ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

พี่หวงเจ้ายิ่งกว่าดวงฤทัย

ชื่อตอน : พี่หวงเจ้ายิ่งกว่าดวงฤทัย

คำค้น : ความรัก พญานาค

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 549

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 11 ธ.ค. 2562 09:13 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
พี่หวงเจ้ายิ่งกว่าดวงฤทัย
แบบอักษร

พี่หวงเจ้ายิ่งกว่าดวงฤทัย 

 

" ความจริงไม่ต้องถาม สีกาก็รู้อยู่แก่ใจของสีกาดีอยู่แล้ว...อีกหน่อยสิ่งที่ค้างคาใจและอยากรู้ก็จะได้รู้ทั้งหมด เขาตามหา ตามดูแลสีกามานานแล้ว "

หลวงตาเอ่ยขึ้นด้วยท่าทางที่สำรวม บุคลิกอันเรียบง่ายทว่าสุขุมนั้น ทำให้เป็นที่เลื่อมใสของทุกคนที่ได้พบท่าน รวมถึงกลุ่มของขวัญวารีด้วยเช่นกัน

" รู้อยู่แก่ใจ หมายความว่าอย่างไรคะหลวงตา แล้วอะไรที่ท่านกล่าวว่าตามดูแล ตามหา ดิฉันงงไปหมดแล้วค่ะ "

อรสาเอ่ยถามทันทีที่หลวงตากล่าวจบ ด้วยความไม่เข้าใจในสิ่งที่หลวงตาพูดสักอย่าง ยังจับต้นชนปลายไม่อยู่

" อาตมาไม่ได้หมายถึงสีกา แต่หมายถึงสีกาคนนั้นต่างหากล่ะ "

ทุกคนหันไปมองทางสายตาของหลวงตาก็พบว่าสีกาที่กำลังเอ่ยถึง ก็คือ ขวัญวารีนั่นเอง

" ยัยขวัญหรือครับ? จริงสิ งูตัวนั้นจ้องจะทำร้ายยัยขวัญอยู่คนเดียว ไม่ยอมกระดิกไปไหนเลย แต่ก็แปลกที่พอหลวงตาบอกให้ไปก็ไปเฉยเลย "

ธามเอ่ยขึ้นบ้าง ด้วยยังนึกทึ่งอยู่เหมือนกัน แค่หลวงตาพูดให้ไป งูตัวนั้นก็ไปง่ายๆ ดูเหมือนจะเชื่อฟังหลวงตาเสียด้วย นึกคิดไปว่าหลวงตาก็อาจจะมีของดีหรือมนต์คาถาอะไรดีๆ ก็เป็นได้ ถ้าเป็นอย่างนั้น เขาคนหนึ่งล่ะ จะขอฝากตัวเป็นศิษย์หลวงตาเสียเลย

" หมั่นสวดมนต์ เจริญภาวนา รักษาศีลอยู่เป็นนิจ แค่นั้นล่ะ อาตมาไม่ได้มีคาถาอาคมอะไรหรอก "

หลวงตาคำเอ่ยขึ้นเหมือนกับล่วงรู้ไปถึงความคิดของนายตำรวจหนุ่ม ทำเอาธามสะดุ้งโหยง สีหน้าของชายหนุ่มเหวอจัด และเก้อไป

" ผมก็แค่สงสัยน่ะครับ แหะๆ ...ว่าแต่ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีถึงสิ่งที่หลวงตาบอกพวกเราเมื่อครู่ แล้วงูตัวนั้น มันเกี่ยวกับน้องสาวของผมอย่างไร "

ธามแก้ตัวหน้าเจื่อน หากแต่ก็ชวนเปลี่ยนเรื่อง โดยวกกลับมาถามเรื่องที่ยังค้างคาใจก่อนนั้น

ขวัญวารีที่นั่งเงียบอยู่เงยหน้าขึ้นไปมองหลวงตาคำ หรือก็คือท่านเจ้าอาวาสของวัดนี้อย่างจดจ่อรอฟังคำตอบ หญิงสาวคิดว่าหลวงตารูปนี้คงจะให้คำตอบแก่เธอได้อย่างแน่นอน

" หลวงตาคะ หนูไม่ได้คิดไปเองใช่ไหมคะ บางครั้งมันก็ดูเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อจนเกินไป "

หญิงสาวไม่ได้บอกตั้งแต่ต้นจนจบ ถึงเรื่องความฝัน และเหตุการณ์แปลกๆ เมื่อตอนที่อยู่น้ำตก แต่อะไรบางอย่างทำให้เธอรู้สึกและรับรู้ได้ว่าหลวงตารูปนี้ มีอภิญญาบารมีสูงและรับรู้เรื่องราวของเธอหมดแล้ว โดยที่ขวัญวารีไม่ต้องเอ่ยเท้าความไปถึงตอนต้น ก็สามารถพูดคุยและเข้าใจในเรื่องเดียวกันได้เป็นอย่างดี

" สิ่งที่สีกาได้เห็น ได้รับรู้ ล้วนแต่ผ่านมาแล้วทั้งนั้น แต่เพราะบุญวาสนาและกรรมที่ได้สร้างร่วมกันมา ก็ยังคงเกาะเกี่ยวยึดเหนี่ยวให้กลับมาพบกันอีก "

" ก็ในเมื่อผ่านมาแล้ว...ทำไมถึงต้องกลับไปรับรู้ด้วยล่ะคะ ทำไมไม่ปล่อยผ่านเลยไป "

ถึงตอนนี้ สิ่งที่ผ่านมาทั้งหมด ขวัญวารีเริ่มจับใจความได้แล้วว่าเธออาจจะเป็นกัญญาวดีนาคีในอดีต นั่นหมายความว่าในอดีตชาติ เธอเคยเกิดเป็นนางนาคีใช่หรือไม่

ข้อสันนิษฐานนี้มาจากการที่เธอฝันเห็นเรื่องราวของนาคีตนนี้นั่นเอง และการที่เธอได้ยินเสียงกระซิบอยู่ข้างๆ หู ไหนจะได้ยินประโยคโต้ตอบของงูเห่าตัวนั้นอีก มันไม่ใช่เรื่องที่คนปกติทั่วไปจะได้เจอ

กระนั้นก็ยังอดหวั่นใจและเคลือบแคลงสงสัยไม่ได้อยู่ดี ถึงข้อสันนิษฐานนี้ว่าอาจจะผิดไปก็ได้ คือ เธอมโนเป็นเรื่องราวไปเอง จิตอีกด้านที่อยู่กับปัจจุบันและเป็นโลกแห่งวิทยาศาสตร์ยุคใหม่แย้งขึ้นมา

" บางครั้งก็ไม่เสมอไปหรอกที่ทุกคนจะลืมอดีต หรือปล่อยผ่านอดีตไปได้ทั้งหมด มันก็มีสิ่งที่ทำให้เป็นไปเช่นนั้นอยู่หลายประการ....สีกากำลังสับสนอยู่ใช่ไหม อืม พระพุทธองค์เคยตรัสเอาไว้ว่าคนเรานั้นต่างเวียนว่ายตายเกิดมาหลายภพหลายชาตินัก เพื่อสร้างบุญ ก็ใช้บุญ สร้างกรรม ก็ชดใช้กรรมกันไป กว่าพระพุทธเจ้าจะได้ทรงเสด็จดับขันธปรินิพพาน พระองค์ก็ทรงเวียนว่ายในวัฏสงสารอยู่นานเช่นกัน หลายชาติเกิดเป็นมนุษย์ หลายชาติก็ไม่ใช่ ทรงเคยเกิดเป็นพญาวานร พญากุญชรก็มี หรือแม้แต่ทรงเกิดเป็นพญานาคราชก็เคยมาแล้ว และอีกหลากหลายชาติ จวบกระทั่งชาติสุดท้ายทรงเกิดเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ และทรงสละราชสมบัติทั้งหมด ละกิเลสเพื่อออกผนวชจนบรรลุเป็นพระบรมศาสดาของชาวพุทธ มนุษย์ทั่วไปการเข้าสู่นิพพานไม่ใช่เรื่องง่ายก็จริง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ทำไม่ได้...ด้วยว่าที่ยากเป็นเพราะบ่วงที่รัดคออยู่นั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือผู้ที่อยู่ภพอื่นต่างก็ยังคงมีบ่วงที่รัดคอ บ่วงที่รัดอย่างเหนียวแน่น "

หลวงตาคำกล่าว หากแต่ก็พยายามจะไม่พูดออกมาตรงๆ ด้วยเรื่องนี้ก็ไม่ใช่กิจของสงฆ์ที่จะเข้าไปยุ่งวุ่นวาย เพียงแต่อยากจะให้สีกาตรงหน้าเข้าใจอะไรได้ง่ายขึ้นเท่านั้น แม้จะกล่าวโดยอ้อม แต่หากผู้มีปัญญาก็จะรู้คิดได้ หลวงตาคำเชื่อว่าสีกาตรงหน้าจะต้องเข้าใจในสิ่งที่หลวงตากำลังจะบอกเป็นนัยอย่างแน่นอน

" บ่วงรัดคอหรือคะ "

" บ่วงของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บ้างก็ความโลภ ความรัก ความหลง ความอาลัยอาวรณ์ อีกหลากหลายสิ่งประกอบกัน...สีกาน่ะ เพียงแต่เพิ่งจะรับรู้เรื่องราว รับรู้ถึงการมีอยู่ของเขา อีกไม่นานหรอก เขาจะทำให้สีกาได้เห็นและจดจำได้ทั้งหมดเอง "

คู่ใคร คู่เขา แม้อยู่ต่างภพต่างชาติบุญวาสนาก็ยังดำเนินไป เพื่อกระทำหน้าที่ของมันอยู่ดี ทั้งบุญและกรรม ต่อให้ไม่สามารถครองคู่กันได้ในชาติภพนี้ แต่ความยึดติดว่าคือของเรา คู่ของเราก็ยังรุนแรง หลวงตาคำได้แต่คิดอยู่ในใจ หากแต่ไม่ได้เอ่ยออกไป

คำว่าเนื้อคู่นั้น ไม่ได้มีแต่คู่บุญบารมีวาสนา ยังมีคู่เวรคู่กรรม คู่สร้างคู่สม อีกหลากหลายคู่นัก กับสีกาผู้นี้เนื้อคู่โดยแท้ สร้างบุญบารมีร่วมกันเพื่อครองคู่นั้นมีอยู่ ทว่าปัจจุบันกลับอยู่ต่างภพต่างสถานะ อีกฝ่ายที่ยังคงรอคอย จึงเฝ้าวนเวียนอยู่ไม่ห่างกายเช่นนี้

" ยิ่งฟังก็ยิ่งงง ยัยขวัญนี่เราไปรู้ไปเห็นอะไรมาเหรอ ฟังจากที่หลวงตาพูดพี่ว่าต้องมีอะไรที่ขวัญไม่ได้เล่าให้พี่ คุณแม่ และคุณยายฟังใช่ไหม? "

ธามขมวดคิ้วมุ่น หันไปคาดคั้นน้องสาว ก็ฟังจากที่ขวัญวารีสนทนากับหลวงตาคำแล้ว มันก็ฟังงงๆ ไปสักหน่อยว่าจะเกี่ยวกับน้องสาวของเขาอย่างไร แต่ลางสังหรณ์บางอย่างก็ติดอยู่ในใจทันที คล้ายกับว่าอาจจะมีเรื่องอะไรที่อยู่เหนือธรรมชาติแอบแฝงอยู่

" เอ่อ..."

ขวัญวารีหน้าเจื่อน ไม่รู้จะเริ่มเล่าอย่างไรดี

" เกี่ยวกับเรื่องเมื่อเช้า ที่ยายปลุกแล้วหนูไม่ตื่นใช่ไหมลูก พอตื่นมาก็ถามอะไรแปลกๆ แล้วยังบอกว่าฝันอีก "

คุณยายวิภาที่นั่งเงียบรับฟังมานานเอ่ยขึ้นในที่สุด หญิงชรารับฟังอย่างสงบนิ่งและมีสติรู้คิด จึงย้อนไล่เรียงถึงอาการแปลกๆ ของหลานสาวที่เกิดขึ้น

" ค่ะ คุณยาย ความจริงเรื่องราวแปลกๆ มันเกิดตั้งแต่เมื่อคืน......"

ขวัญวารีย้อนกลับไปเล่าถึงจุดเริ่มต้นของค่ำคืนที่ผ่านมาให้ทุกคนได้ฟังคร่าวๆ แต่ไม่ได้ลงรายละเอียดอะไรมากนัก เพียงเล่าว่าในฝันช่างเหมือนจริงมาก ได้ไปเยือนป่าหิมพานต์ ได้เจอพญานาค และตัวเธอเองก็เป็นนางนาคีเช่นกัน ได้ไปเห็นบ้านเมืองอันสวยงามของเหล่านาค เธอเล่าเพียงเท่านั้น เพราะถ้าจะให้เล่าไปถึงเรื่องการโดนฉุดเข้าถ้ำนั้นก็ออกจะกระดากปากไปหน่อย

ทุกคนได้ฟังเรื่องที่ขวัญวารีเล่าแล้วก็อึ้งไป จะไม่เชื่อก็กระไรอยู่ เพราะรู้ดีว่าขวัญวารีไม่ใช่คนโกหก แต่จะว่าฝันเป็นตุเป็นตะไร้แก่นสาร ทว่าหลวงตาคำก็พูดกับขวัญวารีถึงเรื่องนี้เช่นกัน

" หลวงตาครับ เอ่อ...แล้วอย่างนี้จะมีอะไรไม่ดีเกิดกับน้องสาวผมหรือเปล่าครับ เอ...หรือจะให้ดี หลวงตาพอจะมีเครื่องรางหรือพวกสายสิญจน์อะไรให้น้องสาวผม ติดตัวเอาไว้ป้องกันอันตรายบ้างไหมครับ "

ธามอดที่จะเอ่ยถาม และอดที่จะเป็นห่วงขวัญวารีไม่ได้ ถ้าสิ่งที่เผชิญอยู่เป็นคนเขาจะต้องปกป้องอย่างสุดความสามารถแน่นอน แต่ถ้าเป็นอะไรที่เหนือธรรมชาติ...แล้วเขาจะปกป้องน้องอย่างไรดี

บอกเขาไปว่าเราไม่ใช่ผี ไม่ใช่สาง แต่เราคือนาคาธิบดีแห่งจันทรบาดาล ไม่ต้องกลัวหรอก เราเพียงแต่มาตามมเหสีของเรากลับคืนนคราเท่านั้น 

ร่างบางสะดุ้ง หันรีหันขวางมองไปรอบๆ กายทันที เพราะเสียงที่ดังก้องอยู่ข้างๆ หูของเธอตอนนี้นั่นเอง

เสียงนี้อีกแล้ว...หญิงสาวจำได้ว่าคือเสียงเดียวกับที่ได้ยินตอนอยู่ที่น้ำตก และคือเสียงเดียวกันกับที่ริมสระน้ำโบราณเมื่อครู่ เสียงของงูเห่าตัวนั้น

จะว่าไปเสียงทุ้มแบบนี้ ทำไมถึงคุ้นหูนัก เหมือนเคยได้ยิน...จากที่ไหนกันนะ?

แต่เอ๊ะ! ...เมื่อครู่เสียงนั้น บอกว่าเป็นนาคาธิบดีแห่งจันทรบาดาลอย่างนั้นเหรอ จันทรบาดาลชื่อเมืองนี้ เหมือนกับชื่อเมืองของพญานาคสีดำตนนั้นเลย แล้วมเหสีนี่หมายถึงใครกัน เธออย่างนั้นเหรอ ไม่ใช่มั้ง?

เอ๊ะ...หรือใช่หว่า?

ในความฝันเธอคือพระราชธิดาแห่งนพรัตน์บาดาล ส่วนเขาก็บอกแก่เธอว่าเป็นรัชทายาทมิใช่หรือ ยังไม่ได้ขึ้นเป็นนาคาธิบดีแห่งจันทรบาดาลเสียหน่อย แต่ถึงจะเป็นแล้วอย่างไรล่ะ จะมาเที่ยวตู่ว่าเธอเป็นมเหสีของเขาได้อย่างไรกัน พญานาคอะไรขี้ตู่ชะมัด

พี่ขี้ตู่ตรงไหน เจ้าเป็นมเหสีแห่งเรา เป็นยอดดวงใจแห่งเรา...นางพญานาคิณีกัญญาวดีเทวี พระแม่เมืองคู่บารมีขององค์นาคาธิบดีนิลกาฬนาคราช 

แหนะ...ยังจะตอบกลับมาอีก คราวนี้ชัดเลย ขวัญวารีฟังน้ำเสียงและลีลาการพูดกวนอารมณ์ชวนตงิดๆ ในใจแบบนี้ พอจะจำได้แล้วว่าเสียงของใคร ถ้าเธอคือกัญญาวดีนาคี เจ้าของเสียงที่ตามหลอกหลอนเธออยู่ในตอนนี้ คงไม่ใช่ใคร แต่เป็นพญานาคกัณหาโคตมะที่มีนามว่า นิลกาฬนาคราชตนนั้นแน่ๆ

จะว่าไปด้านนอกนั่น ก็มีรูปปั้นของเขาอยู่ด้วยนี่นา แสดงว่าที่นี่ก็คือถิ่นของเขาน่ะสิ

ที่เจ้าคิดก็ใช่ เพราะสระน้ำนั่นคือเส้นทางขึ้นลงของพี่ จากแดนมนุษย์สามารถเชื่อมไปยังเมืองบาดาลได้ คล้ายเมืองคำชะโนดขององค์ศรีสุทโธนาคราชนั่นล่ะ 

" ไม่ได้ขอให้พูดสักหน่อย "

เพราะเสียงพูดคุยตอบโต้กลับมาด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเหมือนกำลังรื่นรมย์ใจอยู่นั้น ทำให้หญิงสาวเกิดอาการหงุดหงิด ไม่ใช่เพราะได้คำตอบที่คิดสงสัย แต่เพราะคิดอะไรอยู่ในใจอีกฝ่ายที่ไม่รู้ว่าตัวตนตอนนี้อยู่ที่ใดก็ไม่ทราบ กลับล่วงรู้ความคิดเธออย่างทะลุปรุโปร่ง ราวกับอ่านใจเธอได้อย่างนั้นล่ะ

" อ้าว...ก็พี่หวังดี จะขอเครื่องรางหลวงตาให้เราติดตัวเอาไว้ แล้วเราจะมาดุพี่ทำไมเนี่ยยัยขวัญ "

ธามหันขวับไปพูดกับขวัญวารี ดูสีหน้ายุ่งยากใจของน้องสาวอย่างงุนงงไปอีก

" เอ้ย...เปล่านะ ขวัญไม่ได้ตั้งใจจะว่าพี่ธามเลย เฮ้อ ช่างเถอะ..."

หญิงสาวรีบแก้ความเข้าใจผิด ก่อนจะตัดบทจบไม่อธิบายอะไรต่อ ก่อนจะถอนหายใจด้วยไม่รู้จะพูดอย่างไรต่อไปดี

" เครื่องรางอะไรนั้นอาตมาไม่มีหรอก แต่บทคาถาอันวิเศษที่จะมอบให้โยมทุกคนน่ะมี "

หลวงตาคำกล่าวขึ้น ซึ่งเรียกความสนใจของทุกคนได้เป็นอย่างดี

" คาถาอะไรหรือครับหลวงตา "

" พุทธัง สะระนัง คัจฉามิ ธัมมัง สะระนัง คัจฉามิ สังฆัง สะระนัง คัจฉามิ...บทสวดนี้ล่ะ คือมนต์อันวิเศษนัก หมั่นสวดท่องเจริญภาวณานะโยม "

" โธ่ หลวงตา ผมก็นึกว่าจะเป็นคาถาที่ไม่เคยได้ยินซะอีก แล้วนี่น้องสาวผมจะต้องเผชิญกับอะไรต่อไปบ้างก็ไม่รู้ "

" หมั่นสวดมนต์ ภาวนา รักษาศีลอย่าให้ขาด ไม่จำเป็นต้องมีของขลังอะไรหรอก คุณความดีจะเป็นสิ่งคุ้มภัยตัวเราเอง คนดีที่มีบารมีแห่งพระพุทธคุณคุ้มกายน่ะ แม้แต่เทวดานางฟ้ายังต้องอนุโมทนาบุญด้วย อย่ากังวลไปเลย...อะไรจะเกิดก็ต้องปล่อยให้มันเกิด ไม่มีใครไปยุ่งกับชะตาชีวิตของใครได้ อีกอย่างเขามาเพื่อปกป้องและเฝ้าดูสีกาผู้นี้ด้วยบริสุทธิ์ใจ มิได้มุ่งร้ายแต่ประการใด "

จบค่ะ...ไม่จบก็ต้องจบล่ะ เพราะพูดเสร็จหลวงตาก็เตรียมตัวที่จะไปทำวัตรเย็นต่อ กลุ่มของขวัญวารีจึงต้องถอยออกมาจากศาลานั้นแต่โดยดี

" ยายคิดว่าหลวงตาท่านพูดถูกนะ ความดีจะเป็นสิ่งคุ้มภัยเราจากสิ่งไม่ดีต่างๆ เอง ว่าแต่หนูกลัวไหมลูกขวัญ "

คุณยายวิภาหันไปพูดกับหลานสาวคนสวย ขณะที่นั่งอยู่ในรถ ซึ่งธามกำลังขับพาทุกคนไปที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง

" ตอนแรกก็สับสนงุนงงมากกว่าค่ะคุณยาย แต่ลึกๆ ก็ไม่ได้กลัวอะไรมากนัก คุณยายกับทุกคนไม่ต้องกังวลนะคะ ขวัญโอเครค่ะ "

เธอพูดพลางส่งยิ้มเอาใจคุณยาย เพื่อแสดงให้เห็นว่าเธอยังไหวอยู่ ไม่ได้สติแตกกระเจิดกระเจิงเพราะเจอเรื่องเหนือธรรมชาติเข้าไป

ณ ร้านอาหารร่มไม้ชายคลอง 

ธามพาทุกคนเข้ามายังร้านอาหาร โดยเลือกโต๊ะที่ตั้งอยู่ตรงชานไม้ริมคลอง บรรยากาศยามเย็นที่พระอาทิตย์กำลังจะตกดิน ท้องฟ้าไล่เฉดสีจากสีส้มสีแดง กระทั่งเป็นสีม่วงเข้มจนเกือบจะเป็นสีดำ ลมเย็นพัดเอื่อยชวนผ่อนคลาย เคล้าดนตรีไทยที่เปิดบรรเลงคลอแว่วหวานดังเบาๆ อยู่ทั่วร้านอาหารแห่งนี้

อาหารเริ่มนำมาวางเต็มโต๊ะ ประจวบเหมาะกับที่คุณหมอแพรวพรรณกับผู้หมวดพชรเดินทางมาถึงพอดี

" อ้าว หนูแพรว ตาพอร์ช มายังไงกันล่ะนี่ "

อรสาเอ่ยทัก ด้วยแพรวพรรณนั้นลูกชายของเธอเคยพาแพรวพรรณเข้ามาแนะนำในฐานะแฟนสาวเมื่อเดือนก่อนนี้เอง ส่วนพชรเพื่อนสนิทของธามนั้น อรสารู้จักมานานแล้ว แต่ก็เพิ่งจะทราบไม่นานนี้เอง ว่าเป็นพี่ชายของแพรวพรรณ...โลกกลมจริงๆ

" ธามชวนแพรวกับไอ้หมวดพอร์ชมาเองล่ะครับแม่...อ้อ จะแนะนำให้รู้จักนะ "

ธามหันไปตอบมารดา ก่อนหันมาพูดกับผู้ที่เพิ่งมาถึงเมื่อครู่

" ขวัญ นี่คุณหมอแพรวพรรณ..."

กล่าวพลางขยิบตาให้น้องสาวทีหนึ่งอย่างรู้กัน ทำนองว่าคนนี้ล่ะแฟนพี่เอง เป็นไงสวยป่ะ!

" แล้วก็ไอ้หมวดพอร์ช เพื่อนสนิทพี่ตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม กระเตงกันมากระทั่งเรียนจบเข้ารับราชการเป็นตำรวจเนี่ย...แพรว พอร์ช ส่วนนี่ยัยขวัญลูกพี่ลูกน้องที่เล่าให้ฟังบ่อยๆ ไง "

" สวัสดีค่ะ พี่หมอแพรว พี่หมวดพอร์ช "

" สวัสดีครับ/ค่ะ น้องขวัญ...อย่าเรียกอย่างนั้นเลยค่ะ เรียกพี่แพรวกับพี่พอร์ชดีกว่าเนอะ น้องขวัญนี่ตัวจริงสวยน่ารักกว่าที่พี่ธามเล่าให้ฟังอีกนะคะ "

แพรวพรรณกล่าวชมจากใจจริง พลางพิศพินิจอย่างถี่ถ้วนแล้ว เธอเป็นผู้หญิงด้วยกันยังอดชื่นชมไม่ได้เลย เพราะน้องสาวของแฟนหนุ่มคนนี้สวยน่ารักมีเสน่ห์ชวนมองไม่รู้เบื่อ ตากลมโตล้อมกรอบด้วยขนตายาวเป็นแพ นัยน์ตาสุกสกาวดูวิบวับยามต้องแสงจากตะเกียงข้างๆ ชานน้ำนั่น จมูกโด่ง รับกับริมฝีปากบางจิ้มลิ้มอมชมพู เครื่องหน้าสวยระคนน่ารัก สดใสเพราะรอยยิ้ม ผิวพรรณดูเนียนละออดูด้วยตาราวกับผิวเด็กเช่นนั้นล่ะ ผมยาวถูกเกล้าเป็นมวยมุ่นอยู่กลางศีรษะประดับแซมด้วยดอกไม้สีขาว เท่านี้แม้เจ้าตัวจะแทบไม่แต่งหน้าประทินโฉมด้วยเครื่องสำอางใดก็สวยจับตาจับใจคนมองอยู่ดี

" เล่าให้ฟัง? เอ๊ะ...เล่าว่ายังไงบ้างคะ ไม่ใช่เผาน้องให้พี่แพรวฟังหรอกนะคะ "

ขวัญวารีชวนคุยพลางยิ้มแย้ม ก่อนหันไปส่งสายตาคาดโทษพี่ชายอยู่เนืองๆ

" อะไร...พี่จะไปเผาอะไรเราได้ยัยขวัญ พี่ก็แค่บอกแพรวไปว่า พี่มีลูกพี่ลูกน้องเป็นผู้หญิงอยู่คนหนึ่ง ตอนเด็กๆ ชอบวิ่งตามพี่ไปเล่นตามท้องไร่ท้องนา ตัวอ้วนๆ กลมๆ วิ่งดุ๊กดิ๊กๆ น่ารักมากกก "

ธามกล่าวพลางกลั้วหัวเราะที่ได้แหย่ขวัญวารี ซึ่งก็ได้ผลเพราะน้องสาวส่งค้อนกลับมาให้เขาวงใหญ่ที่บังอาจขุดอดีตในวัยเด็กขึ้นมาเล่าต่อหน้าคนอื่น แต่เขาไม่คิดว่าทั้งสองคนผู้มาใหม่เป็นคนอื่นนี่นา อย่างน้อยในวันใดวันหนึ่งก็ต้องเกี่ยวดองกันอยู่แล้ว หมายถึงเขากับแพรวพรรณ และ....

ชายหนุ่มวางแผนจะเป็นพ่อสื่อให้พชรกับขวัญวารี เรื่องนัดทานข้าวนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ (สำหรับเขากับพชรอ่ะนะ) แต่แพรวพรรณนั้นไม่ได้รู้เห็นด้วยหรอก

เหตุผลก็เพราะ วันหนึ่งเมื่อปีที่แล้ว พชรได้เห็นการพูดคุยโต้ตอบกันในโพสต์หนึ่งของธามในเฟสบุ๊คส์ จึงเกิดความสงสัยเพราะคำพูดบางคำที่ค่อนข้างสนิทสนมนั้นอย่างเช่น คุณพี่ที่รัก, ป๋าขา เป็นต้น ตอนนั้นธามกำลังตามจีบแพรวพรรณน้องสาวของพชร พอเห็นประโยคเหล่านี้ของธามกับผู้หญิงที่ใส่รูปในโปรไฟล์เป็นรูปทะเลสวยก็อดจะสงสัยไม่ได้ จึงคลิกเข้าไปส่องเฟสบุ๊คส์ของผู้หญิงคนนั้น ปรากฏว่า...สวยและน่ารักมากๆ

พชรอดที่จะเป็นห่วงน้องสาวไม่ได้ จึงเอ่ยถามกับธามตรงๆ ก็ได้คำตอบว่าเป็นญาติผู้น้องของธาม และที่เห็นว่าใช้คำพูดออดอ้อนแบบนั้น ก็เพราะจะอ้อนขอของขวัญวันเกิดจากเขาเท่านั้น

เรื่องดูเหมือนจะจบ และไม่มีอะไร ถ้าหากธามไม่จับสังเกตได้ว่าต่อมาพชรนั้นได้เลียบเคียงถามถึงญาติผู้น้องคนนี้บ่อยเกินปกติ และบังเอิญไปเห็นเพื่อนสนิทแอบเซฟรูปน้องสาวของตนมาจากเฟสบุ๊กส์เก็บไว้ในโทรศัพท์มือถือตัวเองหลายรูป เรื่องแบบนี้ไม่ต้องเดาให้เยอะก็รู้ได้ว่าเพื่อนแอบชอบน้องสาวของเขาผ่านรูปถ่ายเสียแล้ว

ครั้นพอคาดคั้นถามเอาความในใจ อีกฝ่ายก็ไม่คิดปิดบัง เพียงแต่ไม่รู้จะสานสัมพันธ์ทำความรู้จักอย่างไรดี ได้แต่เลียบเคียงถามข้อมูลของขวัญวารีและแอบส่องเฟสบุ๊กส์สาวไปวันๆ เป็นปี กระทั่งในที่สุดก็มีโอกาสได้มาทำความรู้จักกันในวันนี้

" พี่ธามก็พูดไปเสียเว่อร์วัง เด็กๆ ตัวกลมแพรวว่าน่ารักดีออก แต่พอโตมาแล้วดูสิคะ ทั้งสวยน่ารักขนาดนี้ หนุ่มๆ ไม่มองเหลียวหลังจนคอเคล็ดก็ให้รู้กันไป...เนอะ พี่พอร์ช "

แพรวพรรณแก้ต่างคำพูดของแฟนหนุ่มอย่างเข้าข้างขวัญวารี พลางหันไปหาพวกอย่างพชร แต่....

" พี่พอร์ชคะ พี่พอร์ช...พี่..พอร์ช "

หญิงสาวแอบใช้ศอกกระทุ้งสีข้างพี่ชายที่นั่งอยู่ข้างๆ เมื่อเห็นทีท่ามองเหม่อของพี่ชาย เหม่อมองไปทางสาวน้อยหน้าใสเสียด้วยสิ

" เอ่อ...แพรวว่าไงนะ "

" แพรวบอกว่าน้องขวัญโตขึ้นมาแล้วสวยน่ารัก ต้องมีหนุ่มๆ มาชอบมากแน่ๆ ใช่ไหมคะ"

" ครับ สวยและน่ารัก ชอบมากครับ "

คนพูดทอดสายมองไปทางหญิงสาวที่นั่งฝั่งตรงข้าม พลางยิ้มละมุน ลืมตัวไปว่าเอ่ยพูดอะไรออกไปด้วยซ้ำ

" ขวัญว่า เอ่อ เราทานอาหารกันดีกว่านะคะ เดี๋ยวจะชืดเสียหมด "

ขวัญวารีฟังประโยคกำกวมของพชรด้วยสีหน้าขึ้นสีระเรื่อ เสตักอาหารให้ผู้เป็นยายแก้เก้อ แม้จะไม่ได้ใจเต้นหวั่นไหวอะไรไปกับคำพูดนั้น ของเพื่อนสนิทพี่ชาย แต่มาพูดต่อหน้าเธอและญาติผู้ใหญ่เช่นนี้ มันก็อดจะเก้อเขินไม่ได้หน่อยๆ ล่ะ

น้ำคำมนุษย์ผู้ชายเขาว่าเชื่อถือไม่ค่อยได้ 

ง่ะ มาอีกแล้ว ขวัญวารีแน่ใจว่าในที่นี้คงมีแต่เธอที่ได้ยินเสียงของนิลกาฬนาคราช วงหน้าสวยคิ้วขมวด พลางมองไปรอบๆ อย่างมองหาใครบางคน ซึ่งเธอแน่ใจว่าเขาจะต้องอยู่ในที่นี้ด้วยอย่างแน่นอน แต่เธอก็มองไม่เห็น...

เกี่ยวอะไรกับเขาด้วย 

ขวัญวารีโต้ตอบกลับไปทางในใจ ก็ในเมื่อเธอคิดอ่านอะไรอยู่ในใจเขามักจะรู้อยู่เสมอ การโต้ตอบกับเขาด้วยวิธีนี้ ในสถานการณ์ตอนนี้คือดีสุด

เกี่ยวสิ ในเมื่อข้าคือสวามีของเจ้านะ ไอ้หน้าแป้นนั่นคิดอะไรกับเมียข้า ไยข้าจะไม่รู้ 

เสียงนั้นโต้ตอบกลับมาทันควัน ปลายเสียงสะบัดหน่อยๆ

ขี้ตู่ว่าคนอื่นเป็นเมียตัวเองอีกแล้ว 

ประโยคโต้ตอบกลับไปของขวัญวารี มาคิดอีกทีก็สะท้อนใจว่า เธอไม่ได้นึกหวาดกลัวอะไรต่อสิ่งที่เผชิญสักนิด ตรงข้ามกลับปรับตัวได้อย่างรวดเร็วจนน่าประหลาดใจ

อย่ายิ้มบ่อยนักสิเจ้า... 

เอ๊ะ...นี่จะมาห้ามอะไรไม่เข้าท่า ทุกคนพูดคุยกันยิ้มแย้มสนุกสนาน จะให้มานั่งหน้าบึ้งมันใช่เหรอ 

พี่ก็ไม่ได้บอกว่าห้ามเจ้ายิ้มเสียเมื่อไหร่ เพียงบอกว่าอย่ายิ้มบ่อย โดยเฉพาะกับไอ้หน้าแป้นนั่น...พี่หวงเจ้ามาก มิรู้เลยหรืออย่างไร 

ไม่ ไม่ ไม่รู้อะไรทั้งนั้นล่ะ จะหวงใคร หึงใครก็เรื่องของท่าน 

พี่ไม่เคยหึงหวงแลเสน่หาผู้ใด นอกจากนางนาคีน้อยที่ชื่อกัญญาวดีเท่านั้น รักตั้งแต่แรกเห็นเจ้ากำลังแหวกว่ายธาราในสระอโน... 

" หยุดเลย มันใช่เรื่องจะเอามาพูดไหมเนี่ย "

หญิงสาวโพล่งขึ้นมาด้วยว่าอีกฝ่ายยกเอาเรื่องราวตอนที่ฉุดเธอขึ้นจากสระอโนดาตและพาเข้าถ้ำมาพูดอีก หน็อยแน่...ช่างเอามาพูดได้เสียงระรื่นเชียวนะ

ทว่าเพราะความลืมตืมตัวแท้ๆ เธอจึงเอ่ยโพล่งขึ้นมากลางวงสนทนาแบบนี้ ทุกคนเงียบกริบ พลางมองมาที่เธอเป็นตาเดียว

" เอ่อ งั้นพี่เปลี่ยนเรื่องพูดดีกว่าเนอะ "

พชรที่กำลังเล่าเรื่องวีรกรรมของเขากับธามตอนเรียนมัธยมให้ทุกคนฟังอย่างสนุกสนาน พลันหยุดชะงักไป

" เอ่อ...ขอโทษค่ะพี่พอร์ช ขวัญไม่ได้ตั้งใจว่าอะไรนะคะ เอ่อ เชิญพี่เล่าต่อเถอะค่ะ ขวัญขอไปเข้าห้องน้ำแป๊บหนึ่งนะคะ "

หญิงสาวเอ่ยขอโทษและขอตัวเดินออกมาทางห้องน้ำแก้เก้อ หูพลันได้ยินเสียงของใครผู้นั้น กำลังหัวเราะขำเธอเบาๆ ก็ยิ่งหงุดหงิดเข้าไปอีก

ในมุมหนึ่งห่างออกไปจากโต๊ะที่ขวัญวารีกำลังรับประทานอาหารอยู่นั้น บริเวณต้นไม้ใหญ่ริมคลอง ปรากฏร่างโปร่งแสงของบุรุษผู้หนึ่งยืนกอดอกมองไปเบื้องหน้าด้วยท่าทีสบาย ใบหน้าคมเข้มหล่อเหลาราวเทพจำแลงนั้น ประดับรอยยิ้มละมุนด้วยเอ็นดูสตรีที่เพิ่งจะตะบึงตะบอนเดินเข้าห้องน้ำไป เพราะเก้อนั่นเอง

น้องนางเอย...จะกี่ภพกี่ชาตินิสัยเจ้าก็มิได้แปรเปลี่ยนไป น่ารักน่าใคร่ เจ้าแง่แสนงอนอย่างไร ก็ยังคงเป็นเช่นนั้น

เช่นเดียวกับใจของพี่ เคยรักเจ้าอย่างไร ก็ยังคงรักไม่เปลี่ยนแปลง ซ้ำยังรักมากขึ้นทุกเพลา ทั้งรักและหวงแหนเจ้ายิ่งกว่าดวงฤทัยตนเองเสียอีก...กัญญาวดีเอ๋ย

..........................

พี่พอร์ชคะ อย่ายุ่งกับน้องขวัญเลยค่ะ สามีน้องเขาขี้หึงมากนะบอกก่อน ขี้หวงมากนะบอกเลย 5555

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว