email-icon facebook-icon Twitter-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 1

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 15 มี.ค. 2563 13:22 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 1
แบบอักษร

 

 

 

 

 

 

บทที่ 1

 

ทะเลเพลิงโหมซัดทุกทิศทาง ลูกธนูนับพันถูกยิงในทันใด เสียงกรีดร้องอย่างเจ็บปวดเกิดขึ้นทุกหนแห่ง ในหมู่บ้านเล็กๆเกิดเหตุจราจล ทุกชีวิตต่างวิ่งหนีเอาตัวรอด แม่หอบลูกหนี ผู้เป็นพ่อคว้าจอบเสียมขึ้นมาเพื่อปกป้องครอบครัว คนแก่สวดภาวนาขอให้รอดปลอดภัย

 

ทหารในชุดเกราะสีเงินขี้ม้าเข้ามาก่อนจะใช้ดาบในมือฟาดฟันเหล่าผู้บริสุทธิ์ 'หลี่หมิงซื่อ'แม่ทัพไร้พ่ายนั่งอยู่บนหลังม้า แววตาไร้ความปราณี สวมเพียงเกราะเงินที่อกเท่านั้น เกล้าผมรวบตึง เผยให้เห็นใบหน้าสง่างามที่อาบย้อมไปด้วยเลือด ดวงตาคมราวกับตาเหยี่ยว ขนตายาวดำ จมูกโด่งรันเป็นสัน ริมฝีปากหนา โครงหน้าเรียวรับกับสันกราม

 

ราวกับเทพเซียนบนสวรรค์

 

ทว่าตอนนี้กลับโหดเหี้ยมอำมหิตดั่งปีศาจจากนรก เขาตะโกนทามกลางเสียงของสงคราม

 

"ฆ่ากบฏให้หมด อย่าให้เหลือแม้แต่คนเดียว"

 

เหล่าทหารรับคำสั่ง แม้ว่าที่เขาทำอยู่นี่จะเป็นการทำร้ายคนบริสุทธิ์ไปด้วย แต่หลี่หมิงซื่อไม่อาจปล่อยไปได้ พวกกบฏต่างปลอมตัวเป็นชาวบ้านไม่อาจแยกได้ว่าใครเป็นใคร การสังหารทั้งหมดจึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

 

อย่างน้อยก็ในความคิดของเขา

 

สิ่งที่ทำทั้งหมดนี้มีความผิดฐานฆ่าคนบริสุทธิ์ ทว่าหากปล่อยกบฏหนีไปได้ สิ่งที่อันตรายยิ่งกว่าคงย่างกรายเข้ามา

 

ความโกลาหลมีอยู่ทุกพื้นที่ หลี่หมิงซื่อเห็นหญิงแก่ผู้หนึ่งกำลังหอบเด็กทารกหนี ในใจสะท้อนความเจ็บปวด มือเผลอยื่นไปหาเพียงหวังว่าการทำเช่นนั้นจะทำให้หญิงแก่ผู้นั้นได้รับการช่วยเหลือ ทว่าเมื่อหญิงชราหันมาธนูดอกหนึ่งก็ปักเข้ากลางหลังของนาง ทะลุไปถึงทารกในอ้อมกอด ล้มลงไปต่อหน้าต่อตาเขา

 

หลี่หมิงซื่อเบิกตากว้างกระโดดลงจากหลังม้า คนสนิทต้าเฉิงเห็นดังนั้นก็ตะโกนเรียกให้หลี่หมิงซื่อกลับขึ้นหลังม้า ทว่าหลี่หมิงซื่อกลับวิ่งตรงไปหาหญิงชราผู้นั้นโดยไม่สนใจเสียงเรียก

 

เมื่อมาถึงก็พบว่าหญิงชราแน่นิ่งไปแล้ว ทารกในอ้อมกอดก็เช่นกัน คราบเลือดปนกับน้ำคลำที่ติดอยู่ที่ผ้าบ่งบอกว่าทารกนี้เพิ่งแรกเกิด เขามองไปทางที่หญิงชราวิ่งมาก็พบร่างของหญิงสาวผู้หนึ่งนอนจมกองเลือดอยู่ เสื้อผ้าท่อนล่างของนางเต็มไปด้วยเลือดและนำคลำ หลี่หมิงซื่อยกมือขึ้นกุมศีรษะตนเองก่อนจะตะโกนร้องสุดเสียงราวกับว่าเขากำลังเจ็บปวด ทันทีที่เสียงนั้นสิ้นสุดลง หยาดน้ำตาของเขาก็ค่อยๆ ไหลริน เขาทำตัวราวกับคนบ้า วิ่งฝ่ากองเพลิงเข้าไปสั่งทหารให้หยุด ทว่ามันสายเกินไปแล้ว

 

หมู่บ้านถูกเผาราบ ทุกอย่างราวกับตกอยู่ในทะเลเพลิง หลี่หมิงซื่อชนะศึก ทว่าในใจกลับรู้สึกพ่ายแพ้ มือที่จับดาบพลันอ่อนแรงลง ดาบสีเงินสะท้อนโศกนาฏกรรมแห่งความผิดพลาดร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน

 

เสียงทุกอย่างจึงเงียบลง...ทว่า...

 

"เชี่ย! "

 

หลี่หมิงซื่อหันไปตามเสียงสถบด่า ทามกลางกองเพลิงกลับพบชายผู้หนึ่ง เส้นผมถูกตัดขาดจนสั่นที่หน้าแปลกใจก็คือ เส้นผมของชายผู้นั้นเป็นสีขาวเท่าทั้งหัว เครื่องแต่งกายประหลาดดูไม่ออกว่าเป็นคนของชนเผ่าใด หลี่หมิงซื่อเดินเข้าไปหาอย่างฉงน ทว่ากลับมีเสียงระเบิดดังขึ้นเสียก่อน ชายตรงหน้าทำท่าหวาดกลัวสุดขีด ก่อนจะวิ่งหายเข้าไปในบ้านหลังเล็ก หลี่หมิงซื่อพยายามวิ่งตาม ทว่าเมื่อมาถึงกลับพบเพียงกระจกบานหนึ่ง

 

หลี่หมิงซื่อจ้องมองมันอยู่นานเท่าที่จะนานได้ เขากลับไม่พบสิ่งใดนอกเหนือจากนี้ จู่ๆ พลันมีชายชราผู้หนึ่งกระโจนมาจากด้านหลัง เคียวเกี่ยวข้าวในมือของชายชราฟันลงมาที่ท้องของเขา หลี่หมิงซื่อหลบไม่ทันจึงโดนเข้าไปเต็มๆ

 

"ทหารชั้นเลวอย่างพวกเจ้าสมควรตาย เจ้าฆ่าครอบครัวข้า เจ้าสมควรตาย..."

 

ทันใดนั้นร่างของชายชราก็ลงไปนอนแน่นิ่งที่พื้น บนหลังปรากฏธนูปักอยู่กลางหลัง ทหารจำนวนหนึ่งวิ่งเข้ามาในบ้าน พร้อมกับเข้ามาช่วยกันประคองเขา

 

"ท่านแม่ทัพบาดเจ็บหรือไม่ขอรับ"

 

"ช่วยท่านแม่ทัพ!"

 

หลี่หมิงซื่อยกมือขึ้นปราม แผลเล็กแค่นี้ไม่อาจทำให้เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ทว่าเขากลับเจ็บปวดที่หัวใจหาใช่บาดแผล ตนอ้างคุณธรรมแต่สังหารคนเป็นผักปลา

 

"ถอนกำลัง.. เดี๋ยวนี้! "

 

 

....

 

ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด...

 

ดวงตาคู่งามลืมตาปรือขึ้นมา ก่อนจะหลับลงไปอีกครั้งด้วยความง่วง มือควานหาผ้าห่มก่อนจะนำมาคุมหัว อีกมือก็ยื่นไปปิดนาฬิกาปลุกที่ดังหนวกหู เมื่อเสียงเงียบลงไม่มีเสียงใดรบกวนการนอนแล้ว 'เสิ่นกู่' จึงเข้าสู่ห้วงนิทราอีกครั้ง

 

เสิ่นกู่เป็นลูกครึ่งไทย-จีน พ่อเป็นคนจีน ส่วนแม่เป็นคนไทย ซึ่งท่านทั้งสองเสียไปแล้วทั้งคู่ เสิ่นกู่จึงอยู่บ้านกับแม่เลี้ยงที่เลี้ยงเขามา เสิ่นกู่เป็นผู้ชายร่างเล็ก จะบอกว่าเล็กพอๆ กับผู้หญิงเลยก็ว่าได้ เขาพยายามออกกำลังกายแล้วแต่มันได้แค่นี้จริงๆ ผิวก็ขาวใสเป็นเด็กทารก หน้าหวานปานน้ำผึ้งเดือนห้า (...) ดวงตากลมโต ปากนิดจมูกหน่อย ย้อมผมสีควันบุหรี่ตามแฟชั่นเกาหลีที่ฮิต เพราะแบบนี้ทำให้มีผู้ชายหลายคนมาชอบ

 

เมื่อคืนเขาดูบอลดึกไปหน่อย ซ้ำทีมที่เชียร์สุดใจยังถูกถล่มประตูราบคาบ เขาเลยหมดอารมณ์จะตื่น แต่ถึงยังไงเขาก็ไม่สามารถนอนต่อได้นาน

 

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นแทนเสียงนาฬิกาปลุก เสิ่นกู่ขมวดคิ้วอย่างหงุดหงิดก่อนจะดูรายชื่อที่ขึ้นหราบนหน้าจอโทรศัพท์ก่อนจะกดรับสาย เสียงปลายสายก็พูดขึ้นอย่างเริงร่า

 

"อรุณสวัสดิ์เสี่ยวกู่ วันนี้นายต้องจ่ายเงินฉันมานะ ได้ดูผลบอลเมื่อคืนหรือเปล่า"

 

เสิ่นกู่กัดฟันจนได้ยินเสียง พูดปัดๆ ไปว่า"ครับๆ นายนี่นะ ทวงกันตั้งแต่เช้าเลยนะ'เยี่ยนฉือ' กลัวฉันหนีหรือไง"

 

อีกฝ่ายหัวเราะดังลั่นอย่างไม่จริงจังนัก"ฉันไม่ใจร้ายกับเพื่อนขนาดนั้นหรอกน่า ฉันแค่โทรมาปลุกนายต่างหาก"

 

เสิ่นกู่กลอกลูกตาขึ้น ก่อนจะได้ยินเสียงกุกกักจากปลายสาย ไม่นานเสียงแหลมเล็กก็ดังเข้ามาในสาย"เสี่ยวกู่นี่นายเล่นพนันบอลอีกแล้วหรอย่ะ รีบมาเรียนเดี๋ยวนี้เลยนะ! "

 

เสิ่นกู่ขมวดคิ้วถาม"วันนี้คลาสแคนเซิลไม่ใช่หรอ พูดอะไรของเธอ'เหม่ยหลิน'"

 

หญิงสาวไม่สนใจกล่าวว่า"อาจารย์กำลังจะเข้าในสิบห้านาที นายรีบมาเลยนะ! "

 

ว่าแล้วปลายสายก็ตัดไปกระทันหัน เสิ่นกู่ได้แต่นั่งอ้าปากค้างบนเตียง มองรอบตัวได้พักหนึ่งก็แทบจะกระโดดลงจากเตียงด้วยความเร็วแสง วิ่งคว้าผ้าเช็ดตัวเข้าห้องน้ำไป

 

เยี่ยนฉือกับเหม่ยหลินเป็นเพื่อนสนิทของเขาตั้งแต่สมัยประถม แม้ว่าจะขี้จุกจิกกันทั้งสองคนทว่าก็เป็นเพื่อนที่ดีเกินคาด เมื่อวานนี้อาจารย์หวังเหยี่ยนเป็นคนแจ้งเองแท้ๆ ว่าวันนี้คลาสแคนเซิล แต่กลับมาแจ้งกระทันหันว่าให้ไปเรียน ซ้ำยังจะเข้าคลาสในอีกสิบห้านาที จากหอพักนักศึกษาไปถึงมหาวิทยาลัยซิ่วเจินใช้เวลาอย่างน้อยก็สิบนาที ถ้าบวกลบคูณหารกันแล้วไม่มีทางทันแน่ๆ

 

เสิ่นกู่รีบร้อนออกมาจากห้องน้ำทั้งที่ยังเปียกทั้งตัว ห่อมาเพียงผ้าขนหนูตัวเดียว วิ่งคว้าทุกอย่างที่นึกได้ ก่อนจะสาวเสื้อเชิ้ตสีขาว กางเกงยีน แล้วสวมแจ็คเก็ตสีดำตัวโปรดตาม เซ็ตผมแบบลวกๆ ก่อนจะวิ่งร้อยแปดสิบไปสวมรองเท้าผ้าใบยีนสีอ่อน

 

ใช้เวลาเพียงห้านาทีเขาก็มาอยู่หน้าป้ายรถเมล์ ทว่ารถเมล์กลับออกไปแล้ว เสิ่นกู่เอามือเกาหัวตัวเอง ลนลานจนคิดอะไรไม่ออก เขาออกตัววิ่งโดยไม่คิดจะรอรถเมล์คัดต่อไป เพราะถ้ารออย่างน้อยคงใช้เวลาเป็นครึ่งชั่วโมง และจะเข้าเรียนสายแบบไม่ต้องใช้หัวคิดให้มาก ทว่าจะวิ่งไปยังไงก็ไม่ทันอยู่ดี

 

ระหว่างที่คิดว่าจะโดดเรียนหรือจะไปให้ถึงแล้วแก้ตัวสารพัดกับอาจารย์ดี เสียงแตรรถก็ดังขึ้น เมื่อหันไปก็พบรถหรูสีขาวคันหนึ่ง พอกระจกเลื่อนลงเสิ่นกู่ก็กลอกตาทันที

 

เสียงของผู้ชายคนหนึ่งก็ดังขึ้น"เสิ่นกู่ นายไม่มีรถใช่ไหม ไปกับฉันสิ"

 

'ตงฟางโจว' คุณชายทายาทเศรษฐีพันล้าน เป็นฉายาที่ได้รับมาตั้งแต่เกิด บ้านรวย รถหรู มีความมั่นใจในตัวเองสูง ทว่ากลับหลงตัวเองคิดว่าหล่อรวยแล้วคนต้องชอบ ซ้ำยังชอบดูถูกคนอื่นไปทั่ว เสิ่นกู่เห็นแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ ก่อนจะหันหลังแล้วออกเดินต่อ เสียงแตรรถก็ดังขึ้นมาอีก

 

ตงฟางโจวตะโกนขึ้นอีก"เสิ่นกู่ให้ฉันไปส่งนายเถอะนะ"

 

เสิ่นกู่หันมาก่อนจะตอบกลับ"ตงฟางโจวฉันไม่ไปกับนาย นายไปเถอะฉันเดินเองได้"

 

ตงฟางโจวยังคงไม่ยอม เขายังคงขับรถตามหลังเขาช้าๆ แล้วพูดกล่อมเขาไปตลอดทาง"เสิ่นกู่นายจะไปเรียนสายเอานะ ให้ฉันไปส่งเถอะ"

 

"นายไม่มีเรียนหรือไง รีบไปสิ"

 

"ฉันเรียนคลาสเดียวกับนายลืมแล้วหรอ นี่ก็จะเริ่มคลาสแล้ว ถ้านายไม่ให้ฉันไปส่งเราจะสายกันทั้งคู่นะ"

 

ตงฟางโจวยังคงพูดกล่อมไม่หยุด เสิ่นกู่ก็พยายามเมินเต็มที่ ตงฟางโจวมักจะชอบเข้าหาเขาแบบนี้มาตั้งแต่เมื่อก่อนแล้ว ที่ตงฟางโจวผู้นำสมัยผู้นี้เข้าเรียนโบราณคดีก็เพราะต้องการจะจีบเขา ใช่! ฟังไม่ผิด ตงฟางโจวถึงกับใช้อำนาจอันมิชอบในการเข้าเรียนเรื่องเดียวกันกับเขา และติดสินบนคนไปทั่ว ไม่แน่ว่าที่อาจารย์หวังเปิดคลาสกระทันหันอาจเพราะ...

 

ยิ่งคิดความคิดด้านดีเกี่ยวกับตงฟางโจวก็ยิ่งหดหาย แต่คลาสนี้เองก็มีความสำคัญ ถ้านี่เป็นฝีมือของตงฟางโจวจริงเขาคงติดเอฟแน่ๆ ดังนั้นเขาจึงเลือกจะหันกลับหลังไปขึ้นรถของตงฟางโจว โดยจงใจขึ้นนั่งเบาะหลัง

 

"รีบไปสิ"

 

ตงฟางโจวยิ้มกว้าง ถึงแม้ว่าเสิ่นกู่จะไม่ได้มานั่งเบาะหน้าข้างตนก็ตาม เสิ่นกู่นั่งนิ่งมองออกไปนอกกระจกรถ ชมทัศนียภาพที่เห็นจนชินตา จู่ๆ เขาก็สังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่าง เขาตะโกนขึ้นมากะทันหัน"ตงฟางโจวจอดรถ! "

 

ตงฟางโจวเบลครถทันทีแบบไม่ชะลอ ทำให้รถคันที่ตามหลังมาเกือบจะชนท้าย ขณะที่กำลังจะหันไปถามว่าเกิดอะไรขึ้น เสิ่นกู่ก็วิ่งลงจากรถไปแล้ว ตงฟางโจวมีความคิดจะตามเสิ่นกู่ไปทว่ารถคันหลังกลับบีบแตรไล่ ตงฟางโจวละล้าละลังสุดท้ายก็กระทืบเท้าสถบด่าไปทีหนึ่งแล้วเปิดกระจกรถยื่นแขนออกไปชูนิ้วกลางให้รถคันหลัง ก่อนจะเหยียบคันเร่งออกไป

 

เสิ่นกู่ลงจากรถมาก็ตรงมายังร้ายขายของเก่า หน้าร้านเรียบหรู มองจากกระจกใสเข้าไปก็เห็นของเก่ามากมายตั้งโชว์อยู่บนแท่นวาง มองดูของที่ตั้งโชว์ราคาไม่ต่ำกว่าหมื่นแน่ๆ แต่จุดนี้เป็นจุดที่เสิ่นกู่เดินผ่านเป็นประจำ เมื่อวานยังเดินมากินข้าวกับเยี่ยนฉือและเหม่ยหลินอยู่เลย ไม่ยักกะเห็นร้านขายอะไรตรงนี้ ถ้าจำไม่ผิดตรงนี้มันที่ตั้งป้ายโฆษณาเก่าๆ ...

 

เสิ่นกู่ลังเลว่าจะเข้าไปในร้านดีไหม เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ตัดสินใจจะเข้าไปดู สำหรับเขาที่เรียนโบราณคดีมาย่อมถูกของเก่าหรือของโบราณดึงดูดเป็นธรรมดา ทันใดนั้นมือของใครคนหนึ่งก็วางลงบนไหล่เขา เสิ่นกู่สะดุ้งโหยงหันไปมองหน้าตาตื่น ก็พบว่าเป็นตงฟางโจวที่จอดไว้ข้างหน้าแล้ววิ่งย้อนกลับมาหาเขา

 

ตงฟางโจวพูดเสียงหอบ"เสิ่นกู่ นายอย่ากระโดดลงจากรถแล้ววิ่งมาแบบนี้สิ มันอันตรายนะ"

 

ถึงจะไม่อยากยอมรับแต่ตงฟางโจวก็พูดถูก จู่ๆ ก็ตะโกนให้จอดแล้ววิ่งลงมาแบบนี้ เป็นใครก็โกรธกันทั้งนั้น

 

"ขอโทษที ฉันแค่..."

 

"สายมากแล้ว รีบไปเถอะ"

 

ยังไม่ทันจะได้พูดอะไรต่อ ตงฟางโจวก็ถือวิสาสะจับมือเขาก่อนจะลากให้เดินตาม เสิ่นกู่ฝืนตัวเองไว้ทว่าไม่มาก เขาหันกลับไปมองก็ต้องขมวดคิ้ว ภายในร้านมีเงาคล้ายเงาคนอยู่ อาจจะเป็นเจ้าของร้าน ทว่าเขากลับใส่ชุดโบราณคล้ายกับทหารในสมัยก่อน แต่ด้วยฝุ่นที่เกาะกระจกกลับทำให้มองไม่ชัด ซ้ำยังถูกตงฟางโจวลากอีก เสิ่นกู่จึงไม่ทันได้เห็นว่าชายคนนั้นกำลังยื่นมือมาทางตน

 

เสิ่นกู่ถูกลากมาจนถึงรถ ซึ่งก็ไกลพอสมควร เพราะตลอดแนวที่เดินผ่านมาเป็นพื้นที่ห้ามจอด นับว่าตงฟางโจวยังพอมีจิตสำนึกอยู่บ้าง ไม่จอดรถไว้มัวซัว

 

เสิ่นกู่กลับขึ้นไปนั่งบนรถเหมือนเดิม ไม่รู้ว่าเพราะใจยังภวงค์กับร้านขายของเก่าอยู่หรือยังไง เขากลับนั่งอยู่เบาะหน้าแทนแล้ว พร้อมกับฟังตงฟางโจวโม้เรื่องความรวยไปตลอดทาง เมื่อมาถึงมหาลัยตงฟางโจวก็จอดรถที่หน้าโรงอาหารกลาง เห็นได้ชัดว่าเป็นจุดที่คนรวมตัวเยอะที่สุดเพราะเป็นจุดตั้งบอร์ดมหาลัย ซึ่งเป็นจุดประชาสัมพันธ์ที่คนนอกสามารถดูได้

 

ตงฟางโจวจงใจจะให้เขาลงตรงนี้?!

 

เสิ่นกู่พูดขึ้น"นายไปจอดที่โรงจอดรถเลยสิ"

 

ตงฟางโจวทำหน้าเหมือนไม่รู้ไม่ชี้ ตอบว่า"นายรีบไปเรียนสิ ฉันจะเอารถไปจอดแล้วตามนายไปทีหลัง"

 

ถ้าเขาลงตรงนี้ได้กลายเป็นขี้ปากชาวบ้านแน่ เสิ่นกู่แทบจะประกาศใส่บอร์ดมหาลัยว่าไม่ชอบตงฟางโจว ถ้าลงจากรถของตงฟางโจวก็คงโดนคนอื่นเมาท์กันสนุกปาก ถึงเขาจะไม่ได้เดือนร้อนเท่าไหร่ก็ตามแต่แบบนี้มัน...

 

เมื่อพูดยังไงตงฟางโจวก็จะให้เขาลงตรงนี้ให้ได้เขาก็จะลง ว่าแล้วเสิ่นกู่ก็เปิดกระเป๋าเอาหมวกกับผ้าปิดปากขึ้นมาใส่ พร้อมกับถอดแจ็คเก็ตออกให้เห็นแค่เสื้อเชิ้ตแล้วลงจากรถไป ทันทีที่ลงมาผู้คนก็หันมามองเป็นตาเดียว เสิ่นกู่จึงรีบวิ่งเข้ามหาลัยไปให้เร็วที่สุด

 

ตงฟางโจวอยู่ในรถก็ได้แต่มองอย่างนึกไม่ถึง ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะเอาผ้าปิดปากกับหมวกมาด้วย พอทำแบบนั้นแล้วก็ไม่มีใครรู้ว่าเป็นเสิ่นกู่ จะวิ่งออกไปประกาศก็ไม่ได้ หรือจะเรียกชื่ออีกฝ่ายก็วิ่งไปไกลแล้ว ตงฟางโจวสถบอย่างหัวเสีย ก่อนจะขับรถไปจอดที่โรงรถ

 

ฝ่ายเสิ่นกู่พอวิ่งมาถึงจุดปลอดภัยก็จัดการเก็บผ้าปิดปากกับหมวกเอาไว้ในกระเป๋า แล้วเอาแจ็คเก็ออกมาใส่เหมือนเดิม ก่อนจะเดินเข้าห้องเรียน

 

ทันทีที่เดินเข้ามาก็เป็นดังคาด อาจารย์หวังเริ่มคลาสไปแล้ว ตอนนี้กำลังอยู่ระหว่างสอน อาจารย์หวังหันมาด้วยสายตาตำหนิ แต่พอเห็นว่าเป็นเขาก็หันกลับไปสอนเหมือนเดิม เยี่ยนฉือกับเหม่ยหลินกวักมือเรียกเขา เสิ่นกู่ไม่อยากตกเป็นเป้าสายตามากนักจึงรีบวิ่งไปที่หาเพื่อนรักทั้งสอง

 

พอก้นถึงเก้าอี้เยี่ยนฉือก็เปิดประเด็ดถาม"ฉันนึกว่านายโดนฉุดไปแล้วนะเนี่ย ตงฟางโจวเป็นคนไปรับนายใช่ป่ะ"

 

เสิ่นกู่ทำตาดุ"นายรู้ได้ไง"

 

เยี่ยนฉือทำหน้าเหมือนสงสารเขา เหม่ยหลินจึงอาสาควักโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋าแล้วใช้นิ้วเขี่ยไปมา ไม่นานก็ยื่นมาให้เขาดู ก็ปรากฏว่าเป็นภาพตอนที่เขาถูกตงฟางโจวลากกลับขึ้นรถเมื่อตอนที่เขาบอกให้จอดรถกะทันหัน ซ้ำแคปชั่นยังเขียนว่า'คู่รักฉุกลากกันกลางถนน'อีก เสิ่นกู่แทบอยากจะเอาเก้าอี้ฟาดหน้าตัวเองแรงๆ สักทีหนึ่ง เสิ่นกู่ส่งโทรศัพท์คืนเหม่ยหลิน

 

"บ้าจริง ไม่น่าลงจากรถเลย"

 

เหม่ยหลินตบบ่าเขาอย่างเข้าใจ"ฉันรู้ว่านายไม่ขึ้นรถของหมอนั่นไปโดยไม่มีเหตุผลหรอ แค่ดูภาพก็รู้แล้วว่าจงใจถ่าย ฉันอยากจะจับหมอนั่นมาฆ่าทิ้งแทนนายจริงๆ รวยซะเปล่าดันทำตัวเหมือน..."

 

เยี่ยนฉือยื่นหน้าเข้ามาใกล้"เหมือนอะไรอ่ะเหม่ยหลิน"

 

เหม่ยหลินตบปากตัวเอง ก่อนจะทำหน้าขยะแขยงขั้นสุด"ฉันไม่อยากพูดเลย"

 

"พวกเธอคุยกันพอหรือยัง ถ้าไม่อยากเรียนก็ออกจากห้องแล้วกลับไปนอนก็ได้นะ"

 

เสียงอาจารย์หวังหยุดทุกอย่างลง เสิ่นกู่และอีกสองคนหันมานั่งหลังตรงแทบจะพร้อมกัน เรียกเสียงหัวเราะให้คนในห้องได้เป็นอย่างดี เพราะยังไงทุกคนก็รู้ว่าอาจารย์หวังไม่ได้ดุจริงจังขนาดนั้น แค่แกล้งหยอกซึ่งเป็นนิสัยส่วนตัวของอาจารย์หวังที่คนชื่นชอบ เสิ่นกู่เองก็ไม่ได้คิดว่าโดนดุสักนิด แต่กลับหงุดหงิดเพราะบางทีอาจจะกำลังโดนแซวอยู่ก็ได้

 

คาบเรียบนี้เป็นคาบเรียนที่ไม่ได้มีอะไรมาก ส่วนใหญ่ก็สอนเรื่องการใช้ชีวิตในสมัยก่อน ข้าวของเครื่องใช้ที่คนสมัยก่อนใช้ ตั้งแต่สิ่งเล็กๆ ในครัวไปจนถึงในห้องนอน

 

"พวกเธอรู้หรือเปล่าว่าสมัยก่อนของที่เป็นที่นิมยมคืออะไร สิ่งใดใช้ดำเนินชีวิต เมื่อไม่กี่เดือนก่อนมีการค้นพบหลังฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์สำคัญ แต่กลับยังระบุไม่ได้ว่าเป็นของราชวงศ์ไหน นักโบราณคดีได้ขุดพบโครงกระดูกใต้ซากโบราณสถานคาดว่าเป็นขุนนางหรือไม่ก็ข้าราชการ ข้างกันยังพบกระดูกอีกศพคาดว่าเป็นคนสนิทเพราะดูจากลักษณะแล้วเป็นผู้ชายแต่มีขนาดโครงกระดูกที่คล้ายผู้หญิงมาก แต่ทางการตรวจสอบมาแล้วว่าเป็นผู้ชาย ไม่แน่ว่าอาจจะมีการ.."

 

พอพูดมาถึงตรงนี้ก็มีสาวหลายคนจู่ๆ ก็กรีดกราดขึ้นมา ร่วมถึงเหม่ยหลินด้วย เสิ่นกู่กับเยี่ยนฉืออดจะส่ายหน้าไม่ได้ รู้ได้ทันทีเลยว่าเหม่ยหลินกำลังคิดอะไรอยู่

 

เหม่ยหลินจู่ๆ ก็หันมาจับมือเข้า มองด้วยสายตาหวานเยิ้ม"เสิ่นกู่ ฉันว่าพวกเขาไม่ใช่ข้ารับใช้กับเจ้านายแน่ ต้องเป็น...เป็น..."

 

เยี่ยนฉือเห็นแล้วก็ขนลุกแทน รีบพูดแทรก"พอๆๆ ยัยเหม่ยหลิน นั่นบรรพบุรุษเราเลยนะ ลบหลู่แบบนี้ระวังโดนผีหลอกเอา"

 

เหม่ยหลินรีบสวน"หลอกบ้านนายสิ ฉันแค่คิดและจินตนาการเท่านั้นเอง อีกอย่างนะฉันก็ไม่ได้คิดจะจับโครงกระดูกมาจิ้นกันสักหน่อย"

 

เยี่ยนฉือหัวเราะ"ก็ไม่แน่นี่ บางทีอาจมีคนแถวนี้ชอบโครงกระดูกมากกว่าคนจริงๆ ก็ได้นะ"

 

ว่าแล้วก็หัวเราะออกมาซะเสียงดัง อาจารย์หวังหันมามองเป็นรอบที่เท่าไหร่ของวันแล้วก็ไม่รู้ พอเยี่ยนฉือเจอสายตาอาจารย์หวัง ก็รีบนั่งหลังตรง แต่พอลับหลังอาจารย์ก็หันกลับไปก็กลับกนั่งท่าเดิม พูดกับเขาว่า"ถามจริงๆ นะเสี่ยวกู่ ฉันกับนายก็เป็นเพื่อนกันมานานแล้ว รู้ว่านายเป็นเกย์ชอบผู้ชายด้วยกัน แต่จนป่านนี้กลับไม่เคยเห็นนายชอบพอกับผู้ชายคนไหนเลย"

 

เหม่ยหลินพูดเสริม"จริงด้วย ตงฟางโจวนายก็ไม่ชอบ หนุ่มๆ ที่เข้ามาจีบนายเป็นร้อยเป็นพันนายก็ไม่เคยสนใจ ตกลงนายตั้งสเปคไว้แบบไหนกันแน่"

 

เสิ่นกู่แกล้งทำเป็นคิดหนักให้อีกสองคนได้ลุ้นตาม ก่อนจะพูดออกมา"ฉันอาจจะชอบโครงกระดูกจริงๆ ก็ได้"

 

ทั้งสองหน้าเหวอ เสิ่นกู่หัวเราะก่อนจะตบบ่าเยี่ยนฉือกับเหม่ยหลิน"ไม่เอาน่า ฉันยังไม่เจอคนที่ใช่หรอก แต่ฉันชอบคนไม่ใช่ผีสางที่ไหนแน่นอน ส่วนเรื่องสเปคเนี่ยคงเป็น สูงสง่า หล่อแบบสวยๆ รูปร่ากำยำ น่าค้นหา มีความเป็นผู้ใหญ่ แล้วก็..."

 

"เดี๋ยวๆๆๆ ไอ้ทั้งหมดที่นายว่ามาเนี่ยบนโลกนี้จะมีคนแบบนี้ไหมเนี่ย สเปคนายอย่างกับเทพในหนังสือนิทาน ออกจะโบราณๆ ยังไงไม่รู้"เหม่ยหลินพูด

 

เสิ่นกู่ทำเป็นไม่สนใจ เขายักไหล่ให้ทีหนึ่งก่อนจะหันไปสนใจการเรียนต่อ ปล่อยให้สองคนเขาคุยกันไป อาจารย์หวังเองก็เริ่มจะเข้าเนื้อหาเจาะลึกแล้ว เขาไม่อยากพลาดตรงจุดสำคัญไป

 

"นี่คือกระจกที่ขุดพบในพื้นที่ที่คาดการณ์ว่าเป็นห้องนอนของขุนนาง เป็นกระจกทองที่แตกละเอียดเลยล่ะ พอนำมาต่อรวมกันก็มีขนาดสูงเท่าคนพอดี พื้นผิวของกระจกจะเป็นสีเหลืองบวบเหมือนที่เราเห็นในทีวีหรือละครย้อนยุคนั่นแหละ คาดว่าเป็นของใช้ที่เก็บรักษาไว้อยากดี...."

 

กระจก?

 

เหมือนในร้านขายของเก่าก็มีแฮะ เสิ่นกู่นึกถึงเรื่องเมื่อเช้าก็เหมือนจะนึกขึ้นได้ว่าในร้านตอนที่ส่องเข้าไปเขาเห็นกระจกบานหนึ่ง เป็นกระจกแบบเดียวกับที่ขุดพบเลย แต่สภาพใหม่กว่า

 

ทันทีที่คลาสเรียนเลิก เสิ่นกู่ก็รีบตรงกลับบ้านทันที"พวกนายกลับกันไปเลยนะ ฉันจะกลับเหมือนกัน"

 

เหม่ยหลินเอ่ยถามอย่างสงสัย"นายดูรีบจังนะ จะไปไหนหรอ"

 

"มีร้านขายของเก่าที่บังเอิญเจอน่ะ ฉันว่าจะไปดูสักหน่อย"

 

พอได้ยินแบบนั้นทั้งสองคนก็พยักหน้าเข้าใจ ก่อนจะร่ำลากันกลับบ้านไปคนละทาง โชคดีที่ตงฟางโจวไม่รู้ว่าหายไปไหน พอมาส่งเขาแล้วก็หายไปเลย คาบเรียนไม่ก็ไม่เข้า แต่ก็นับว่าโชคดีแล้ว เขาไม่อยากจะยุ่งด้วยมากกว่านี้แล้วเหมือนกัน

 

เสิ่นกู่ออกเดินตั้งแต่มหาวิทยาลัยไปตามทาง ถึงจะไกลจากร้านขายของเก่าเมื่อเช้าก็ตามที เดินมาได้สักพักเขาก็มาเจอร้านขายของเก่าที่เมื่อเช้าไม่ได้เข้ามาดู หน้าร้านเขียนเอาไว้แค่คำว่า'หลี่' เขาตัดสินใจที่จะเปิดประตูเข้าไป

 

ภายในร้านอากาศอับชื้น ซ้ำยังเก่ากว่าที่เห็นภายนอกด้วยซ้ำ ข้าวของข้างในล้วนแล้วแต่ถูกจัดวางไว้อย่างดี แต่พอก้มดูราคาแล้วเสิ่นกู่ก็แทบขาอ่อน ของแต่ละชิ้นราคาล้วนแล้วแต่คนธรรมดาจับต้องไม่ได้เลย อย่างน้อยก็ต้องเป็นคนมีอันจะกินถึงจะสามารถซื้อได้

 

ทว่าระหว่างที่กำลังก้มดูสิ่งของภายในร้าน เสียงของใครสักคนก็ดังขึ้นจากด้านหลัง"มาดูสินค้าหรือ"

 

เสิ่นกู่ตกใจ ทว่าก็ไม่ได้แสดงอาการอะไรที่ดูตลกมากไป เขาหันกลับมาก็พบชายชราคนหนึ่ง ผมงอกยาว เกล้าขึ้นสวมด้วยกวานสีเงิน สวมเสื้อผ้าคล้ายกับคนโบราณ หน้าตายิ้มแย้มดูแล้วไม่เป็นพิษเป็นภัย เสิ่นกู่เอามือกุมอกอย่างโล่งใจ

 

"โถ่ลุง อย่าโพล่มาแบบนี้สิ ผมตกใจแทบแย่"

 

ลุงไม่ตอบ แต่ผายมือเข้าไปในร้านซึ่งเป็นโถงเดินกว้างๆ ด้านในมีกระจกบานใหญ่ตั้งอยู่ เนื้อของกระจกเป็นทองเหลืองตามที่คาดเอาไว้จริงๆ เสิ่นกู่ลืมตัววิ่งเข้าไปดูอย่างตื่นเต้น เมื่อสัมผัสดูเนื้อกระจกละเอียดซ้ำยังสะท้อนเงาได้ชัดเจน ไม่มีตรงไหนที่เหมือนของเก่าเลยสักนิด

 

"กระจกบานนี้เหมะกับท่านนะขอรับ"

 

จู่ๆลุงก็พูดขึ้น เสิ่นกู่กลั้นขำกับบริการแปลกๆ ของร้าน นอกจากให้แต่งชุดโบราณแล้ว ยังเพิ่มความคลังโดยการให้พูดจาแบบนี้อีก

 

เขาเอามือลูบกระจกไปมาไม่หยุด รู้สึกถูกชะตายังไงก็ไม่รู้ แต่เมื่อก้มดูราคาที่อยู่ด้านล่าง เขาก็รีบชักมือกลับแทบไม่ทัน

 

นอกจากจะสวยแล้ว ราคาก็มหาศาลเลย เอาเงินเก็บทั้งชีวิตมาซื้อยังซื้อไม่ได้ด้วยซ้ำ ของดียังไงก็ต้องมีราคาที่สมน้ำสมเนื้อสินะ

 

ลุงพูดขึ้นอย่างแปลกใจ"ไม่ชอบหรือขอรับ"

 

เสิ่นกู่ยิ้มแหย่ๆ "คือ...ชอบครับ ผมชอบมากๆเลยแต่...มัน...แพงไปอะลุง"

 

คำสุดท้ายเสิ่นกู่พูดเหมือนกระซิบ ก่อนจะเกาหัวแก้เก้อไปก่อน อุตส่าเจอของที่ถูกใจแต่ดันไม่มีปัญญาซื้อซะได้

 

ลุงพูดขึ้น"น่าเสียดายนะขอรับ เช่นนั้นข้าให้ท่านโดยไม่คิดเงินดีหรือไม่ขอรับ"

 

"หา! "

 

"ไม่ดีหรือขอรับ"

 

"ลุงพูดจริงป่าวเนี่ย ไม่ใช่ว่าให้แล้วเรียกเก็บเงินทีหลังนะ"

 

ลุงส่ายหน้า ก่อนจะพูดอีกว่า"ของทุกชิ้นมีเจ้าของ เมื่อเจ้าของมารับคืนข้าจะเก็บเงินได้อย่างไร ท่านเอาไปเถอะ"

 

ถึงมันจะฟังดูเหลือเชื่อไปหน่อย ทว่าเสิ่นกู่กลับมีความอยากได้มากซะอย่างนั้น เขาจ้องมองมันไม่วางตา ก่อนจะตัดสินใจพูดออกไป

 

"ผมไม่เอาหรอกลุง ของฟรีมีในโลกซะเมื่อไหร่"

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เปิดเรื่องใหม่จ้า เรื่องนี้ออกแนวทวิภพเนาะ555 ซึ่งก็ไม่ได้บังเอิญ ไรท์ตั้งใจให้คล้าย แต่ไรท์แค่เอาแนวคิดการย้อนอดีตมาเนาะ เนื้อเรื่องที่เหลือไปติดตามกันเอาเองเด้อ ทวิภพ in China

 

ถ้าชอบตอน 2 อาจจะมาเร็ว ต้องดูความนิยมเสียก่อน

 

เรื่องนี้ติดเหรียญหนาบอกไว้ก่อน

 

 

 

 

ความคิดเห็น