ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

"ร้อนรักอันตราย" ตอนที่ 19 You Are Only One Who Make Me Feel Like This part 2 (100%)

ชื่อตอน : "ร้อนรักอันตราย" ตอนที่ 19 You Are Only One Who Make Me Feel Like This part 2 (100%)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 19.3k

ความคิดเห็น : 54

ปรับปรุงล่าสุด : 10 ก.พ. 2559 09:24 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
"ร้อนรักอันตราย" ตอนที่ 19 You Are Only One Who Make Me Feel Like This part 2 (100%)
แบบอักษร

 

 

 

You Are Only One Who Make Me Feel Like This part 2

 

                        ภีมรั้งคนตัวเล็กที่เปียกม่อล่อกม่อแลกมากอดไว้ราวกับจะถ่ายทอดไออุ่นจากอกหนาๆไปให้อีกฝ่ายได้คลายจากความหนาวเย็นจากน้ำทะเลเมื่อครู่ และที่ยังไม่พากันเปลี่ยนเสื้อผ้าก็เพราะภีมไม่แน่ใจว่าพายุลูกนี้จะใหญ่พอจนต้องยอมสละเรือลำนี้ไหม พลางเงี่ยหูฟังเสียงจากด้านนอกและเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ที่กำลังจะตามมา

 

                       จนเมื่อหลายนาทีผ่านไป พายุเม็ดฝนที่กระหน่ำพัดอยู่ด้านนอกยังคงแรงอย่างต่อเนื่อง เสียงลมยังคงหวีดหวิวบวกกับคลื่นและน้ำทะเลที่ปะทะเข้ามาลูกแล้วลูกเล่าทำให้เรือลำหรูโคลงเคลงซ้ายทีขวาที ถึงแม้จะไม่แรงมากขนาดทำให้เรือล่มได้แต่ก็สามารถทำให้ทั้งสองคนบนเรือทรงตัวไม่อยู่จนร่างสูงต้องเอาหลังพิงฝาไว้เพื่อไม่ให้ล้ม

 

                     ทั้งสองคนต่างก็พากันยืนเงียบอยู่ในเคบิน ไม่มีคำพูดหรือการเอื้อนเอ่ยไดๆราวกับลืมเอาปากมาด้วยยังไงอย่างงั้น จะมีก็แค่เหลือบตามองกันเป็นระยะเป็นการบอกใบ้ว่าตอนนี้ตนไม่มีอารมณ์สนทนา ผิดกันกับเมื่อนาทีก่อนจะมีพายุลิบลับ ต่างก็ยืนเกาะอีกฝ่ายแน่น จนเมื่อคนตัวเล็กทรุดลงนั่งตามแรงรั้งของมือหนาที่ดูเหมือนว่าจะไม่ยอมปล่อยให้เอวบางห่างตัวไปไหน ภายในเคบินมืดก็จริง แต่ที่ยังมองเห็นกันและกันได้ก็เพราะแสงแว๊บๆจากฟ้าที่ลอดผ่านกระจกบานเล็กเข้ามาสว่างพอดู

 

                     ทิวาเอนตัวหนีคนที่นั่งซ้อนอยู่ด้านหลัง แต่ก็ทำได้พักเดียวจึงเปลี่ยนเป็นหลับตาเอนหลังพิงอกอีกฝ่ายไว้ซะเลย เพราะไหนๆก็ขยับไปทางไหนไม่ได้อยู่แล้ว และดูเหมือนคนกอดก็ได้ใจกระชับลำแขนกอดตอบกิริยานั้นทันทีราวกับรอโอกาส

 

                    เกือบๆชั่วโมงหลังจากนั้น แรงสะเทือนที่ปะทะเข้ามาดูเหมือนจะเบาลงจนรู้สึกได้ คนตัวสูงที่นั่งหลับตานิ่งๆเริ่มขยับตัวเมื่อได้ยินเสียงบางอย่างคล้ายเสียงลูกแมวดังมาจึงก้มลงมองที่มาของเสียง และรู้สึกกังวลมากขึ้นเมื่อได้ยินเสียงนั้นดังมาอีกหลายครั้งติดๆกัน

 

                   ทิวาเอามือถูจมูกแรงๆเพราะรู้สึกคันแต่มันก็ไม่เป็นผลเมื่อเสียงจามยังดังมาอีกครั้งจนได้ “ฮัดชิ่ว”

 

                   “เป็นอะไรหรือเปล่า?”

 

                   “ไม่” ทิวาตอบพร้อมกับเบี่ยงตัวลุกขึ้นกอดอกหันหลังให้แต่ก็ต้องหันขวับมาทันทีเมื่อได้ยินเสียงทุ้มถามประโยคต่อมา

 

                   “กลัวไหม?”

 

                   “แล้วนายคิดว่าไง?!” ถึงจะถามออกไปอย่างนั้นแต่เสียงที่เปร่งออกมากลับรัวจนคนพูดเองก็ตกใจ

 

                  “ถึงว่าเถอะนายตัวสั่นตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว?” ภีมพึมพำแล้วรั้งคนตัวเล็กเข้ามาใกล้อย่างเป็นห่วง

 

                  “เพราะเสื้อมันเปียกตั่งหากเล่า! เพราะนายเลย เพราะนายคนเดียวเราถึงต้องเป็นแบบนี้” มือบางผลักอกหนาแล้วรีบหันหลังให้อีกฝ่ายทันทีเพราะรู้สึกว่าแก้มของตนชักจะเริ่มมีปัญหา ต้องขอบคุณความมืดที่ทำให้เห็นหน้ากันไม่ชัดนักตอนนี้ไม่งั้นทิวาก็ไม่รู้จะทำหน้ายังไงดี

 

                  “ไม่เอาน่าหันมาคุยกันก่อน เวลาแบบนี้เรามาสงบศึกชั่วคราวก่อนดีไหม?

 

                   “ก็ไม่ได้รบกันแล้วนี่”

 

                   “ใครบอก! แทบจะทุกครั้งที่เราเจอหน้ากันด้วยซ้ำ ทำไมนะทิวาเราจะคุยกันดีๆเหมือนอย่างคนคุ้ยเคยกันไม่ได้หรือไง?นายเกลียดฉันหรือเพราะว่าฉันน่าเกลียดเกินไป” ภีมพูดพร้อมกับลูบหน้าตัวเองประกอบก่อนจะอมยิ้มเมื่อคล้ายจะเห็นตาหวานเหลือบมาเพราะความหมั่นใส้

 

                   “ถ้าขนาดนายยังน่าเกลียดงั้นคนบนโลกนี้ก็คงอัปลักษณ์กันหมด”

 

                   “หือ?!ขนาดนั้นเลยเหรอ?” คนถามมองผมยุ่งๆที่ระแก้มขาวกับปากบางอิ่มอย่างพยายามห้ามใจ เสื้อผ้าที่ร่างบางใส่อยู่ไม่เรียบร้อยนักเพราะพอมันเปียกและโดนน้ำมันก็บางซะจนตาคมมองทะลุไปถึงไหนต่อไหนเล่นเอาเลือดร้อนๆในกายแล่นพล่านทั้งๆที่อยู่ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้

 

                    ร่างหนาเดินต้อนคนตัวเล็กกว่าที่พยายามเดินหนีทีละก้าวจนมาจนมุมกันอยู่ข้างตู้อะไรซักอย่างที่ทิวาไม่แน่ใจ กำลังหมายว่าจะเดินหลบไปอีกทางก็ต้องชะงักกึกเมื่อลำแขนหนายกขึ้นกันทางออกไว้ซะก่อน หน้าหวานเอนหนีจนคอแทบเคล็ดเมื่อใบหน้าคมโน้มลงซะใกล้

 

                   “นะ สงบศึกกันเถอะ”

 

                   “ก ก็บอกว่าไม่ได้รบกันซะหน่อยจะมาสงบศึกอะไรเล่า!” ทิวากอดอกตัวเองแน่นและต้องรีบหุบปากบางๆของตัวเองทันทีเพราะทุกครั้งที่ขยับพูดดูเหมือนว่าความไม่ปลอดภัยตรงหน้าจะขยับใกล้เข้ามาทุกที

 

                   “ไม่ได้รบกันก็จริงอยู่ แต่ก็ไม่เคยคุยดีๆด้วยเลย ชอบหนีอยู่เรื่อยหือทิวา ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น?” ภีมถามแล้วมองสบตาหวานอย่างมีความหมายแต่อีกฝ่ายกลับเสตาหลบจ้องพื้นราวกับมันน่าสนใจกว่าจนคนตัวโตตรงหน้าชักฉุน

 

                  “อ๊ะ?!” มือบางยกขึ้นกุมแก้มเนียนข้างที่โดนริมฝีปากร้อนผ่าวประทุษร้ายไปหมาดๆแถมคนร้ายยังยืนยิ้มกริ่มเลิกคิ้วอย่างถูกใจไม่หนีไปไหนอีกตั่งหาก

 

                  “ถอดเสื้อออก!” ภีมบอกเบาๆแต่ทำเอาทิวาตาเหลือก

 

                  “ ห หา?”

 

                  “เปลี่ยนเสื้อผ้าซะ  มีเสื้อหลายตัวในตู้แต่คงไม่มีไซส์เล็กคงต้องใส่หลวมๆไปก่อน

 

                  “อ อ๋อ อืม” ทิวาพยักหน้าหงึกๆมองตามมือที่เอื้อมไปเปิดประตูเล็กๆที่ตนอิงไว้ ที่แท้ข้างในก็เต็มไปด้วยเสื้อกับกางเกงที่ห้อยและพับไว้เต็มตู้ ร่างสูงหยิบผ้าขนหนูกับเสื้อยืดออกมาส่งให้คนตัวบางที่เอาแต่ยืนเงียบ

 

                  “ขอบคุณ” ทิวารับมาแล้วยังยืนนิ่งจนภีมทนไม่ไหวคว้าข้อมือขาวลากมาส่งหน้าประตูเล็กๆแล้วจัดการเปิดให้ พอมองเข้าไปข้างในก็เห็นว่ามันเป็นห้องน้ำขนาดย่อมมีทั้งโถสุขภัณฑ์ อ่างล้างหน้าฝักบัวพร้อมสรรพ

 

                   “รีบเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเปียกๆนี่ออกซะก่อนที่ฉันจะทนไม่ไหว!” ภีมบอกแล้วก็มองไปทางอื่น

 

                   “อะไร?ถ้านายอยากเข้าห้องน้ำก็เข้าไปใช้ก่อนได้นี่นา ”

 

                   “ไม่ได้อยากเข้าห้องน้ำ!” เจ้าของเสียงทุ้มบอกแค่นั้นแล้วเดินหนีออกประตูไปอีกทาง ทำเอาคนตัวบางมองตามหลังไปอย่างงงๆ รู้สึกคลายกังวลขึ้นเมื่อเรือที่โคลงเคลงอยู่เมื่อครู่เริ่มนิ่งจนสามารถยืนได้สบายขึ้น แสงแว๊บๆจากฟ้าด้านนอกยังคงมีอยู่แต่ก็ไม่มีเสียงและไม่น่ากลัวเหมือนอย่างเมื่อครู่ จึงหันไปมองห้องน้ำแล้วรีบเข้าไปทำธุระส่วนตัวอย่างรวดเร็วเผื่อว่าคนตัวสูงที่เดินหน้าบึ้งหนีไปเกิดเปลี่ยนใจอยากจะเข้ามาใช้ห้องน้ำด้วยกันตอนนี้

 

                     ไม่ถึงสิบนาทีคนหน้าขาวก็ค่อยๆแง้มประตูยื่นคอยาวโผล่หน้าออกมามองซ้ายมองขวา และเมื่อไม่เห็นใครบางคนอยู่ในห้องก็ถอนหายใจเฮือกอย่างโล่งอก

 

                     ร่างบางยืนเคว้งอยู่กลางห้อง ปากบางถูกขบไว้แน่นขณะขบคิดก่อนจะซอยเท้าขาวเปล่าเปลือยเข้าไปหาประตูบานเล็กที่จำได้ว่ามันเป็นตำแหน่งของตู้เสื้อผ้าอย่างว่องไว มือบางคลำไปทั่วตู้แล้วก็สะดุดเข้ากับสิ่งที่ต้องการ ยังไม่ทันที่จะนึกในใจด้วยซ้ำว่าอยากจะให้ไฟมันสว่างกว่านี้ ห้องที่มืดๆสลัวๆอยู่ก็สว่างพรืบทันทีทำเอาของที่ถืออยู่ดีๆหลุดมือลงพื้น พร้อมกับเสียงทุ้มถามตามมา

 

                     “เสร็จแล้วเหรอ?”

 

                    “อ อือ” ทิวาหลบตาคมกริบที่มองมาไม่กระพริบ ทำไม่รู้ไม่ชี้ก้มลงหยิบของที่ต้องการหมายจะเดินหนีไปอีกทางก็ต้องชะงักเพราะลำแขนหนาที่ยื่นมายันตู้กันทางไว้ซะก่อน

 

                     “เป็นไข้หรือเปล่าหน้าแดงๆ” 

 

                     “ไม่ ไม่เป็นไรนี่” คนตอบยกมือขึ้นลูบหน้าลูบแก้มตัวเองก่อนจะหลบตาอีกฝ่ายที่เอาแต่จ้องเอาๆจนตอนนี้รู้สึกเสียวสันหลังวาบๆกับความร้อนชนิดนึงที่ทิวาอธิบายไม่ถูก

 

                    “แน่ใจนะว่าใส่ได้?” คนตัวสูงกว่าถามแล้วพยักเพยิดไปที่ของในมือขาว ก่อนจะขยับตัวเปิดลิ้นชักแล้วหยิบบางอย่างมาส่งให้ ทิวามองเข็มขัดเส้นเล็กในมือหนาหมายจะยื่นมือไปรับก็ต้องชะงักเมื่อคนที่ยื่นให้ดึงหนีซะก่อน

 

                   “เดี๋ยวใส่ให้”

 

                   “ไม่ต้อง!”

 

                   “งั้นก็ไม่ให้!ทิวาถลึงตาใส่คนที่กำลังยิ้มอย่างเป็นต่อแถมส่งสายตาโลมเลียมองเสื้อยืดตัวใหญ่แล้วค่อยๆไล่สายตาลงช้าๆจนมาหยุดมองขาอ่อนขาวๆที่ถึงแม้เสื้อยืดตัวนี้จะใหญ่แต่ก็ไม่ยาวจนปิดต้นขาเรียวไว้ได้

 

                   ทิวาเม้มปากตัวเองแน่นก่อนจะตัดสินใจหันหลังให้ร่างสูงแล้วรีบสอดขาเข้ากางเกงดึงขึ้นอย่างรวดเร็วไม่ให้คนที่จ้องตาเป็นมันด้านหลังได้เห็นอะไรต่อมิอะไรไปมากกว่านี้

 

                   แต่พ่อแก้วแม่แก้วช่วยลูกช้างด้วยเถอะ.............

 

                  ทิวากรอกตาอย่างหน่ายใจ ทำไมโชคชะตาถึงได้ชอบกลั่นแกล้งกันแบบนี้ เอวกางเกงที่ใหญ่และเหลือออกมาอีกตั้งเกินคืบจนต้องใช้มือกำไว้ เพราะถ้าขืนปล่อยมือตอนนี้ละก็กางเกงตัวนี้เห็นจะต้องหล่นไปกองแอ้งแม้งอยู่ที่พื้นแน่ๆ

 

                  “หึๆ”    เสียงหัวเราะด้านหลังดังมาทิวายิ่งหงุดหงิด หงุดหงิดตัวเองทำไมต้องเป็นเหมือนตัวตลกให้อีกฝ่ายได้หัวเราะเล่นอยู่เรื่อย ภีมมองสบตาเขียวๆ ที่ส่งมาแล้วพยายามกลั้นขำจนสุดความสามารถ ก่อนจะเลิกยักคิ้วให้คนตัวบาง

 

                  “ชาร์ลี แชปลิน”

 

                 “เงียบไปเลยนะ ถ้ายังไม่หยุดหัวเราะละก็”

 

                 “จะเอาไหมเข็มขัด?” ภีมชูของในมือแล้วถามย้ำ ร่างสูงเดินเข้าไปหาคนหน้างอที่ยืนกำเอวกางเกงผ้าขาสั้นไว้แน่น เพราะเมื่อมันมาอยู่บนร่างบางอย่างนี้ยิ่งทำให้บางและตัวเล็กลงอีกเป็นเท่าตัว

 

                  “เอาก็ได้!” หน้าหวานสะบัดหนีอย่างขัดใจทำให้ผมดำยาวที่เจ้าตัวปล่อยแล้วหวีสยายไหวไปมาอย่างน่าดู เรียกเลือดร้อนๆให้คนที่จ้องอยู่ต้องห้ามใจตัวเองเพื่อไม่ให้กระโจนเข้าขย้ำเนื้อขาวๆตรงหน้า

 

                  “ถ้าจะเอาก็ต้องพูดเพราะๆก่อน ไหนพูดซิ ภีมครับขอเข็มขัดหน่อย” ยิ่งได้ยินเสียงทุ้มพูดนำยิ่งทำให้คนฟังหันหน้าหนีอย่างไม่ยอมแพ้

 

                  “นายนี่น้า แค่ขอให้พูดเพราะๆด้วยกันแค่นี้ก็ไม่ได้” เสียงทุ้มพึมพำตัดพ้อเบาๆชิดอยู่ด้านหลัง ยังไม่ทันที่ร่างบางจะขยับตัวไปไหนมือหนาก็สอดเข็มขัดสีขาวเส้นเล็กคาดให้บนเอวบาง แต่เพราะขนาดเอวของคนใส่ต่างกันมากกับเอวกางเกงทำให้ภีมต้องใช้เหล็กเล็กๆแทงให้เกิดรูใหม่ขึ้นแทน นั่นแหละกางเกงขาสั้นที่ดูเหมือนจะไม่สั้นเท่าไหร่ก็กระชับแน่นชนิดที่ดึงยังไงก็ไม่หลุดแน่นอน

 

                   กางเกงที่หลวมแต่แรกก็แก้ปัญหาได้แล้ว แต่ตอนนี้ทิวากลับหนักใจเมื่อต้องเจอกับปัญหาที่ใหญ่กว่า คนตัวบางกลืนน้ำลายเอื๊อกเมื่อลำแขนที่เข้ามาช่วยคาดเข็มขัดให้แต่แรกกลับติดแหงกกอดเอวบางไว้ไม่ยอมปล่อยอย่างที่คิด  

 

                   “ใส่เข็มขัดเสร็จแล้วก็ปล่อยสิ!” มือเรียวดึงแขนแข็งๆที่อ้อมมากอดจากด้านหลังแน่นจนแผงอกหนาแข็งแกร่งกระชับชิดแผ่นหลังบาง ก่อนที่คนเสียเปรียบจะตัวชาอ้าปากค้างเมื่อแก้มขาวถูกริมฝีปากร้อนผ่าวทาบปิดหนักๆก่อนที่มันจะซบนิ่งข้างติ่งหูแล้วไถลเข้าหาลำคอนุ่มแทน

 

                    “จำได้ไหมว่านายยังไม่ได้ตอบคำถาม” เสียงทุ้มกระซิบพร่าชิดริมหู ปากร้อนๆยังไม่ย้ายไปไหน ยังไซร้ซอนกลุ่มผมยาวที่ทั้งหอมและนุ่มจนยากจะอดใจ ตอนนี้ภีมขอดับกระหายของตัวเองซักนิดไม่งั้นตนก็ไม่แน่ใจว่าจะทนได้ซักแค่ไหน เพราะเนื้อกระต่ายขาวในอ้อมแขนนี้ช่างยั่วยวนและเรียกร้องสัญชาตญาณสัตว์ป่าให้ออกล่าซะจริงๆ

 

                      “ตอบ จะตอบเดี๋ยวนี้ก็ได้ แต่ปล่อยก่อนได้ไหมกอดไว้แบบนี้คิดอะไรไม่ออกหรอก”

 

                      “โอเคปล่อย”   เสียงทุ้มบอกอย่างนั้นก็จริงแต่กว่าร่างบางจะดิ้นให้หลุดออกจากลำแขนหนาที่กอดเอวบางไว้ทิวาก็แก้มร้อนไปหมดด้วยฤทธิ์ปากกับจมูกที่ฝากไว้ทั้งแก้มซ้ายแก้มขวา

 

                       มือบางยกขึ้นถูไปทั่วแก้มเนียนคล้ายอยากจะลบสัมผัสร้อนๆเมื่อครู่ให้หายไปแต่ทำยังไงจะสำเร็จเล่าในเมื่อตัวการยังยืนยิ้มกริ่มชอบใจอยู่ตรงหน้าทำให้ทิวารู้สึกเหมือนตัวเองกระจ้อยร่อยลงไปอีกเท่าตัว

 

                      กลัวเหรอ? .........เปล่า........

 

                     ตระหนกหรือก็เปล่าอีก..............

 

                     ทิวาไม่คิดว่าตัวเองรู้สึกอย่างนั้น..........แต่คนตัวโตตรงหน้าทำให้ทิวาไม่อยากต่อกรหรือประมือด้วยเลยซักนิด เห็นได้ชัดว่าทุกครั้งที่พบกันฝ่ายที่เสียเปรียบก็จะเป็นตัวเองนี่แหละ ทั้งๆที่พยายามตัดสัมพันธ์ตั้งไม่รู้กี่ครั้ง บอกเลิกจนนับครั้งไม่ได้

 

                    เจ็บใจนัก เก่งมาสารพัด เป็นตัวของตัวเองมาตลอดทั้งเรียนทั้งการทำงาน ใครแหยมเข้ามาก็ตอกหน้าหงายไปหลายรายแล้ว เห็นจะมีก็ไอ้หน้าหล่อตรงหน้านี่แหละที่ใจกล้าหน้าด้าน รุกจนไม่ทันตั้งรับก็เรียบร้อยโรงเรียนมัธยมจนถึงขั้นมหาวิทยาลัยแถมจบปริญญาสาขาเฟิร์ทเซ็กแถมให้อีกตั่งหาก

 

                    จะทำยังไงดีล่ะวันนี้?............ จะใช้วิธีไหนหลบดี? ............ข้างหน้าก็เป็นสุดยอดอันตรายที่จ้องงาบตนอยู่ทุกเวลาที่เห็นหน้ากันก็ว่าได้ ข้างนอกนั่นก็เป็นมวลน้ำอันมากมายที่ไม่นึกไม่ฝันว่าจะต้องมาติดแหงกบนเรือกลางทะเลเหมือนละครดังหลังข่าวแบบนี้

 

                   ทิวาไม่รู้หรอกว่าภาพของตนที่ยืนพิงผนังตู้บิลท์อินพลางยกนิ้วขึ้นกัดอย่างขบคิดนั้นทำให้ภีมไม่อยากละสายตาไปไหน จะมีสักกี่ครั้งกันที่ได้เห็นร่างบางในเวลาแบบนี้ เวลาที่เป็นส่วนตัวและไม่ต้องระวังตัวเองหรือสายตาจากคนรอบข้าง

 

                   ตาคมมองผมดำยาวที่เริ่มแห้งบ้างแล้วและมันกำลังโชว์ความเงางามของมันให้เห็น มองลำคอระหงที่ภีมรู้ว่าทั้งนุ่มและหอมแค่ไหน มองลำนิ้วเรียวเล็กที่เจ้าตัวยกขึ้นแทะเบาๆก่อนจะไล่สายตาหาลำแขนเล็กขาวนวลที่ถูกบดบังด้วยเสื้อยืดตัวใหญ่ที่ยาวเลยจนถึงข้อศอก เอวเล็กบางที่ถูกเข็มขัดรัดไว้ทำให้เห็นว่ามันบางจนภีมรวบได้ด้วยมือสองข้าง นึกหงุดหงิดที่ลำขาขาวถูกบดบังด้วยกางเกงขาสั้นตัวใหญ่ให้เห็นแค่น่องเรียวกับปลายเท้าขาวเปล่าเปลือยทั้งสองข้าง

 

 

                   ร่างสูงไม่พูดแต่ค่อยๆขยับถอยหลังออกมานั่งที่ปลายเตียง เอาศอกท้างเขามือทั้งสองข้างประสานรองปลายคางเหลี่ยมไว้แล้วสังเกตุอีกฝ่ายที่ทำท่าคิดหนักอย่างสงสัย มีอะไรที่จะต้องหาคำตอบขนาดนั้น เลยปล่อยให้เวลาผ่านไปราวๆห้านาทีเห็นจะได้กำลังหมายว่าจะอ้าปากถามก็ต้องชะงักเมื่อร่างบางหันมาซะก่อน

 

                   “จำวันที่นายไปที่ผับจำได้ไหม?” ร่างสูงพยักหน้ารับและยังนั่งอยู่ในท่าเดิม แต่ตาคมกลับพราวระยับเมื่อเห็นผมดำยาวพริ้วเข้ามาใกล้เล่นเอาใจสั่น

 

                   หลังจากนั้นภีมยอมรับว่าไม่ได้สนใจรายระเอียดที่เสียงหวานอธิบายซะยืดยาวว่าทำไมถึงไปอยู่ที่ผับนั่นและทำไมต้องใส่ชุดแบบนั้นเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะอะไรน่ะเหรอ ก็เพราะมัวแต่มองหน้าหวานกับปากบางอิ่มสีสดที่ขยับขึ้นลงนั้นเพลินจนลืมจับใจความสำคัญไปเสียฉิบ

 

                   “ทีนี้ก็เข้าใจแล้วใช่ไหม? มันไม่ใช่เรื่องใหญ่เรื่องโตซะหน่อยที่ไปทำแบบนั้น แค่ขึ้นไปเต้นบนเวทีแล้วก็ใช้ทักษะแอ็คติ้งนิดหน่อย ไม่ถึงสองชั่วโมงด้วยซ้ำ” ทิวายักไหล่คล้ายจะบอกว่าแค่นี้เรื่องเล็กแต่คนที่กำลังจับตามองทุกอิริยาบถกลับไม่รู้สึกอย่างนั้น  

 

                    “คุณป้ารู้เรื่องนี้หรือเปล่า?” ตาคมหรี่มองคนตัวบางที่ชะงักหน้าเหรอหราแล้วถอนหายใจก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูงทำเอาคนผมยาวถอยหนีทีละก้าวจนแผ่นหลังบางชนผนังไปไหนไม่ได้

 

                    ตึ๊งงง!!

 

                   “อ๊ะ อ อะไรเล่า” ทิวาหน้าตื่นเมื่อมือหนากระแทกไม้เสียงดัง ใบหน้าหล่อก้มลงมาใกล้ เหลือบซ้ายเหลือบขวาก็หมดทางหนีเมื่อเห็นลำแขนหนากันไว้ทั้งสองด้าน แล้วก็คอหดหลับตาปี๋เมื่อเสียงทุ้มตวาดถามดังลั่น

 

                  “คุณป้ารู้เรื่องนี้หรือเปล่าทิวา?” ภีมถอนหายใจเฮือกใหญ่เมื่ออีกฝ่ายหลบตาก้มหน้านิ่ง “แล้วออกไปทำที่นั่นได้ยังไงไม่ให้คุณป้ารู้?”

 

                   “บางวันก็กลับบ้านดึกเป็นปกติ บางวันก็ติดงานแม่รู้เรื่องนี้ดีอยู่แล้ว ก็ไม่ได้ไปทุกวันนี่นา แค่บังเอิญไปทำแทนเพื่อนที่ขาแพลง เขามาทำงานไม่ได้เลยมาขอให้ไปช่วยเพื่อจะได้ไม่โดนหักตังค์ พอคุยแล้วไม่ต้องทำอะไรมากแค่แสดงนิดหน่อยเลยตกลง”

 

                  “ไม่ต้องไปทำงานที่นั่นอีกเข้าใจไหม!

 

                  “ห หา? เรื่องอะไรจะต้องทำตามที่นายบอก! ภีมใช้นิ้วก้อยแคะหูแล้วก้มลงถาม พูดใหม่อีกที เมื่อกี้ได้ยินไม่ชัด!

 

                  “ทำไมจะต้องทำตามที่นายบอกทีนี้ชัด....อื๊อออ!!?” ยังไม่ทันจะจบประโยคดีก็ต้องหน้าหงายเมื่อไอ้หน้าหล่อหมดความควบคุมตัวเอง

 

                  คนเสียเปรียบตาเหลือกเมื่อปากบางถูกกดจุมพิตหนักๆ   “อ่อย!!”    มือบางยกขึ้นทุบอกหนาปึ๊กๆ แล้วก็ใจหายวาบเมื่อรู้สึกเบาโหวงอยู่แค่เสี้ยววินาที รู้สึกตัวอีกทีแผ่นหลังบางก็สัมผัสที่นอนนุ่มซะแล้ว

 

                   ริมฝีปากร้อนผ่าวตามประกบจูบปากบางอิ่มที่พยายามเบี่ยงหนีอย่างแนบแน่น อาศัยโอกาสที่อีกฝ่ายเผยอปากเพื่อโกยลมหายใจแทรกปลายลิ้นร้อนเข้าโพรงปากบางนุ่มแล้วเกี่ยวกระหวัดรัดรึงปลายลิ้นเล็กที่พยายามหดหนี ทั้งดูดทั้งเม้มดึงปากบางอิ่มสีสดบดเคล้าดูดลิ้มหาความหวานจนน้ำใสไหลล้นมุมปาก กดจูบย้ำๆทั้งกระพุ้งแก้ม ทั้งไรฟันจนคนตัวบางแทบจะขาดใจ

 

                    เสียงปึ๊กก!!ปึ๊กกของกำปั้นเล็กที่กระแทกเข้าที่ไหล่หนาไม่ได้ทำให้ร่างสูงสะดุ้งสะเทือนแม้แต่น้อย รำคาญหนักเข้ามือหนาก็คว้าข้อมือบางแล้วกดแนบที่นอนนุ่มไว้ทั้งสองข้าง อีกทั้งร่างหนาหนักก็โถมเข้าหว่างขาเนียนบดเบียดร่างบางจนจมที่นอนนุ่มตันหนทางดิ้นหน 

 

                    หลายวินาทีที่ร่างสูงไม่พูดไม่จา ทำอยู่อย่างเดียวคือจูบปิดปากบางอิ่มที่ชอบขึ้นเสียงไม่ยอมแพ้นี่เป็นพายุบุแคม จนเมื่อริมฝีปากร้อนผ่าวกับลิ้นสากร้อนค่อยๆผละออกอย่างอ้อยอิ่งจนเกิดเสียงดังจ๊วบ

 

                   “แฮ่ก!  แฮ่ก!  แฮ่ก!!...”      คนนอนหงายหายใจแทบไม่ทัน แก้มนวลสุกปลั่งยิ่งกว่าลูกเชอรี่ สองข้อมือบางที่ถูกพันธนาการไว้แน่นหนาแนบที่นอนพยายามที่จะดึงหนี ซ้ำยังสะดุ้งหนักเข้าอีกเมื่อส่วนล่างที่ถูกบดทับอย่างจงใจกำลังถูกอะไรบางอย่างที่กำลังร้อนผ่าวทักทายไม่เบานัก

 

                   “ปล่อย!

 

                   “ทำไมจะต้องทำตามที่นายบอก” ประโยคเมื่อกี้ย้อนกลับมาถามจนทิวาอึ้ง “ที่ห้ามไปที่นั่นอีกเพราะห่วงนาย ถ้าเกิดอะไรขึ้นจะทำยังไง?”

 

                   “นายมันชอบบังคับ!

 

                    “หวงตังหาก” ตาโตเบิกกว้างเพราะไม่คิดว่าจะได้ยินอะไรแบบนี้

 

                    “นายพูดอะไร? ไม่เห็นจะรู้เรื่อง!

 

                   “ก็หัดรู้ซะบ้างสิ!” ภีมตวาดลั่น “แค่รับรู้สิ่งที่ฉันพยายามบอกนายมาตลอดน่ะ มันจะตายไหม ห๊า!”

 

                    “แล้วนายบอกอะไรเล่า       ทิวารู้สึกเหมือนข้อมือตัวเองจะหัก พยายามเบียนหน้าหนีอีกฝ่ายที่โน้มลงมาจนลมหายใจสัมผัสกัน ส่วนด้านล่างก็กระดิกได้แค่ปลายขาที่ถีบไปถีบมาเท่านั้นเพราะสะโพกเพรียวถูกร่างหนาหนักเบียดทับไม่ให้ดิ้นหนีอย่างจงใจ

 

                    “ตกลงนายไม่รู้เรื่องอะไรเลยจริงๆหรือนายแกล้งเซ่อกันแน่?”

 

                    “ทั้งไม่ได้แกล้งเซ่อทั้งไม่อยากรู้เรื่องที่นายกำลังพูดด้วย นายไม่มีสิทธิ์ทำตามใจตัวเองแบบนี้นะ ปล่อยซักทีหายใจไม่ออกแล้ว!

 

                     “คุยกันไม่รู้เรื่องยังปล่อยไม่ได้!

 

                     “ในสถานการณ์อย่างนี้เนี่ยนะ นายมันบ้า?!” หน้าหวานผงกขึ้นหลุดวาจาอย่างเดือดดาลแล้วต้องรีบหันหน้าหนีเมื่อไอ้หน้าหล่อก้มหน้าลงมาใกล้

 

                    “ใช่ บ้าได้มากกว่านี้ถ้ายังคุยกันไม่รู้เรื่อง!?”

 

                     “อยากพูดอะไรก็พูดมาสิ วกไปวนมาอยู่ได้น่ารำคาญ!

 

                     “อ้อ ไม่ทันใจ งั้นแบบนี้คงไม่รำคาญมั้ง?!”        

 

                    ภีมจบคำพูดด้วยจูบหนักหน่วง บดเบียดปากนุ่มแล้วแทรกปลายลิ้นร้อนเข้ากวาดทั่วโพรงปากนุ่มอีกครั้ง แต่คราวนี้มือครามกลับไม่นิ่งเหมือนอย่างคราแรก

 

                    “หยุดนะ!”      เอวเล็กดิ้นหนี มือบางข้างนึงยกขึ้นดันคางเหลี่ยมไว้ส่วนอีกข้างก็รีบคว้าข้อมือหนาที่สอดเข้าลูบไล้ไปทั่วขาเนียนอย่างเอาแต่ใจ แต่ก็ทำได้แค่นั้นเพราะด้านบนไม่สามารถหลบจมูกกับปากร้อนๆที่ตามแนบไปทั่วแก้มนุ่มนี้ได้เลย

 

                    “ไม่ ไหนๆก็มีโอกาสอยู่ด้วยกันสองต่อสองแล้วเรื่องอะไรจะปล่อยง่ายๆ อย่างน้อยก็ขอชื่นใจซักนิดซักหน่อยก็ยังดี”

 

                    “นิดหน่อยบ้าอะไร นี่มันตั้งกี่ครั้งแล้ว” คนพูดเบี่ยงหน้าไปทางซ้ายจมูกโด่งก็ย้ายมากดหอมแก้มขวา ทำเอาคนพยายามหลบอ่อนใจเหลือกำลังกับความเอาแต่ใจของคนตัวหนา

 

                     “ เราเป็นอะไรกันนายลืมไปแล้วเหรอ?”

 

                    “เป็นอะไร? คู่นอน คู่ขา หรือตัวแก้ขัดฆ่าเวลาให้นายเล่นสนุก”

 

                    “จนขนาดนี้แล้วยังไม่เข้าใจอีกเหรอ ?”

 

                   “ก็ไม่เข้าใจน่ะสิ เพราะนายไม่เคยบอกอะไรเลย พอมีอะไรกันจู่ๆก็มาขอเป็นแฟนใครจะไปเชื่อ พอเจอหน้ากันทีไรถ้านายไม่จูบก็จะกินกันท่าเดียว!

 

                   “ก็เพราะนายน่ากินไง เห็นทีไรอดใจไม่ได้ซักที”

 

                    “อย่ามาพูดเล่นนะ!

 

                    “ใครบอกพูดเล่น”  ภีมจ้องตาหวานนิ่งนานจนคนถูกจ้องเป็นฝ่ายหลบตาก่อน มือหนาเปลี่ยนมาโอบเอวบางไว้หลวมๆส่วนแขนอีกข้างเท้าไว้ข้างๆดวงหน้าเนียน  

                   “เฮ้อ! ไอ้เด็กโง่เอ้ย มันไม่ใช่อย่างที่นายคิดนะทิวา สำหรับฉันนายสำคัญและมีความหมายมากกว่าใคร นายสำคัญกับหัวใจ ไม่ใช่ไอ้คู่นอนคู่ขาหรือของเล่นอะไรก็แล้วแต่ที่นายจารไนยมาทั้งหมดนั่น! ที่ฉันตามตื้อนายเป็นไอ้บ้าไม่เป็นอันทำงานทำการอยู่เนี่ยเพราะอะไรรู้ไหม?........”

 

                    เสียงทุ้มทิ้งท้ายเอาไว้ราวกับจะให้คนฟังกระวนกระวายใจเล่นซะงั้น ภีมยิ้มกว้างและก็เกือบทำให้คนนอนหงายตาค้างกับใบหน้าที่หล่อคมขึ้นอีกพะเรอเกวียน

                    “เพราะฉันไปแอบชอบใครคนนึงที่บังเอิญเดินชนกันตรงหน้าห้องน้ำชายเมื่อหลายเดือนก่อน” หลังมือขาวนุ่มถูกฝ่ามือครามกดทาบบนแผงอกแกร่งจนรู้สึกได้ถึงแรงสะเทือนที่กำลังเต้นรัวอยู่ข้างใน

 

                   “รู้ไหมตอนนั้นทั้งๆที่มีผู้คนอยู่รอบข้างกับเสียงที่ดังมากขนาดนั้นแต่ฉันกลับมองไม่เห็นอะไรอย่างอื่นเลยนอกจากหน้าขาวๆกับผมเปียยาวๆของเขา

 

                    น้ำเสียงเอาเรื่องสวนกลับมาทันทีเมื่อฉันบอกเขาว่าข้างหน้าเป็นห้องน้ำชาย แต่กลับกลายเป็นว่าตัวเองที่หน้าแตกซะเอง

 

                    ไม่เคยเจอใครแล้วรู้สึกตื่นเต้นอะไรเท่านี้มาก่อนเลยรู้ไหม อยากรู้จักเขาขึ้นมาติดหมัด อยากรู้ว่าทำไมเขาถึงได้ไว้ผมได้ยาวและเงางามได้ขนาดนั้น

 

                   พอคิดได้ฉันก็วิ่งตามเขาไปเหมือนไอ้บ้า มองหาตั้งนานจนคิดว่าคงหมดหวังซะแล้วละมั้ง แถมพอตามไปก็ไปทำให้เขาโมโหหนักเข้าไปอีก

 

                   ทุกครั้งที่เขามองมาเขาแสดงออกเลยว่าฉันคือตัวปัญหาและไม่อยากเข้าใกล้ แต่ฉันกลับรู้สึกเหมือนตัวเองได้รางวัลแจ๊คพ็อตเพราะเคยคิดเอาไว้เล่นๆว่าจะมีคนแบบนั้นอยู่ไหมแต่ก็ไม่นึกไม่ฝันว่าจะมีคนแบบนั้นอยู่บนโลกใบนี้จริงๆ

 

                    เขาไม่ใช่แค่สวยจนทำให้ใจเต้น แต่เขายังน่าตื่นเต้นจนอยากค้นหา อยากให้เขาเข้ามาเติมเต็มชีวิตส่วนที่มันขาดหาย

 

                     รู้ไหมพอไม่ได้เห็นหน้าแค่วันเดียวก็เหงาซะจนอยากวิ่งไปขโมยมาเก็บใส่กระเป๋าเอาไว้เป็นของเราคนเดียวซะเดี๋ยวนั้นเลย หึๆ บ้ามากไหม? ไม่คิดว่าจะเป็นไปได้ถึงขนาดนี้สินะ

 

                     "นายพอจะมีคำแนะนำดีๆไหมทิวา”    จู่ๆเสียงทุ้มก็ถามขึ้นเล่นเอาคนที่กำลังฟังงงจนต้องถามกลับ

 

                   “คำแนะนำ? แนะนำอะไร?”

 

                    “ฉันไม่รู้จะทำตัวยังไงให้เขาชอบฉันบ้างนะสิ ขอเขาเป็นแฟนแล้วแต่เขาก็ไม่ตกลงด้วยซักที นายรู้ไหมว่าต้องทำยังไงดี”

 

                     “ร เรื่องแบบนั้นใครจะไปรู้”

 

                     “ไม่รู้จริงนะ?”

 

                      “บ้า! เรื่องแบบนั้นคิดเอาเองสิ!” แก้มเนียนแดงแป๊ดเมื่อตะโกนใส่หน้าอีกฝ่ายมือบางผลักอกหนาออกห่างอย่างโมโหแล้วพลิกตัวหนีไปอีกด้าน ร่างบางคลานหลุดออกมาได้แค่สามวิเท่านั้น คนตัวหนาก็โถมเข้ากอดเอวบางทับจากด้านหลังจนคนอีกคนจมที่นอนนุ่ม

 

                       “ปล่อย!” ร่างขาวบางดิ้นอึกอัก มือบางทุบข้อมือหนาที่กอดเอวตัวไว้แน่นแต่ก็ไม่เป็นผลอันไดจนน่าโมโห

 

                       “ไปบอกวิธีไม่ปล่อยเด็ดขาด” เสียงทุ้มบอกแล้วกดหอมแก้มนุ่มที่อยู่ใกล้จนเต็มฟอดทำเอาคนเสียเปรียบร้องจ๊ากคลานหนีอุตลุต

 

                       “ทำบ้าอะไรแบบนี้เล่า ในสถานการณ์แบบนี้ใครจะมีอารมณ์คิดเรื่องแบบนั้นกัน ให้ขึ้นฝั่งก่อนได้ไหม แล้วนายจะไปจ่งไปจีบใครก็เชิญเลย”

 

                       “แน่นะ?”

 

                      “ทำไมจะไม่แน่ จะทำอะไรก็เรื่องของนายสิ! ตอนนี้ปล่อยก่อนได้ไหมแล้วเอาเรือเข้าฝั่งให้ได้ซะก่อน ป่านนี้ทุกคนคงเป็นห่วงกันแย่แล้ว”

 

                     “คงไม่ห่วงแล้วละเพราะเมื่อกี้พึ่งโทรไปบอก”

 

                     กึก!!!

 

                     “อะไรนะ?!” ทิวาหันขวับ ือบางคว้าคอเสื้อยืดอีกฝ่ายขยำไว้แน่นโดยลืมไปสนิทว่าตัวเองกำลังอยู่ในสภาพล่อแหลมขนาดไหน

 

                    “นายโทรไปบอกพวกเขา งั้นก็หมายความว่าโทรศัพท์ใช้งานได้งั้นเหรอ?”

 

                    “มันใช้งานได้อยู่แล้ว พายุเล็กๆแค่นี้ไม่ทำให้ระบบของเรือถึงกับพังหรอก”

 

                   “งั้นก็เอาเรือเข้าฝั่งสิ จะอยู่บนทะเลแบบนี้ทั้งคืนหรือไง?”

 

                    “แล้วทำไมจะอยู่ไม่ได้”

 

                    “ก็แล้วมีเหตุผลอะไรทำไมเราจะต้องมาอยู่กันในที่แบบนี้ด้วยล่ะ เราเรือเข้าฝั่งแล้วค่อยคุยกันได้ไหม” มือนุ่มละจากคอเสื้อเปลี่ยนมากุมแก้มสากไว้ทั้งสองข้าง

                    “นะภีมนะเอาเรือเข้าฝั่งเถอะ มีอะไรค่อยคุยกันทีหลังก็ได้ ถ้าเกิดอะไรขึ้นอีกตอนนี้คนที่เสียใจคงไม่ใช่แค่นายกับฉันแน่นอน”

 

                    “ทำไม นายกลัวงั้นเหรอ?”

 

                    “หรือนายไม่กลัว?”

 

                    “ไม่เลยสักนิด” เสียงทุ้มบอกพร้อมกับมือหนาประคองหน้าเนียนเอาไว้เบาๆ

 

                    “แค่มีนายอยู่ใกล้ๆฉันไม่กลัวอะไรทั้งนั้น”

 

                   “แต่ฉันกลัวนะ ไม่ใช่กลัวตายแต่ถ้าเราเป็นอะไรไปตอนนี้คนที่เสียใจที่สุดคงไม่ใช่เราสองคนแน่ๆ” ทิวากระชับมือบางอย่างออดอ้อน “นะเอาเรือเข้าฝั่งเถอะ”

 

                   “ก็ได้” เสียงทุ้มบอกสั้นๆแค่นั้นทำเอาหน้าหวานยิ้มกระจ่างอย่างดีใจ แต่ก็ต้องมีอันหุบยิ้มฉับกับอีกคำที่ตามมา

 

                  “เอาค่าจ้างมา”

 

                   “ค่าจ้างอะไร?”

 

                   “ก็ค่าจ้างที่ต้องเอาเรือเข้าฝั่งไง!” ทิวาอ้าปากค้างกับความเจ้าเล่ห์ของคนตรงหน้า 

 

                   “ทำไมจะต้องมีค่าจ้าง แค่เอาเรือเข้าฝั่งแค่นี้เองเวลาแบบนี้ใครจะมีเงินมาจ้างกัน

 

                   “ไม่มีค่าจ้างงั้นก็ไม่ต้องเข้าฝั่ง อยู่บนนี้ซักคืนสองคืนพรุ่งนี้ก็ล่องเรือต่ออีกหน่อย เพราะไหนๆก็เอาเรือออกมาทั้งที เที่ยวมันให้คุ้มซะเลย”

 

                    “นายอยากเที่ยวก็ไปเองคนเดียวสิ ทำไมจะต้องพ่วงฉันไปด้วย”

 

                    “เพราะเป็นนายไงฉันถึงยังไม่อยากเอาเรือเข้าฝั่ง อยากอยู่กับนายสองคนให้นานกว่านี้”

 

                    “ละ....แล้วค่าจ้างจะเอาเท่าไหร่?”

 

                   “มันก็ไม่ได้แพงอะไรมากมายหรอก แค่........” ลมหายใจร้อนผ่าวกระซิบกระซาบบางอย่างข้างหูทำเอาทิวาขนลุกซู่พูดไม่ออกเมื่อได้ยินประโยคนั้นเข้า มือบางละจากกรามเหลี่ยมแล้วเกาะไหล่หนาของคนที่นอนคล่อมอยู่อย่างลืมตัว

 

                     ฟันซี่เล็กกัดริมปากบางอิ่มไว้ แก้มเนียนร้อนวาบอย่างขัดเขิน ก่อนจะกระอ้อมกระแอ้มถามเสียงเบา

 

                     “แล้วถ้า.....เอ่อ .........ถ้า” ภีมหัวเราะเมื่อคนเก่งเมื่อครู่ติดอ่างพูดไม่ออกกับอีแค่ขออะไรนิดหน่อยแค่นี้

 

                    “ถ้าทำได้ก็จะหันหัวเรือเข้าฝั่ง แต่มันคงยากเกินไปสำหรับนายสินะ” ร่าสูงผละหนีแต่ก็ต้องชะงักกึกเมื่อมือบางขยุมอกเสื้อยืดยึดไว้แน่นพร้อมละล่ำละลักเสียงสั่น

 

                     “ก็ได้! ก็ได้!

 

                      “หือ? พูดอีกทีซิ?” ไอ้หน้าหล่อกลั้นยิ้มจนปวดกรามเมื่ออีกฝ่ายทำหน้าลำบากใจ

 

                      “ก .....ก็ได้...ครับ.....”

 

                      “แล้ว.......”

 

                      “ก็ได้ครับ .....พี่.......ภีม” คำสุดท้ายแทบไม่ได้ยินแต่ก็ทำเอาภีมยิ้มกว้าง มือหนายกขึ้นขยี้หัวเล็กๆจนผมยาวพันกันยุ่งอย่างหมั่นเขี้ยว

 

                      “น่ารักมาก!

 

                       “อ๊ากกก!!!...”

 

                       ตาโตเบิกกว้างเพราะดิ้นหนีไม่ทัน

 

                      คำพูดทั้งหมดทั้งมวลก็ถูกกลืนหายกลับเข้าไปในลำคออีกครั้ง เหลือแค่เสียงครางเมื่อร่างหนาโถมเข้ากอดพร้อมทาบริมฝีปากร้อนรุมปิดปากบางสนิท ปลายลิ้นร้อนแทรกปราการนุ่มนิ่มเข้าเกี่ยวพันลิ้นเล็กบางแล้วดูดดึงอย่างหนักหน่วง

 

                      “เอี๋ยวอิ!? อื๊อออ...!!  เสียงหวานอู้อี้ออกมาเป็นภาษาได้แค่นั้น ใช้พลังแขนทั้งสองข้างทั้งผลักทั้งดันอกหนาออก แต่ก็เพียงครู่เดียวเท่านั้นมือบางก็ต้องเปลี่ยนเป็นบีบกล้ามแขนใหญ่ๆนั้นไว้แน่นราวกับจะให้แรงบีบนั้นช่วยลดความรู้สึกวาบหวามที่พุ่งเข้าชนท้องน้อยอย่างรุนแรงตามลิ้นหนาที่ทั้งรัดรึง ดูดกลืนเอาราวกับจะกลืนกินลิ้นเล็กบางที่สั่นระริกนั้นลงคอไปซะเดี๋ยวนั้น

 

                     “อืมม!....” จูบคราวนี้เปลี่ยนไปถึงกับทำให้ทิวาลืมตัว ลิ้นที่แทรกเข้าหานั้นก็ช่างร้ายกาจ เหมือนเชือกที่เข้ามามัดแล้วกระชากความรู้สึกนึกคิดออกจากความเป็นจริง มันทั้งนุ่มนวล ทั้งหยอกเอิน ล้นเล่นและเรียกร้องจนลืมตัว ลืมไปจนกระทั่งว่าข้อมือขาวถูกรั้งดึงให้ขึ้นมาคล้องต้นคอแกร่งไว้แทน

 

                     แผงอกหนาแนบลงทาบทับคนนอนหงายแนบสนิทชนิดไม่ให้อากาศได้ผ่าน

 

                   ลำแขนที่เต็มไปด้วยกล้ามแกร่งสอดคล้องเอวบางรั้งเข้ามากกกอดไว้แน่นชนิดที่ไม่คิดจะยอมปล่อยให้หนีไปง่ายๆ

 

                   ลำขาแข็งข้างหนึ่งขยับสอดเข้าระหว่างขาเรียวขยับถูไถอย่างบอกความนัย

 

                  สุดท้ายคนตัวบางก็หมดทางดิ้นหนี ลืมตัวไปกับความรู้สึกแปลกใหม่คล้ายกับลอยได้ยังไงอย่างงั้น

 

                    น้ำทะเลลูกเล็กวิ่งเข้าปะทะจนเรือไหวเป็นระยะ...................เสียงลมหวีดหวิวด้านนอกยังคงพอได้ยิน...............พายุลูกเล็กและคลื่นลมเมื่อครู่เริ่มมีที่ท่าว่าจะสงบลงเรื่อยๆทำให้ไม่น่าห่วงเท่าไหร่

 

                     แต่หากใครจะรู้ว่าพายุอารมณ์ลูกใหม่ได้กำลังก่อตัวขึ้นภายในเคบินน้อยบนเรือลำนี้

 

 

 

 

                    “อืออ! .........” ปากบางอิ่มโดนบดเคล้าแซกซอนหาความหวานจนบวมเจ่อถูกปล่อยให้ได้หายใจบ้าง หากแต่เจ้าของริมฝีปากร้อนผ่าวกลับไม่ได้คิดย้ายปากตัวเองไปไหนไกล แนบเข้าคลอเคลียแก้มนุ่ม แล้วไถลซุกซบซอกคออุ่น ขมเม้มปาดลิ้นเลียเอาอย่างเอร็จอร่อยราวกับว่าอาหารจานนี้กินเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักอิ่ม ไม่รู้จักพอจนผิวขาวนวลขึ้นสีกุหลาบช้ำเป็นทาง

 

                    มือครามก็ไม่ได้กอดเอวบางนิ่งไว้เหมือนอย่างคราแรก มันขยับปลดเข็มขัดออกแล้วรูดกางเกงขาสั้นตัวหนาออกจากลำขาเรียวเหวี่ยงไปไกลราวกับขัดใจที่มันบังอาจมาขวางทางมือ

 

                    ภายใต้เสื้อยืดตัวหนาฝ่ามือร้อนผ่าวกับปลายนิ้วชี้เรียวยาวสะกิดทักทายปลายยอดนุ่มเบาๆทำเอาลำขาเปลือยเปล่าขาวสล้างบิดเร่าบนเตียงราวกับสุดแสนทรมาน จะมีก็แต่เจ้าตัวเท่านั้นที่รู้ว่ามันไม่ใช่

 

                      เพียงไม่กี่นาทีต่อมาเสื้อยืดตัวหนาก็มีชะตากรรมไม่ต่างกับกางเกงเท่าไดนัก มันถูกมือหนาถลกดึงขึ้นแล้วเหวี่ยงทิ้งไปไม่สนทิศทาง ระเกะระกะรอบเตียงทั้งเสื้อทั้งกางเกงกองทับกันโดยไม่รู้ว่าของใครเป็นของใคร

 

                       “พอ!  อ๊ะ! ....อืออ!!เสียงห้ามเปลี่ยนเป็นเสียงคราง ปลายนิ้วเรียวบางขยุ้มเส้นผมหนาไว้แน่น เมื่อลิ้นร้อนกับฟันคมสามัคคีกันเชยชมยอดอกแทนปลายนิ้วเมื่อครู่อย่างอดใจไว้ไม่ไหว

 

                       นิ้วเท้าขาวอมชมพูงองุ้มจิกผ้าปูที่นอนเนื้อดีอย่างลืมตัวพอๆกับลำขาเรียวขยับขึ้นขยับลงถูไถเสียดสีสะโพกแกร่งเมื่อปลายลิ้นร้อนของคนที่คล่อมทับอยู่ด้านบนไม่ได้หยุดทักทายแค่ยอดอกสีกุหลาบ แต่หากยังลากปลายลิ้นไล้ชิมไปทั่วทั้งซ้ายทั้งขวา ทั้งสีข้างบอบบาง ทั้งแผ่นท้องแบนราบขาวๆ ไล้วนเบาๆนิ่งนานบนรูเล็กๆตรงกลางจนเมื่อชิมจนอิ่มใจจึงลากลิ้นลงต่ำ

 

                       “อื๊ออ!..” ใบหน้าหวานแหงนหงาย มือบางละจากผมหนามาขยุ้มผ้าปูที่นอนแทน เมื่อริมฝีปากร้อนๆกับคางสากๆกดหอมเนินนุ่มไม่เกรงใจ เจ้าของลิ้นร้อนผงกหัวขึ้นมองเป้าหมายตรงหน้าแล้วแลบลิ้นเลียปากอย่างกระหาย เพราะปลายยอดอมชมพูชี้ชันจ่ออยู่จนชิด เหตุใจจะหักใจตัวเองไม่ให้ชิมยังไงไหว

 

                      “ซี๊ดด!” ลำตัวขาวบิดหนีจนหลังแอ่น แต่ก็ไม่อาจไปไหนไกลเพราะข้อแขนแข็งๆได้ล็อกสะโพกเพรียวกับก้นขาวงอนไว้แน่น จับลำขาเรียวให้พาดเกี่ยวบ่ากว้างแล้วละเลงลิ้นเชยชิมส่วนที่กำลังชี้ชันน่ารักตรงหน้าประหนึ่งว่ากำลังดูดเลียไอติมแท่งโปรดก็ไม่ปาน

 

                     “อ๊ะ  อื๊ออ! อ๊า

 

                     ริมฝีปากร้อนผ่าวคลอบลงจนชิดเนินหอม ปล่อยให้ลำเนื้อน่ารักทักทายโพลงปากอุ่น แล้วไอ้หน้าหล่อจะทำการขยับใบหน้าให้ขึ้นลงส่งปลายลิ้นเข้าดูดเลียอย่างเอาใจ

 

                    “ภีม! ..พอ!....แล้.....ว”

 

                     คนนอนหงายยิ่งดิ้นพล่านเสียงหวานที่พยายามเปล่งออกมากระท่อนกระแท่นจับใจความแทบไม่ได้ มือขาวละจากผ้าปูมาขยุ้มผมหนาแล้วดึงออกอีกครั้งหวังจะให้ใบหน้าหล่อที่อยู่ชิดยิ่งกว่าชิดนั้นขยับถอยออกจากกลางกายตนเพราะความเสียวที่แล่นไปทั่วร่างทำเอาคนตัวบางเกือบขาดใจ

 

                     แล้วทิวาก็ทำสำเร็จ เมื่อริมฝีปากกับลิ้นร้อนผ่าวยอมผละห่าง แต่ก็ทันหายใจได้เพียงเสี้ยววินาทีที่เอวเล็กถูกรั้งขึ้นจนร่างขาวบางปลิวละลิ่วขึ้นมานั่งคล่อมตักแกร่ง ทำให้แขนเรียวเผลอกอดคอหนาหน้าห่างกันไม่ถึงคืบ

 

                      ตาโตเบิกกว้างเมื่อระยะห่างจากตาคมที่สบมาเพียงลมหายใจกั้น

 

                     ลำแขนแข็งๆหนาๆนั้นก็ไม่ไปไหนไกลเพราะมันรีบกอดเอวบางไว้จนเต็มอ้อมแขนทันทีเหมือนกัน

 

                     เท่านั้นร่างสองร่างที่ปราศจากเสื้อผ้ากับอารมณ์ที่ไม่ได้ลิ้มรสมาหลายเพลา บวกกับความต้องการที่โชว์หลาตรงหน้าไม่ต้องบอกว่ามันจะเป็นยังไง เพราะต่อให้ลากช้างทั้งโขลงมาฉุดไว้ก็หยุดอารมณ์กระหายตอนนี้ไม่ได้

 

                     ทิวากัดปากครางเสียงแผ่วเมื่อฝ่ามือหนาลากไล้สำรวจไปทั่ว แล้วค่อยๆลากลิ้วลงตามแนวสันหลังก่อนจะหยุดลงตรงความนุ่มนิ่มด้านหลัง

 

                    หน้าหวานซุกบ่าหนาเมื่อทนกับสายตาร้อนแรงตอนนี้ไม่ได้ ฟันซี่เล็กงับไหล่แข็งไว้อย่างคล้ายจะให้มันปิดเสียงน่าอายเมื่อปลายนิ้วแข็งเกลี่ยปากทางแล้วสอดทักทายด้านในช้าๆ

 

                   “อื๊ออ!!?.....”

 

                   “ผ่อนคลายหน่อยคนดี”

 

                   เสียงทุ้มกระซิบบอกพร้อมแนบปากลงหอมแก้มนุ่มคล้ายปลอบ เพียงครู่เดียวเท่านั้นที่นิ้วที่สองขยับคู่กันเข้าไปแล้วนิ่งไว้อย่างนั้นทำเอาร่างบางโหย่งตัวขึ้น แต่ก็หมดสิทธิ์คิดหนีเพราะแขนแข็งอีกข้างไม่ปล่อยให้เป็นอย่างนั้นง่ายๆ

 

                   “ซี๊ดด!!....” ปากบางที่เม้มแน่นถึงกับหลุดเสียงออกมาอย่างเสียวเสียดเมื่อนิ้วที่จากหนึ่งเป็นสองจากสองเป็นสามเข้าออกช้าๆแล้วกดค้างไว้ แถมยังดิ้นหนีไปทางไหนก็ไม่ได้เลยซุกหน้าเข้าซอกคออีกฝ่ายซะเลย

 

                   คนตัวหนาเลยถือโอกาสซบกลับบ้างแถมยังไม่ซบเปล่า ทั้งลิ้นทั้งฟันแทะเล็มคอขาวจนร่างบางสะท้านลืมไปว่าบางอย่างที่กำลังร้อนผ่าวแข็งขึงได้เคลื่อนเข้ามาจ่อจนชิดปากทาง

 

                  “อ๊ะ.....”

 

                 “ฮืมมม!!.....” เสียงทุ้มคำรามเมื่อหัวใหญ่ป้านคลอนตัวดิ่งลึกตามแรงรั้งของตนที่ยกเอวบางขึ้นแล้วรั้งให้นั่งทับลงบนความใหญ่โตที่กำลังเขม็งเกลียวร้อนจัด

 

                 “ด เดี๋ยว! ...อ๊ะ!  เดี๋ยว!”  ปากบางร้องห้าม มือขาวยันลอนท้องแข็งไว้แต่ก็ไม่อาจหยุดความร้อนผ่าวที่ดึงดันเข้าหาช่องทางที่ทั้งนุ่มทั้งตอดรัดนี้ได้

 

                  “นะ......” เสียงอ้อนกระเส่าพร่าข้างหู มือหนาจับแก้มก้นนุ่มจนเต็มสองฝ่ามือแล้วบิออกราวกับบิส้มแล้วรั้งก้นงอนขึ้นลง พร้อมกระดกหน้าขาตนอย่างไม่อาจทนต่อความคับบีบรัดท่อนลำแบบครึ่งๆกลางๆแบบนี้

 

                  “อื๊ออ!!!........” ร่างขาวสั่นสะท้าน ตาหวานเหลือบมองล่าง มองท่อนลำที่คาไว้ก่อนจะหอบหายใจเมื่อเอวบางถูกรั้งขึ้นแล้วก็ดึงลงให้นั่งทับกับตอเนื้อที่ผงาดตั้งลำ

 

                  “อ๊า!......./…..ซี๊ดดด!!” สองเสียงครางระงม แขนเรียวเกี่ยวลำคอหนาแทรกนิ้วเข้าขยุ้มผมดกนุ่มแน่นจนเต็มกำมือ ใบหน้าหวานแหงนหงายพาให้ผมดำยาวระพื้นเตียงไหวไปมาอย่างน่าดู  

 

                    อกขาวบางที่ประดับด้วยเม็ดสีกุหลาบล่ออยู่ตรงหน้าพาเอาคนคุมเกมส์ก้มลงงับยอดเนื้ออ่อนเข้าปากระบายอารมณ์แล้วละเลงลิ้นเกลี่ยทั้งซ้ายทั้งขวาอย่างเมามันส์

 

                   ส่วนช่วงล่างก็เด้งเข้าแล้วดึงออกพาบางอย่างที่ทั้งใหญ่โต ทั้งร้อนผ่าวราวกับแท่งเหล็กเผาไฟให้เข้าช่องทางนุ่มที่ตอดรัดหนุบหนับอย่างหนักหน่วง

 

                   “อ๊ะ!...อ๊ะ!... อ๊ะ!.....อื๊อออ!....”

 

                  “ซี๊ดดด...........อืม.......”

 

                  จุดอ่อนไหวด้านในโดนกระแทกบดเบียดเน้นๆ ทำให้คนตัวบางลืมตัวปล่อยมือของตนจนหงายหลังพาให้ร่างหนาโน้มตัวตามลงไปทาบจนส่วนที่ยังเชื่อมต่อกันนั้นประสานแนบแน่นเข้าไปอีก

 

                   ลอนท้องแข็งที่เรียกว่าซิกซ์แพ็คแนบแผ่นท้องแบนราบ กระดกเพียงสะโพกสอบทั้งดึงทั้งดันตัวตนอันแข็งขึงใหญ่โตเข้าหาช่องทางจนได้ยินเสียงน้ำเจ๊าะแจ๊ะอย่างหยาบโลน

 

                   “อ๊า!..อ๊า.....อือ  อืม.....อ๊า!

 

                   ร่างบางสั่นไหวไปกับแรงกระแทกอันหนักหน่วง แต่ที่ยังไม่หลุดลอยออกไปนอกเตียงเพราะมือหนาประสานฝ่ามือบางกดแนบที่นอนนุ่มแนบแน่น

 

                   ปากบางอิ่มเผยออ้าหมายจะหอบหายใจ ทำให้ปลายลิ้นอีกฝ่ายฉวยโอกาสแทรกเข้าเกี่ยวดึงลิ้นเล็กบางในโพรงปากนุ่มถนัดถนี่ยิ่งขึ้น

 

                  “อืมม!!....อ่า!.....อ๊ะ!....” จู่ๆร่างสูงใหญ่ก็ผงกร่างผละห่าง ดึงบางอย่างที่กำลังร้อนผ่าวออกไปด้วยทำเอาร่างบางสะดุ้งสุดตัวเพราะรู้สึกเบาโหวงช่องทางทันทีทันได

 

                   แต่เพียงครู่เดียวก็เข้าใจเพราะคนที่กำลังนอนหงายถูกจับพลิกตะแคงซ้ายแล้วร่างสูงที่ห่างไปเมื่อครู่ก็ขยับเข้ามากอดซ้อนจากด้านหลังทันที

 

                  พริบตาเดียวที่ลำขาเรียวข้างหนึ่งถูกแขนแกร่งรั้งให้ยกค้างและบางอย่างที่ตั้งลำรอท่าก็เบียดแทรกผนังความคับแคบเข้าทีละนิด ทีละนิดจนก้นงอนแนบหน้าขาของคนด้านหลัง

 

                 “อื๊ออ!! ...ภีม....อ๊า!” ทิวาหลับตาปี๋  ลำแขนหนาข้างที่อ้อมเข้ากอดรัดคนตัวบางไว้แน่นนั้นมันไม่กอดเปล่า ยังขยับปรนเปรอลำเนื้ออ่อนบางที่ชี้ชันด้านหน้าไปด้วย

 

                  เสียงเนื้อกระทบเนื้อ

 

                 เสียงหายใจ เสียงกระซิบกระเส่าพร่า

 

                  ซอกคอหอมทั้งไหล่บางถูกริมฝีปากร้อนผ่าวขบเม้มเอาไม่เว้นเลยแม้ซักมิลเดียว

 

                  แม้แผ่นหลังบางๆขาวเนียนที่ล่อตาก็ยังไม่วายโดนลิ้นร้ายปาดชิมสร้างรอยชมพูจางจนสุดทางทำเอามือบางที่ยันที่นอนไว้เพื่อรับน้ำหนักตัวเองสั่นระริกจนต้องทิ้งตัวแนบหน้าหวานกับที่นอนนุ่ม

 

                  ตาหวานหลับพริ้มนึกเห็นภาพช่องทางสีหวานของตนถูกท่อนลำเนื้อที่ทั้งแข็งทั้งแกร่งอัดแน่นไปด้วยเส้นเลือดปูดโปนน่ากลัวเบียดซุกจนมิดด้าม ลำเนื้อด้านหน้าก็ถูกมือหนาสาวขึ้นสาวลงเร็วปานหัวจักร

 

                 ทั้งด้านหน้าและช่องทางด้านหลังถูกร่างสูงปรนเปรอพร้อมๆกันทำเอาทิวาตาพร่า พ่นของเหลวสีขาวออกมาจนเต็มฝ่ามือครามพร้อมกับร่างบางกระตุกยึกเกร็งแขนเกร็งขาคว้าจิกข้อมือหนาข้างที่กำลังปรนเปรอตนด้านหน้าเอาไว้แน่น

 

                 “อื๊อออออออ!!...........อ๊าา

 

                 เมื่อเห็นคนในอ้อมแขนแตะขอบสวรรค์ร่างหนาจึงทาบอกแกร่งตามกอดร่างบางให้นอนคว่ำแล้วสอบสะโพกเข้าหาก้นงอนงามถี่ยิบ

 

                 แรงตอดหนุบหนับบีบรัดลำเอ็นที่ร้อนผ่าวแข็งขึง เพียงไม่กี่วินาทีหลังจากนั้นคนด้านบนก็ใส่เกียร์เกร็งสะโพกกระดกหน้าขาเข้าหาเป้าหมายจนดัง ปั๊บ ปั๊บ ปั๊บ

 

                 เสียงเนื้อกระทบกันดังเป็นจังหวะจนกระทั่ง

 

                 “อ๊า... อ๊า อ๊า....!!”

 

                  “อ่าห์ ...ซี๊ดดดด

 

                  สองมือหนาบีบสะโพกเนียนไว้แน่นจนเต็มฝ่ามือ กระดกหน้าขาส่งลำเนื้อแข็งโป๊กเข้าหาก้นนุ่มก่อนจะแหงนหน้าเริดแล้วทรุดฮวบกอดรัดคนตัวบางที่บิดเป็นเกรียวอยู่ด้านใต้

 

                  “อ๊า แฮ่ก แฮ่ก แฮ่ก ...แฮ่ก”

 

                  “อืมมม...!

 

                   “อ่าาาา”

 

                   “ซี๊ดดดด!...”

 

 

 

ความคิดเห็น