ทั้งที่รู้สึกเกลียดตั้งแต่ยังไม่เคยเจอหน้า แต่สวรรค์กลับนำพาให้ทั้งคู่พานพบกัน

ชื่อตอน : ตัดครั้งที่ 6

คำค้น : ทำไมข้าต้องอยากตัดแขนเสื้อท่าน ตัดแขนเสื้อ ฟิคป๋อจ้าน อ้ายหมิง หานตง ซือเป่า 18+ นิยายวาย นิยายจีนย้อนเวลา

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.4k

ความคิดเห็น : 11

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ก.ค. 2563 18:57 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตัดครั้งที่ 6
แบบอักษร

ตัดครั้งที่ 6

จอกหยกในมือถูกวางลงด้วยแรงที่ไม่เบานัก เมื่อได้รับรายงานจากบุคคลที่พึ่งก้าวเท้าเข้ามาภายในห้อง

ความเงียบสงบยามค่ำคืนโอบล้อมไปทั่ววังหลังเป็นเช่นไร ภายในห้องก็ไม่ต่างกัน

กลุ่มบุคคลภายในห้องยังคงเงียบงันมีเพียงเสียงลมหายใจอันเบาหวิวเป็นสิ่งบ่งบอกว่าภายในห้องยังคงมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่

“ทำอย่างไรดีพ่ะย่ะค่ะ” คำถามดังขึ้นจากหนึ่งในผู้ร่วมแผนการ

“ทำเช่นไร...ข้าจะทำสิ่งใดได้” ผู้สูงศักดิ์เอ่ยด้วยสุรเสียงราบเรียบ จอกหยกในมือถูกยกขึ้นจรดริมฝีปากสีชาดอีกครั้งเมื่อถูกเติมเต็ม

“ถ้าหากไม่ขัดขวางในตอนนี้ กระหม่อมเกรงว่า...”

“มติสวรรค์ใครก็มิอาจขัดขวาง”

ภายในห้องเข้าสู่ความเงียบงันอีกครั้งเมื่อผู้เป็นนายมิต้องการสานต่อแผนการ

“ยังไม่ถึงเวลาของพวกเรา ดันทุรังไปมีแต่จะสูญเสีย” จอกหยกในมือถูกวางลง ก่อนที่เปลวไฟจะลุกโชนไปทั่วกระดาษแผ่นบาง เพียงพริบตาก็เหลือเพียงเถ้าถ่านไร้สิ่งใดให้สืบหาต่อ

“น้อมส่งเสด็จพ่ะย่ะค่ะ” บุรุษภายในห้องลุกขึ้นยืนประสานมือค้อมกายทำความเคารพ เมื่อร่างอรชรในชุดผ้าแพรเนื้อดีปักลายดิ้นทองยกมือขึ้นส่งสัญญาณให้ข้ารับใช้คนสนิทเข้ามาประคอง เพื่อเดินกลับเข้าไปด้านใน

“ใต้เท้าหวัง ท่านไม่คิดจะคัดค้านพระนางหน่อยหรือ” ผู้มีอายุน้อยกว่าเอ่ยถามบุคคลด้านข้างที่ยังคงไร้ปากเสียง

“เหตุใดข้าต้องคัดค้าน ในเมื่อพระนางตรัสถูกต้องแล้ว”

สีหน้าแสดงถึงความไม่พอใจของคนถาม ทำให้ผู้ผ่านประสบการณ์มากว่าขึ้นค่อนชีวิตเอ่ยต่อ

“สิ่งที่ทำให้สกุลหวังมีอำนาจมาจนถึงทุกวันนี้ก็เพราะรู้ว่ายามใดควรถอย ยามใดควรขยับ”

“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับครอบครัวใต้เท้าหลีคือสารเตือน ข้าเชื่อว่าท่านคงเข้าใจ”

...พวกเขามิได้ยอมแพ้ เพียงแต่รั้งรอเวลาอันสมควร

+

+

+

สายลมเย็นพัดผ่านกลีบดอกเหมยให้ร่วงโรยไปตามแรงลม ส่งกลิ่นหอมตลบอบอวลไปทั่วทางเดิน

ท้องฟ้ามืดมิดไร้ซึ่งหมู่ดาว มีเพียงแสงสว่างจากจันทร์ครึ่งเสี้ยวที่ช่วยนำทางในยามก้าวเดิน

เด็กหนุ่มเดินทอดน่องไปตามทางจนถึงศาลาริมน้ำ เขาก็ทิ้งตัวลงนอนชื่นชมธรรมชาติอย่างไม่กลัวว่าอาภรณ์ที่สวมใส่อยู่นั้นจะเปรอะเปื้อนแม้แต่น้อย

การเดินทางกลับมาไม่เป็นอย่างที่เด็กหนุ่มคิด ไม่มีการซุ่มโจมตี ไม่มีกลุ่มคนชุดดำ ราบรื่นตลอดเส้นทางจนมาถึงเมืองที่เขาอาศัยอยู่

ส่วนพวกคนชุดดำที่ถูกจับได้ ซือเป่าก็พึ่งรู้ว่าคนพวกนั้นฆ่าตัวตายกันหมดไม่ยอมให้ข้อมูลใดๆ เกี่ยวกับผู้บงการ

ทุกอย่างกลับเข้าสู่ภาวะปกติเหมือนไม่เคยเกิดเรื่องในป่าหรือที่หมู่บ้านนั้นขึ้น

องค์รัชทายาทถูกพากลับเรือนพำนักในทันทีเมื่อเดินทางมาถึงเพื่อเตรียมตัวกลับเมืองหลวงและเข้าวัง

ส่วนซือเป่ากับพี่ชายและใต้เท้าท่านอื่นพอหมดหน้าที่ก็พากันแยกย้ายกลับบ้านใครบ้านมัน

...ไม่มีการเอ่ยคำลา ไม่มีการพูดคุย มีเพียงดวงตาที่ประสานกันเพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้นก่อนแยกย้ายจากกัน

 

“แล้วหลังจากนี้จะเป็นยังไงต่อ” เด็กหนุ่มพึมพำกับป้ายหยกเบื้องหน้าก่อนจะล้วงเอาหวีสับที่ไม่รู้อะไรดลใจให้เขาซื้อตอนเดินทางกลับมาที่จวน

แค่เห็นแล้วคิดถึงคนที่คอยหวีผมให้ทุกเช้า เพียงเท่านั้นเขาก็เผลอซื้อหวีสับนี้มาเสียแล้ว

“นี่แกกำลังคิดอะไรอยู่ห่ะ! ซือเป่า แกกำลังคิดบ้าอะไร” ด่าทอตัวเองเหมือนคนบ้า แต่เขาคงจะบ้าจริงๆ นั่นแหละที่กำลังรู้สึกแบบนี้

ทั้งที่คนคนนั้นคือคนที่เขารู้สึกแค้นมาตลอดชีวิต แต่ทำไมในใจกลับรู้สึกไม่เป็นสุขเมื่อต้องแยกจากกัน

นอนเหม่อท้องฟ้าไปได้สักพักใหญ่ เด็กหนุ่มก็ลุกขึ้นนั่งอย่างไม่รู้จะทำอะไรกับอารมณ์ของตัวเองที่เป็นอยู่

“เจ้ามาทำอะไรที่นี่?” คำถามดังขึ้นจากคนด้านหลังและเมื่อหันกลับไป ซือเป่าก็พบกับต่งซุนเทียนพี่ชายของตนในร่างนี้

“ข้านอนไม่หลับ พี่ใหญ่เล่ามาทำอะไร” ซือเป่าเอ่ยถามพร้อมลุกขึ้นยืน

“ข้าก็นอนไม่หลับ” ผู้เป็นพี่ตอบก่อนจะเดินเข้ามายืนด้านข้างเด็กหนุ่ม

“เจ้าไม่ควรออกมาตากลมเช่นนี้ จะไม่สบายเอาได้” ถึงในเวลานี้จะล่วงเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ แต่ลมที่พัดผ่านผิวกายนั้นก็ยังคงทำให้หนาวเย็นได้ไม่น้อย

“อีกสักครู่ข้าถึงจะกลับ” เด็กหนุ่มตอบกลับทั้งที่ดวงตายังคงเหม่อมองท้องนภา

“เจ้ากำลังคิดถึงสิ่งใด?” จนเวลาล่วงเลยผ่านไปหลายนาที คนด้านข้างก็ถามขึ้น

“คิดถึง...” ซือเป่าเงียบลงเมื่อใบหน้าของใครบางคนผุดขึ้นมาในความคิด

“แล้วท่านล่ะ กำลังคิดถึงสิ่งใด” แล้วเด็กหนุ่มก็เลือกที่จะเปลี่ยนคำตอบเป็นคำถามแทน

“....” คนถูกถามไม่ตอบโต้ ดวงตาคู่นั้นยังคงเหม่อมองท้องฟ้าเบื้องหน้าเช่นกัน

...ท่านจะกำลังคิดถึงอะไรก็ได้ แต่อย่ามาคิดเหมือนกับข้าก็พอ

 

“ข้ากลับเรือนก่อน เจ้าเองก็อย่าอยู่นานนัก” ความอึดอัดรอบกาย ทำให้คนทั้งคู่ไม่สามารถยืนชื่นชมธรรมชาติด้วยกันได้นานเท่าไหร่

ซือเป่าไม่รู้ถึงความสัมพันธ์ของคนสองทั้งสอง รู้แต่เพียงว่าทั้งคู่เป็นพี่น้องต่างมารดา

ซุนเทียนเสียมารดาไปในวัยเพียงเก้าขวบ และมารดาของหานตงก็ขึ้นเป็นฮูหยินใหญ่ของบ้านแทนในทันที

หากจะกล่าวว่าทั้งคู่ไม่ถูกชะตากันเท่าไหร่นักก็น่าจะได้ ยิ่งพอมาอยู่ด้วยกันเพียงลำพังแบบนี้ ซือเป่ายิ่งสัมผัสได้ถึงแรงกดดันที่อีกคนแผ่ออกมาได้อย่างชัดเจน

“ก่อนนอนอย่าลืมดื่มยาบำรุง” ผู้เป็นพี่เอ่ยย้ำก่อนจะเดินจากไป

“ขอรับ” ซือเป่าน้อมรับตามหลังอีกคนก่อนหันกลับไปมองดวงจันทร์อีกครั้ง

...หรือเขาตั้งแง่มากเกินไป ต่งซุนเทียนก็ดูห่วงน้องชายไม่น้อยนี่นา

 

เด็กหนุ่มยืนคิดอะไรเรื่อยเปื่อยจนไม่รู้เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ความหนาวที่แทรกซึมเข้ามาในผิวกาย ทำให้เขาตัดสินใจเดินกลับเรือนของตัวเอง

แต่พอหมุนตัวกลับไปเด็กหนุ่มก็ต้องชะงัก เมื่อสุดปลายทางปรากฏเงาทะมึนของใครบางคน

แสงจันทร์อันน้อยนิดทำให้เด็กหนุ่มเห็นเพียงแค่ร่างที่มีผ้าคลุมสีดำปกคลุมตั้งแต่หัวจรดเท้า ไม่สามารถมองเห็นใบหน้าภายใต้ผ้าคลุมนั้นได้

ความกลัวภายในจิตใจสั่งให้เด็กหนุ่มก้าวถอยหลัง เมื่อร่างนั้นก็เริ่มใกล้เข้ามาเรื่อยๆ

คนหรือผี ซือเป่ามิอาจรู้ มองซ้ายขวาก็ไม่มีทางไป หนทางเดียวที่จะหนีได้คือกระโดดลงไปในสระบัวเพียงเท่านั้น

ซือเป่าตัดสินใจหันหลังกลับเพื่อโดดลงสระบัวเบื้องหน้า แต่แล้วเขาก็ต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงเรียกที่ดังขึ้น

“หานตง” น้ำเสียงแสนคุ้นเคย ดึงสายตาของเด็กหนุ่มให้กลับไปมองอีกครั้ง

เส้นผมยาวสยายปลิวไสวไปตามแรงลมเมื่อผ้าคลุมถูกเปิดออก ซึ่งภายใต้เส้นผมนั้นก็คือใบหน้าดั่งหยกสลักของใครบางคน คนที่อยู่ในความคิดของเด็กหนุ่มตั้งแต่กลับมา

“จางเหว่ย...” เด็กหนุ่มพึมพำชื่อเจ้าของใบหน้าอย่างไม่เชื่อสายตา

“ไยเจ้าทำหน้าเหมือนเห็นผีเยี่ยงนั้น” รอยยิ้มแสนอบอุ่นประดุจดังแสงอาทิตย์ยามเช้าตรู่ประดับอยู่บนดวงหน้าของอีกคนดั่งเช่นทุกครั้งที่เจอกัน

“ท่าน...ทำไมพระองค์ถึง” ซือเป่ารีบเปลี่ยนสรรพนามเมื่อนึกถึงฐานะของคนตรงหน้า

“ตอนนี้ข้าไม่ใช่องค์รัชทายาท ข้าคือจางเกอของเจ้า” อีกคนเอ่ยขึ้นก่อนจะนั่งลงไปยังพื้นศาลาด้านข้างเด็กหนุ่มอย่างไม่ถือตัว

“พระองค์ไม่ควรเสด็จมาแบบนี้ แล้วนี่พระองค์เข้ามาได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ” ซือเป่าทำเป็นหูทวนลมไม่ได้ยินในสิ่งที่อีกคนพูด ถึงอย่างนั้นเด็กหนุ่มก็ยอมลงไปนั่งด้านข้างแต่โดยดี

“เจ้าคนดื้อด้าน” คนด้านข้างเอ่ยขึ้นเมื่อเด็กหนุ่มไม่ยอมกลับไปใช้คำพูดตามปกติกับตน

“หากกระหม่อมดื้อด้าน พระองค์ยิ่งดื้อด้านกว่าพ่ะย่ะค่ะ” ซือเป่าว่ากลับไปอย่างไม่ยอม

“ข้าแค่มาหาสหาย ข้าดื้อด้านตรงไหนกัน” คนถูกว่าก็ยังคงเถียงหัวชนฝา

“มาหาสหาย?” ซือเป่าเลิกคิ้วถาม

“....” แต่คำตอบที่ได้จากอีกคนกลับกลายเป็นความเงียบ

“พระองค์มาหาใครพ่ะย่ะค่ะ” ซือเป่าถามย้ำอีกครั้ง แต่องค์รัชทายาทก็ยังคงไม่ยอมเอ่ยปากตอบ

เมื่อนึกย้อนถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซุนเทียนมายังศาลาแห่งนี้เหมือนกับว่ามารอคอยใครบางคน

ส่วนองค์รัชทายาทจางเหว่ยก็เข้ามาในจวนอย่างง่ายดาย อย่างกับว่ารู้ทางเข้าออกและจุดหมายก็คือศาลาริมน้ำแห่งนี้เช่นกัน

....หรือว่า

“พระองค์มาให้ใคร” เด็กหนุ่มเผลอกดเสียงต่ำโดยไม่รู้ตัว แค่คิดว่าศาลาแห่งนี้คือที่นัดพบขององค์รัชทายาทจางเหว่ยกับต่งซุนเทียน ในใจก็ร้อนรุ่มเหมือนมีกองไฟมาสุมอยู่ภายใน

“หานตง ข้าเจ็บ” รู้ตัวอีกทีก็เมื่อเผลอออกแรงบีบไหล่ของคนตรงหน้ามากเกินไป

“กระหม่อมของประทานอภัย” เด็กหนุ่มรีบปล่อยมือ ก่อนจะก้มหน้าลงต่ำด้วยความรู้สึกผิด

...ดันเผลอทำร้ายองค์รัชทายาท หัวบนบ่าจะอยู่รอดปลอดภัยไหมหนอ

“หากเจ้าไม่ทำตัวเช่นเดิม ข้าจะกลับ และข้าจะไม่มาพบเจ้าอีก” องค์รัชทายาทยื่นคำขาดเมื่อเด็กหนุ่มยังคงดื้อด้าน

“เดี๋ยวพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อม...ข้าขอโทษ” เด็กหนุ่มยอมกลับไปใช้คำพูดเช่นเดิม เพียงเพราะได้ยินคำว่าจะไม่เจอกันอีก

“อย่างนี้สิเด็กดี” คนอายุมากกว่าว่าพลางยกมือยีหัวเด็กหนุ่มด้วยความเอ็นดู

“ท่านเลิกทำแบบนี้เสียที ข้าไม่ใช่เด็ก” ซือเป่าปัดมือของอีกคนออกด้วยท่าทางไม่พอใจเท่าไหร่

“เสี่ยวตงยังโกรธจางเกออยู่หรือ”

เด็กหนุ่มเหลือบมองคนอายุมากกว่า ทั้งที่อีกคนชอบยกความเป็นพี่ขึ้นมาข่ม แต่เขากลับมองว่ามันดูน่ารักซะงั้น

“ทำไมข้าต้องโกรธท่าน” เด็กหนุ่มถามกลับไป ทั้งที่ในใจยอมแพ้ดวงตาคู่นั้นไปแล้ว แต่เขาก็ยังคงพยายามตีหน้านิ่ง

“หากไม่โกรธทำไมเจ้าถึงไม่ยอมมองหน้าจางเกอคนนี้เล่า” คนด้านข้างไม่พูดเปล่าแต่ยังยกสองมือมาจับใบหน้าของเขาให้หันกลับไปสบตา

“....”

“....”

ความเงียบงันครอบงำคนทั้งคู่ในทันทีเมื่อดวงตาของทั้งสองได้ประสานกัน

ภายใต้แสงจันทร์ครึ่งเสี้ยวไม่เพียงพอให้เห็นว่าสิ่งใดเป็นสิ่งใด แต่ดวงตาคู่เหยี่ยวนั้นกลับชัดเจนอยู่ในดวงตาของเด็กหนุ่ม

“แล้ว...ท่านเข้ามาได้อย่างไร” เป็นซือเป่าที่ต้องหลบสายตา หากจ้องนานกว่านี้เขากลัวที่จะเผลอใจทำอะไรลงไป

“เจ้าคงจำทางลับตรงกำแพงนั้นไม่ได้ แต่ที่ข้ารู้ก็เพราะเจ้านั่นแหละเป็นคนพาข้าเข้ามา”

“เป็นเช่นนั้นหรือ” ซือเป่าเลิกคิ้วถามเมื่อได้ยินคำตอบ

“ข้าจะโกหกเจ้าไปเพื่อสิ่งใด”

เด็กหนุ่มพยักหน้ารับก่อนที่เขาทั้งคู่จะเหม่อมองไปยังจันทร์เสี้ยวบนท้องฟ้าอีกครั้ง

“แล้ว...ที่ท่านบอกว่ามาหาสหาย ท่านหมายถึง...” เด็กหนุ่มถามออกไปไม่เต็มเสียงเท่าไหร่ ทั้งที่ไม่อยากคิดเข้าข้างตัวเอง แต่ในใจกลับเชื่อไปแล้วเกินครึ่งว่าองค์รัชทายาทจางเหว่ยมาหาตน

“ข้ามาหาเจ้า”

“อะแฮ่ม ท่าน...ท่านมาหาข้าทำไม” คำตอบชัดเจนทำให้เด็กหนุ่มถึงกับสำลักน้ำลาย

“พรุ่งนี้ข้าต้องเดินทางกลับเมืองหลวง ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ถึงจะได้พบกันอีก” คนอายุมากกว่าตอบก่อนจะล้วงอะไรบางอย่างออกมาจากแขนเสื้อให้เด็กหนุ่ม

ซือเป่ารับห่อผ้านั้นมาเปิดดูก่อนจะพบมีดสั้นขนาดพอดีมือกับตำราหนึ่งเล่ม

“ข้าให้เจ้าเอาไว้ป้องกันตัว” องค์รัชทายาทไขข้อสงสัยเมื่อคิ้วของเด็กหนุ่มขมวดเข้าหากัน

“ไยท่านถึงให้มีดสั้นกับข้า” ซือเป่าถามออกไปด้วยความไม่เข้าใจ จางเหว่ยสอนกระบี่ให้เขา ทำไมถึงมอบมีดสั้นให้ ไม่ใช่กระบี่

“เพราะเจ้ายังใช้กระบี่ไม่ได้ มีดสั้นเหมาะกับเจ้ามากกว่า” คำตอบของอีกคนทำให้คิ้วของซือเป่ากระตุก

“เพราะท่านไม่ยอมให้ข้าจับกระบี่จริงต่างหาก” ถ้าอีกคนให้เขาจับกระบี่จริงมีหรือที่เขาจะทำไม่ได้

“ข้ามิได้ดูหมิ่นเจ้า พละกำลังของเจ้ายังไม่เพียงพอที่จะจับกระบี่ต่างหาก” ในสายตาของจางเหว่ย หานตงเป็นเพียงเด็กหนุ่มที่มีร่างกายอ่อนแอ ถึงช่วงนี้จะดูมีน้ำมีนวลขึ้นบ้าง แต่เมื่อเทียบกับตัวเขาแล้วก็ยังคงแตกต่างกันอยู่มาก

“มีดสั้นใช้แรงเพียงน้อยนิด แต่หากเจ้าใช้มันเป็น ใครก็ไม่สามารถทำร้ายเจ้าได้” คนพูดว่าพลางชี้ไปที่ตำราในมือของเด็กหนุ่ม

“ทั้งกระบี่และมีดสั้น ข้าไม่สามารถอยู่สอนเจ้าได้ ต่อไปก็เป็นหน้าที่ของเจ้าแล้วนะ เสี่ยวตง” ความในที่จางเหว่ยต้องการสื่อ คือเขาไม่สามารถอยู่ปกป้องอีกคนได้อีกต่อไป

“ข้ารู้แล้วน่า ข้าจะตั้งใจศึกษา” เด็กหนุ่มบอกปัด เขารับรู้ถึงความห่วงใยที่อีกคนมีให้ได้อย่างชัดเจน

“เจ้าเป็นเด็กฉลาด ข้ารู้ดี” จางเหว่ยกล่าวก่อนจะยกมือขึ้นยีหัวเด็กหนุ่มอีกครั้ง

ซือเป่ากลอกตามองบน คำก็เด็กสองคำก็เด็ก ห่างกันแค่ห้าปี ร่างกายข้ากับท่านจะต่างกันสักแค่ไหน ลองพิสูจน์ไหมจะได้รู้

“ข้าบอกแล้วไง อย่าทำเหมือนข้าเป็นเด็ก” เด็กหนุ่มหันกลับไปว่าอีกคนที่ยังไม่ยอมหยุดเล่นหัวเขาเสียที

“ผมตัวเองเจ้ายังจัดการไม่ได้ นี่หรือไม่เด็ก” จางเหว่ยว่าคนตรงหน้าที่หัวกลับไปยุ่งอีกแล้ว

“ข้าแค่...” ซือเป่าไม่รู้จะเถียงยังไงจึงทำได้แค่เงียบลง

“ถ้าเช่นนั้น...ท่านทำผมให้ข้าได้หรือไม่” เด็กหนุ่มเอ่ยขึ้น ก่อนจะล้วงเอาหวีที่ซื้อมายื่นให้คนตรงหน้า ต่อไปคงไม่มีโอกาสแบบนี้อีกแล้ว

“ได้สิ” อีกคนยิ้มรับก่อนจะลุกขึ้นไปคุกเข่าด้านหลังของเด็กหนุ่ม

เส้นผมยุ่งเหยิงที่ถูกมัดเพียงแค่ลวกๆ ถูกปลายนิ้วของคนด้านหลังแกะออกอย่างเบามือ

จางเหว่ยบรรจงใช้หวีสับในมือสางเส้นผมของเด็กหนุ่มทีละช่อ ทีละเส้น ทะนุถนอมประดุจดั่งเส้นไหมแสนมีค่า

“ไยเจ้าถึงพกหวีติดตัวจะนำไปให้ใครหรือ” คนด้านหลังเริ่มชวนคุยเมื่อเขาทั้งคู่เงียบจนเกินไป

“ให้ท่าน” ซือเป่าที่กำลังเคลิ้มเพราะถูกเล่นหัวเผลอพูดสิ่งที่อยู่ในใจออกไปอย่างลืมตัว

“ให้ข้า?” จางเหว่ยถามย้อนกลับมาด้วยความสงสัย

“ก็...ก็ท่านให้อะไรข้ามาตั้งเยอะ ข้า...ข้าแค่อยากให้อะไรตอบแทนท่านบ้างเท่านั้น” เด็กหนุ่มรีบแก้ตัวพัลวัน

“หากเป็นเช่นนั้นข้าก็ขอรับน้ำใจเอาไว้” ปลายนิ้วเรียวสางผมอย่างเชื่องช้าเพื่อรวบเข้าหากันก่อนจะเอ่ยต่อ

“เจ้านี่ก็แปลกจะให้หวีเล่มนี้แก่ข้า แต่เจ้ากลับใช้มันเสียก่อน” จางเหว่ยว่าออกมาไม่จริงจังนัก

“ข้าให้ ท่านก็รับๆ ไปเถอะน่า” ซือเป่าตอบอีกคนกลับไปอย่างเสียไม่ได้

“เจ้าเด็กนี่ ให้มันน้อยๆ หน่อย” ด้วยความหมั่นไส้ในท่าทางของเด็กหนุ่ม จางเหว่ยจึงออกแรงดึงเส้นผมของอีกคน จนใบหน้าของซือเป่าเชิดขึ้น

“ข้าเจ็บนะท่าน” ซือเป่าหันกลับไปว่าคนด้านหลังที่ทำให้ตนเจ็บ ทำให้ดวงตาทั้งสองประสานกันอีกครั้ง

เป็นดั่งเช่นทุกครั้งเมื่อได้สบตา ความรู้สึกบางอย่างทำให้เขาทั้งคู่ไม่สามารถละสายตาออกจากกันได้

ดวงตาคู่เหยี่ยวของจางเหว่ยดึงดูดซือเป่ามากแค่ไหน แววตาไร้พิษภัยแต่แฝงไปด้วยความเข้มแข็งดุจดังพยัคฆ์ของซือเป่าก็ตราตรึงจางเหว่ยเอาไว้เช่นกัน

“หานตง ข้าขอพิสูจน์บางสิ่งได้หรือไม่” คนที่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้าเอ่ยถาม ทั้งที่เขาทั้งคู่ยังคงประสานสายตากัน

“สิ่งใดหรือ” เด็กหนุ่มยังไม่คลายความสงสัย ฝ่ามือของอีกคนก็ทาบลงมาบนแก้มของตนเสียแล้ว

ใบหน้าดั่งหยกสลักโน้มลงมาหาอย่างเชื่องช้า ยังไม่ทันได้รู้ตัวซือเป่าก็ได้ลิ้มรสสัมผัสแสนอ่อนนุ่มจากริมฝีปากของใครอีกคน

ริมฝีปากที่เขานึกสงสัยมาตลอดว่าจะมีรสชาติอย่างไร ในตอนนี้เด็กหนุ่มรู้แล้วว่ามันช่างหอมหวานเกินบรรยาย แต่ลิ้มชิมรสได้ไม่กี่วินาที ริมฝีปากแสนอ่อนนุ่มก็ถอยออกไป

“เพียงเท่านี้ท่านจะพิสูจน์อะไรได้” พูดยังไม่ทันจบคำดี ร่างของจางเหว่ยที่ไม่ทันได้ตั้งตัวก็ลงไปนอนแผ่กับพื้น โดยมีคนอายุน้อยกว่าทาบทับอยู่ด้านบน

“หานตง เดี๋ยว! อื้อ...” เรียวปากที่กำลังจะเอ่ยคัดค้านถูกปิดสนิทอีกครั้งด้วยฝีมือของเด็กหนุ่ม

ซือเป่าไม่รู้หรอกว่าหานตงนั้นมีประสบการณ์ในเรื่องนี้มากน้อยเพียงใด แต่ในโลกปัจจุบันเขาในวัยสิบเก้าปี ไม่อยากคุยเลยว่าตัวเองนั้นมีประสบการณ์มากพอตัว

ริมฝีปากสัมผัสกันแค่เพียงภายนอกแบบเด็กๆ เมื่อกี้นั้น อย่าเรียกว่าจูบเถอะ

สองริมฝีปากนุ่มคลึงเคล้าปรับเปลี่ยนองศาสลับกันไปมาเพื่อให้ได้สัมผัสอันลึกซึ้ง จนเมื่อจางเหว่ยเผลอไผล ภายในโพรงปากก็ถูกช่วงชิงพื้นที่ด้วยเรียวลิ้นของคนอายุน้อยกว่า โดยที่เขายังไม่ทันได้ตั้งตัว

เด็กหนุ่มไร้เดียงสาในสายตาของเขากลับใช้เรียวลิ้นกระหวัดพันเกี่ยวอย่างช่ำชอง

ช่วงชิงทั้งลมหายใจและน้ำหวานภายใน ปรนเปรอความหอมหวานจนหัวสมองของเขาว่างเปล่าเคลิบเคลิ้มล่องลอยไปสู่ท้องนภา รู้ตัวอีกทีสองแขนของตนก็ถูกนำขึ้นไปคล้องคอของเด็กหนุ่มเอาไว้เสียแล้ว

“ท่านได้คำตอบที่ต้องการหรือยัง” คนอายุน้อยกว่าเอ่ยถาม เมื่อถอนริมฝีปากออกไปให้ชายหนุ่มได้หายใจ

“ข้า...” เจ้าของใบหน้าแดงก่ำ ทำได้แค่เพียงหอบหายใจ ในตอนนี้เขาไม่สามารถรวบรวมสติหาคำตอบให้แก่คนตรงหน้าได้

“แต่ข้ายังไม่ได้” สิ้นประโยค จางเหว่ยก็ถูกคนอายุน้อยกว่าลิ้มชิมรส พิสูจน์ข้อสงสัยต่อในทันที และเด็กขี้สงสัยอย่างซือเป่ามีหรือจะหาคำตอบที่ต้องการได้ง่ายๆ

...ความสับสนในใจมีมากเท่าไหร่ ข้าขอหาคำตอบจากท่านก็แล้วกัน

 

ค้นหาคำตอบจนริมฝีปากของคนอายุมากกว่าบวมเจ่อ เด็กจอมตะกละอย่างซือเป่าก็ยอมปล่อยให้อีกคนเป็นอิสระ

“ข้าฝากของสิ่งนี้ให้พี่ชายเจ้าด้วย” คนที่พึ่งจัดเสื้อผ้าของตัวเองให้เข้าที่เสร็จเอ่ยบอกพร้อมยื่นป้ายหยกชิ้นหนึ่งมาให้

“ให้พี่ชายข้า?” เด็กหนุ่มรับมาถือก่อนจะเอ่ยถามด้วยความหงุดหงิด

...ทั้งที่เมื่อกี้พึ่งจูบกับข้า ท่านกลับฝากของให้ชายอื่นได้หน้าตาเฉย

“ป้ายหยกนี้คือตัวแทนข้า เอาไว้เป็นสัญลักษณ์ติดต่อกัน” จางเหว่ยตอบกลับด้วยท่าทางปกติ เหมือนกับว่าก่อนหน้านี้ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น

“เดิมทีข้าจะนำไปให้ด้วยตนเอง แต่ข้าต้องกลับแล้ว รบกวนเจ้าด้วย” คนอายุมากกว่ายังคงเอ่ยต่อ ไม่ได้ดูสีหน้าของเด็กหนุ่มเลยว่าเป็นเช่นไร

“ได้ ข้าจะนำไปให้” ซือเป่ากัดฟันตอบรับก่อนจะลุกขึ้นยืน

“หานตง!” จางเหว่ยรีบปรี่เข้าไปดูคนอายุน้อยกว่าที่อยู่ดีๆ ก็เซจนเกือบล้มหน้าทิ่มลงไปในน้ำ ดีหน่อยที่เด็กหนุ่มคว้าเสาเป็นหลักเอาไว้ทัน

จ๋อม

“ไอ้หยา ตกน้ำเสียแล้ว ข้าขอโทษ” เด็กหนุ่มทำหน้าสลด เมื่อป้ายหยกที่อีกคนพึ่งฝากให้พี่ชายหลุดมือตกลงไปในสระบัว

“ช่างมันเถอะ แล้วนี่เจ้าเป็นอะไร?” จางเหว่ยทำได้แค่ถอนหายใจ ก่อนหันมาถามเด็กหนุ่มที่อยู่ดีๆ ก็เกิดอ่อนแอขึ้นมา

“อยู่ดีๆ ข้าก็รู้สึกหน้ามืด สงสัยเมื่อกี้ก้มมากเกินไป” เด็กหนุ่มยกมือขึ้นกุมขมับก่อนจะสะบัดหน้าเบาๆ

“จริงหรือ แล้วนี่เจ้าเดินกลับเรือนไหวหรือไม่” คนอายุมากกว่าหรี่ตามอง ทำไมท่าทางถึงดูแตกต่างจากคนที่ทำให้ริมฝีปากของเขาเป็นแผลโดยสิ้นเชิง

“ข้าจะโกหกท่านทำไม หรือท่านไม่พอใจที่ข้าทำให้ป้ายหยกของท่านตกน้ำ ข้าลงไปงมขึ้นมาให้ก็ได้” เด็กหนุ่มเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงน้อยใจก่อนจะทำท่ากระโดดลงไปในสระบัว แต่ก็ถูกจางเหว่ยห้ามเอาไว้เสียก่อน

“ไม่ต้องๆ ข้าเชื่อเจ้า ส่วนป้ายหยกนั่น ช่างมันเถอะ” เจ้าของมือที่จับแขนของซือเป่าเอาไว้นั้นเอ่ยขึ้น

“ข้าสัญญา พรุ่งนี้ข้าจะให้คนมางมหาให้” เด็กหนุ่มยังคงแสดงออกถึงความรู้สึกผิดอย่างจริงใจ

“ไม่ต้องทำเช่นนั้น ข้าค่อยหาอย่างอื่นให้ซุนเทียนทีหลังก็ได้” จางเหว่ยเอ่ยก่อนจะช่วยพยุงเด็กหนุ่มเดินไปด้วยกัน

“เจ้าเดินกลับเรือนไหวจริงหรือ?” จางเหว่ยเอ่ยถามอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าคนอายุน้อยกว่ายังคงโอบเอวของตนไว้ไม่ยอมปล่อย

“ข้ารู้สึกดีขึ้นมากแล้ว” ซือเป่ายอมผละออกมาจากอีกคนแต่โดยดี

“ถ้าเช่นนั้นข้าไปก่อน”

“เดินทางระวังด้วย” เด็กหนุ่มประสานมือค้อมกายคำนับอีกคน

“เจ้าก็ดูแลตัวเองด้วย” องค์รัชทายาทจางเหว่ยเอ่ยลาก่อนจะดึงผ้าคลุมขึ้นมาปิดบังใบหน้าของตน

ซือเป่ามองส่งแผ่นหลังที่กำลังจากไปก่อนจะตัดสินใจเรียกอีกคนเอาไว้

“จางเกอ เราจะได้พบกันอีกหรือไม่”

“อยู่ที่ชะตาฟ้าลิขิต” คนถูกเรียกหันกลับมาสบตากับเด็กหนุ่มอีกครั้ง

“แต่เจ้าจงจำเอาไว้ ไม่ว่าเมื่อใดข้าคือจางเกอของเสี่ยวตงเสมอ” รอยยิ้มดั่งแสงอาทิตย์ถูกส่งมาให้พร้อมคำมั่น

“เสี่ยวตงคนนี้จะจำเอาไว้” เด็กหนุ่มส่งยิ้มกลับไปให้แทนคำสัญญาก่อนที่เจ้าของแผ่นหลังนั้นจะหายเข้าไปในความมืด

ซือเป่ามองส่งจนไร้วี่แววของผู้ที่จากไปก่อนจะหันกลับไปมองยังสระบัวอีกครั้ง

...ข้าขอโทษที่ทำแบบนี้ แต่ป้ายหยกแทนตัวท่าน มีเพียงข้าเท่านั้นที่เก็บเอาไว้ได้

...ไม่ว่าอย่างไรข้าก็จะขัดขวางไม่ให้ท่านกับต่งซุนเทียนได้ครองรักกัน

 

>>> เสียงจากคนแต่ง 

เด็กนี่มันร้ายค่ะคุณผู้อ่านนนนนนน 

อย่าให้ใบหน้าหล่อเหลานั่นหลอกเอาได้  

ซือเป่าไม่ได้ใสซื่ออย่างที่คิดนะขอบอก 

ขยายความนิดนึง ที่จางเหว่ยเรียกหานตงว่าเสี่ยวตงซึ่งเป็นการเรียกคนอายุน้อยกว่าด้วยความเอ็นดู  

จางเหว่ยชอบเรียกแบบนั้นเพราะในสายตายังคงเอ็นดู น้องชายของสหายที่อายุห่างกันถึงห้าปี และชอบแทนตัวเองว่าจางเกอเสมอเพราะรู้สึกอยากปกป้องน้องชายคนนี้ 

เรื่องราวจะเป็นยังไงต่อไป 

รอติดตามกันได้เลยจ้า 

1 คอมเม้น = 1 กำลังใจ 

มีข้อผิดพลาดหรือคำผิดทักบอกกันได้นะคะ 

พู่น้อมรับฟังทุกความคิดเห็นจ้า 

 

หากเมาส์มอยนิยายเรื่องนี้อย่าลืมติด  

#ทำไมข้าต้องอยากตัดแขนเสื้อท่าน  

#หานตงอ้ายหมิง 

ติดตามการอัปเดตข่าวคราวได้ที่  

Facebook : Fic BY Pucca_ww 

TWITTER : @pucca_ww 

ความคิดเห็น