facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

เป็นแฟนคนเถื่อน : 21

ชื่อตอน : เป็นแฟนคนเถื่อน : 21

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 706

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 03 ก.ค. 2564 12:39 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เป็นแฟนคนเถื่อน : 21
แบบอักษร

 

 

เป็นแฟนคนเถื่อน : 21 

 

 

Rach Part :  

“เราจะไม่บอกคุณใหญ่กันก่อนเหรอครับ?” ผมว่าอย่างเป็นกังวล เอื้อมมือไปจับแขนของพี่ชายคนกลางเอาไว้ให้หยุดเดินก่อน 

“ไม่ครับ แบบนี้แหละดีแล้ว” คุณกลางค้านเสียงดังฟังชัดแถมยังเลื่อนมือมาจับมือผมไว้แล้วจูงให้เดินตามไปอีก 

“แล้วคุณกลางรู้ได้ยังไงครับว่าคุณใหญ่มีเพนเฮาส์อยู่ที่นี่?” ผมถามด้วยความสงสัยปนแปลกใจ  

วันนี้ผมถูกคุณกลางพาออกมาจากคอนโดฯ ตั้งแต่เช้าโดยรู้แค่ว่าเราจะมาจับผิดคุณใหญ่กัน ตอนนั่งรถมาคุณกลางเล่าให้ฟังว่าคุณใหญ่แอบมาซื้อเพนเฮาส์ใจกลางกรุงเอาไว้ ราคาแพงหลายสิบล้าน และคุณกลางยังบอกอีกว่าคุณใหญ่นั้นไม่ได้อยู่ที่นี่เพียงลำพัง แต่อยู่กับใครที่ไหนก็ไม่รู้ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มากทำให้คุณกลางต้องมาดูให้เห็นกับตา แต่ทั้งหมดทั้งมวลที่เล่ามาผมก็ยังไม่รู้ว่าคุณกลางไปเอาข่าวนี้มาจากไหน เพราะผมเองยังไม่รู้อะไรเลยสักอย่าง 

“คุณเล็ก ถ้ากลางอยากรู้อะไร กลางก็ต้องรู้ให้ได้ครับ โดยเฉพาะเรื่องของคุณใหญ่” คุณกลางหันมาพูดด้วยสีหน้าและท่าทางจริงจังระหว่างรอลิฟต์ 

“อะไรที่ทำให้คุณกลางสนใจเรื่องของคุณใหญ่ขนาดนี้ครับ?” ผมไม่เข้าใจว่าพี่ชายของผมเป็นอะไรกันไปหมด คนหนึ่งก็เก็บตัวเงียบทำตัวลึกลับเหมือนมีความลับปิดบัง ส่วนอีกคน สายข่าวแน่นมาก น่ากลัวสุด ๆ ไม่มีความลับสำหรับคุณกลางเพราะคุณกลางจะแฉหมดทุกคน 

“ก็ตั้งแต่ที่คุณใหญ่ค้างที่บริษัทบ่อย ๆ ไม่ยอมกลับบ้านกลับช่องนั่นแหละครับ” คุณกลางกอดอกส่งเสียงจิ๊จิ๊ะอย่างขัดใจเมื่อลิฟต์มันมาช้า จนตอนนี้ผมก็ยังสงสัยว่าคุณกลางไปเอาคีย์การ์ดมาจากไหน ความจริงเราไม่ควรเข้ามาได้ถึงขนาดนี้ แต่เพราะคุณกลางมีคีย์การ์ดของที่นี่ เราเลยมาอยู่ตรงนี้ได้ 

“แค่นั้นเองเหรอครับ? เมื่อก่อนคุณใหญ่ก็เป็นแบบนี้ไม่ใช่เหรอ?” ยังไงผมก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี อะไรคือจุดที่ทำให้คุณกลางสงสัยในตัวคุณใหญ่แล้วเริ่มตามสืบเรื่องของคุณใหญ่? 

“เมื่อก่อนน่ะค้างที่บริษัทจริง ๆ แต่ตอนนี้คุณใหญ่โกหกพวกเรา เขาไม่ได้ค้างที่บริษัทแต่มาอยู่ที่เพนเฮาส์กับใครบางคน” คุณกลางพูดด้วยสีหน้าท่าทางจริงจัง เป็นจังหวะเดียวกันกับที่ลิฟต์ลงมาถึงพอดี พอเราเดินเข้ามาในลิฟต์คุณกลางก็กดไปที่ชั้น 42 ซึ่งเป็นชั้นบนสุดของตึกนี้ 

“คุณใหญ่มีแฟนเหรอครับ?” ตกลงแล้วคนที่มาอยู่กับคุณใหญ่นี่เป็นใครกันแน่ อาจเป็นเพื่อนหรือคนรู้จัก 

หรืออาจเป็นแฟน? 

แต่อย่างคุณใหญ่นี่นะจะมีแฟน? 

เป็นไปได้เหรอ? 

“กลางก็ไม่รู้ว่าจะเรียกแฟนได้ไหม แต่เขาก็ทำให้คุณใหญ่ไม่ยอมกลับบ้านได้นั่นแหละ” คุณกลางว่าอย่างหัวเสีย หน้าตาดูบูดบึ้งขึ้นมาเชียว นี่เป็นอาการของคนหวงพี่ครับ แต่คุณใหญ่ก็น่าหวงจริง ๆ นั่นแหละ อย่างคุณใหญ่น่ะมีคนเดียวในโลกนะ เป็นรุ่นลิมิเต็ดอิดิชั่นเชียวล่ะ! 

“เราทำแบบนี้คุณใหญ่จะโกรธเอาได้นะครับ” ผมยังคงเป็นกังวล พวกเราไม่เคยทำอะไรที่ไม่ปรึกษาคุณใหญ่ก่อน(ยกเว้นตอนมีเรื่องกับหนีไปแข่งรถ) ถ้าคุณใหญ่อยู่ที่นี่จริง ๆ แล้วมันจะผิดตรงไหน คุณใหญ่อาจไม่พอใจที่พวกเรามาโดยไม่บอก ยิ่งถ้ารู้ว่าคุณกลางแอบสืบเรื่องของตัวเองด้วยแล้วคุณใหญ่จะต้องโกรธมากแน่ ๆ 

“คุณใหญ่เคยโกรธพวกเราจริง ๆ สักครั้งไหม? ไม่ต้องห่วงหรอกน่า เชื่อกลางแล้วทุกอย่างจะดีเอง” คุณกลางยกมือขึ้นแตะไหล่ผมแล้วพูดออกมาด้วยท่าทางมั่นอกมั่นใจ แต่ทำไมผมไม่เห็นรู้สึกมั่นใจอะไรเลย ไม่นานเราก็มาอยู่หน้าห้องห้องหนึ่ง  

ติ้งหน่อง! 

“แล้วถ้าครั้งนี้คุณใหญ่โกรธเราขึ้นมาจริง ๆ ล่ะครับ?” คุณกลางกดกริ่งหน้าห้องโดยที่ผมไม่ทันได้ห้ามหรือทักท้วงอะไร ทำอะไรไม่ปรึกษากันเลยนะคุณกลาง! 

“ใครสนกันล่ะ” พี่ไม่สนแต่น้องสนนะครับ  

แกร๊ก! 

“มาหาใครครับ?” รอไม่นานประตูห้องก็เปิดออกพร้อมกับเสียงของใครสักคนที่ดังขึ้นมาซึ่งไม่ใช่เสียงของคุณใหญ่ ผมที่ยืนอยู่ข้างหลังคุณกลางก็ไม่เห็นหน้าอีกฝ่ายหรอก ได้ยินแค่เสียง แต่ทำไมรู้สึกว่าเสียงนี้คุ้นหูจังเลย 

“เรามาผิดห้องหรือเปล่าครับ?” ผมสะกิดถามคุณกลางเบา ๆ คุณกลางขยับออกหันมามองหน้าผมอย่างขัดใจ 

“พี่รัชช์” แต่เสียงของใครอีกคนก็ดึงความสนใจของผมไปจนหมด 

“ชนัญ” ผมหันมองตามเสียงเรียกแล้วก็พบว่าเป็นชนัญที่ยืนอยู่หน้าประตูห้อง ผมมองอีกฝ่ายด้วยความตกใจและแปลกใจ  

ทำไมชนัญถึงมาอยู่ที่นี่?

เขาอยู่คอนโดฯ เดียวกับผมไม่ใช่เหรอ?

“คุณใหญ่ เอ้ย! พี่ริคอยู่ไหม?” มีเพียงคุณกลางเท่านั้นที่ไม่รับรู้ถึงความผิดปกตินี้ ผมกับชนัญยืนมองหน้ากันอยู่พักหนึ่งก่อนที่ชนัญจะเป็นฝ่ายหลบตาไป

“อยู่ข้างใน คุณเป็นใคร?” ชนัญหันมองหน้าคุณกลางด้วยความสงสัย

“ฉันชื่อเร็กซ์เป็นน้องชายของพี่ริค และนี่ก็รัชช์น้องชายคนเล็กของบ้านเรา” คุณกลางแนะนำตัวเองและผมออกมาเสียงดังฟังชัด

“น้องชายเหรอ!?” ชนัญมองหน้าผมด้วยความตกใจสุดขีด เขามองผมเหมือนไม่เชื่อกับสิ่งที่ได้ยิน

“ใครมา?” แต่ยังไม่ทันที่ผมหรือใครจะได้พูดอะไรต่อเสียงของคุณใหญ่ก็ดังขัดขึ้น

“คุณใหญ่” ผมมองหน้าพี่ชายตัวเองด้วยความตกใจ เป็นอย่างที่คุณกลางพูดจริง ๆ ด้วย

คุณใหญ่มีเพนเฮาส์

และเขาอยู่กับ…ชนัญ

“คุณกลาง คุณเล็ก” ไม่ใช่แค่ผมที่ตกใจ แต่คุณใหญ่เองก็ตกใจไม่แพ้กันที่เห็นพวกเรา ดูท่าแล้วน่าจะตกใจมากกว่าเสียด้วยซ้ำ นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นสีหน้าแบบนี้จากพี่ชายคนโตของบ้าน คุณใหญ่ไม่เคยเสียอาการแบบนี้

นี่มันอะไรกัน?

“ให้เวลาครึ่งชั่วโมงสำหรับการเล่าเรื่องทั้งหมดครับ” คุณกลางพูดออกมาด้วยสีหน้าท่าทางจริงจังทำเอาคุณใหญ่หน้าเครียดเลย

“ชนัญ ขึ้นไปข้างบนก่อน” คุณใหญ่เอ่ยสั่งเสียงนิ่ง

“ครับ” ชนัญมองหน้าผมแวบหนึ่งก่อนจะเดินขึ้นชั้นสองไป พอชนัญเดินออกไปแล้วคุณใหญ่ก็พยักหน้าเรียกให้เราสองพี่น้องเข้าไปนั่งข้างใน

“เด็กคนนั้น…” คุณกลางเกริ่นขึ้นมาแล้วก็เงียบไปเพื่อเว้นให้คุณใหญ่ได้พูด

“ชื่อชนัญ คุณเล็กน่าจะรู้จักใช่ไหมครับ?” คุณใหญ่หันมามองหน้าผม

“ครับ น้องชายชัยชนะ เพื่อนของมารุต” ผมพยักหน้าเบา ๆ ผมรู้จักชนัญ แต่เราก็ไม่ได้สนิทกัน จริง ๆ ต้องบอกว่าเราไม่ถูกกันเสียด้วยซ้ำ

อือ ก็ไม่ถูกกันนั่นแหละ

“แล้วทำไมเขาถึงมาอยู่ที่นี่?” คุณกลางขมวดคิ้วใส่ ดูเหมือนว่าจะยังไม่พอใจกับคำตอบของคุณใหญ่

“คุณใหญ่กับเขาเป็นอะไรกันเหรอครับ?” ผมอดที่จะถามไม่ได้ รู้สึกหวั่นใจแปลก ๆ ไม่อยากคิดเลยว่าคุณใหญ่กับชนัญจะมีความสัมพันธ์บางอย่างกัน

“มันเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่มีชื่อเรียก” คุณใหญ่ว่าออกมาอย่างนั้น ทำเอาผมกับคุณกลางหันมองหน้ากันทันที แบบนี้มันไม่ดีเลย ผมไม่ชอบอะไรแบบนี้ ไม่ชอบมาก ๆ

“หมายความว่าไม่ได้เป็นอะไรกันสินะครับ” คุณกลางโพล่งขึ้นมาเสียงดังจนคุณใหญ่ต้องปรามทางสายตา

“เล็กอยากรู้ว่าคุณใหญ่จริงจังกับเขามากแค่ไหนครับ?” ผมพยายามใจเย็น แม้ว่าตอนนี้ใจผมมันจะร้อนไปหมด ผมไม่อยากให้เป็นอย่างที่คิดเลย จะว่าผมอคติกับชนัญก็ได้ แต่ผมไม่อยากให้คุณใหญ่กับชนัญมีความสัมพันธ์ต่อกัน ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์แบบไหนก็ตาม

“ก็คิดไว้ว่าถ้าสักวันหนึ่งอะไร ๆ มันลงตัวกว่านี้ก็จะพาไปเจอทุกคน” แต่แล้วคุณใหญ่ก็ทำลายความหวังของผมลงจนหมดสิ้น

พาไปเจอทุกคนเหรอ?

หมายถึงพาไปเจอออมม่าอาปา คุณกลาง และผมอย่างนั้นเหรอ?

“นี่กลางต้องเตรียมตัวต้อนรับพี่สะใภ้แล้วเหรอ?” คุณกลางทำหน้าตกใจร้องถามเสียงหลงแต่ยังคงติดความขี้เล่นไว้ แต่ผมเล่นอะไรไม่ออกแล้ว ตอนนี้แม้แต่จะยิ้มยังทำไม่ได้เลย

“ยังไม่ถึงขนาดนั้นครับ” คุณใหญ่ปรามเสียงเบา

“เรื่องนี้ต้องถึงหูออมม่า” คุณกลางว่าขึ้นมาเสียงดังอีกครั้ง

“คุณกลาง” แล้วก็โดนคุณใหญ่เอ็ดไปอีกรอบ

“ต้องบอกอาปาแล้วว่าคุณใหญ่แอบมาซื้อเพนเฮาส์แถมยังเลี้ยงเด็กไว้ด้วย” แต่คุณกลางก็หาได้สนใจไม่ บอกเลยว่าคนนี้น่ะดื้อที่สุดในบ้านแล้ว ถ้าคุณกลางจะแฉจริง ๆ คุณใหญ่ไม่รอดหรอก แล้วเรื่องที่ออกมาจากปากคุณกลางนะคูณสิบเข้าไปอีก

คุณใหญ่แย่แล้วล่ะ

“คุณกลาง ใหญ่ขอนะครับ เดี๋ยวใหญ่จะคุยกับอาปาและออมม่าเอง” คุณใหญ่ว่าเสียงอ่อน หน้าตาดูเคร่งเครียดขึ้นมาทันที

“ข้อตกลงนี้มันถือว่าเป็นเรื่องของธุรกิจนะครับ คุณใหญ่มีอะไรมาเป็นข้อแลกเปลี่ยนหรือเปล่าครับ?” คุณกลางหัวหมอ เรื่องผลประโยชน์คุณกลางคิดแต่จะต้องได้มากกว่าเสีย และครั้งนี้ผมขอเดาว่าคุณใหญ่น่าจะต้องเสียมากกว่าที่คิด ไม่มีการลงทุนไหนขาดทุนได้มากเท่าการจ่ายเพื่อแลกกับการเก็บความลับของคุณกลาง

“คุณกลางอยากได้อะไรล่ะครับ?” คุณใหญ่ถามอย่างรู้ทัน มันเป็นแบบนี้มาตลอด คุณกลางน่ะฉลาดแกมโกง อะไรนิด ๆ หน่อย ๆ ก็เรียกเก็บหมด แล้วคุณใหญ่ก็ใจดีให้ตลอด

“คุณใหญ่จะให้กลางเหรอครับ?” คุณกลางยกยิ้มหวาน แต่ผมบอกได้เลยว่านี่เป็นรอยยิ้มอาบยาพิษ

“ครับ อยากได้อะไร ใหญ่จะให้ ทั้งสองคนเลย” คุณใหญ่ถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะมองเลยมาที่ผม แต่ผมไม่ได้มาที่นี่เพื่อขูดรีดคุณใหญ่เสียหน่อย

“โอเค ถ้าอย่างนั้นติดไว้ก่อน ตอนนี้ยังนึกไม่ออก” คุณกลางได้ทีก็ฉีกยิ้มกว้างซึ่งต่างจากคุณใหญ่ที่ยิ้มไม่ออกเลยแม้แต่น้อย ผมว่าคุณใหญ่ก็คงเครียดเหมือนกันแหละ ใครจะไปคิดว่าน้องชายจะร้ายถึงขนาดสืบความลับของตัวเองขนาดนี้ แต่บอกไว้เลยนะว่าคุณกลางร้ายได้มากกว่านี้อีก

“ครับ จะกลับกันเลยไหม?” คุณใหญ่พยักหน้าก่อนจะเอ่ยถามเสียงนุ่ม แต่รูปประโยคแบบนั้นมันอะไรกันนะ?

“ไล่เลยเหรอครับ?” ผมขมวดคิ้วมองหน้าพี่ชายคนโตด้วยความขัดใจ

“เปล่าครับ” คุณใหญ่ชะงักไปเมื่อเจอคำถามของผม เหมือนจะตกใจอยู่หน่อย ๆ ที่ผมถามออกไปแบบนั้น

“กลับกันเถอะคุณเล็ก คุณใหญ่คงอยากมีเวลาส่วนตัวกับเด็กของเขาบ้าง” คุณกลางหันมาดึงมือผมให้ลุกขึ้นยืน ดูท่าแล้วคงจะเคืองคุณใหญ่อยู่ไม่น้อยเลยที่พูดจาเหมือนไล่พวกเราเมื่อกี้นี้ ปกติแล้วคุณใหญ่จะระวังคำพูดกับพวกเรามาก เพราะเป็นคนที่ไม่ค่อยสนใจใครเลยมักจะพูดจาแบบไม่รักษาหน้าและรักษาน้ำใจใครอยู่บ่อยครั้ง แต่กับน้อง ๆ คุณใหญ่จะอ่อนโยนด้วยเสมอ เพิ่งจะมีครั้งนี้นี่แหละที่เห็นว่าพี่ชายคนโตของบ้านเอ่ยปากไล่เราสองคนแบบนี้

“พวกเรากลับก่อนนะครับ” ผมยกมือขึ้นไหว้คุณใหญ่เพื่อบอกลา พี่ชายของเรานิ่งไปนิดเมื่อเห็นท่าทีของน้อง ๆ คุณใหญ่เองก็คงเพิ่งนึกได้นั่นแหละว่าแสดงท่าทีที่ไม่สมควรออกมา ก็แอบน้อยใจอยู่เหมือนกันนะครับที่ถูกพูดแบบนั้นใส่ ผมรู้ว่าบางทีคุณใหญ่อาจไม่ได้คิดจะไล่พวกเรา แต่ผมกับคุณกลางก็มีสิทธิ์ที่จะน้อยใจไม่ใช่เหรอครับ?

“ครับ เสาร์นี้เจอกันที่บ้านนะครับ” คุณใหญ่ยกยิ้มอ่อนโยน ถ้าเป็นทุกทีผมกับคุณกลางคงยกยิ้มรับแล้วเดินเข้าไปกอดคุณใหญ่แน่น ๆ ให้หายคิดถึง

“ครับ” แต่ไม่ใช่กับครั้งนี้ เราสองพี่น้องยกมือขึ้นไหว้พี่ชายคนโตของบ้านเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะพากันเดินออกมาโดยที่ไม่ได้พูดอะไรอีก

มีคนบอกว่าผมกับคุณกลางเหมือนกันมาก หมายถึงหน้าตาน่ะ ตอนเด็ก ๆ ก็ถูกเข้าใจว่าเป็นแฝดกัน ยิ่งอายุเราห่างกันแค่ปีเดียว เรายิ่งดูเหมือนฝาแฝดมากกว่าพี่น้อง ความจริงแล้วนิสัยของผมกับคุณกลางก็ไม่ได้ต่างกันมากหรอก เราโตมาด้วยกัน พฤติกรรมหรือการกระทำบางอย่างจะคล้ายกันมาก ยกเว้นแต่เรื่องอารมณ์ อันนั้นคนละขั้วกันเลย ส่วนเรื่องนิสัยนี่ใคร ๆ ต่างก็พูดว่าเรา Contrast กันมาก ซึ่งผมก็เห็นด้วยแหละ เรื่องนี้ปฏิเสธไม่ได้จริง ๆ

คุณใหญ่อายุมากกว่าพวกเราหลายปี ช่วงอายุที่ห่างกันก็ทำให้ความใกล้ชิดนั้นห่างกันไปด้วย ถึงจะมีบางคนบอกว่าผมนิสัยคล้ายคุณใหญ่ แต่จริง ๆ แล้วผมน่ะไม่มีอะไรเหมือนคุณใหญ่เลย ผมไม่เคยเข้าใจความคิดของคุณใหญ่ ผมคิดตามไม่ทัน จนถึงตอนนี้ผมก็ยังไม่เข้าใจ ที่คุณใหญ่พูดถึงเรื่องของตัวเองกับชนัญ ผมไม่เข้าใจ ที่บอกว่าเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่มีชื่อเรียกนั่น ผมไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจจริง ๆ ไหนจะที่บอกว่าจะพาไปเจอกับทุกคนอีก

จริงจังขนาดนั้นเลยเหรอ?

กับชนัญนี่นะ?

“เป็นอะไรน่ะ คุณเล็ก” ความคิดของผมหยุดชะงักลงเมื่อเสียงของคุณกลางดังขัดขึ้นมา

“เปล่าครับ” ผมส่ายหน้าเบา ๆ ปฏิเสธกลับไป ผมเอาแต่คิดเรื่องของคุณใหญ่จนเหม่อลอยไปไกล ขนาดขับรถออกมาหลายไฟแดงแล้ว แต่ผมก็ยังคงจมอยู่กับเรื่องของคุณใหญ่

ผมได้แต่ถามตัวเองว่าทำไมถึงต้องเป็นชนัญ ผมไม่ได้เกลียดชนัญหรอกนะ แต่ผมรับไม่ได้กับการกระทำของอีกฝ่าย สิ่งที่เขาทำกับผมกับมารุตมันชัดเจนในความรู้สึกและความทรงจำ ผมไม่สามารถลบภาพแย่ ๆ ของชนัญออกจากความทรงจำได้

“ไปกินอาหารเกาหลีก่อนกลับกันดีไหม?” คุณกลางเอ่ยชวนขึ้นมา รอยยิ้มบางเบาผุดขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลา ผมรู้ว่าคุณกลางเองก็คงจะจับความรู้สึกของผมได้ เขาก็คงรู้แหละว่าผมมีเรื่องให้คิดหนัก เพราะเขาเองก็คงคิดไม่ต่างกัน

“ไปสิครับ” ผมยกยิ้มบาง ๆ ช่วงเวลาแบบนี้ผมก็อยากใช้เวลาอยู่กับพี่ชายเหมือนกัน นานเท่าไหร่แล้วนะที่ผมไม่ได้กินข้าวกับคุณใหญ่ อยากกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันเหมือนเมื่อก่อนจังเลย

คุณกลางแวะเข้าห้างก่อนไปส่งผมที่คอนโดฯ เราเดินเข้าร้านไก่ทอดชื่อดังจากเกาหลี ถึงจะชวนกันมากินข้าวแต่เราทั้งคู่กลับกินอะไรไม่ค่อยลง ทั้งที่ก็สั่งอาหารมาไม่กี่อย่าง แถมไก่ยังสั่งเป็น Size s อีกด้วย ปกติสั่ง Size L ยังกินกันหมดเลย แต่วันนี้กลับไม่เป็นอย่างนั้น อิ่มทั้ง ๆ ที่แทบไม่ได้กินอะไร เหมือนมาเสียเงินเล่น ๆ แล้วก็กลับ

Rrrrr~

ระหว่างที่กำลังนั่งรถออกมาจากห้างโทรศัพท์ที่ถืออยู่ในมือก็ส่งเสียงดังขึ้น เมื่อยกโทรศัพท์ขึ้นดูก็เห็นเป็นชื่อของมารุตที่โชว์ปรากฏอยู่บนหน้าจอ

“ฮัลโหล” ผมกดรับสายทันทีที่เห็นชื่อของอีกฝ่าย

(“จะกลับหรือยังครับ?”) เสียงหงอยมาเชียว

“กำลังครับ พอดีเราแวะกินข้าวกับคุณกลางน่ะ รุตกินอะไรหรือยัง?” ผมถามเสียงนุ่ม ต้องโอ๋เขาหน่อยเดี๋ยวใช้สิทธิ์งอนผมอีก

(“ยังครับ”) น่าตีจริง ๆ เลย ทำไมไม่ดูแลตัวเองเลยนะ

“กินอะไร? เดี๋ยวเราซื้อเข้าไปให้” ผมได้แต่ถอนหายใจ พอผมไม่อยู่ก็ไม่ดูแลตัวเองเลย กลับไปจะดุให้ร้องไห้เลย(เหรอ?)

(“อะไรก็ได้”) ยิ่งกว่าปัญหาเชาว์อีกนะ

“ก๋วยเตี๋ยวเป็ด?” ผมนึกออกอยู่อย่างเดียว เป็นเมนูที่มารุตน่าจะชอบเป็นอันดับต้น ๆ ในบรรดาอาหารทั้งหมด

(“ก็ได้ครับ”) ดีนะที่แฟนผมกินง่ายอยู่ง่าย ไม่อย่างนั้นผมต้องปวดหัวแน่

“ถ้าอย่างนั้นรอแปบหนึ่งนะ”

(“ครับ~”)

อีกสักพักก็จะถึงร้านก๋วยเตี๋ยวแล้ว ผมหันไปบอกคุณกลางให้แวะร้านก๋วยเตี๋ยวเป็ดเจ้าดังก่อนไปส่งผมที่ห้อง ซึ่งคุณกลางก็แวะให้ตามที่ผมขอ ผมลงไปซื้อก๋วยเตี๋ยวเป็ดมาสองถุง สำหรับมารุตถุงเดียวไม่มีทางพอ คุณกลางเองก็ซื้อไปฝากพี่มาวินด้วย เราเลยได้ก๋วยเตี๋ยวกลับไปคนละสองถุง แต่สองถุงของคุณกลางนี่คือของพี่มาวินหนึ่งถุงและของตัวเองหนึ่งถุง เหมือนว่าตอนนี้พี่ชายผมเริ่มจะหิวข้าวแล้วล่ะครับ เพราะก่อนหน้านี้กินกันไปน้อยมาก และใช้เวลาไม่นานเราก็มาถึงคอนโดฯ ของมารุต

“วันเสาร์กลับบ้านด้วยนะครับคุณเล็ก” คุณกลางกำชับอีกครั้ง

“ทราบแล้วครับ” เสาร์นี้อาปากับออมม่าจะกลับมา เพราะฉะนั้นเราต้องกลับบ้านกัน

“อยู่กับมารุตก็อย่าดื้อนะ เดี๋ยวนี้คุณเล็กดื้อขึ้นเยอะเลย” คุณกลางว่าเสียงดุ

“ว่าเล็กอีกแล้ว เล็กไม่ได้ดื้อนะครับ” ผมโต้กลับด้วยท่าทางและน้ำเสียงที่จริงจัง

“นี่ไง ดื้อจริง ๆ ด้วย” คุณกลางแสร้งทำหน้าตกใจแล้วยกนิ้วขึ้นชี้มาที่ผม

“คุณกลาง~” ผมร้องเรียกอีกฝ่ายเสียงงอน ๆ

“กลางไม่แกล้งแล้วครับ ไป ขึ้นไปเถอะ” คุณกลางหัวเราะร่วน ดูชอบอกชอบใจไม่น้อยเลยที่ได้แกล้งผม

“บ๊ายบายครับ” ผมยกมือขึ้นโบกไปมาเบา ๆ

“บายครับ” คุณกลางยกมือโบกตอบกลับมาก่อนจะปิดกระจกแล้วขับรถออกไป ผมยืนรอจนกระทั่งรถยนต์ของคุณกลางขับออกไปจากคอนโดฯ แล้วถึงค่อยเดินเข้าคอนโดฯ ไปขึ้นลิฟต์

แกร๊ก!

“คุณ~” เปิดประตูห้องเข้ามาก็ได้ยินเสียงร้องทักทันที เหมือนตั้งค่าอัตโนมัติไว้เลย

“กลับมาแล้ว” ผมวาดยิ้มกว้าง

“คิดถึง” มารุตพุ่งเข้ามากอดผมเอาไว้แน่นจนขาผมลอยจากพื้น

“อย่าเว่อร์น่า เพิ่งออกไปแค่ไม่กี่ชั่วโมงเอง” ผมตีไหล่หนาเบา ๆ ด้วยความหมั่นไส้ โอเวอร์ตลอดแหละคนนี้

“ห่างจากคุณแค่หนึ่งนาทีก็คิดถึงแล้ว” อีกฝ่ายทำหน้าตางอแงใส่

“เว่อร์ตลอด”

“พูดจริง ๆ นะ” เขาย้ำด้วยหน้าตาที่จริงจัง

“วันเสาร์นี้ไปที่บ้านกับเรานะ” ผมเดินเอาก๋วยเตี๋ยวเป็ดไปเทใส่ชามให้มารุต คนตัวสูงเดินตามหลังมาติด ๆ แต่ไม่ได้ช่วยอะไรผมหรอก ออกจะก่อกวนและเกะกะเสียด้วยซ้ำ

“มีอะไรเหรอครับ?” มารุตถามด้วยสีหน้าสงสัย

“อาปากับออมม่ากลับมาน่ะเลยอยากกินข้าวด้วย” อันนี้อาปาบอกเองเลยว่าอยากเจอมารุต แต่ปกติเวลาอาปากับออมม่ากลับมาทีไรมารุตก็จะเข้าไปหาตลอด และดูท่าว่าอาปากับออมม่าจะชอบมารุตไม่น้อยเลย

“อ๋อ ได้ เดี๋ยวแต่งหล่อ ๆ ไปหาพ่อตาแม่ยาย” มารุตพยักหน้าหงึกหงักแล้วแกล้งพูดหยอก ผมยกยิ้มขำ จะหล่อไปถึงไหน แค่นี้ยังหล่อไม่พออีกเหรอ?

“ไม่ไปหาพ่อกับแม่บ้างเหรอ?” พูดถึงครอบครัวแล้วก็นึกขึ้นได้ว่าพ่อแม่ของมารุตก็ทำงานอยู่ต่างประเทศเหมือนกัน แต่ดูเหมือนว่าแฟนของผมจะไม่ได้ไปเยี่ยมพวกท่านเลยนะ

“ผมขี้เกียจนั่งเครื่องบิน” อีกฝ่ายตอบกลับมาหน้าตาย

“นิสัย” ผมยื่นมือไปหยิกแก้มอีกฝ่ายแรง ๆ ด้วยความหมั่นไส้ ข้ออ้างเยอะตลอด

“หึ ๆ เอาไว้ปิดเทอมครั้งหน้าค่อยพาคุณไปหาพ่อกับแม่ดีกว่า” มารุตว่าพร้อมยักคิ้วรัว ๆ ส่งมาให้ ท่าทางกวนประสาทจริง ๆ เลย

“โอเค” ผมไม่มีปัญหาอยู่แล้ว ไปเมื่อไหร่ก็ได้ ปกติผมก็ติดต่อกับพวกท่านอยู่บ้างนะครับ จะว่ายังไงดีล่ะ ก็คบกับลูกเขาก็ต้องทำตัวดี ๆ กับพ่อแม่แฟนถูกไหมล่ะครับ?

“จริงสิ คุณไปหาพี่ริคมา เป็นยังไงบ้าง?” เหมือนอีกฝ่ายเพิ่งนึกขึ้นได้เลยหันมาถาม

“เราเจอคุณใหญ่อยู่กับเด็กล่ะ” ผมทำตาโตให้ดูน่าตื่นเต้น

“เด็ก? เด็กที่ไหน?” มารุตทำหน้างง

“บอกไปรุตต้องไม่เชื่อแน่ ๆ ขนาดเรานะยังตกใจไม่หายเลย” ผมไม่ได้พูดเกินจริงนะ แต่ผมรู้สึกอย่างนั้นจริง ๆ คุณใหญ่ทำผมเซอร์ไพรส์มาก ใจยังเต้นตุ้บ ๆ อยู่เลย

“ขนาดนั้นเลยเหรอ? ผมชักอยากรู้แล้วสิว่าเด็กคนนั้นเป็นใคร” มารุตที่เห็นท่าทางของผมก็เริ่มจะสนใจและตื่นเต้นตามไปด้วย

“เด็กคนนั้นคือชนัญ” ผมพูดช้า ๆ เสียงดังฟังชัด

“ห๊ะ!?” มารุตร้องเสียงหลง ใบหน้าเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม

“ตกใจใช่ไหม? ตอนเราเจอชนัญเดินมาเปิดประตูนะ เราก็อึ้งไปเหมือนกัน” เป็นใครก็ต้องตกใจนั่นแหละ ผมไม่คิดว่าคุณใหญ่จะรู้จักกับชนัญได้ โลกเราแคบมากเลยเหรอครับ?

“เขาอยู่ด้วยกันเหรอ?” มารุตนิ่งไปพักหนึ่งก่อนจะถามกลับมาด้วยสีหน้ามึนงง

“ใช่ คุณใหญ่บอกว่าเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่มีชื่อเรียก ถ้าพร้อมเมื่อไหร่จะพามาเปิดตัว” ความสัมพันธ์ของคุณใหญ่กับชนัญไปถึงขั้นไหนแล้วผมก็ไม่รู้ แต่ผมไม่อยากให้เป็นแบบนั้นเลย ผมไม่อยากยกคุณใหญ่ให้ใคร โดยเฉพาะชนัญ ผมหวงคุณใหญ่

“แสดงว่าพี่ริคเขาจริงจังใช่ไหม?” ถึงขั้นจะพามาเปิดตัวกับครอบครัวก็ต้องจริงจังนั่นแหละ

“คุณใหญ่นะ ยังไม่เคยพาแฟนมาที่บ้านเลย จนถึงตอนนี้เราก็ยังไม่รู้ว่าคุณใหญ่เคยมีแฟนมาบ้างหรือเปล่า” ที่ผมกลัวก็เพราะว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาพี่ชายของผมไม่เคยคบใครออกหน้าออกตา ไม่เคยพูดถึงหรือพาใครมาแนะนำให้พวกเราได้รู้จัก ผมรู้ว่าคุณใหญ่จริงจังกับความสัมพันธ์ในครั้งนี้ และเพราะว่าคุณใหญ่จริงจังกับมันนั่นแหละผมถึงได้กังวล ถ้าอีกฝ่ายไม่ใช่ชนัญ ผมคงเปิดใจได้มากกว่านี้ จะว่าผมอคติผมก็ยอมรับ

“ขนาดนั้นเลย” มารุตทำหน้าแปลกใจ

“ใช่!” อย่าว่าแต่แฟนเลย ขนาดเพื่อนยังนาน ๆ ทีถึงจะได้เจอ ผมจำได้ว่าเคยเจอเพื่อนของคุณใหญ่อยู่ไม่กี่ครั้งเอง ถ้าคุณใหญ่ไม่พาเพื่อนมาบ้านผมก็คงคิดว่าคุณใหญ่ไม่มีเพื่อนคบ

“คุณคิดว่าวันเสาร์นี้พี่ชายคุณจะพาเด็กของเขาไปด้วยหรือเปล่า?”

“วันเสาร์เหรอ? คุณใหญ่จะเปิดตัวชนัญเหรอ?” ผมเบิกตากว้างด้วยความตกใจ คิดตามที่มารุตพูดแล้วก็เหมือนความดันจะขึ้น มันไม่เร็วไปเหรอ? ผมตั้งรับไม่ทันนะ

“ก็น่าคิดนะ” มารุตพยักหน้าเบา ๆ

“ชักหวงคุณใหญ่แล้วสิ” ผมเบะปากทำหน้างอแง

“คุณไม่ชอบชนัญใช่ไหม?” มารุตถามเสียงนุ่มพร้อมยกมือขึ้นลูบหัวผมเบามือ

“ก็…เรารู้สึกว่าบางครั้งชนัญก็ทำตัวไม่น่ารัก มันเลยยากที่จะมองเขาในอีกแง่มุมหนึ่ง” ผมมีความรู้สึกด้านลบกับชนัญ เพราะสิ่งที่เขาทำมันค่อนข้างจะแย่ ถ้าไม่มีเรื่องที่เขาวางยามารุต ผมอาจพอทำใจมองเขาใหม่ได้ แต่พอมีเรื่องนั้นเข้ามา ผมทำใจมองชนัญในมุมมองอื่นไม่ได้เลยจริง ๆ  

“ผมเข้าใจนะ แต่ถ้าพวกเขามีความรู้สึกดี ๆ ให้กัน ก็ต้องปล่อยให้มันเป็นเรื่องของพวกเขานั่นแหละ” ก็ถูกของมารุต ถึงผมจะไม่ชอบชนัญ แต่ผมไม่สามารถขัดขวางในความสัมพันธ์ของคุณใหญ่กับชนัญได้

“ก็รู้ แต่บางทีมันก็รู้สึกขัดใจยังไงบอกไม่ถูก” ผมเข้าใจทุกอย่างนั่นแหละ แต่ผมห้ามความคิดและความรู้สึกของตัวเองไม่ได้

“นาน ๆ ทีจะเห็นคุณเป็นแบบนี้นะ ปกติไม่เห็นจะอะไรกับใครเลย” มารุตพูดยิ้ม ๆ  

“ก็นี่พี่ชายเรานะ คุณใหญ่แสนดีจะตาย เราก็ต้องอยากให้เจอคนดี ๆ สิ” ผมขมวดคิ้วทำหน้ายุ่ง กับเรื่องของคุณใหญ่แล้วมันเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนสำหรับผมมาก เป็นเรื่องที่อ่อนไหวกับใจผม พี่ชายผมดีมากขนาดนั้น ผมก็อยากให้เขามีคนดี ๆ มาดูแล คุณใหญ่ควรที่จะเจอแต่สิ่งดี ๆ แม้ความเป็นจริงแล้วบนโลกนี้ไม่มีมนุษย์คนไหนดีพร้อมไปหมดทุกอย่างก็เถอะ แต่ผมก็หวังว่าคนที่จะยืนเคียงข้างพี่ชายของผมจะต้องเป็นคนดี

“ชนัญก็เป็นเด็กดีนะ แม้ว่าบางครั้งเขาจะทำตัวร้ายเกินเรื่องไปหน่อย” ล่าสุดเหมือนจะไม่หน่อยแล้วนะ

“เราไม่ชอบแบบนี้เลยรุต” ผมเบ้หน้า ไม่ชอบความรู้สึกและความคิดของตัวเองในตอนนี้เลย ยอมรับว่าผมกำลังสับสน ใจหนึ่งอยากที่จะมองชนัญใหม่ แต่อีกใจก็ทำใจยอมรับไม่ได้

“ผมรู้ว่าคุณไม่อยากมองชนัญในแง่ลบ แต่คุณก็ตัดภาพที่เขาทำตัวไม่น่ารักใส่คุณกับผมไม่ได้” มารุตยกมือขึ้นมาวางบนหัวผมแล้วโยกไปมาเบา ๆ พร้อมรอยยิ้มแสนอ่อนโยน ผมรู้ว่ามารุตจะเข้าใจผม ใช่ว่าผมอยากเกลียดชนัญ แต่ในตอนนี้ผมยังทำใจยอมรับชนัญไม่ได้

“อือ แต่เราจะพยายามไม่คิดร้ายแล้วก็อคติกับชนัญ เราจะ…” ผมถอนหายใจออกมาก่อนจะปรับความคิดใหม่

“จะอะไรครับ?” มารุตถามยิ้ม ๆ

“จะไม่ยุ่งเรื่องความรักของคุณใหญ่” ผมตอบออกไปเสียงแผ่วเบา แม้อีกใจจะอยากมีส่วนร่วมในชีวิตรักของพี่ชายแต่ผมก็ต้องหยุดความคิดนั้น ถ้าผมเข้าไปวุ่นวายกับความรักของคุณใหญ่ คุณใหญ่จะต้องคิดว่าผมทำตัวไม่น่ารักแน่ ๆ ผมไม่อยากดูไม่ดีในสายตาของพี่ชายตัวเองหรอกนะ

“ดีแล้วครับ เรื่องแบบนี้ปล่อยให้มันเป็นเรื่องของเขาสองคนเถอะนะ” มารุตยกยิ้มกว้าง

“อื้อ”

“แฟนใครเนี่ยน่ารักจังเลย”

ฟอด!

มารุตยื่นหน้ามาหอมแก้มผมฟอดใหญ่ ผมไม่ได้ขัดขืนปล่อยให้อีกฝ่ายกอดรัดและวอแวอยู่กับแก้มของผมต่อไป

“รุตว่าวันเสาร์เราทำอาหารเองดีไหม?” ผมที่นั่งคิดอะไรเพลิน ๆ ก็เผลอคิดไปถึงวันเสาร์นี้ ถ้าคุณใหญ่พาชนัญไปที่บ้านจริง ๆ ผมควรทำยังไงดี? เมื่อคิดมาถึงตรงนี้แล้วผมก็ต้องสะบัดหัวเพื่อไล่ความคิดนั้นออกแล้วคิดเรื่องใหม่ขึ้นมาแทนก่อนจะหันไปขอความเห็นจากคนข้างตัว

“ก็ดีนะ อาปากับออมม่ากลับมา ได้กินอาหารฝีมือลูกชายคนเล็ก พวกท่านจะต้องดีใจมากแน่ ๆ” มารุตพยักหน้าเห็นด้วย

“วันศุกร์เราไปซื้อของแล้วเข้าไปนอนที่บ้านกันนะ” กลับตั้งแต่วันศุกร์น่ะดีแล้ว ตอนเช้าวันเสาร์จะได้มีเวลาทำอะไรเยอะ ๆ

“ได้ครับบอส คุณต้องการอะไรหรืออยากได้อะไรสั่งผมมาได้เลย ผมยินดีทำให้คุณหมดทุกอย่าง” มารุตยกยิ้มอบอุ่นพูดด้วยท่าทางทีเล่นทีจริง

“ขอบคุณนะ” ผมยกยิ้มกว้างจนตาหยี ชอบจังเวลาที่เขาเรียกผมว่าบอสเนี่ย ดูมีอำนาจเนอะ

“รักคุณจังเลย อยู่เป็นที่รักของผมแบบนี้ไปตลอดเลยนะ” มารุตดึงผมเข้าไปกอดเอาไว้แน่น ใบหน้าหล่อคมซบลงมาที่ไหล่ของผม

“รักเหมือนกันครับ อยู่ด้วยกันไปนาน ๆ เลยเนอะ” ผมยกมือขึ้นกอดตอบอีกฝ่ายแล้วเกยคางบนบ่ากว้าง

“อื้อ” ผมรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยทุกครั้งที่อยู่ในอ้อมกอดนี้ มารุตทำให้ผมสบายใจเสมอเมื่อมีเขาอยู่เคียงข้าง พอมีเขาเข้ามาเป็นเพื่อนช่วยคิดในชีวิตแล้วหลายครั้งที่ผมต้องคิดหรือตัดสินใจกับเรื่องอะไรที่ยาก ๆ อย่างในตอนนี้ก็ดูเหมือนว่ามันจะกลายเป็นเรื่องที่ง่ายดายเสียเหลือเกิน

รู้สึกโชคดีจังที่มีแฟนชื่อมารุต

ผมอยากขอบคุณมารุตนะที่อยู่กับผมตรงนี้

 

 

 

 

 

------------------------------ 

 

 

 

 

 

 

 

เรื่องนี้คือสปอยเรื่อง คุณคนเดียว สุดฤทธิ์  

แต่พวกคุณคิดหรือว่ามันจะมีแค่นี้เหรอ? 

ไม่มีอะไรได้มาง่าย ๆ หรอกนะ *ยิ้มหวาน* 

ใครอยากรู้ความเป็นมาของคู่ริคกับชนัญก็เชิญตามต่อกันได้ที่ คุณคนเดียว เลยค่ะ 

ส่วนคู่รุตรัชช์เราเอาไว้เสพความหวานกันแบบรัว ๆ เนอะ 

ชอบไม่ชอบยังไงก็แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้นะคะ 

ฝากเพจ 

ตุ๊กตากระเบื้องเคลือบ 

ด้วยนะคะ 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว