีหน้าเช่นนั้น 

“และอย่างที่บารอนมาเอลบอก ฉันจะพักที่นี่สักครู่หนึ่ง พวกนายไปกันก่อนเลย ยังไงบารอนมาเอลก็อยู่ด้วยกันอยู่แล้ว ใครก็มายุ่งไม่ได้ง่ายๆหรอก” 

“ถ้าทำร้ายผมจะฝ่าฝืนกฎของโรงเรียนน่ะ มีตำแหน่งคณะกรรมการและยังมีพยานเป็นอันดับหนึ่งของโรงเรียน ต่อให้อีกฝ่ายมีกันเป็นสิบๆคนก็ไม่สามารถออกเสียงต่อผู้อำนวยการได้ แถมถ้าเกิดเรื่องอย่างการทะเลาะวิวาทอย่างรุนแรงหรือว่าจะเป็นกรณีลวนลามกันก็จะมีโทษที่ร้ายแรงรออยู่ด้วยล่ะนะ ไม่ว่าจะใหญ่มาจากไหนคงไม่กล้ามีปัญหากับกระทรวงการศึกษาหรอก” 

มามิยะพยักหน้าเห็นด้วยให้กับคำพูดของมาเอล คุโระจึงไม่สงสัยอะไร 

คุโระถอนหายใจแล้วนำมือล้วงกระเป๋า แล้วหยิบเอามีดสั้นที่ไม่น่าเอาใส่กระเป๋าได้ ซึ่งแท้จริงแล้วมันคือมีดสั้นที่อยู่ในเวทมิติของคุโระ ออกมาแล้วมอบให้กับมาเอล 

“สมมติว่ามันเกิดอะไรขึ้น ให้ชักมีดนี่ออกมา มันจะส่งสัญญาณมาหาชั้นและชั้นจะรีบมาหาจุดที่มีดนี่อยู่ในทันที เพราะงั้นถ้าถูกลักพาตัวหรือมามิยะจะถูกพาตัวไป ให้ดึงมีดออกมาแล้วให้มันกับมามิยะซะ จะด้วยวิธีก็ได้ก็ได้ ถ้าแค่บาดเจ็บชั้นรักษาได้อยู่แล้ว ถ้าไม่ถึงแขนขาขาดล่ะก็นะ” 

“อย่าทำให้กลัวสิ!” 

มามิยะบ่นออกมา 

“ชั้นมั่นใจอยู่หรอกว่าจะไม่เกิดเรื่องขึ้น แต่เผื่อไว้ก่อน” 

“ดูคุณมั่นใจในตัวผมจังนะ” 

“ถ้าหากว่าชั้นดูผิดไป มีดนี่จะฆ่านายในทันที ไม่ต้องกังวล ต่อให้นายจะไม่ดึงมันออกจากฝักก็ตาม” 

คุโระแสยะยิ้มออกมาราวกับผู้ร้ายในนิยายแฟนตาซี 

รอยยิ้มนั่นทำให้ทุกคนในห้องผงะไปชั่วขณะ ก่อนที่ทุกอย่างจะกลับมาเป็นเช่นเดิมเมื่อคุโระทำสีหน้าให้กลับมาเป็นดั่งปรกติ 

“ไปกันเถอะ” 

“ค...ค่ะ ทางนี้ค่ะ” 

คุโระเดินตามมาริเอะไปและทิ้งให้มามิยะพักผ่อนโดยมีมาเอลคอยเฝ้าไว้อยู่ 

“ชั้นมีเรื่องสงสัยอยู่ ตอนแรกก็ว่าจะถามมามิยะ แต่เธอก็ไม่ได้ดูโง่ คงคาดหวังคำตอบได้สินะ” 

“ขอบคุณสำหรับคำชมที่ดูไม่เหมือนนะคะ แล้วมีอะไรงั้นเหรอคะ?” 

“พริบตาที่ไอ้หัวฝอยขัดหม้อนั่นฟันดาบใส่ชั้น ดาบของมันส่องแสงสีเขียว ชั้นรู้สึกแปลกๆกับมัน ทั้งความเร็วและแรงเฉือน มันดูไม่เหมือนกับการฟันดาบที่ชั้นรู้จักเท่าไร รู้สึกยัยมามิยะจะเรียกมันว่าศาสตร์ดาบสินะ” 

“ค่ะ ศาสตร์ดาบคือศาสตร์ในการใช้ดาบ ที่จริงก็มีศาสตร์ชนิดอื่นเช่นศาสตร์หอก ศาสตร์ค้อนเอง แม้แต่สิ่งที่ไม่นิยมที่สุดอย่างศาสตร์ธนูเองก็มีเช่นเดียวกัน จุดเด่นของศาสตร์คือการรวมเป็นหนึ่งกับปราณ เมื่อควบคุมปราณได้ ก็จะใช้ศาสตร์ได้ ให้ฉันอธิบายเพิ่มไหมคะ?” 

“อีกไกลรึเปล่ากว่าจะถึง” 

“ไม่หรอกค่ะ อันที่จริงตรวหัวมุมตรงนั้น เลี้ยวขวาวไปนิดหน่อยก็จะเจอแล้วล่ะค่ะ” 

“ถ้างั้นก็รีบเล่าเลย” 

“ค่ะ” 

มาริเอะหายใจเข้าเล็กน้อย ก่อนจะเริ่มอธิบายเรื่องราวเกียวกับศาสตร์ให้คุโระฟัง 

“พูดให้เข้าใจง่ายก็ ศาสตร์คือกระบวนท่าค่ะ เมื่อใช้งานศาสตร์แล้วการจะยกเลิกนั้นก็เป็นไปได้ แต่จะได้รับผลกระทบค่ะ ศาสตร์จะกำหนดการโจมตีที่ตายตัว แต่ถ้าหากฝึกฝนจนชำนาญก็จะประยุกต์ศาสตร์ให้สอดคล้องเข้าด้วยกันได้ รวมไปถึงลบจุดอ่อนของศาสตร์ค่ะ อีกทั้งปราณของแต่ละคนจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับธาตุของแต่ละคนค่ะ เอิร์ลบลอซซัมนั้นมีสีเขียว นั่นคือคุณสมบัติของธาตุลมค่ะ รวดเร็ว แม่นยำ และเฉียบขาด ศาสตร์ที่ตัดได้แทบทุกอย่างมักจะอยู่ที่ธาตุลมค่ะ ถ้าหากสีเข้มกว่านั้นคงจะเป็นธาตุพิษ อ่อนกว่านั้นคือพืช คุณสมบัติแตกต่างกันไปค่ะ” 

ระหว่างที่เล่า มาริเอะก็ค่อนๆเดินให้ช้าลง เพราะเรื่องที่พูดนั้นแม้จะพูดติดกันรัวๆแต่ก็เยอะเกินกว่าจะเล่าหมดด้วยความเร็วเท่าเดิม 

และเมื่อมาถึงหน้าประตูห้องผู้อำนวยการ มาริเอะก็จบการเล่าเรื่องในทันที 

*ก๊อกๆ* 

“มาริเอะ ซิลฟอร์ดค่ะ ดิฉันพาแขกของคุณมามิยะมาเข้าพบผู้อำนวยการค่ะ” 

“เชิญเลย” 

*เอี๊ยด...* 

มาริเอะบิดลูกบิดประตูแล้วเปิดมันออก ในห้องแห่งนี้ไม่ได้กว้างใหญ่อะไรเลย ไม่ใช่เพราะมันเต็มไปด้วยเอกสาร แต่เดิมห้องนี้ก็เล็กมาตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว 

ผู้อำนวยการคือตาลุงที่เสียผมซึ่งชี้ฟู และรวมกับเคราที่ไว้มานั้น เขาเปรียบเสมือนกับราชสีห์ร่างโตที่ยืนสองขา กล้ามเนื้อที่เขามีนั้นบ่งบอกได้เลยว่าคนคนนี้ฝึกฝนตนเองอยู่ตลอด 

“แขกของมามิยะงั้นเหรอ? จริงๆเธอพูดว่าเธอพาคนมาเข้าพบก็ได้นะซิลฟอร์ดจัง” 

“...ขอประทานอภัยค่ะ” 

มาริเอะก้มหน้าลงด้วยความเขินอาย ไม่ใช่เพราะผู้อำนวยการหรือวิธีการพูด แต่เป็นเพราะความสะเพร่าของตนต่างหาก 

“ไม่เป็นไรหรอก เงยหน้าขึ้นเถอะ แล้วก็เชิญนั่งก่อนเลย” 

ผู้อำนวยการมีน้ำเสียงที่อ่อนหวานไม่เหมาะกับใบหน้า ถ้าได้ยินแค่เสียงคงนึกว่าเป็นผู้ชายตัวไม่สูงเหมือนมาเอล แต่กลับมีรูปร่างที่กำยำน่าเกรงขาม ช่างไม่สมดุล 

“ว่าแต่เด็กคนนี้มีธุระอะไรอย่างนั้นเหรอซิลฟอร์ดจัง?” 

“ค่ะ ชายคนนี้คือ...จะว่าไปฉันยังไม่ทราบชื่อของคุณเลยนะคะ” 

“เธอนี่ความจำสั้นจริงๆเลยนะ ย้อนกลับไป เมื่อตอนที่มามิยะฝืนตะโกนข่มขู่ให้เจ้าหัวฝอยขัดหม้อนั่นยอมถอยแต่เจ้านั่นไม่ยอมถอย ชั้นมั่นใจว่าเธอที่อยู่ใกล้น่าจะได้ยินชัดเต็มสองหูนะ” 

มาริเอะนิ่งเงียบนึกย้อนไปยังช่วงเวลาเมื่อครู่ ก่อนที่จำท่าทำทางราวกับว่า “นึกออกแล้วล่ะค่ะ” แล้วหันกลับไปพูดกับผู้อำนวยการที่แสดงสีหน้าแหยงๆอยู่ตรงหน้าอย่างไม่สังเกตเห็น 

“ชายคนนี้ชื่อคุโระค่ะ ดูเหมือนจะเป็นคนรู้จักที่ค่อนข้างสนิทกับคุณมามิยะ และด้วยเหตุผลบางประการทำให้ดิฉันมาที่นี่แทนที่คุณมามิยะค่ะ และคุณมามิยะให้ฉันมาบอกผู้อำนวยการว่าอยากจะให้เขาเข้าเรียนกที่โรงเรียนแห่งนี้โดยคุณมามิยะจะรับรองสถานภาพและความสามารถของชายคนนี้ค่ะ และเรื่องความสามารถ ดิฉัน เอิร์ล มาริเอะ ซิลฟอร์ด และ บารอน มาเอล วัลลาติน่า จะช่วยรับรองด้วยค่ะ” 

“ว่าไงนะ!? อันที่จริงแค่มามิยะคุงมารับรองด้วยตัวเองการเข้าเรียนก็แทบจะเป็นไปได้แล้ว นี่กะจะไม่ให้เขาได้รับการทดสอบเลยอย่างงั้นเหรอ?! แถมวัลลาติน่าคุงก็ยอมให้การรับรองด้วย? เขาเห็นอะไรในตัวชายคนนี้กัน?” 

“เจ้าเปี๊ยกสมหญิงคุงนั่นแลดูมีอภิสิทธิ์กว่าใครเพื่อนเลยนะ ขอฟังเหตุผลหน่อยสิ” 

“เรียกซะเสียคนเลยนะเอ็ง วัลลาติน่าคุงเป็นถึงผู้ช่วยรองประธานคณะกรรมการฝ่ายพยาบาล จริงอยู่ที่มีความสามารถไม่มาก แต่ด้วยทักษะพิเศษติดตัวอย่าง “เนตรทิพย์” ทำให้เขาประเมินความสามารถของคนออกมาได้ด้วยการมองน่ะ” 

“เวทมนตร์เหรอ? มามิยะบอกว่าที่นี่ไม่มีเวทมนตร์นี่?” 

“เวทมนตร? อ่านนิยายแฟนตาซีเพ้อฝันอยู่เรอะ ถึงจะมีชื่อเรียกหรูแต่ก็เป็นแค่ความสามารถพิเศษที่ไว้ตรวจสอบความสามารถทางร่างกาย ถึงจะประเมินออกมาได้ใกล้เคียงแต่ก็ไม่ใช่ว่าจะประเมินออกมาได้แม่นยำ ถึงอย่างนั้นความใกล้เคียงของเขาก็แทบจะร้อยเปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว เพราะแบบนั้นเขาถึงเหมาะกับฝ่ายพยาบาล เขามีสายตาที่ดี การตัดสินใจที่เฉียบคม แม่นยำ ความเร็ว เขาสามารถเย็บแผลคนไข้ได้ราวกับมันเป็นอาชีพของเขา ความสามารถของเขาสูงกว่าแพทย์ทั่วไปซะอีกนะ” 

(ไอ้เจ้าเปี๊ยกสมหญิงนั่นไม่ธรรมดาจริงๆ สงสัยจะแหย่เล่นไม่ได้แล้วล่ะสิเนี่ย) 

“ถึงขั้นที่ทำให้วัลลาติน่าคุงคนนั้นช่วยรับการรับรองให้ได้ ดูเหมือนเอ็งจะมีความสามารถอยู่พอตัวสินะ” 

“แค่ทักษะการเคลื่อนไหวกับการต่อสู้ด้วยมือเปล่าล่ะนะ ชั้นไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่าศาสตร์จนถึงเมื่อครู่นี้ และไม่ค่อยเก่งดาบเท่าไร ถ้าไม่พึ่งความสามารถทางร่างกายที่มีก็แทบจะอ่อนปวกเปียกเลยล่ะ และชั้นก็มาเพื่อเรียนรู้ไม่ได้อยากเด่นมาก แต่ก็ยินดีที่จะตอกหน้าพวกที่เข้ามาหาเรื่อง ถ้าไม่มีจะดีใจมากกว่าล่ะนะ อีกอย่างคือต้องการข่าวลือ ถ้าเจอข่าวลือที่เกี่ยวกับผู้หญิงผมขาว เด็กผู้หญิงผมชมพูดสองคนที่มีตาสีฟ้ากับสีเขียว และยัยเด็กหูจิ้งจอกพิการหูขาดข้างหนึ่งก็ช่วยบอกหน่อยก็แล้วกัน เป็นคนทีี่ตามหาน่ะ” 

“โห ยังไม่ทันได้เข้าเรียนกแต่กล้ามาขอให้ข้าช่วยหาข่าวลือมาให้อย่างนั้นเหรอ?” 

“ถ้าไม่ขอร้องแกที่เป็นผู้อำนวยการที่ได้รับข่าวสารมากมายกว่าใครเขา ชั้นก็ต้องไปหาเรื่องทางกิลด์น่ะสิ” 

“โฮ่ ถ้างั้นข้าจะจัดการให้ก็แล้วกัน” 

“เข้ากันได้ดีเป็นปี่เป็นขลุ่ยเชียว” 

มาริเอะทำสีหน้าแหยงๆใส่ทั้งคู่แล้วถอยออกมาห่างๆ ผู้อำนวยการกระแอมไอพร้อมหยิบกระดาษแล้วเริ่มขีดเขียนอะไรบางอย่างลงในนั้น ไม่นานเขาก็พับกระดาษนั่นแล้วจัดใส่ซองพร้อมปั๊มตราอย่างดี 

“นี่คือจดหมายรับรอง เดี๋ยวชั้นจะจัดการที่เหลือเอง ส่วนเอ็งเอาจดหมายนี่ไปให้ผู้หญิงสวยๆที่อยู่ตรงสุดทางเดิน ซึ่งให้ซิลฟอร์ดจังพาไปก็แล้วกัน จดหมายนี่จะทำให้ผู้หญิงคนนั้นรู้ว่าเอ็งเป็นนักเรียนของที่นี่แล้ว และจะได้รับของจากเธอเป็นเครื่องยืนยัน” 

“สมุดประจำตัวนักเรียน อาวุธหากคุณต้องการ เสื้อนอกของทางโรงเรียน และคุณต้องลงทะเบียนเรียน เลือกสาขาที่คุณต้องการเลย” 

“ไว้เธออธิบายระหว่างทางด้วยล่ะ” 

คุโระลุกขึ้นยืน มาริเอะที่เห็นคุโระลุกขึ้นก็ลุกขึ้นยืนบ้าง พร้อมหันไปก้มหัวบอกลาผู้อำนวยการอย่างสุภาพ ทางคุโระนั้นหันมาโค้งหัวให้เล็กน้อยแล้วเปิดประตูเดินออกไป 

มาริเอะเดินนำหน้าเพื่อนำทางคุโระไปยังจุดที่ผู้อำนวยการบอก พร้อมเล่าเรื่องที่คุโระต้องการรู้ให้ฟัง 

“สาขาที่คุณจะเลือกนั้นมีอยู่มากค่ะ หอก โล่ ดาบ กระบอง ค้อน มีด แต่ละสาขาจะมีแบ่งฝ่ายด้วย แผนกต่อสู้ที่คุณมามิยะกับฉันลงเรียน แผนกธรรมดาที่จะสอนพื้นฐานและแผนกซัพพอร์ตที่มาเอลเรียน จะสอนวิชาซัพพอร์ตโดยจะมีหลายฝ่ายน่ะ ถึงจะเรียนวิชาต่อสู้ต่างกัน แต่ถ้าเรียนวิชาซัพพอร์ตเดียวกันก็จะมาเรียนรวยม ทำให้แผนกซัพพอร์ตค่อนข้างจะรู้จักกันเป็นวงกว้างน่ะ” 

“แล้วแผนกต่อสู้กับแผนกธรรมดามันต่างกันยังไง?” 

“หลักๆแล้วดูที่ความสามารถ ถ้ามีความสามารถสูงจะอยู่แผนกต่อสู้ แต่ถ้าความสามารถไม่มากพอจะอยู่ฝั่งแผนกธรรมดา เพราะต้องเรียนพื้นฐานเรื่องอื่นอย่างคำนวนหรืองานเอกสาร เพื่อที่จะส่งไปทำงานยังที่ต่างๆเช่นกิลด์น่ะ” 

“อย่างนี้นี่เอง” 

คุโระกับมาริเอะคุยกันสักพัก จนกระทั่งเดินมาถึงห้องห้องหนึ่ง มาริเอะไม่พูดพร่ำทำเพลงแล้วเปิดประตูเดินไปเข้าไปในทันที 

“หืม...มีคนมาด้วยเหรอจ๊ะ? ทั้งๆที่เป็นเวลาเรียนแท้ๆ” 

“สวัสดีค่ะคุณมาเรีย คนคนนี้ชื่อคุโระ เป็นนักเรียนใหม่น่ะค่ะ เอาจดหมายนั่นให้เธอดูสิ” 

“นี่น่ะเหรอ?” 

คุโระยื่นจดหมายให้กับหญิงสาวที่ชื่อมาเรีย เธอเป็นคนที่สวย มีหุ่นที่งดงามราวกับเทพธิดา ทรวดทรงองเอวนั้นยอดเยี่ยมไร้ที่ติ น่าลูบไล้ทั้งหน้าอกและบั้นท้าย แม้คุโระจะไม่ได้มองและคิดเช่นนั้นแต่นั่นคือความจริงที่แม้แต่มาริเอะยังรับรู้ 

อีกทั้งยังมีใบหน้าที่สวย ผมยาวสีบลอนด์ทองไม่ได้หายากในโลกนี้เช่นเดียวกับผมสีดำ ดวงตาสีท้องฟ้างดงามน่าจับตามอง เธอดูเหมือนชาวต่างชาติสำหรับคุโระมากกว่าคนจากต่างโลกเสียอีก 

“มองขนาดนี้ฉันก็เขินแย่สิจ๊ะ” 

“ก็แค่คิดว่าเธอสวยดีเท่านั้นแหละนะ” 

“หุหุ ขอบคุณสำหรับคำชมนะจ๊ะ ถึงแม้เธอดูจะไม่แสดงออกอะไรเลยก็ตาม” 

“นั่นเพราะว่าถึงแม้เธอจะสวยแค่ไหน ชั้นก็มีคนที่สวยที่สุดสำหรับชั้นอยู่แล้ว ไม่ใช่ใบหน้า ร่างกาย หรือจิตใจ แค่ความรู้สึกส่วนตัวเท่านั้นแหละ” 

“เป็นพ่อหนุ่มที่น่ารักน่าชังจริงๆเลยนะจ๊ะ ยังไงก็ตามฉันคงต้องทำงานแล้วสินะ ช่วยรอสักครู่นะจ๊ะ” 

มาเรียเดินเข้าไปในห้องข้างใน ในระหว่างนั้นคุโระก็เดินดูรอบๆ ซึ่งมีอุปกรณ์อยู่เป็นจำนวนมาก และยังมีชุดแขวนเอาไว้อยู่เยอะด้วยเช่นกัน 

“นายมีอุปกรณ์ป้องกันหรือเปล่า?” 

“ไม่ต้องการน่ะ แผลของชั้นน่ะหายไวเลยไม่ต้องการเท่าไร ถ้าเธอบอกว่า “เนตรทิพย์” ของมาเอลเป็นความสามารถพิเศษเฉพาะตัว เรื่องแผลที่หายไวของชั้นก็คือความสามารถพิเศษเฉพาะตัวเหมือนกัน” 

“มีชื่อเรียกรึเปล่า?” 

“จะไปมีได้ยังไงกันล่ะของแบบนั้นน่ะ” 

คุโระหยิบดาบเล่มหนึ่งขึ้นมาดู มันเป็นดาบธรรมดาที่มีคุณภาพไม่ต่างจากดาบของมามิยะที่ให้คุโระมานี้ 

“อืม… “ฟื้นฟูตัวเอง” ? ...ธรรมดาไปแฮะ “แผลสมานเร็ว” ? แปลกๆเหมือนกันนะเนี่ย” 

“ “รีโคเวอร์รี่” ” 

คุโระหันไปทางต้นเสียง และนั่นก็คือมาเรียที่มาพร้อมกับเอกสารในมือ 

“รีโคเวอร์รี่? เหรอคะ?” 

“เป็นภาษาบ้านเกิดของฉันน่ะจ่ะ แปลว่า “ฟื้นฟูตัวเอง” น่ะ ” 

“นี่เธอ...” 

“ใช่แล้วล่ะจ่ะคุโระคุง ฉันกับเธอ เราคล้ายกันอยู่นะจ๊ะ” 

คุโระหรี่ตามอง มาเรียก็ยิ้มออกมาแล้วสะบัดมือปฏิเสธ 

“ฉันไม่ใช่ศัตรูของเธอหรอกนะจ๊ะ ถ้าให้เดา เธอคงหลุดมายังโลกใบนี้สินะจ๊ะ?” 

“ก็ไม่ผิดมากหรอก แต่จะดีเหรอ? ยัยคุณหนูมาริเอะไม่น่าจะตามการสนทนาของพวกเราได้นะ” 

“เอ๊ะ? อะไรกัน นี่คุณเข้าใจภาษาที่คุณมาเรียพูดเมื่อกี้ด้วยอย่างนั้นเหรอคะ?” 

คุโระหรี่ตามอง และเป็นเวลาเดียวกันกับที่มาเรียแสดงสีหน้าตกใจ 

“คุโระคุง นี่เธอ...ไม่ได้พูดเป็นภาษาอังกฤษอยู่หรอกเหรอจ๊ะ?” 

“ความสามารถส่วนตัวน่ะ ในมุมมองชั้น ชั้นจะเข้าใจภาษาที่คนอื่นพูดเป็นภาษาของตัวเอง และในที่นี้ดันเป็นภาษาญี่ปุ่น และที่ชั้นพูดไป คนที่ฟังก็จะเข้าใจเป็นภาษาของตัวเองน่ะ” 

“... “ทรานสเลเตอร์” สินะจ๊ะ” 

“อย่าตั้งชื่อแปลกๆสิ ถึงจะถูกก็เถอะ แต่เรียกมันว่า “การเข้าใจ” อย่างไม่เป็นทางการก็แล้วกัน เท่าที่ดูแล้ว นอกจากภาษาของพวกสัตว์ชั้นก็คุยได้แทบทั้งหมด อย่างมนุษย์กับปีศาจอาจจะใช้ภาษาคนละอย่าง แต่ถ้าเป็นชั้นก็จะเข้าใจความหมายของทั้งสองเผ่านี้ และก็ง่ายต่อการเจรจาเพิ่มมากขึ้น และไม่ใช่เพราะอยากจะผูกมิตร แต่กับศัตรูแล้ว ถ้าได้ด่ามันสักหน่อยหลักจากที่กระทืบเสร็จคงจะสนุกน่าดู เป็นแนวคิดแบบนั้นมากกว่า” 

“คุณนี่เลวร้ายจังนะคะ” 

“ทำไมชั้นต้องแสร้งทำตัวเป็นคนดีด้วยล่ะ ชั้นก็แค่คนธรรมดาคนนึงเท่านั้นแหละ” 

เฮอะ คุโระพ่นลมออกมาอย่างไม่สบอารมณ์ แมม้จะดูไม่เหมือนว่าเขาจะหงุดหงิด แต่ตอนนี้เขาก็ไม่ได้อารมณ์ดีมากนัก 

ไม่กี่วินาทีต่อมาหลังจากที่เขาตรวจดูสิ่งของไปอย่างมั่วๆ เขาก็หยิบเอาชุดขายาวและเสื้อเชิ้ตสีขาวแขนสั้นออกมาสองชุด  

“ต้องจ่ายเงินรึเปล่า?” 

“ไม่ต้องหรอกจ่ะ แต่...ถ้าให้ดี ก็อยากให้มาคุยกันบ่อยๆก็คงจะดีนะจ๊ะ ฉันติดอยู่ที่โลกนี้มานานแล้วน่ะจ่ะ” 

“แล้วพูดเรื่องนั้นต่อหน้ายัยคุณหนูนี่จะไม่แย่เอาเหรอ?” 

คุโระชี้นิ้วโป้งไปยังมาริเอะที่ยืนอยู่ข้างๆ แต่มาริเอะนั้นส่ายหน้าปัดปฏิเสธ 

“ถึงจะไม่เข้าใจว่าคุยกันเรื่องอะไรก็เถอะค่ะ แต่ฉันไม่คิดจะซักถาม และไม่คิดที่จะบอกคนอื่น แม้จะติดใจในคำพูดบางคำที่ว่าก็ตาม” 

“เหรอ ยังไงก็ตามเอาเป็นว่าตกลง ก็มีไม่มากนักหรอกที่จะมีโอกาสได้คุยกับชาวต่างชาติแบบเธอ และก็ไม่มีเหตุผลจะปฏิเสธด้วย” 

“แหม เพราะว่าสวยสินะคะ คุณที่เป็นคนเจ้าชู้แบบนี้ คุณมามิยะจะไม่เสียใจแย่เหรอคะ?” 

“บ้ารึเปล่า ชั้นไม่ได้รู้สึกรักใคร่กับยัยนี่ ชั้นแค่สนใจเท่านั้น” 

มาเรียยิ้มตอบคุโระ แล้วเริ่มนำเอกสารมาให้คุโระในทันที 

“นอกจากชุดนี้แล้ว อยากได้เสื้อนอกเพิ่มด้วยมั้ยจ๊ะ?” 

“ก่อนอื่นขอไว้ก่อนสักสองตัวก็แล้วกัน ชั้นไม่ใส่พวกเครื่องป้องกันยังไงก็ต้องมีชำรุดบ้างแหละ ไว้จะเอาเรื่องนั้นมาเป็นข้ออ้างในการมาหาเธอก็แล้วกัน” 

มาเรียหัวเราะเล็กน้อย ก่อนที่จะตอบตกลง 

คุโระอ่านเอกสารที่มาเรียให้มา แล้วหยิบปากกาของเธอมาเขียนข้อความลงในนั้น 

ชื่อ : คุโระ 

อายุ : 18 

อาวุธที่ใช้ : ดาบ 

สาขาที่เลือก : ดาบ 

แผนก : ต่อสู้ 

“เพราะจดหมายของผู้อำนวยการ ต่อให้จะเลือกแผนกต่อสู้ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องทดสอบหรอกนะจ๊ะ แต่มีปัญหาอะไรหรือเปล่าจ๊ะ?” 

“ชั้นไม่รู้จักศาสตร์จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ ก็ประมาณยี่สิบนาทีก่อนหน้านี้ล่ะมั้ง จากยัยนี่น่ะ และชั้นก็ใช้ศาสตร์ไม่เป็น จะให้มองแล้วทำตามได้เลยก็คงยาก น่าจะติดปัญหาแค่ตรงนี้” 

“ไม่เป็นอะไรหรอกค่ะ มีฉันแล้วก็คุณมามิยะอยู่ด้วย พวกเราจะช่วยสอนให้เองค่ะ ไม่นานนักก็คงใช้งานได้แล้วล่ะค่ะ” 

“เอาตามนี้ก็แล้วกันนะจ๊ะ” 

คุโระพยักหน้าแล้วเริ่มเขียนต่อทันที 

ความถนัด : ทักษะการต่อสู้ระยะประชิด 

ทักษะเฉพาะตัว : รีโคเวอร์รี่(ฟื้นฟูตนเอง) 

ธาตุ :  

“? อ๋อ เพราะยังไม่รู้สินะจ๊ะว่าตัวเองมีความเข้ากันได้กับธาตุอะไร” 

“กำลังคิดอยู่ห่างหากว่าควรใส่ว่าธาตุมืด ธาตุแสง หรือว่าทั้งสอง นั่นคือคุณสมบัติธาตุของชั้น ไหนๆก็ไหนๆแล้ว จะเล่าให้ฟังก็แล้วกัน แบบย่อๆล่ะนะ” 

คุโระใช้เวลาราวๆห้านาทีในการเล่าเรื่องของตนในฉบับย่อชนิดที่ไม่รู้จะย่อยังไงให้เข้าใจได้อีกให้กับทั้งคู่ได้ฟัง 

“จ...จะดีเหรอคะ มาเล่าให้ฉันฟังแบบนี้น่ะ?” 

“ไม่เป็นไรหรอก เธอบอกว่าจะไม่บอกคนอื่นก็ไม่มีปัญหา แล้วเธอก็ดูสนิทกับมามิยะด้วยสิ บอกตามตรงว่าชั้นเองก็สนใจเธอเหมือนกัน บางทีชั้นอาจจะเกิดมาเพื่อเป็นเสือผู้หญิงก็ได้ล่ะนะ” 

คุโระเดินเข้าไปโอบเอวของมาริเอะจนทำให้มาริเอะหน้าแดง แต่ด้วยเรี่ยวแรงของคุโระทำให้เธอไม่สามารถดิ้นหลุดออกไปได้ง่ายๆ 

(ด...ได้ยังไงกันคะเนี่ย!? คุโระ...แรงเยอะเกินไปหรือเปล่าคะ!?) 

มาริเอะตะโกนภายในใจ เรี่ยวแรงของคุโระนั้นมีมากกว่าผู้ชายทั่วไปหลายเท่า สำหรับมาริเอะที่มั่นใจในความสามารถของตนยังต้องตกใจกับคุโระ 

พลังและความเร็ว แค่การเนียนเข้ามาโอบกอดอย่างไม่สุภาพต่อผู้หญิงก็ทำให้เห็นอะไรได้หลายๆอย่าง 

“ดูเหมือนจะเจอเรื่องลำบากมานะจ๊ะ แต่โลกที่มีเวทมนตร์อย่างนั้นเหรอจ๊ะ? แถมคนที่เธอตามมายังโลกใบนี้ ยังเป็นคนสนิท และเป็นคนที่ทำลายโลกใบนั้นไปด้วยสินะจ๊ะ?” 

“ไม่รู้ว่าเป้าหมายจริงๆคืออะไร ในส่วนของคนที่ทำบอกว่าจะจัดการพวกเลวๆทิ้ง แต่ก็ไม่เข้าใจว่าเอาอะไรมามั่นใจว่าแต่ละที่มีคนเลวๆ แล้วต้องทำถึงขั้นถล่มทั้งราชอาณาจักรด้วย แต่ดูเหมือนว่าคนที่คอยบงการนั่น แม้จะกระจอกกว่าแต่ก็ฉลาดเป็นกรด ยัยนั่นแทบจะคุมเกมเอาไว้หมดเลยด้วย ยังไงก็ตามความสามารถของยัยนั่นไม่ใช่อะไรที่พวกเธอจะต่อกรได้หรอกนะ ถ้าเจออะไรแปลกๆก็ช่วยเอามาเล่าให้ชั้นฟังให้ไวเลยล่ะ” 

“ได้เลยจ่ะ แล้วเรื่องของธาตุประจำตัว อันที่จริงทั้งสองธาตุนั้นเป็นอะไรที่หายากมากเลยนะจ๊ะ สำหรับธาตุแสงนั้นจะเกี่ยวกับการซัพพอร์ตเสียมากกว่า แต่ก็น้อยคนที่จะมีความสามารถของธาตุที่ว่า แล้วธาตุมืด อันที่จริงมีเพียงแค่เผ่าปีศาจเท่านั้นแหละจ่ะที่ใช้ได้” 

คุโระเลิกคิ้ว 

“เผ่าปีศาจนี่ ใช่ไอ้พวกที่อยู่ในทวีปแห่งความมืดรึเปล่า?” 

“ไม่ใช่จ่ะ เผ่าปีศาจคืออมนุษย์ที่มีความใกล้เคียงกับมนุษย์มากที่สุด แต่มีเขางอกออกมา ผิวจะคล้ำกว่าหน่อยๆ อย่างต่ำก็เหมือนชาวเอเชียน่ะจ่ะ แต่สำหรับคุโระนี่ค่อนข้างจะขาวเลยนะจ๊ะ คนญี่ปุ่นเป็นแบบนี้กันหมดเลยเหรอจ๊ะ?” 

“ก็ไม่ถูกหรอก แต่ก็ส่วนมากล่ะนะ ...แสดงว่าจะเป็นคนแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สินะ สีผิวอาจจะเข้มกว่านั้นนิดหน่อย ผิวแทนอ่อนสินะ?” 

“ประมาณนั้นจ่ะ บางคนก็จะมีปีกหรือหางด้วย ส่วนใหญ่จะเป็นพวกชนชั้นสูงน่ะจ่ะ แต่พวกที่อยู่นอกทวีปแห่งแสง หรือที่เรียกว่าทวีปแห่งความมืดนั่นแหละจ่ะ พวกที่อาศัยอยู่ในนั้นเรียกว่าเผ่ามารน่ะจ่ะ” 

(ต้องแยกความแตกต่างระหว่างสองเผ่านี้แล้วสิเนี่ย) 

คุโระถอนหายใจอย่างไม่สบอารมณ์ ก่อนจะยื่นเอกสารคืนมาเรีย 

“เรื่องนั้นน่ะช่างมันเถอะ ชั้นว่าชั้นจะมาที่นี่นานไปแล้วนะ นี่ก็จะเที่ยงแล้ว ไม่คิดว่ามันจะแย่รึไง? ทั้งเรื่องไม่เข้าเรียน ไหนจะเรื่องต้องไปหาอาจารย์อีก” 

“รู้ด้วยเหรอคะ ว่าต้องไปหาอาจารย์น่ะ?” 

“ปรกติของการเข้าเรียนน่ะ ต้องไปหาอาจารย์ประจำของตัวเอง เพื่อรายงานตัวด้วยอะไรด้วย แล้วแต่ที่น่ะ แต่ส่วนใหญ่ที่ประเทศบ้านเกิดของชั้นเป็นแบบนั้น” 

มาริเอะทุบฝ่ามือเบาๆ “อย่างนี้นี่เองค่ะ” อย่างน่ารักน่าชัง จนเผลอทำให้คุโระโอบกอดเธออย่างแนบเนียนอีกครา 

“คุณนี่มันเสือผู้หญิงจริงๆค่ะ” 

“จะว่าไปที่โลกเดิมชั้นรักเดียวใจเดียวล่ะนะ ต้องขอบคุณยัยเด็กบ้าคนนึงที่ทำให้ชั้นกลายเป็นแบบนี้แล้วล่ะ” 

“กรุณารีบกลับไปเป็นคนเดิมเลยค่ะ!” 

“ไม่มีทาง” 

คุโระยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ แม้จะทำให้หลงเสน่ห์ได้แต่ก็ทำให้หงุดหงิดได้เช่นกัน 

“อีกไม่ถึงสองชั่วโมงก็จะพักเที่ยงแล้วนะจ๊ะ ก่อนอื่นก็ต้องไปหาอาจารย์ประจำคลาสของเธอ แล้วก็ยื่นนี่ให้อาจารย์ซะนะจ๊ะ จะไปตอนนี้เลยหรือจะเป็นช่วงพักเที่ยงก็ได้ทั้งนั่นแหละจ่ะ” 

มาเรียนำเอกสารใส่ซองจดหมายที่มีตราคนละชนิด แล้วแนบไว้กับจดหมายเดิมให้กับคุโระ 

“ถามหาอาจารย์ประจำชั้นปีหนึ่งสาขาดาบแผนกต่อสู้นะจ๊ะ หรือจะให้มาริเอะจังเป็นคนบอกก็ได้นะจ๊ะว่าคนไหน” 

“แบบนั้นดีกว่าล่ะนะ” 

“ส่วนนี่เสื้อนอกจ่ะ ใส่ได้หรือเปล่าจ๊ะ?” 

“สายตาดีนี่ รู้ด้วยนะว่าชั้นใส่ได้ แถมเตรียมให้ซะพอดีตัวด้วย” 

“ไม่ขนาดนั้นหรอกจ่ะ” 

คุโระหยิบเสื้อนอกมาหนึ่งตัวแล้วสวมใส่มันในทันที เขาไม่ได้ติดกระดุมที่มีให้แล้วปล่อยไว้อย่างนั้น 

“ช่างไม่เรียบร้อยเอาซะเลยนะคะ” 

“ก็มันอึดอัดล่ะนะ ไม่ว่าจะตัวใหญ่หรือตัวเล็กก็ตามเถอะ” 

คุโระหยิบของที่เหลือโยนเข้าเวทมิติ โดยเขาเล่าเรื่องนี้ให้ทั้งคู่ฟังแล้ว แต่ทั้งคู่ที่ไม่รู้จักเวทมนตร์มาก่อนก็อดที่จะตกใจและตกตะลึงไม่ได้เลยแม้แต่น้อย 

“เวทมนตร์สุดยอดเลยค่ะ ฉันเองก็ใฝ่ฝันว่าจะทำแบบนี้ได้บ้างเหมือนกันค่ะ” 

“เสียใจด้วย แต่กับโลกนี้แล้วไม่ได้หรอกนะ” 

“นั่นสินะคะ” 

น่าเสียดายจัง มาริเอะบ่นพึมพำพลาง “เฮ้อ” ถอนหายใจออกมาเช่นนั้น คุโระที่อะไรๆก็เตรียมพร้อมเสร็จแล้วก็พร้อมที่จะออกไปจากห้องนี้อย่างเต็มที่ 

“เดี๋ยวก่อนนะจ๊ะ ไม่เลือกหาดาบไปด้วยเหรอจ๊ะ?” 

“ไม่เป็นไร เท่าที่ดูมาก็เป็นของที่มีคุณภาพ แต่ว่าที่เอวชั้นนี่ก็ของคุณภาพ แม้ว่าใบดาบจะเล็กกว่าหน่อยแต่ก็ไม่ได้มีปัญหาเท่าไร แถมคนสำคัญอย่างมามิยะให้มาด้วย คงเพราะอยากให้ใช้เจ้านี่มากกว่ามาเอาจากที่นี่ล่ะนะ ไว้ถ้ามันพังแล้วจะมาเอาก็แล้วกัน” 

“ได้สิจ๊ะ ไว้เจอกันตอนนั้นนะจ๊ะ” 

มาเรียบอกลาคุโระ มาริเอะก้มหัวกล่าวคำร่ำลาให้กับเธอ แต่คุโระนั้นเพียงแค่หันมาสบตาแล้วโบกมือไปมาเบาๆเท่านั้นก่อนที่จะเดินจากไป 

ปลายทางหลังจากที่ออกมานั้นคือห้องพยาบาล ทั้งคู่เดินด้วยกันอย่างใกล้ชิดแต่ก็มิได้มีการพูดคุยอะไรเป็นพิเศษ เพราะยังไม่มีคำถามจึงยังไม่พูด กับเพราะไม่รู้จะคุยอะไรเลยยังไม่พูด ทั้งสองทำให้บรรยากาศดูอึมครึมแต่ก็เปล่งออร่าหวานจ๋อยทั้งๆที่ไม่เคยได้รู้จักกัน 

“เอ่อ...จะบอกว่ายังไงดีล่ะคะ เอาตามตรงแล้วอยากจะจับมือน่ะค่ะ” 

“เธอในตอนนี้ไม่เหมือนกับเมื่อตอนยี่สิบนาทีก่อนเลยนะ ยี่สิบนาทีก่อนยังเป็นแค่คนรู้จักของคนรู้จัก แต่ตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับแฟนสาวที่เพิ่งคบกันไม่ถึงหนึ่งวันเลยนะ” 

“เป็นการวิิจารณ์ที่ตรงและแย่มากเลยค่ะ คุณก็รู้ตัวดีนะคะว่าตัวเองมีเสน่ห์มากแค่ไหน ใครก็หลงใหลกันทั้งนั้น” 

“แสดงว่าเธอก็หลงชั้นสินะ?” 

คุโระพูดพร้อมยิ้มอ่อนให้เล็กน้อย นั่นทำให้มาริเอะหน้าแดงแล้วหลบตาจากเขา 

“...ก็ใช่ค่ะ” 

คุโระหัวเราะในลำคอเบาๆ ก่อนที่จะยื่นมือไปจับมือของมาริเอะเอาไว้ ไม่ใช่แค่จับแต่ผสานนิ้วมือเข้าด้วยกัน นั่นทำให้มาริเอะเขินอายหนักเข้าไปอีก 

“เป็นเอิร์ลแท้ๆแต่มาแตะเนื้อต้องตัวกับสามัญชนอย่างชั้นจะไม่แย่เอาเหรอ?” 

“เอ๊ะ? อ่ะ เอ่อ...” 

“แถมเหมือนจะมีคู่หมั้นแล้วด้วยสิ” 

“ให้ตายยังไงก็อยากจะปฏิเสธค่ะ ฉันเข้าใจความรู้สึกของคุณพ่อและคุณแม่นะคะ แต่ฉันไม่อยากจะหมั้นและแต่งงานกับคนพรรค์นั้นค่ะ ฉันยินยอมที่จะหลุดออกจากการเป็นขุนนาง จะถูกตีตราว่าเป็นนางตกอับก็ได้ แต่ให้ตายยังไงก็ไม่คิดจะแต่งงานกับคนพรรค์นั้นเด็ดขาดค่ะ” 

มาริเอะยื่นคำขาด คุโระเองก็แอบตกใจอยู่ไม่น้อยกับคำพูดที่เอาแต่ใจและไม่แยแสของมาริเอะ 

แต่ว่านะ กับคนที่เราไม่ชอบ ให้ตายยังไงก็ไม่ชอบ ต่อให้บอกว่าอยู่ด้วยกันไปนานๆเดี๋ยวก็ชอบกันเอง ของแบบนั้นมีแต่ในนิยายหรือพวกโชโจมังงะเท่านั้นแหละ 

อย่างไรก็ตามในกรณีนี้ก็เป็นนิยายเรื่องหนึ่งจึงไม่แปลกที่จะมีเหตุการณ์เช่นนั้น 

“คุณย่าเคยสอนมาค่ะ ว่าถ้าอยากทำอะไรหรือไม่อยากทำอะไร ให้แสดงเจตนารมณ์ออกมาให้ชัดเจน จงเป็นคนหัวแข็งที่ยอมรับผลที่ตามมาของการกระทำของตัวเอง ดีกว่าเป็นคนหนีความจริงด้วยการก้มหัวให้กับคนอื่นค่ะ” 

“ชักอยากจะเจอคุณย่าของเธอแล้วทำการสู่ขอเธอซะแล้วสิ แบบนี้ชั้นคงต้องไปหาเงินหรือหางานที่มั่นคงก่อนสินะ” 

คุโระพูดออกมาแบบนั้นจึงทำให้มาริเอะเขินอาย และในที่สุดก็มาถึงห้องพยาบาล 

คุโระเปิดห้องพยาบาลโดยไม่ปล่อยมือมาริเอะ และมาริเอะก็ไม่สามารถที่จะดึงมือของตนออกจากมือที่แข็งแรงของคุโระได้ทันท่วงที 

ภายในห้องพยาบาลมีมามิยะกับมาเอลที่กำลังโดนล้อมโดยผู้ชายที่ดูไม่เป็นมิตรอยู่ และเจ้าหัวโจกก็คือเอิร์ลบลอซซัมนั่นเอง 

จำนวนทั้งสิ้นโดยนับเอิร์ลบลอซซัมแล้วคือสิบเอ็ดคน ถือว่าเยอะจนทำให้ห้องแคบ แถมในช่วงที่เปิดประตู มาเอลก็ชักดาบแล้วส่งสัญญาณมาให้คุโระแล้ว 

“หัดทำอะไรให้เร็วกว่านี้หน่อยก็ดีนะไอ้เจ้าเปี๊ยก” 

“ก็ผมนึกว่าคุยด้วยคำพูดได้นี่!” 

มาเอลเข้ามาปกป้องมามิยะที่รู้สึกไม่ดีที่ได้เห็นหน้าของเอิร์ลบลอซซัม 

“แกอีกแล้วเรอะ? คราวนี้จะไม่ใจดีด้วยแล้วนะเว้ย รีบพาไอ้เตี้ยนี่แล้วไสหัวไปให้พ้นทีดิ๊!” 

“คำพูดโคตรกุ๊ยเลยนะเนี่ย นึกว่าออกมาจากมังงะซะอีก” 

“หา?” 

“เอาเถอะ ให้ตายยังไงก็ทำอะไรสองคนนั้นไม่ได้ แถมยังเอาชนะชั้นไม่ได้ต่อให้เข้ามากันหมดนั่นเลยก็ตาม แต่จะถือว่าเป็นการเตือนนะ” 

คุโระชูขึ้นมาสามนิ้ว 

“ห้องนี้น่ะแคบ แต่ถ้ารีบออกไปจากนี้ให้สามวินาที ชั้นจะไม่ทำอะไรก็แล้วกัน แต่ถ้าไม่ ชั้นจะหักกระดูกพวกแกซะ แต่ก็ถือว่าใจดีล่ะนะ ที่ไม่เอาพวกแกถึงตายน่ะ” 

คุโระแสยะยิ้มอย่างสยดสยองจนทำให้พวกของเอิร์ลบลอซซัมผงะกันไป 

“ใครจะไปกลัวแกกันวะ!?” 

“หนึ่ง” 

“ไร้สาระเป็นบ้า เห้ย ไปจัดการมันสิวะ!” 

สามในสิบของลูกน้องของมันเข้ามาหาคุโระอย่างพร้อมเพรียง 

แต่ในเวลาไม่กี่วินาที พวกมันทุกคนก็ถูกซัดปลิวกันไปคนละทิศคนละทาง แต่ละคนมีบาดแผลที่น่าสยดสยองไม่เบาแม้จะไม่ใช่แผลที่มีเหลือไหลเหวอะหวะ แต่ก็เป็นการบาดเจ็บที่ผิดรูปมนุษย์มนาไปพอควร 

“แค่ใส่แรงนิดหน่อยก็กระดูกหักกระดูกบิดกันไปหมดแล้ว แถมไอ้คนแรกนั่นชั้นเกือบเผลอจะเตะหน้ามันเข้าซะแล้ว ที่โดนไปนั่นทำให้กระดูกแตกเลยนะ พักฟื้นนานแน่ๆถ้าให้เดา” 

คุโระพูดราวกับแสดงละคร ก่อนที่จะชูขึ้นมาสองนิ้วแล้วนับ “สอง” ด้วยเสียงเรียบๆที่ฟังดูน่าขนลุก 

“สาม” 

คุโระเคลื่อนไหวอีกครั้ง เขาเข้าประชิดอีกเจ็ดคนที่เหลือแล้วจัดการหักแขนหักขาไปอย่างโหดเหี้ยม ไม่ใช่แค่ส่วนใดส่วนหนึ่งแต่เป็นทั้งหมด ไม่ว่าจะแขนหรือขาก็ไม่สามารถทำอะไรได้ มันผิดรูปจนดูน่าหวาดผวาและคงเจ็บหนักแน่ถ้าดิ้นไปมา 

คนแรกผ่านไป คนที่สองผ่านไป จากนั้นก็สาม สี่ ไล่ไปจนครบเจ็ดคน แม้จะมีคนที่พยายามจะจับมาเอลหรือมาริเอะเป็นตัวประกันหรือจะเข้าทำร้าย แต่ก็ไม่สามารถทะลุกำแพงโปร่งใสที่ปกป้องทั้งคู่เข้าไปได้เลยแม้แต่น้อย 

“อ...อะไรกัน” 

“จะว่าไปแค่เตะรอบเดียวไม่ค่อยพอใจเท่าไรกับการที่คนที่ชั้นรักโดนตามรังควานล่ะนะ” 

คุโระในคราวนี้หุบยิ้มลงแล้วแสดงสีหน้าไม่สบอารมณ์อย่างรุนแรงออกมา 

หากตามปรกติเขาจะไม่เป็นเช่นนี้ แต่ในวันนี้ช่างแปลกประหลาด แค่ไม่กี่สิบนาทีก็ทำให้เขายิ้มได้มากกว่าห้าครั้ง ไม่สบอารมณ์สามครั้ง ไม่พอใจสองครั้ง เป็นความแปลกประหลาดที่หาไม่ได้จากที่ไหนอีก 

ถ้าคานะยังอยู่ด้วยคงมีการแขวะว่าน่าแปลกจนทำให้คิ้วกระตุกได้อย่างไม่สบอารมณ์อย่างแน่นอน และถ้าเป็นแบบนั้นคงจะน่าสนุกมิใช่น้อย 

“กัดฟันให้ดีล่ะ ชั้นจะซัดแกให้สาแก่ใจชั้นเลย” 

ไม่ทันขาดคำ คุโระก็พุ่งหมัดใส่เข้าที่กรามซ้ายของมันในทันที 

มันเป็นหมัดที่หนักหน่วงจนเกิดเสียงดัง *กร๊อบ* กลบเสียง *ตุ่บ* ซะอยู่หมัด 

แค่หมัดเดียวเท่านั้น เอิร์ลบลอซซัมก็แทบจะลุกขึ้นมาไม่ได้ นับว่าสุดยอดมากที่ยังไม่สลบไปจากการโดนต่อเข้าที่จุดนั้น แถมยังด้วยแรงขนาดนั้น 

อย่างไรก็ตาม ด้วยแรงต่อยของคุโระที่มากเกินมนุษย์มนานั้นทำให้เกิดสิ่งน่าสยดสยอง กรามของเอิร์ลบลอซซัมนั้นหลุดออกจากจุดที่มันควรอยู่ 

แม้จะไม่เป็นแผลให้เห็นจากภายนอก แต่ว่าสิ่งที่เห็นกลับสยดสยองมากกว่าที่คาด ยิ่งมีเลือดที่ออกจากปากของมันยิ่งน่าหวาดผวา 

“ชั้นอ่านกฎมาดี อย่างน้อยก็ไม่ได้มีเรื่องกับใครที่ไหนก่อน พวกนายเข้ามาคุกคามและคิดจะทำร้ายชั้น ที่ชั้นทำคือการป้องกันตัวและนี่คือครั้งที่สอง” 

“ก...แก...คิดว่าทำแบบนี้กับท่านเอิร์ลบลอซซัมแล้วจะรอดไปได้อย่างงั้นเหรอ!!?” 

“ทำไมจะทำไม่ได้ พวกแกเป็นฝ่ายผิดทั้งเรื่องของกฎ ความเป็นมนุษย์และจริยธรรม” 

“แกไม่มีพยานแล้วในตอนนี้ แค่พวกข้าสิบคนก็เอาผิดแกได้แล้วว่าแกมาทำร้ายท่านเอิร์ลถึงในห้องพยาบาลน่ะ!” 

“หึ ฮ่าๆ หุฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ” 

คุโระระเบิดเสียงหัวเราะที่น่าสยดสยองออกมาจนกลบเสียงข่มขู่ของลูกน้องของเอิร์ลบลอซซัมได้จนมิดเสียง ก่อนที่จะหยุดแล้วชี้ไปยังนอกประตู 

ตรงนั้น...มาริเอะที่กำลังยืนถืออุปกรณ์บางสิ่งที่ไม่มีในโลกใบนี้ หรือแม้แต่ในโลกที่คุโระเคยไป แต่เป็นโลกเดิม โลกที่ีวิทยาศาสตร์ได้พัฒนาไปไกลแล้ว 

โทรศัพท์มือถือ แม้จะไม่ได้สอนวิธีใช้งาน แต่ถ้ากำชับว่าห้ามแตะปุ่มไหนมาริเอะก็ไม่คิดที่จะแตะจึงไม่มีปัญหา และเขาก็กดถ่ายเอาไว้เสียตั้งแต่ที่เห็นหน้าพวกมัน 

ส่วนเรื่องแบตเตอร์รี่ คุโระได้หยิบมาจากบ้านเดิมแล้วเอาใส่ไว้ในเวทมิติ เมื่อตอนมายังที่นี่ ที่ที่มีไฟฟ้า จึงทำให้เขาได้ชาร์จแบตเตอร์รี่และตอนนี้มันก็พร้อมทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ 

แต่ว่าสิ่งที่มาริเอะถือนั้น พวกมันไม่เข้าใจและไม่รู้จักว่ามันคืออะไร 

“มันคืออุปกรณ์ที่จะบันทึกภาพและเสียงเอาไว้ นั่นคือหลักฐานว่ามันเกิดอะไรขึ้น และถ้าพวกแกไม่เชื่อก็เรื่องของพวกแก แต่ก็เตรียมรับผลกรรมที่มาหาเรื่องชั้นซะด้วยล่ะ” 

“ก็แค่คำขู่---” 

“ขู่น่ะ มันเป็นคำที่ไว้ใช้กับพวกที่เหนือกว่าแล้วพยายามกดอีกฝ่ายด้วยการกุมจุดอ่อนหรือครอบงำอะไรบางอย่างของอีกฝ่าย และมันก็ถูกต้องกับกรณีนี้ เพราะชั้นมีหลักฐานที่ถูกต้องและชัดเจนชั้นเลยขู่ให้พวกแกไม่พูดเรื่องนี้ได้ยังไงล่ะ แต่ถ้าพวกแกอยากมีเรื่อง คลิปนี่ก็จะส่งตรงไปยังห้องของผู้อำนวยการ และจะมีมาตรการอะไรก็เรื่องของเขา” 

แต่ว่า คุโระพูดพลางเดินไปหามาริเอะ  

“ถ้าบทลงโทษมันเบาบางมากเกินไป ชั้นจะจัดการมันทั้งหมด และคราวนี้ชั้นเอาถึงชีวิตด้วย จำเอาไว้ด้วยล่ะ” 

“อึ่ก...” 

ด้วยคำขู่ที่เต็มไปด้วยพลังของคุโระนั้น แม้ว่าจะไม่เชื่อที่คุโระพูดถึง แต่คนพวกนี้ก็ไม่แม้แต่จะกล้าสบตาด้วย 

และไม่นาน พวกมันทั้งหลายก็ต่างพากันหนีออกจากห้องแห่งนี้ไปทั้งสิ้น 

“ไม่จบไม่สิ้นสักทีล่ะนะ” 

“นั่นสินะคะ ก็เป็นปรกติของพวกขุนนางอยู่แล้วล่ะค่ะ คนพวกนี้น่ะมีความภาคภูมิใจของตนเองอยู่ การที่ความภาคภูมิใจนั้นถูกทำลายหรือถูกสั่นคลอนย่อมทำให้เกิดความไม่พอใจ แล้วคนพวกนั้นก็จะกระทำการบางอย่างเพื่อเรียกความภาคภูมิใจของตนกลับคืนมาน่ะค่ะ” 

“ทิฐิสินะ ก็ปรกติของมนุษย์ล่ะนะ ยิ่งมีมาก ก็ยิ่งเลวร้ายมากขึ้นเช่นกัน” 

คุโระถอนหายใจเบาๆ พลางเดินไปหามามิยะที่สีหน้าไม่ค่อยสู้ดีเท่าไรนัก 

“ไหวรึเปล่า วันนี้เจอหนักเลยนะ” 

“...ทำอะไรสักอย่างได้รึเปล่าคุโระ ฉัน...เหมือนจะไม่ไหวแล้วล่ะ” 

“บอกว่าทำอะไรสักอย่างเนี่ย...ยากนะรู้มั้ย?” 

คุโระยิ้มเจื่อน ก่อนที่จะอุ้มมามิยะขึ้นมาในอ้อมแขน 

ท่าอุ้มเจ้าหญิง ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงคนไหนก็อยากจะให้ผู้ชายที่ชอบอุ้มท่าเจ้าหญิงกันทั้งนั้น ตั้งแต่ก่อนหน้านี้ที่มามิยะถูกอุ้มด้วยท่าอุ้มเจ้าหญิง เธอก็ใจเต้นมาโดยตลอด 

และครั้งนี้ก็เช่นกัน มามิยะใจเต้นจนหน้าแดง อีกทั้งยังสมองโล่งเสียจนไม่สมกับเป็นตัวเธอเลยทีเดียว 

“ฉ...ฉันว่าฉันเดินไหวนะ ค...คุโระ” 

“ไม่ล่ะ ชั้นจะอุ้มเธอขึ้น และจะพาเธอไปไว้ที่เตียงนั่น” 

คุโระยื่นคำขาดก่อนที่จะเดินพามามิยะไปยังเตียงของห้องพยาบาลจริงๆ 

“เธอบอกเองนะว่าให้ชั้นทำอะไรสักอย่าง และชั้นก็จะทำมันจริงๆ” 

“น...นายจะทำอะไรอย่างงั้นเหรอ?” 

ใจเต้นรัวจนไม่เข้าใจคำพูดของคุโระ คุโระยิ้มแสยะออกมาแล้วพูดขึ้น 

“ดูเหมือนเธอจะกลัวไอ้หัวหยิกนั่นน่าดู ถ้าให้เดาก็คงถูกข่มขู่ รังแก แต่ไม่น่าจะทำให้คนอย่างเธอหวาดกลัวได้มากขนาดนี้ คงเป็นเรื่องที่ฝังใจสินะ?” 

“อ...อื้อ ค...ค่อนข้างจะซับซ้อนน่ะ” 

“เป็นธรรมดาในนิยายต่างๆที่จะเขียนให้ไอ้พวกขุนนางแย่ๆเป็นพวกมักมากในกาม ชั้นเลยคิดว่าในฐานะที่เธอเป็นสามัญชนคงจะไม่มีทางที่จะไปรู้จักกับพวกขุนนางได้ด้วยตัวเองแน่ๆ น่าจะเป็นเพราะเธอมีฝีมือและเข้าเรียนที่นี่ ดูเหมือนจะเข้าเรียนในโรงเรียนนี้ได้ตั้งแต่อายุเจ็ดขวบสินะ” 

เมื่อได้ยินแบบนั้น มาริเอะที่อยู่ด้วยกันกับคุโระจนถึงเมื่อกี้ก็ผงะถอยไปครึ่งก้าว 

“ไม่นึกเลยค่ะว่าคุณจะวิเคราะห์ได้ดีขนาดนี้ คุณทำได้ยังไงกันคะ?” 

“ข้อมูลน่ะ แค่ในห้องของมาเรียก็มากพอแล้ว เพราะชั้นสงสัยแค่คำว่า “นักเรียนฝึกหัดชั้นปีที่หก” น่ะสิ แล้วในเอกสารที่ชั้นเขียนน่ะ มันเขียนไว้ว่า “นักเรียนระดับสูงชั้นปีที่หนึ่ง” แสดงว่าต้องมีนักเรียนระดับต่ำและระดับกลางอยู่ด้วย ทว่าถ้าให้วิเคราะห์ว่าเริ่มเรียนตั้งแต่อายุสี่ขวบก็ยังไงยังไงอยู่น่ะ เลยใช้เทียบกับโรงเรียนที่ชั้นรู้จัก ในเมื่อมามิยะที่อายุสิบหกอยู่ในระดับสูงชั้นปีที่หนึ่ง ก็หมายความว่ามีระดับต่ำสามชั้นปี และฝึกหัดหกชั้นปี พอนับเลขถอยหลังไปก็แสดงว่าจะเริ่มที่เจ็ดขวบ และมันคงเป็นเก้าปีที่มีเรื่องมากมายเกิดขึ้นถูกใช่มั้ย?” 

มามิยะสะดุ้งเฮือก ไม่ใช่เพราะพูดไม่ได้ แต่เธอแค่ยังไม่พร้อมพูดเท่านั้นเอง 

“ชั้นไม่สนว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น เพราะไม่ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น เธอก็คือของของชั้น จนกว่าเธอจะไม่ใช่ของของชั้นเท่านั้นแหละนะ” 

“อ...อะไรล่ะนั่น...” 

“เธอบอกชั้นสินะว่าให้ทำอะไรสักอย่างน่ะ” 

คุโระผลักมามิยะลงตรงเตียง และขึ้นคร่อมเธอในท่าที่ชวนหวั่นไหว และชวนให้กรีดร้องมากที่สุด 

“งั้นชั้นจะทำให้เธอเป็นของชั้นซะ ทำให้เธอลืมทุกอย่างที่เกิดขึ้น จะทำให้เธอจดจำได้แค่ชั้นคนเดียว” 

“คุโระ...” 

มามิยะหน้าแดง ก่อนที่จะยิ้มออกมาแล้วเอื้อมมือไปโอบเข้าที่คอของคุโระ แล้วพยายามที่จะดึงมาจูบ 

“อ่ะแฮ่ม! ฉันจะดูลาดเลาให้เองค่ะ” 

“ส่วนผมจะไปจัดการข้างนอกให้ก็แล้วกันนะครับ” 

“ออกไปกันให้หมดนั่นแหละย่ะ!!!!” 

ผลสุดท้ายคือทั้งสองคนถูกมามิยะขับไล่ออกจากห้องพยาบาล แต่ทั้งคู่ก็ไม่ได้ไปไหนไกล พวกเขายังคงอยู่นอกห้องแล้วก็แอบฟังเสียงของทั้งคู่กันอย่างมีความสุข โดยที่ทั้งคู่มารู้เรื่องนี้อีกทีก็หลังจากที่เสร็จกิจกันแล้ว แต่นั่นมันก็เรื่องในอนาคตอันใกล้นี้ 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว